๑๐. อุปวานเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๐. อุปวานเถราปทาน ๑๐. อุปวานเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุปวานเถระ (พระอุปวานเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว
มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต สร้างจิตกาธานอย่างงดงามแล้ว ยกพระสรีระขึ้นวางไว้
ชนเหล่านั้นทั้งหมด พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ถวายพระเพลิงพุทธสรีระแล้ว รวบรวมพระธาตุ พากันสร้างพุทธสถูปไว้ ณ ที่นั้น
สถูปชั้นที่ ๑ ทำด้วยทองคำ ชั้นที่ ๒ ทำด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ ทำด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ ทำด้วยแก้วผลึก
ที่พระสถูปนั้น ชั้นที่ ๕ ทำด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ ทำด้วยแก้วลาย ชั้นที่สูงๆ ขึ้นไปจากนี้ทำด้วยแก้วทั้งหมด
ร่างร้าน ทำด้วยแก้วมณี ไพที(แท่นสำหรับวางเครื่องสักการะ) ทำด้วยรัตนะ องค์พระสถูปทำด้วยทองคำล้วน สูงขึ้นไปหนึ่งโยชน์
ครั้งนั้น หมู่เทวดามาประชุมกัน ณ ที่นั้นแล้วร่วมปรึกษากันว่า ถึงพวกเราก็จักสร้างพระสถูปเพื่อบูชาพระโลกนาถ ผู้คงที่
พระบรมสารีริกธาตุไม่แยกกัน คือรวมเป็นกลุ่มเดียวกัน พวกเราจักสร้างพระสถูปครอบไว้ที่พระพุทธสถูปนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๕๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๐. อุปวานเถราปทาน
หมู่เทพได้ขยายพระสถูปให้สูงขึ้นไปอีกหนึ่งโยชน์ ด้วยรัตนะทั้ง ๗ ประการ พระสถูปองค์นั้นจึงมีความสูง ๒ โยชน์ ซึ่งส่องสว่างขจัดความมืดได้
ครั้งนั้น พวกนาคมาประชุมกัน ณ ที่นั้นแล้ว ร่วมปรึกษากันว่า มนุษย์และเทวดาเหล่านั้น ได้พากันสร้างพระพุทธสถูปเสร็จแล้ว
พวกเราอย่าได้ประมาทกันเลย มนุษย์และเทวดาไม่ประมาทกันแล้ว ถึงพวกเราก็จักสร้างพระสถูป เพื่อบูชาพระโลกนาถ ผู้คงที่
พวกนาคพากันรวบรวมแก้วมรกต แก้วมหานิล และแก้วมณีโชติรส ช่วยกันประดับพระพุทธสถูป
ครั้งนั้น พระสถูปทั้งองค์ สำเร็จด้วยแก้วมณี จนกระทั่งเป็นพุทธเจดีย์สูง ๓ โยชน์ ส่องแสงสว่างไสว
ครั้งนั้น พวกครุฑมาประชุมกันแล้ว ร่วมปรึกษากันว่า มนุษย์ เทวดา และนาคเหล่านั้นได้พากันทำพุทธบูชาแล้ว
พวกเราอย่ามัวประมาทอยู่เลย มนุษย์ นาค และเทวดาไม่ประมาทกันแล้ว ถึงพวกเราก็จักสร้างพระสถูป เพื่อบูชาพระโลกนาถ ผู้คงที่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๕๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๐. อุปวานเถราปทาน
ครุฑเหล่านั้น ได้สร้างพระสถูป ครอบพระสถูปแก้วมณีทั้งองค์ แม้พวกเขาก็ได้ขยายพระพุทธเจดีย์ให้กว้างไปอีกหนึ่งโยชน์
พระพุทธสถูปสูงขึ้นไปอีก ๔ โยชน์ รุ่งโรจน์ ย่อมส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ ดุจดวงอาทิตย์อุทัย
ครั้งนั้น พวกกุมภัณฑ์มาประชุมกันแล้ว ร่วมปรึกษากันว่า มนุษย์ เทวดา นาค และครุฑก็เป็นเหมือนกันหมด
ต่างก็ได้พากันสร้างพระสถูปที่อุดมพวกละองค์ บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด พวกเราอย่ามัวประมาทกันเลย มนุษย์และเทวดาไม่ประมาทกันแล้ว
ถึงพวกเราก็จักสร้างพระสถูป เพื่อบูชาพระโลกนาถ ผู้คงที่ จักใช้รัตนะทั้งหลายประดับพระพุทธเจดีย์ให้กว้างออกไป
กุมภัณฑ์แม้เหล่านั้น ได้ขยายพระพุทธเจดีย์ให้กว้างออกไปอีกหนึ่งโยชน์ ครั้งนั้น พระสถูปจึงสูงขึ้นเป็น ๕ โยชน์ ย่อมส่องแสงสว่างไสว
ครั้งนั้น พวกยักษ์มาประชุมกัน ณ ที่นั้นแล้ว ร่วมปรึกษากันว่า มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ และกุมภัณฑ์
ต่างก็ได้พากันสร้างพระสถูป ที่ประเสริฐสุดพวกละองค์บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๕๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๐. อุปวานเถราปทาน พวกเราอย่ามัวประมาทกันเลย มนุษย์และเทวดาไม่ประมาทกันแล้ว
ถึงพวกเราก็จักสร้างพระสถูป บูชาพระโลกนาถ ผู้คงที่ นำแก้วผลึกมาประดับพระพุทธเจดีย์ให้กว้างออกไปอีก
ยักษ์แม้เหล่านั้น ได้ขยายพระพุทธเจดีย์ให้กว้างออกไปอีกหนึ่งโยชน์ ครั้งนั้น พระสถูปจึงสูงขึ้นเป็น ๖ โยชน์ ส่องแสงสว่างไสว
ครั้งนั้น พวกคนธรรพ์มาประชุมกันแล้ว ร่วมปรึกษากันว่า มนุษย์ เทวดา นาค กุมภัณฑ์ และครุฑก็เหมือนกัน
พวกเขาทั้งหมดได้พากันสร้างพระพุทธสถูป ในเรื่องสร้างพระสถูปนี้ พวกเรายังไม่ได้สร้าง ถึงพวกเราก็จักสร้างพระสถูป บูชาพระโลกนาถ ผู้คงที่
ครั้งนั้น คนธรรพ์เหล่านั้น สร้างไพทีเป็น ๗ แห่งแล้วได้ทำธงและฉัตรไว้ พวกคนธรรพ์ได้ช่วยกันสร้างพระสถูปซึ่งสำเร็จด้วยทองคำล้วน
ครั้งนั้น พระสถูปสูงขึ้นเป็น ๗ โยชน์ ส่องแสงสว่างไสว จนไม่รู้กลางวันหรือกลางคืน เพราะมีแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา
ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์พร้อมทั้งดวงดาว ก็ข่มแสงพระสถูปนั้นไม่ได้ ในที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ แม้ประทีปก็ไม่โชติช่วง
โดยกาลนั้น มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งจะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่ขึ้นไปยังพระสถูป เพียงโยนเครื่องสักการะขึ้นไปบนอากาศ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๕๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๐. อุปวานเถราปทาน
ยักษ์ที่มีนามว่าอภิสัมมตะ ซึ่งเหล่าเทวดาตั้งไว้(เพื่อรักษาพระสถูป) คอยรับธงหรือพวงดอกไม้ไปบูชาให้ยิ่งขึ้น
ชนเหล่านั้นไม่เห็นยักษ์นั้น คงเห็นแต่พวงดอกไม้ของยักษ์ลอยไปอยู่ พวกเขาทั้งหมดเห็นแล้วอย่างนี้ เมื่อตายไปจึงไปสู่สุคติ
มนุษย์ทั้งหลายที่ไม่พอใจในพระพุทธพจน์ และมนุษย์ทั้งหลายที่เลื่อมใสศาสนา ผู้มีความต้องการจะเห็นปาฏิหาริย์ จะพากันบูชาพระสถูป
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เป็นคนรับจ้างอยู่ในกรุงหงสวดี เห็นประชาชนพากันรื่นเริงบันเทิงใจ จึงคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่า
หมู่ชนเหล่านี้พากันดีใจไม่เคยอิ่มถึงสักการะ ซึ่งปรากฏที่เรือนแห่งพระธาตุ ของพระผู้มีพระภาคพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่
แม้เราก็จักทำสักการบูชาพระโลกนาถ ผู้คงที่ เป็นธรรมทายาทของพระองค์ในอนาคตกาล
ข้าพเจ้าจึงใช้ผ้าห่มของข้าพเจ้าที่ช่างย้อมซักไว้อย่างดี คล้องไว้ที่ปลายไม้ไผ่แล้วจึงยกขึ้นเป็นธงในท้องฟ้า
ยักษ์อภิสัมมตะ หยิบธงของข้าพเจ้านำไปในท้องฟ้า ข้าพเจ้าเห็นแต่ธงสะบัดพลิ้วเพราะสายลม จึงทำความร่าเริงให้เกิดขึ้นอย่างยิ่ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๕๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๐. อุปวานเถราปทาน
ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในธงนั้นแล้ว เข้าไปหาพระสมณะ อภิวาทพระภิกษุรูปนั้นแล้ว จึงถามถึงวิบากในการบูชาด้วยธง
พระภิกษุรูปนั้นมีความยินดีมากต่อข้าพเจ้า จึงกล่าวถ้อยคำที่ทำความปีติให้เกิดแก่ข้าพเจ้าว่า ท่านจักได้เสวยวิบากแห่งธงนั้นตลอดกาล
กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า จักแวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง
เครื่องดนตรี ๖๐,๐๐๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม จักแวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง
สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ล้วนประดับตกแต่งสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อันงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี
มีตากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง
ท่านจักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเกิดเป็นจอมเทพ ครองเทวสมบัติตลอด ๘๐ ชาติ
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๕๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๐. อุปวานเถราปทาน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
ท่านถูกกุศลมูลตักเตือนแล้วจุติจากเทวโลก ประกอบด้วยบุญกรรม จักเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์
ท่านจักละทิ้งสมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ และทาสกรรมกรจำนวนมากแล้ว บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม
ท่านมีชื่อว่าอุปวานะ จักให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้ประเสริฐแห่งวงศ์ศากยะ ผู้ประเสริฐ ทรงพอพระทัยแล้ว เป็นสาวกของพระศาสดา
กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ได้แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว(จากกิเลส) ดุจความเร็วแห่งลูกศรที่พ้นไปจากแล่ง ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว
เมื่อข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ชนทั้งหลาย จักโบกธงประจำตลอดที่ ๓ โยชน์โดยรอบทุกเวลา
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๓๖๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๖. ยสวรรค] ๑๑. รัฏฐปาลเถราปทาน จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุปวานเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ อุปวานเถราปทานที่ ๑๐ จบ