คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๖๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ปฏาจาราเถริยาปทานที่ ๑๐ ว่าด้วยบุพจริยาของพระปฏาจาราเถรี

ทสมํ ปฏาจาราเถริยาปทานํ (๒๐)

๑๖๐

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้นายกของโลกพระนาม ว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น ดิฉัน เกิดในตระกูลเศรษฐี อันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในเมือง หงสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขเป็นอันมาก ดิฉันเข้าไปเฝ้า พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา มีความเลื่อม ใสอันเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ถึงพระองค์เป็นสรณะ ครั้ง นั้น พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีความละอาย คงที่คล่องแคล่วในกิจที่ควรและกิจที่ไม่ควร ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณี ทั้งหลายฝ่ายทรงวินัย ดิฉันมีจิตยินดีปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงนิมนต์ พระทศพลผู้เป็นนายกพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอด สัปดาห์หนึ่ง ถวายบาตรและจีวรแล้วซบศีรษะลงแทบพระบาท แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระธีรมุนีผู้นายกของโลก ภิกษุณีองค์ใด พระองค์ทรงสรรเสริญในตำแหน่งอันประเสริฐกว่าภิกษุณีสงฆ์นี้ ถ้า ตำแหน่งนั้นจะสำเร็จแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักเป็นเช่นภิกษุณี องค์นั้น ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า นางผู้เจริญ อย่าง กลัวเลย จงเบาใจเถิด ท่านจักได้ตำแหน่งนั้นตามใจปรารถนาใน อนาคตกาล ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่าน ผู้เจริญนี้ จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่า ปฏาจารา ครั้งนั้น ดิฉันยินดีมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระ- พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกกับพระสงฆ์จนตลอดชีวิต ด้วย กุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉัน ละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในภัทรกัปนี้ พระ พุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ แห่งพราหมณ์ มีบริวาร ยศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พระเจ้า กาสีพระนามว่ากิกีผู้เป็นใหญ่กว่านรชน ในพระนครพาราณสีอันอุดม ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็น พระธิดาคนที่สามของท้าวเธอมีนามปรากฏว่าภิกษุณี ได้ฟังธรรมของ พระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา ... ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี ที่มั่งคั่งเจริญ มีทรัพย์มากในพระนครสาวัตถี เมื่อใด ดิฉันเจริญวัย เป็นสาวตกอยู่ในอำนาจวิตก พบบุรุษชาวชนบทผู้หนึ่งแล้วได้ไป กับเขา ดิฉันคลอดบุตรคนหนึ่ง มีท้องบุตรคนที่สอง เมื่อนั้น ดิฉันปรารถนาว่า จะไปเยี่ยมมารดาบิดา ครั้งนั้น ดิฉันมิได้บอกสามี เมื่อสามีของดิฉันเข้าไปป่า ดิฉันคนเดียวออกจากเรือน จะไปยัง พระนครสาวัตถีอันอุดม ภายหลังสามีของดิฉันมาตามทันที่หนทาง เวลานั้น ลมกรรมชวาตอันทำให้เจ็บปวดเหลือทนเกิดขึ้นแก่ดิฉัน ทั้งมหาเมฆก็เกิดขึ้นในเวลาที่ดิฉันจะคลอด สามีไปหาที่กำบังก็ถูกงู กัดตาย เวลานั้นดิฉันมีทุกข์ที่จะคลอด หมดที่พึ่ง เป็นคนกำพร้า เดินไปเห็นแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีน้ำเต็มเป็นที่อยู่แห่งสัตว์น้ำ อุ้มบุตรน้อยข้ามไป ที่ฝั่งข้างโน้นคนเดียว ให้บุตรน้อยดื่มนมแล้ว ประสงค์จะให้บุตรคนใหญ่ข้าม จึงกลับมา เหยี่ยวตัวหนึ่ง เฉี่ยว บุตรน้อยที่ร้องจ้าไปเสียแล้ว บุตรคนใหญ่ก็ถูกกระแสน้ำพัดไป ดิฉันนั้นมากไปด้วยความโศกเดินไปยังพระนครสาวัตถี ได้ยินข่าวว่า มารดาบิดาและพี่ชายของตนตายเสียแล้ว เวลานั้น ดิฉันแน่นไป ด้วยความโศกเปี่ยมไปด้วยความโศกมาก ได้กล่าวว่า บุตรสองคน ตายเสียแล้ว สามีของเราก็ตายเสียในป่า มารดาบิดาและพี่ชาย ของเรา ก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน ครั้งนั้น ดิฉันทั้งซูบผอม ทั้งผิวเหลือง ไม่มีที่พึ่ง ตรอมใจทุกวัน เมื่อเดินไปข้างนี้ข้างนั้นได้ เห็นพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นสารถีฝึกนรชน ขณะนั้น พระศาสดา ได้ตรัสกะดิฉันว่า ท่านอย่าโศกเศร้าถึงบุตรเลยจงเบาใจเถิด จง แสวงหาตนของท่านเถิดเดือดร้อนไปไม่มีประโยชน์อะไรเลย บุตร ธิดา ญาติและพวกพ้องไม่ป้องกันคนผู้ถึงที่ตายได้เลย ความป้อง กันไม่มีในญาติทั้งหลาย ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว ได้บรรลุ ถึงปฐมผล บวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล เป็นผู้มีความ ชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้ปรจิตตวิชา เป็นผู้ปฏิบัติตามคำ สอนของพระพุทธเจ้ารู้ปุพพนิวาสญาณชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ทำ อาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ในกาล นั้น ดิฉันศึกษาพระวินัยทั้งปวงในสำนักพระบรมศาสดา ผู้ทรง เห็นธรรมทั้งปวงและกล่าวพระวินัยทั้งมวลกว้างขวางได้ตามจริง พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะว่าปฏาจาราภิกษุณีผู้เดียวเลิศกว่าพวกภิกษุณีฝ่ายที่ ทรงพระวินัย ... ทราบว่า ท่านพระปฏาจาราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบปฏาจาราเถริยาปทาน. ๑. เอกุโปสถิกาเถริยาปทาน ๒. สลฬปุพพิกาเถริยาปทาน ๓. โมทกทายิกาเถริยาปทาน ๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน ๕. ปัญจะทีปทายิกาเถริยาปทาน ๖. นฬมาลิกาเถริยาปทาน ๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน ๘. เขมาเถริยาปทาน ๙. อุบลวรรณเถริยาปทาน ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน ในวรรคนี้บัณฑิคำนวณคาถาได้ ๕๐๙ คาถา. จบเอกุโปสถวรรคที่ ๒. -----------------------------------------------------

|๑๖๐.๔๖๖| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ |๑๖๐.๔๖๗| ตทาหํ หํสวติยํ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหุ นานารตนปชฺโชเต มหาสุขสมปฺปิตา ฯ |๑๖๐.๔๖๘| อุเปตฺวา ตํ มหาวีรํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ตโต ชาตปฺปสาทาหํ อุเปสึ สรณํ ชินํ ฯ |๑๖๐.๔๖๙| ตโต วินยธารีนํ อคฺคํ วณฺเณสิ นายโก ภิกฺขุนึ ลชฺชินึ ตาทึ กปฺปากปฺปวิสารทํ ฯ |๑๖๐.๔๗๐| ตทา มุทิตจิตฺตาหํ ตํ ฐานํ อภิกงฺขยึ นิมนฺเตตฺวา ทสพลํ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ |๑๖๐.๔๗๑| โภชยิตฺวาน สตฺตาหํ ททิตฺวา ปตฺตจีวรํ นิปจฺจ สิรสา ปาเท อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ |๑๖๐.๔๗๒| ยา ตยา วณฺณิตา ธีร อิโต อฏฺฐมเก มุนิ ตาทิสาหํ ภวิสฺสามิ ยทิ สิชฺฌติ นายก ฯ |๑๖๐.๔๗๓| ตทา อโวจ มํ สตฺถา ภทฺเท มา ภายิ อสฺสส อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ |๑๖๐.๔๗๔| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๖๐.๔๗๕| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา โอรสา ธมฺมนิมฺมิตา ปฏาจาราติ นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวิกา ฯ |๑๖๐.๔๗๖| ตทาหํ มุทิตา หุตฺวา ยาวชีวํ ตทา ชินํ เมตฺตจิตฺตา ปริจรึ สสงฺฆํ โลกนายกํ ฯ |๑๖๐.๔๗๗| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๐.๔๗๘| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม นาเมน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๖๐.๔๗๙| อุปฏฺฐาโก มเหสิสฺส ตทา อาสิ นริสฺสโร กาสิราชา กิกี นาม พาราณสิปุรุตฺตเม ฯ |๑๖๐.๔๘๐| ตสฺสาสึ ตติยา ธีตา ภิกฺขุนี อิติ วิสฺสุตา ธมฺมํ สุตฺวา ชินคฺคสฺส ปพฺพชฺชํ สมโรจยึ ฯ |๑๖๐.๔๘๑| อนุชานิ น โน ตาโต อคาเรว ตทา มยํ วีสํ วสฺสสหสฺสานิ วิจริมฺห อตนฺทิตา ฯ |๑๖๐.๔๘๒| โกมาริพฺรหฺมจริยํ ราชกญฺญา สุเขฏฺฐิตา พุทฺโธปฏฺฐานนิรตา มุทิตา สตฺต ธีตโร ฯ |๑๖๐.๔๘๓| สมณี สมณคุตฺตา จ ภิกฺขุนี ภิกฺขุทาสิกา ธมฺมา เจว สุธมฺมา จ สตฺตมี สงฺฆทาสิกา ฯ |๑๖๐.๔๘๔| อหํ อุปฺปลวณฺณา จ เขมา ภทฺทา จ ภิกฺขุนี กิสาโคตมี ธมฺมทินฺนา วิสาขา โหติ สตฺตมี ฯ |๑๖๐.๔๘๕| เตหิ กมฺเมหิ สุกเตหิ เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๐.๔๘๖| ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาตา เสฏฺฐิกุเล อหํ สาวตฺถิยํ ปุรวเร อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน ฯ |๑๖๐.๔๘๗| ยทา จ โยพฺพนูเปตา วิตกฺกวสคา อหํ นรญฺชานปทํ ทิสฺวา เตน สทฺธึ อคญฺฉหํ ฯ |๑๖๐.๔๘๘| เอกปุตฺตปฺปสุตาหํ ทุติโย กุจฺฉิยา มม ตทาหํ มาตาปิตโร อิกฺขามีติ สุนิจฺฉิตา ฯ |๑๖๐.๔๘๙| นาโรเจสึ ปตึ มยฺหํ ตทา ตมฺหิ ปวาสิเต เอกิกา นิคฺคตา เคหา คนฺตุํ สาวตฺถิมุตฺตมํ ฯ |๑๖๐.๔๙๐| ตโต เม สามิ อาคนฺตฺวา สมฺภาเวสิ ปเถ มมํ ตทา เม กมฺมชา วาตา อุปฺปนฺนา อติทารุณา ฯ |๑๖๐.๔๙๑| อุทิโตว มหาเมโฆ ปสูติสมเย มม ทพฺพตฺถาย ตทา คนฺตฺวา สามิ สปฺเปน มาริโต ฯ |๑๖๐.๔๙๒| ตทา วิชาตทุกฺเขน อนาถา กปณา อหํ กุนฺนทึ ปูริตํ ทิสฺวา คจฺฉนฺตี สกุลาลยํ ฯ |๑๖๐.๔๙๓| พาลํ อาทาย โอตรึ ปารกูเล จ เอกิกา ปาเยตฺวา พาลกํ ปุตฺตํ อิตรํ ตารณายหํ ฯ |๑๖๐.๔๙๔| นิวตฺตา อุกฺกุโส หาสิ ตรุณํ วิลปนฺตกํ อิตรญฺจ วหิ โสโต สาหํ โสกสมปฺปิตา ฯ |๑๖๐.๔๙๕| สาวตฺถินครํ คนฺตฺวา อสฺโสสึ สชเน มเต ตทา อโวจ โสกฏฺฏา มหาโสกสมปฺปิตา ฯ |๑๖๐.๔๙๖| อุโภ ปุตฺตา กาลกตา วเน มยฺหํ ปติ มโต มาตา ปิตา จ ภาตา จ เอกจิตมฺหิ ฑยฺหเร ฯ |๑๖๐.๔๙๗| ตทา กิสา จ ปณฺฑุ จ อนาถา ทินมานสา อิโต ตโต คจฺฉนฺตีหํ อทฺทสํ นรสารถึ ฯ |๑๖๐.๔๙๘| ตโต อโวจ มํ สตฺถา ปุตฺเต มา โสจิ อสฺสส อตฺตานํ เต คเวสสฺสุ กึ นิรตฺถํ วิหญฺญสิ ฯ |๑๖๐.๔๙๙| น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย น ญาติ นปิ พนฺธวา อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา ฯ |๑๖๐.๕๐๐| ตํ สุตฺวา มุนิโน วากฺยํ ปฐมํ ผลมชฺฌคํ ปพฺพชิตฺวาน น จิรํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๖๐.๕๐๑| อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา ปรจิตฺตานิ ชานามิ สตฺถุ สาสนการิกา ฯ |๑๖๐.๕๐๒| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ วิสุทฺธาสึ สุนิมฺมลา ฯ |๑๖๐.๕๐๓| ตโตหํ วินยํ สพฺพํ สนฺติเก สพฺพทสฺสิโน อุคฺคหึ สพฺพวิตฺถารํ พฺยาหรึ จ ยถาตถํ ฯ |๑๖๐.๕๐๔| ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ อคฺคํ วินยธารีนํ ปฏาจาราว เอกิกา ฯ |๑๖๐.๕๐๕| ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ |๑๖๐.๕๐๖| ยสฺส อตฺถาย ปพฺพชิตา อคารสฺมา อนคาริยํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๑๖๐.๕๐๗| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๖๐.๕๐๘| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๖๐.๕๐๙| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ ปฏาจารา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปฏาจาราเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ อุทฺทานํ เอกุโปสถิกา เจว สลฬา จาถ โมทกา เอกาสนา ปญฺจทีปา นฬมาลี จ โคตมี ฯ เขมา อุปฺปลวณฺณา จ ปฏาจารา จ ภิกฺขุนี คาถาสตานิ ปญฺเจว นว จาปิ ตทุตฺตริ ฯ เอกุโปสถวคฺโค ทุติโย ฯ --------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน