คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๘. ยโสธราเถริยาปทาน

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๖๘พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ยโสธราเถริยาปทานที่ ๘ ว่าด้วยบุพจริยาของพระยโสธราเถรี

อฏฺฐมํ ยโสธราเถริยาปทานํ (๒๘)

๑๖๘

ดิฉันมีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก มีภิกษุณี ๑,๑๐๐ องค์ เป็นบริวาร เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทแล้วเห็นลายลักษณ์กงจักร ของพระศาสดา แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ได้กราบทูลว่า หม่อมฉันมีอายุ ๗๘ ปี ล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว ถึงความเป็นผู้มีกาย เงื้อมลงแล้วขอกราบทูลลาพระมหามุนี หม่อมฉันมีวัยแก่ มีชีวิต น้อย จักละพระองค์ไป มีที่พึ่งของตนได้ทำแล้ว มีมรณะใกล้เข้ามา ในวัยหลัง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันจักถึงความดับในคืนวันนี้ มิได้มีชาติ ชรา พยาธิและมรณะ จักไปสู่นิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นบุรีอันไม่มีความแก่ ความตายและไม่มีภัย บริษัทเข้าเฝ้าพระองค์ อยู่ รู้จักความผิด ขอประทานโทษ ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวไปในสงสาร หากมีความพลั้งพลาดใน พระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันเถิด. พระมีผู้พระภาคตรัสว่า ดูกรท่านผู้ปฏิบัติตามคำสอนของเรา ท่านจงแสดงฤทธิ์ และตัดความ สงสัยของบริษัททั้งปวงในศาสนาเถิด. พระยโสธราเถรีกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันชื่อยโสธราเป็นปชาบดีของพระองค์ เมื่อยังทรงครองอาคารวิสัย เกิดในศากยสกุลตั้งอยู่ในองค์สมบัติ ของหญิง ประเสริฐกว่าหญิง ๑๖๙,๐๐๐ นาง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันเมื่ออยู่ในพระราชวังของพระองค์ เป็นประธานเป็นใหญ่ กว่าหญิงทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ และอาจารสมบัติ ดำรงอยู่ในความเจริญทุกสมัย นารีทั้งมวลย่อมเคารพหม่อมฉัน เหมือนพวกมนุษย์เคารพเทวดา ฉะนั้น หม่อมฉันเป็นประมุข แห่งนางกัญญาหนึ่งพัน ในราชพระนิเวศน์ของพระศากยบุตร นาง กัญญาเหล่านั้นร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ปานประหนึ่งว่าพวกเทวดาใน นันทวัน ฉะนั้น หม่อมฉันเป็นบัณฑิต ล่วงกามธาตุด้วยรูปธาตุ มิได้มีใครๆ มีรูปเหมือนรูปของหม่อมฉัน เว้นแต่พระองค์ผู้เป็น นายกของโลก หม่อมฉันขอภิวาทพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักแสดง ฤทธิ์ถวาย พระยโสธราเถรี แสดงฤทธิ์ชนิดต่างๆ มากมาย แสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล แสดงศีรษะเท่าอุตรกุรุทวีป แสดงแขน สองข้างเท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเป็นต้นหว้าประจำทวีปมีกิ่ง ด้านใต้มีลูกเป็นพวง กิ่งต่างๆ ก็มีลูกดก แสดงดวงจันทร์ และ ดวงอาทิตย์เป็นนัยน์ตา แสดงเขาสุเมรุเป็นกระหม่อมแสดงเขา จักรวาลเป็นหน้า เอาต้นหว้าพร้อมทั้งรากทำเป็นพัดเดินเข้าไป เฝ้าถวายบังคมพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกแสดงเพศช้าง เพศม้า ภูเขา และทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาสุเมรุ และเพศท้าว สักกเทวราช กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉัน ผู้ชื่อว่ายโสธรา ขอถวายบังคมพระยุคลบาท พระเถรีเอาดอกไม้ ปิดพันโลกธาตุไว้ และนิรมิตเป็นเพศพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่ กราบทูลว่า ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่ายโสธรา ขอถวายบังคมพระยุคลบาท หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ ย่อม รู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวง หมดสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉัน มีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้นในสำนักของ พระองค์ ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นนาถะ ของโลก พระองค์ทรงแสดงดีแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็น อันมากของหม่อมฉันย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่ พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของ หม่อมฉันเถิดข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้เพื่อ ประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันงดเว้น อนาจารในสถานที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อประโยชน์แก่ พระองค์ได้ ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันเพื่อให้ เป็นภรรยาผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อม ฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน หม่อมฉันเพื่ออุปการะหลายพันโกฏิกัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ ประทานหม่อมฉันเพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป หม่อม- ฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย หม่อมฉันบริจาคชีวิตหลายพันโกฏิกัป ประชุมชนจักทำการพ้นจากภัย ก็ยอมสละชีวิตของหม่อมฉันให้ ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันย่อมไม่เคยหวงเครื่องประดับและผ้า นานาชนิดซึ่งอยู่ที่ตัว และภัณฑะคือตัวหญิง เพื่อประโยชน์แก่ พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนิมหาวีรเจ้า ทรัพย์ ข้าวเปลือกปัจจัย เครื่องบริจาค บ้าน นิคม ไร่นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสี ภรรยา มากมายนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้วเพื่อประโยชน์ แก่พระองค์ (พระองค์ตรัสบอกหม่อมฉันว่า) เราย่อมให้ทานกะพวก ยาจก เมื่อเราให้ทานอันอุดม เราย่อมไม่เห็นหม่อมฉันเสียใจ ข้าแต่ พระมหามุนี หม่อมฉันยอมรับทุกข์มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน ในสงสารเป็นอเนกเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันได้รับสุขย่อมอนุโมทนา และในคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่ เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วในที่ทุกแห่งเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่ พระมหามุนี พระสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยมรรคาอันสมควร เสวยสุขและทุกข์แล้ว ได้บรรลุซึ่งพระโพธิญาณ หม่อมฉันได้ร่วม มาเป็นอันมาก กับพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมผู้เป็นนายกของ โลก เป็นเทพผู้ประเสริฐ พระองค์ก็ได้ร่วมมาเป็นอันมาก กับพระ สัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ผู้เป็นนาถะของโลก ข้าแต่พระมหามุนี อธิการของหม่อมฉันมีมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันเมื่อ แสวงหาพุทธธรรมอยู่ก็ได้เป็นบริจาริกาผู้รับใช้ของพระองค์ ในสี่ อสงไขยแสนกัป พระมหาวีรเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นนายก ของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ประชาชนในปัจจันตประเทศ มีจิตใจ ยินดีนิมนต์พระตถาคตเจ้าแล้ว ช่วยกันแผ้วถางหนทางสำหรับเป็น ที่เสด็จพระพุทธดำเนิน ณ กาลครั้งนั้น พระองค์เป็นพราหมณ์ นามว่าสุเมธ ตกแต่งหนทางยาว เพื่อพระสุคตเจ้าผู้ทรงเห็นธรรม ทั้งปวง หม่อมฉันมีสมภพในสกุลพราหมณ์ เป็นหญิงสาวมีนามว่า สุมิตตาเข้าไปสู่สมาคม ถือดอกบัวไป ๘ กำ เพื่อบูชาพระศาสดา แต่ได้ถวายพระองค์ผู้เป็นฤาษีอุดม ในท่ามกลางประชุมชน ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เห็นพระองค์ประกอบสุภกิจอยู่นาน มีความกรุณา เมื่อ ฤาษีนั้นเดินเลยไปแล้วยังดึงใจหม่อมฉันให้นิยม จึงได้สำคัญว่า ชีวิตของเรามีผล ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นความพยายามของพระองค์ นั้นมีผลจึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์ผู้เป็นฤาษี ด้วยบุญที่ทำมาก่อน แม้จิตของหม่อมฉันก็เลื่อมใสในพระสัมพุทธเจ้า หม่อมฉันยิ่งมีจิต เลื่อมใสในพระองค์ผู้เป็นฤาษีมีมนัสสูง มิได้เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย จึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์ผู้เป็นฤาษีพร้อมด้วยกล่าวว่า ข้าแต่ พระฤาษี ดอกบัว ๕ กำ จงมีแก่ท่าน ดอกบัว ๓ กำ จงมีแก่ดิฉัน ข้าแต่ท่านพระฤาษีดอกบัวเหล่านั้นจงมีเสมอกับด้วยท่านนั้น เพื่อ ประโยชน์แก่โพธิญาณของท่าน จบภาณวารที่ ๔. สุเมธฤาษีรับดอกบัว แล้วบูชาพระพุทธทีปังกร ผู้แสวงหาคุณธรรม ใหญ่ มีบริวาร ยศมาก เสด็จดำเนินมาในท่ามกลางประชุมชน เพื่อ ประโยชน์แก่โพธิญาณ พระมหามุนีมหาวีรเจ้าทีปังกร ทอดพระเนตร เห็นสุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูงแล้ว ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางประชุมชน ข้าแต่พระมหามุนีในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระมหามุนี ทีปังกรทรงพยากรณ์กรรมของหม่อมฉันอันเป็นกรรมตรงว่า ดูกรฤาษี ผู้ใหญ่ อุบาสิกาผู้นี้ จักเป็นผู้มีจิตเสมอกัน มีกุศลกรรมเสมอกัน ทำกุศลร่วมกัน เป็นที่รักของบุญกรรม เพื่อประโยชน์แก่ท่าน น่าดู น่าชม น่ารักยิ่ง น่าชอบใจ มีวาจาอ่อนหวาน จักเป็นธรรมทายาท ผู้มีฤทธิ์ของท่าน อุบาสิกานี้ จักรักษากุศลธรรมทั้งหลายเหมือนพวก เจ้าของทรัพย์ รักษาทรัพย์ที่เก็บไว้เองในคลัง ฉะนั้น ประชาชนจะ อนุเคราะห์ อุบาสิกาผู้ที่เป็นที่รักของท่านนั้น อุบาสิกานี้จักมีบารมี เต็ม จักละกิเลสได้ดังราชสีห์ละกรง แล้วจักบรรลุโพธิญาณ ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์หม่อมฉัน ด้วยพระวาจาใด หม่อมฉันเมื่ออนุโมทนาพระวาจานั้น เป็นผู้ทำ กรณียกิจอย่างนี้ หม่อมฉันยังจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ แล้วนั้น ได้เสวยผลในกำเนิดเทวดาและมนุษย์มากมาย ได้เสวย- สุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิดในศากยสกุล มีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มียศ มีศีล สมบูรณ์ด้วยองคสมบัติทั้งปวง ได้รับสักการะอย่างยิ่งในสกุล ทั้งหลาย มีลาภ สรรเสริญและสักการะ พรั่งพร้อมไปด้วยโลกธรรม มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ สมจริงตามพระดำรัส ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ในกาลนั้นยโสธรานารีผู้มีเพียร แสดง อุปการะทั้งภายในพระราชฐานและแก่พวกเจ้าในพระนคร มีอุปการะ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ เป็นผู้บอกประโยชน์ให้และทำความ อนุเคราะห์ หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแล้วแก่พระพุทธเจ้า ห้า- ร้อยโกฏิและพระพุทธเจ้าเก้าร้อยโกฏิ ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์ ทรงสดับอธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน หม่อมฉันยังมหาทานให้ เป็นไป แก่พระพุทธเจ้าร้อยสิบเอ็ดโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้เลิศของโลก ข้าแต่พระมหาราช ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้า ร้อยยี่สิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยสามสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยัง มหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยสี่สิบโกฏิและแก่พระพุทธเจ้า ร้อยห้าสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระพุทธเจ้า ร้อยหกสิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อยเจ็ดสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยัง มหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าร้อยแปดสิบโกฏิ และแก่พระ- พุทธเจ้าร้อยเก้าสิบโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระ- พุทธเจ้าแสนโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้ประเสริฐของโลก ... หม่อมฉันยัง มหาทานให้เป็นไปแก่พระพุทธเจ้าเก้าพันโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้า อื่นอีกซึ่งเป็นนายกของโลก ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่ พระพุทธเจ้าแสนโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าแปดสิบห้าโกฏิแก่ พระพุทธเจ้าร้อยแปดสิบห้าโกฏิ แก่พระพุทธเจ้ายี่สิบเจ็ดโกฏิ ... หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปราศจาก ราคะ มีแปดโกฏิเป็นที่สุด ข้าแต่พระมหาราช ... หม่อมฉันยัง มหาทานให้เป็นไปแก่พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน เป็นพระพุทธ- สาวกมาก นับไม่ถ้วน ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงฟัง อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน แต่หม่อมฉัน หม่อมฉันยัง มหาทานให้เป็นไปแล้วแก่พระพุทธเจ้าผู้ทรงประพฤติธรรมทั้งหลาย และพระอริยสงฆ์ผู้ประพฤติในสัทธรรม ในกาลทั้งปวง ด้วย ประการอย่างนี้ บุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ควรประพฤติธรรมให้เป็นสุจริต ไม่ควรประพฤติ- ธรรมให้เป็นทุจริต เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งใน โลกนี้และโลกหน้า หม่อมฉันเบื่อหน่ายในสงสาร จึงออกบวช พร้อมด้วยบริวารชนพันหนึ่ง ครั้นบวชแล้วก็หมดกังวล ละอาคาร สถานแล้วออกบวช ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนก็ได้บรรลุจตุราริยสัจ คนเป็นอันมากนำจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัยเข้ามา ถวาย เหมือนลูกคลื่นในทะเล ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระ- พุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว หม่อมฉันได้รับทุกขวิบัติมากอย่าง และสุขสมบัติมากอย่างเช่นนี้ ถึงพร้อมแล้วซึ่งความเป็นผู้บริสุทธิ์ สมบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง บุคคลผู้ถวายตนของตนแก่พระพุทธเจ้าผู้ แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่บุญ ก็ย่อมพรั่งพร้อมไป ด้วยสหาย ลุถึงนิพพานบทอันเป็นอสังขตะ กรรมทั้งปวงส่วนอดีต ปัจจุบันและอนาคต ของหม่อมฉันหมดสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคลบาท. ทราบว่า ท่านพระยโสธราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์ผู้มีพระภาค ด้วย ประการฉะนี้แล. จบยโสธราเถริยาปทาน.

|๑๖๘.๓๑๕| ปุรกฺขตา ภิกฺขุนีหิ สเตหิ สหสฺเสหิ สา มหิทฺธิกา มหาปญฺญา สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ ฯ |๑๖๘.๓๑๖| สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา สตฺถุโน จกฺกลกฺขเณ นิสินฺนา เอกมนฺตมฺหิ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๑๖๘.๓๑๗| อฏฺฐสตฺตติวสฺสาหํ ปจฺฉิมา วตฺตยิ วยา ปพฺภารมฺหิ อนุปฺปตฺตา อาโรเจมิ มหามุนึ ฯ |๑๖๘.๓๑๘| ปริปกฺโก วโย มยฺหํ ปริตฺตํ มม ชีวิตํ ปหาย โว คมิสฺสามิ กตํ เม สรณมตฺตโน ฯ |๑๖๘.๓๑๙| วยมฺหิ ปจฺฉิเม กาเล มรณํ อุปรุทฺธติ อชฺช รตฺตึ มหาวีร ปาปุณิสฺสามิ นิพฺพุตึ ฯ |๑๖๘.๓๒๐| นตฺถิ ชาติ ชรา พฺยาธิ มรณญฺจ มหามุเน อชรามราภยปุรํ คมิสฺสามิ อสงฺขตํ ฯ |๑๖๘.๓๒๑| ยาวตา ปริสา นาม สมุปาสนฺติ สตฺถุโน อปราธํ ปชานนฺติ ขมนฺตํ สมฺมุขา มุเน ฯ |๑๖๘.๓๒๒| สํสริตฺวา จ สํสาเร ขลิตญฺเจ มมนฺตยิ อาโรเจมิ มหาวีร อปราธํ ขมสฺสุ เม ฯ |๑๖๘.๓๒๓| อิทฺธิญฺจาปิ นิทสฺเสหิ มม สาสนการิเก ปริสานญฺจ สพฺพาสํ กงฺขํ ฉินฺทสฺสุ สาสเน ฯ |๑๖๘.๓๒๔| ยโสธรา อหํ วีร อคาเร เต ปชาปติ สากิยมฺหิ กุเล ชาตา อิตฺถีองฺเค ปติฏฺฐิตา ฯ |๑๖๘.๓๒๕| ถีนํ สตสหสฺสานํ นวุตีนํ ฉฬุตฺตริ อคาเร เต อหํ วีร ปาโมกฺขา สพฺพมิสฺสรา ฯ |๑๖๘.๓๒๖| รูปาจารคุณูเปตา โยพฺพนฏฺฐาปิ สพฺพทา สพฺพา มํ อปจายนฺติ เทวตา วิย มานุสา ฯ |๑๖๘.๓๒๗| กญฺญาสหสฺสปมุขา สกฺยปุตฺตนิเวสเน สมานสุขทุกฺขา ตา เทวตา วิย นนฺทเน ฯ |๑๖๘.๓๒๘| กามธาตุมติกฺกนฺตา ปณฺฑิตา รูปธาตุยา รูเปน สทิสา นตฺถิ ฐเปตฺวา โลกนายกํ ฯ |๑๖๘.๓๒๙| สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิทฺธึ ทสฺเสสิ สตฺถุโน เนกา นานาวิธาการา มหาอิทฺธีปิ ทสฺสยิ ฯ |๑๖๘.๓๓๐| จกฺกวาฬสมํ กายํ สีสํ อุตฺตรโต กุรุ อุโภ ปกฺขา ทุเว ทีปา ชมฺพูทีปํ สรีรโต ฯ |๑๖๘.๓๓๑| ทกฺขิณญฺจ สรํ ปิญฺฉํ นานาสาขา ตุ ปตฺตกา จนฺทญฺจ สูริยญฺจกฺขี เมรุปพฺพตโต สิขํ ฯ |๑๖๘.๓๓๒| จกฺกวาฬคิรึ ตุณฺฑํ ชมฺพูรุกฺขํ สมูลกํ วีชมานา อุปาคนฺตฺวา วนฺทเต โลกนายกํ ฯ |๑๖๘.๓๓๓| หตฺถิวณฺณํ ตเถวสฺสํ ปพฺพตํ ชลชนฺตถา จนฺทญฺจ สุริยํ เมรุํ สกฺกวณฺณญฺจ ทสฺสยิ ฯ |๑๖๘.๓๓๔| ยโสธรา อหํ วีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม สหสฺสโลกธาตูนํ ผุลฺลปทฺเธน ฉาทยิ ฯ |๑๖๘.๓๓๕| พฺรหฺมวณฺณญฺจ มาเปตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ สุญฺญตํ ยโสธรา อหํ วีร ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม ฯ |๑๖๘.๓๓๖| อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ |๑๖๘.๓๓๗| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๑๖๘.๓๓๘| อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ ญาณํ มยฺหํ มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ |๑๖๘.๓๓๙| พุทฺธานํ โลกนาถานํ สงฺคมํ เต สุทสฺสิตํ อธิการํ พหุํ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๖๘.๓๔๐| ยํ มยฺหํ ปุริมํ กมฺมํ กุสลํ สรเส มุเน ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปุญฺญํ อุปจิตํ มยา ฯ |๑๖๘.๓๔๑| อภพฺพฏฺฐาเน วชฺชิตฺวา วารยิตฺวา อนาจรํ ตุยฺหตฺถาย มหาวีร สญฺจตฺตํ ชีวิตํ มยา ฯ |๑๖๘.๓๔๒| เนกโกฏิสหสฺสานิ ภริยตฺถายทาสิ มํ น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๖๘.๓๔๓| เนกโกฏิสหสฺสานิ อุปการายทาสิ มํ น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๖๘.๓๔๔| เนกโกฏิสหสฺสานิ โภชนตฺถายทาสิ มํ น ตตฺถ วิมนา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๖๘.๓๔๕| เนกโกฏิสหสฺสานิ ชีวิตานิ ปริจฺจชึ ภยโมกฺขํ กริสฺสนฺติ ททามิ มม ชีวิตํ |๑๖๘.๓๔๖| องฺคคเต อลงฺกาเร วตฺเถ นานาวิเธ พหู อิตฺถีภณฺเฑ น คุยฺหามิ ตุยฺหตฺถาย มหามุเน ฯ |๑๖๘.๓๔๗| ธนธญฺญปริจฺจาคํ คามานิ นิคมานิ จ เขตฺตํ ปุตฺตา จ ธีตา จ ปริจตฺตํ มหามุนิ ฯ |๑๖๘.๓๔๘| หตฺถี อสฺสํ ควญฺจาปิ ทาสิโย ปริจาริกา ตุยฺหตฺถาย มหาวีร ปริจตฺตา อสงฺขยา ฯ |๑๖๘.๓๔๙| ยํ มยฺหํ ปฏิมนฺเตสิ ทานํ ทสฺสามิ ยาจเก วิมนํ เม น ปสฺสามิ ททโต ทานมุตฺตมํ ฯ |๑๖๘.๓๕๐| นานาวิธํ พหุํ ทุกฺขํ สํสาเร จ พหุวิเธ ตุยฺหตฺถาย มหาวีร อนุภุตฺตํ อสงฺขยํ ฯ |๑๖๘.๓๕๑| สุขปฺปตฺตานุโมทามิ น จ ทุกฺเขสุ ทุมฺมนา สพฺพตฺถ ตุสิตา โหมิ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ ฯ |๑๖๘.๓๕๒| อนุมคฺเคน สมฺพุทฺโธ ยํ ธมฺมํ อภินีหริ อนุโภตฺวา สุขทุกฺขํ ปตฺโต โพธึ มหามุนิ ฯ |๑๖๘.๓๕๓| พฺรหฺมเทวญฺจ สมฺพุทฺธํ โคตมํ โลกนายกํ อญฺเญสํ โลกนาถานํ สงฺคมนฺเต พหุํ มยา ฯ |๑๖๘.๓๕๔| อธิการํ พหุํ มยฺหํ ตุยฺหตฺถาย มหามุนิ คเวสนฺตี พุทฺธธมฺมํ อหนฺเต ปริจาริกา ฯ |๑๖๘.๓๕๕| กปฺปสตสหสฺเส จ จตุโร จ อสงฺขเย ทีปงฺกโร มหาวีโร อุปฺปชฺชิ โลกนายโก ฯ |๑๖๘.๓๕๖| ปจฺจนฺตเทสวิสเย นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ ตสฺส อาคมนํ มคฺคํ โสเธนฺติ ตุฏฺฐมานสา ฯ |๑๖๘.๓๕๗| เตน กาเลน โส อาสิ สุเมโธ นาม พฺราหฺมโณ มคฺคญฺจ ปฏิยาเทสิ อายโต สพฺพทสฺสิโน ฯ |๑๖๘.๓๕๘| เตน กาเลนหํ อาสึ กญฺญา พฺราหฺมณสมฺภวา สุมิตฺตา นาม นาเมน อุปคญฺฉึ สมาคมํ ฯ |๑๖๘.๓๕๙| อฏฺฐ อุปฺปลหตฺถานิ ปูชนตฺถาย สตฺถุโน อาทาย ชนสฺส มชฺเฌ อทฺทสํ อิสิมุตฺตมํ ฯ |๑๖๘.๓๖๐| จิรานุคตํ ทยิตํ อติกฺกนฺตํ มโนหรํ ทิสฺวา ตทา อมญฺญิสฺสํ สผลํ ชีวิตํ มม ฯ |๑๖๘.๓๖๑| ปรกฺกมนฺตํ สผลํ อทฺทสํ อิสิโน ตทา ปุพฺพกมฺเมน สมฺพุทฺเธ จิตฺตญฺจาปิ ปสีทิ เม ฯ |๑๖๘.๓๖๒| ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาเทสึ อิเส อุทคฺคมานเส เทยฺยํ อญฺญํ น ปสฺสามิ เทมิ ปุปฺผานิ เต อิเส ฯ |๑๖๘.๓๖๓| ปญฺจ หตฺถา ตว โหนฺตุ ตโย โหนฺตุ มมํ อิเส เตน สทฺธึ สมา โหนฺตุ โพธิตฺถาย ตว อิเส ฯ จตุตฺถํ ภาณวารํ ฯ |๑๖๘.๓๖๔| อิสิ คเหตฺวา ปุปฺผานิ อาคจฺฉนฺตํ มหายสํ ปูเชสิ ชนสฺส มชฺเฌ โพธิตฺถาย มหาอิสึ ฯ |๑๖๘.๓๖๕| ปสฺสิตฺวา ชนสฺส มชฺเฌ ทีปงฺกรมหามุนิ วิยากาสิ มหาวีโร อิสิมุคฺคตมานสํ ฯ |๑๖๘.๓๖๖| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ทีปงฺกรมหามุนิ มม กมฺมํ วิยากาสิ อุชุภาวํ มหามุนิ ฯ |๑๖๘.๓๖๗| สมจิตฺตา สมกมฺมา สมการี ภวิสฺสติ ปิยา เหสฺสติ กมฺเมน ตุยฺหตฺถาย มหาอิเส ฯ |๑๖๘.๓๖๘| สุทสฺสนา สุปิยา จ มนาปา ปิยวาทินี ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาทา วิหริสฺสติ อิทฺธิกา ฯ |๑๖๘.๓๖๙| ยถาปิ ภณฺฑสามุคฺคํ อนุรกฺขนฺติ สามิโน เอวํ กุสลธมฺมานํ อนุรกฺขิสฺสเต อยํ ฯ |๑๖๘.๓๗๐| ตสฺส ตํ อนุกมฺปนฺติ ปูรยิสฺสติ ปารมี สีโหว ปญฺชรํ หิตฺวา ปาปุณิสฺสติ โพธิยํ ฯ |๑๖๘.๓๗๑| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ มํ พุทฺโธ วิยากริ ตํ วาจํ อนุโมทนฺตี เอวํการี ภวึ อหํ ฯ |๑๖๘.๓๗๒| ตสฺส กมฺมสฺส สุกตสฺส ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยึ เทวมานุสกํ โยนึ อนุโภตฺวา อสงฺขยํ ฯ |๑๖๘.๓๗๓| สุขทุกฺขํ อนุโภตฺวาน เทเวสุ มานุเสสุ จ ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อชายึ สากิเย กุเล ฯ |๑๖๘.๓๗๔| รูปวตี โภควตี ยสสีลวตี ตโต สพฺพงฺคสมฺปทา โหมิ กุเลสุ ปติสกฺกตา ฯ |๑๖๘.๓๗๕| ลาภสิโลกสกฺการํ โลกธมฺมสมาคมํ จิตฺตญฺจ ทุกฺขิตํ นตฺถิ วสามิ อกุโตภยา ฯ |๑๖๘.๓๗๖| วุตฺตํ เหตํ ภควตา รญฺโญ อนฺเตปุเร ตทา ขตฺติยานํ ปุเร วีร อุปการญฺจ นิทฺทิสิ ฯ |๑๖๘.๓๗๗| อุปการา จ ยา นารี ยา จ นารี สุเข ทุกฺเข อตฺถกฺขายี จ ยา นารี ยา นารี จานุกมฺปิกา ฯ |๑๖๘.๓๗๘| ปญฺจโกฏิสตา พุทฺธา นวโกฏิสตานิ จ เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ |๑๖๘.๓๗๙| อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม เอกาทสโกฏิสตา โหนฺติ โลกคฺคนายกา ฯ |๑๖๘.๓๘๐| เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๑๖๘.๓๘๑| วีสโกฏิสตา พุทฺธา ตึสโกฏิสตานิ จ เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ |๑๖๘.๓๘๒| อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม จตฺตาฬีสโกฏิสตา ปญฺจโกฏิสตานิ จ ฯ |๑๖๘.๓๘๓| เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๑๖๘.๓๘๔| สฏฺฐิโกฏิสตา พุทฺธา สตฺตติโกฏิสตานิ จ เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ |๑๖๘.๓๘๕| อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม อสีติโกฏิสตา พุทฺธา นวุติโกฏิสตานิ จ ฯ |๑๖๘.๓๘๖| เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๑๖๘.๓๘๗| โกฏิสตสหสฺสานิ โหนฺติ โลกคฺคนายกา เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ ฯ |๑๖๘.๓๘๘| อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม นวโกฏิสหสฺสานิ อปเร โลกนายกา ฯ |๑๖๘.๓๘๙| เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๑๖๘.๓๙๐| โกฏิสตสหสฺสานิ ปญฺจาสีติ มเหสินํ ปญฺจาสีติโกฏิสตา สตฺตวีสติ โกฏิโย ฯ |๑๖๘.๓๙๑| เอเตสํ เทวเทวานํ มหาทานํ ปวตฺตยึ อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๑๖๘.๓๙๒| ปจฺเจกพุทฺธา วีตราคา อฏฺฐมตฺถกโกฏิโย อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๑๖๘.๓๙๓| ขีณาสวา วีตมลา อสงฺเขยฺยา พุทฺธสาวกา อธิการํ มหา มยฺหํ มหาราช สุโณหิ เม ฯ |๑๖๘.๓๙๔| เอวํ ธมฺเมสุ จิณฺณานํ สทา สทฺธมฺมจาริโน ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ |๑๖๘.๓๙๕| ธมฺมญฺจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ |๑๖๘.๓๙๖| นิพฺพินฺทิตฺวาน สํสาเร ปพฺพชึ อนคาริยํ สหสฺสปริวาเรน ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนา ฯ |๑๖๘.๓๙๗| อคารํ วิชหิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต จตุสจฺจํ อปาปุณึ ฯ |๑๖๘.๓๙๘| จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ อุปเนนฺติ พหูเนเก สาคเรเยว อุมฺมิโย ฯ |๑๖๘.๓๙๙| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๖๘.๔๐๐| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๖๘.๔๐๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๖๘.๔๐๒| เอวํ พหุวิธํ ทุกฺขํ สมฺปตฺตึ จ พหุพฺพิธํ วิสุทฺธภาวสมฺปตฺตา ลภามิ สพฺพสมฺปทา ฯ |๑๖๘.๔๐๓| โย ททาติ สกตฺตานํ ปุญฺญตฺถาย มเหสิโน สหายสมฺปทา โหนฺติ นิพฺพานปทมสงฺขตํ ฯ |๑๖๘.๔๐๔| ปริกฺขีณํ อตีตญฺจ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนาคตํ สพฺพกมฺมํ มมํ ขีณํ ปาเท วนฺทามิ จกฺขุมาติ ฯ อิตฺถํ สุทํ ยโสธรา ภิกฺขุนี ภควโต สมฺมุขา อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ยโสธราเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๘. ยโสธราเถริยาปทาน