๓. สีวลีเถราปทาน
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สีวลีเถราปทานที่ ๓ ว่าด้วยบุพจริยาของพระสีวลีเถระ
ตติยํ สีวลิตฺเถราปทานํ (๕๔๓)
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุ ในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ศีลของพระองค์ ใครๆ ก็คำนวณไม่ได้ สมาธิของพระองค์เปรียบด้วยแก้ววิเชียร ฌานอันประเสริฐของพระองค์ใครๆ ก็นับไม่ได้ และวิมุติของ พระองค์หาอะไรเปรียบมิได้ พระนายกเจ้าทรงแสดงธรรมในสมาคม มนุษย์ เทวดา นาคและพรหม ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและ พราหมณ์ พระพุทธองค์ผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรงตั้งสาวกของ พระองค์ผู้มีลาภมาก มีบุญ ทรงซึ่งฤทธิ์อันรุ่งเรืองไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ ครั้งนั้น เราเป็นกษัตริย์ในพระนครหงสวดี ได้ยินพระ- พิชิตมารตรัสถึงคุณเป็นอันมากของพระสาวก ดังนั้น จึงได้นิมนต์ พระชินสีห์พร้อมทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ครั้น ถวายมหาทานแล้วก็ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น พระธีรเจ้าผู้ประเสริฐ กว่าบุรุษ ทอดพระเนตรเห็นเราหมอบอยู่แทบพระบาทในคราวนั้น จึงได้ตรัสพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง ลำดับนั้น มหาชน ทวยเทพ คนธรรพ์ พรหมผู้มีฤทธิ์มากและสมณพราหมณ์ ผู้ใคร่ จะฟังพระพุทธพจน์ต่างประณตน้อมถวายนมัสการทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นบุรุษผู้เป็นอาชาไนย ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อม แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอ นอบน้อมแด่พระองค์ พระมหากษัตริย์ได้ถวายทานกว่า ๗ วัน ข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะฟังผลของมหาทานนั้น ข้าแต่พระ มหามุนี ขอได้ทรงโปรดพยากรณ์เถิด ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงคอยสดับภาษิตของเรา ทักษิณาที่ตั้งไว้ ในพระพุทธเจ้าผู้มีคุณหาประมาณมิได้พร้อมทั้งพระสงฆ์ ใครเล่าจะ เป็นผู้ถือเอามากล่าว เพราะทักษิณานั้นมีผลหาประมาณมิได้ อีก ประการหนึ่ง กษัตริย์ผู้มีโภคะมากนี้ ทรงปรารถนาฐานันดรอันอุดม ว่า ถึงเราก็พึงเป็นผู้ได้ลาภมาก เหมือนภิกษุชื่อสุทัสสนะฉะนั้น เถิด มหาบพิตรจักได้ฐานันดรนี้ในอนาคต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระโอกกากราช จักทรงอุบัติขึ้นในโลก กษัตริย์องค์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของ พระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็น สาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสีวลี เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระโลกนายกพระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงดงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนครพันธุมวดี และเป็นคนที่หมั่นขยันขวนขวายในกิจการงาน ครั้งนั้น พระราชา พระองค์หนึ่งตรัสสั่งให้นายช่างสร้างพระอาราม ซึ่งปรากฏว่าใหญ่ โต ถวายสมเด็จพระวิปัสสีผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่ เมื่อการสร้าง พระอารามสำเร็จแล้ว ชนทั้งหลายได้ถวายมหาทานซึ่งเข้าใจว่าของ เคี้ยว ชนทั้งหลายค้นคว้าหานมส้มและน้ำผึ้งไม่ได้ เวลานั้น เราถือ นมส้มใหม่และน้ำผึ้งไปเรือนของนายงาน ชนทั้งหลายที่แสวงหานม ส้มใหม่และน้ำผึ้งพบเราเข้า ทั้งสองสิ่งเขาได้ให้ราคาตั้งพันกหาปณะ ก็ยังไม่ได้ไป ครั้งนั้น เราคิดว่าของสองสิ่งนี้เราไม่มีกะใจที่จะขาย มัน ชนเหล่านี้ทั้งหมดสักการะพระตถาคต ฉันใด แม้เราก็จะทำ สักการะในพระผู้นำโลกกับพระสงฆ์ ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้งนั้น เราได้นำเอาไปแล้ว ขยำนมส้มกับน้ำผึ้งเข้าด้วยกันแล้วถวายแด่ พระโลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะ การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ต่อมา เราได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้มียศใหญ่ในพระนครพาราณสี ในครั้งนั้น เราเคืองศัตรูจึงสั่งให้ทหารทำการล้อมประตูเมืองของ ศัตรูไว้ ประตูที่ถูกล้อมของพระราชาผู้มีเดชรักษาไว้ได้เพียงวันเดียว เพราะผลของกรรมนั้น เราจึงต้องตกนรกอันร้ายกาจที่สุด และใน ภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดในโกลิยบุรี พระชนนีของเราพระนาม ว่าสุปปวาสา พระชนกของเราพระนามว่ามหาลิลิจฉวี เราเกิดในราช วงศ์ก็เพราะบุญกรรม เพราะการล้อมประตูเมืองให้ผล เราจึงต้อง ประสบทุกข์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาถึง ๗ ปี เราต้องหลง ทวารอยู่อีก ๗ วัน เพียบพร้อมไปด้วยมหันตทุกข์ พระมารดาของ เราต้องประสบทุกข์ด้วยเช่นนี้ ก็เพราะฉันทะในการล้อมประตูเมือง เราอันพระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ จึงออกจากพระครรภ์พระมารดา โดยสวัสดี เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในวันที่เราคลอดออกมา นั่นเอง ท่านพระสารีบุตรเถระเป็นอุปัชฌาย์ของเรา พระโมคคัลลาน- เถระผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีปรีชามาก เมื่อปลงผมให้ ได้อนุศาสน์ พร่ำสอนเรา เราได้บรรลุอรหัตเมื่อกำลังปลงผมอยู่ ทวยเทพ นาค และมนุษย์ต่างก็น้อมนำปัจจัยเข้ามาถวายเรา เพราะเศษของกรรม ที่เราเป็นผู้เบิกบาน บูชาพระผู้นำชั้นพิเศษ พระนามว่าปทุมุตระและ พระนามว่าวิปัสสี ด้วยปัจจัยทั้งหลายโดยพิเศษ เราจึงได้ลาภอันอุดม ไพบูลย์ทุกแห่งหน คือ ในป่า ในบ้าน ในน้ำ บนบก ในคราวที่พระผู้ มีภาคผู้นำโลกชั้นเลิศพร้อมด้วยภิกษุสามหมื่นรูป เสด็จไปเยี่ยมท่าน พระเรวตะ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมาก เป็น นายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ เป็นผู้อันเราบำรุงด้วยปัจจัยที่ เทวดานำเข้ามาถวายเรา ได้เสด็จไปเยี่ยมท่านเรวตะแล้ว ภายหลัง เสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหารแล้ว จึงทรงแต่งตั้งเราไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ พระศาสดาผู้ทรงประพฤติประโยชน์แก่สัตว์ ทั้งปวง ได้ตรัสสรรเสริญเราในท่ามกลางบริษัทว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาสาวกของเรา ภิกษุสีวลีเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่มีลาภ มาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสีวลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ สีวลีเถราปทาน.
|๑๓๓.๕๔| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ |๑๓๓.๕๕| สีลนฺตสฺส อสงฺเขยฺยํ สมาธิ วชิรูปโม อสงฺเขยฺยํ ญาณวรํ วิมุตฺติ จ อโนปมา ฯ |๑๓๓.๕๖| มนุชามรุนาคานํ พฺรหฺมานญฺจ สมาคเม สมณพฺราหฺมณากิณฺเณ ธมฺมํ เทเสสิ นายโก ฯ |๑๓๓.๕๗| สสาวกํ มหาลาภึ ปุญฺญวนฺตํ ชุตินฺธรํ ฐเปสิ เอตทคฺคมฺหิ ปริสาสุ วิสารโท ฯ |๑๓๓.๕๘| ตทาหํ ขตฺติโย อาสึ นคเร หํสสวฺหเย สุตฺวา ชินสฺส ตํ วากฺยํ สาวกสฺส คุณํ พหุํ ฯ |๑๓๓.๕๙| นิมนฺตยิตฺวา สตฺตาหํ โภชยิตฺวา สสาวกํ มหาทานํ ททิตฺวาน ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ |๑๓๓.๖๐| ตทา มํ วินตํ ปาเท ทิสฺวาน ปุริสาสโภ สเรน มหตา ธีโร อิมํ วจนมพฺรวิ ฯ |๑๓๓.๖๑| ตโต ชินสฺส วจนํ โสตุกามา มหาชนา เทวตา อถ คนฺธพฺพา พฺรหฺมาโน จ มหิทฺธิกา ฯ |๑๓๓.๖๒| สมณพฺราหฺมณา เจว นมสฺสึสุ กตญฺชลี นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ฯ |๑๓๓.๖๓| ขตฺติเยน มหาทานํ ทินฺนํ สตฺตาหกาธิกํ โสตุกามา ผลํ ตสฺส พฺยากโรหิ มหามุนิ ฯ |๑๓๓.๖๔| ตโต อโวจ ภควา สุณาถ มม ภาสิตํ อปฺปเมยฺยมฺหิ พุทฺธมฺหิ สสงฺฆมฺหิ ปติฏฺฐิตา ฯ |๑๓๓.๖๕| ทกฺขิณาทาย โก วตฺตา อปฺปเมยฺยผลา หิ สา อปิเจส มหาโภโค ฐานํ ปตฺเถติ อุตฺตมํ ฯ |๑๓๓.๖๖| ลาภี วิปุลลาภานํ ยถา ภิกฺขุ สุทสฺสโน ตถาหมฺปิ ภเวยฺยนฺติ ลจฺฉเสตํ อนาคเต ฯ |๑๓๓.๖๗| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๓๓.๖๘| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต สีวลี นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๑๓๓.๖๙| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๓๓.๗๐| เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี โลกนายโก อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ |๑๓๓.๗๑| ตทาหํ พนฺธุมติยา กุลสฺสญฺญตรสฺส จ ทยิโต วุฏฺฐิโต เจว อาสึ กมฺมนฺตพฺยาวโฏ ฯ |๑๓๓.๗๒| ตทา อญฺญตโร ปุคฺโค วิปสฺสิสฺส มเหสิโน ปริเวณํ อกาเรสิ มหนฺตมิติ วิสฺสุตํ |๑๓๓.๗๓| นิฏฺฐิเต จ มหาทานํ ททุํ ขชฺชกสญฺญุตํ นวํ ทธึ มธุญฺเจว วิจินํ เนว อทฺทสุํ ฯ |๑๓๓.๗๔| ตทาหนฺตํ คเหตฺวาน นวทธึ มธุมฺปิจ กมฺมสามิฆรํ คจฺฉึ ตเมสนฺตา มมทฺทสุํ ฯ |๑๓๓.๗๕| สหสฺสมปิ ทตฺวาน นาลภิตฺถ สตทฺวยํ ตโตหเมว จินฺเตสึ เนตํ เหสฺสติ โอรกํ ฯ |๑๓๓.๗๖| ยถา อิเม ชนา สพฺเพ สกฺกโรนฺติ ตถาคตํ อหมฺปิ การํ กริสฺสามิ สสงฺเฆ โลกนายเก ฯ |๑๓๓.๗๗| ตทาหเมว เนตฺวาน ทธึ มธุญฺจ เอกโต มทฺทิตฺวา โลกนาถสฺส สสงฺฆสฺส อทาสหํ ฯ |๑๓๓.๗๘| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๓๓.๗๙| ปุนาหํ พาราณสิยํ ราชา หุตฺวา มหายโส สตฺตุกสฺส ตทา ทุฏฺโฐ ทฺวารโรธํ อการยึ ฯ |๑๓๓.๘๐| ตทา ตปสฺสิโน รุทฺธา เอกาหํ รกฺขิตา อหุํ ตโต ตสฺส วิปาเกน ปาปิฏฺฐํ นิรยํ ภุสํ ฯ |๑๓๓.๘๑| ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโตหํ โลกิเย ปุเร สุปฺปวาสาว เม มาตา มหาลิลิจฺฉวิ เม ปิตา ฯ |๑๓๓.๘๒| ขตฺติเย ปุญฺญกมฺเมน ทฺวารโรธสฺส วาหสา สตฺตวสฺสานิ นิวสึ มาตุกุจฺฉิมฺหิ ทุกฺขิโต ฯ |๑๓๓.๘๓| สตฺตาหํ ทฺวารมุโฬฺหหํ มหาทุกฺขสมปฺปิโต มาตา เม ฉนฺททาเนน เอวํ อาสิ สุทุกฺขิตา ฯ |๑๓๓.๘๔| สุวตฺถิโตหํ นิกฺขนฺโต พุทฺเธน อนุกมฺปิโต นิกฺขนฺตทิวเสเยว ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๑๓๓.๘๕| อุปชฺฌาโย สารีปุตฺโต เม โมคฺคลฺลาโน มหิทฺธิโก เกเส โอโรปยนฺโต เม อนุสาสิ มหามติ ฯ |๑๓๓.๘๖| เกเสสุ ฉิชฺชมาเนสุ อรหตฺตํ อปาปุณึ เทวา นาคา มนุสฺสา จ ปจฺจเย อุปเนนฺติ เม ฯ |๑๓๓.๘๗| ปทุมุตฺตรนามญฺจ วิปสฺสิญฺจ วินายกํ ยํ ปูชยึ ปมุทิโต ปจฺจเยหิ วิเสสโต ฯ |๑๓๓.๘๘| ตโต เตสํ วิเสเสน กมฺมานํ วิปุลุตฺตมํ ลาภํ ลภามิ สพฺพตฺถ วเน คาเม ชเล ถเล ฯ |๑๓๓.๘๙| เรวตํ ทสฺสนตฺถาย ยทา ยาติ วินายโก ตึสภิกฺขุสหสฺเสหิ สห โลกคฺคนายโก ฯ |๑๓๓.๙๐| ตทา เทโวปนีเตหิ มมตฺถาย มหามติ ปจฺจเยหิ มหาวีโร สสงฺโฆ โลกนายโก ฯ |๑๓๓.๙๑| อุปฏฺฐิโต มยา พุทฺโธ คนฺตฺวา เรวตมทฺทส ตโต เชตวนํ คนฺตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๑๓๓.๙๒| ลาภีนํ สีวลี อคฺโค มม สิสฺเสสุ ภิกฺขโว สพฺพโลกหิโต สตฺถา กิตฺตยิ ปริสาสุ มํ ฯ |๑๓๓.๙๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๓๓.๙๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๓๓.๙๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สีวลี เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สีวลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ