คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

๒. สุเมธกถา - ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๒๑๘ ข้อ๑ ฉบับ

๒. สุเมธกถา ว่าด้วยสุเมธดาบส

ใน ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป มีนครหนึ่งชื่อว่าอมระ เป็นนครที่น่าชม น่ารื่นรมย์ใจ

เป็นนครที่สมบูรณ์ด้วยข้าว น้ำ ไม่ว่างเว้นจากเสียง ๑๐ ประการ คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงรถ(เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงเพลงขับ เสียงฉิ่ง) และเสียงเชื้อเชิญด้วยของกินและเครื่องดื่มว่า เชิญท่านเคี้ยวกิน เชิญท่านดื่ม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๖๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

เป็นนครที่สมบูรณ์ด้วยองค์คุณทั้งปวง ประกอบด้วยการงานทุกอย่าง สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ คับคั่งไปด้วยหมู่ชนต่างๆ เป็นนครที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเทพนคร เป็นที่อยู่ของผู้มีบุญ

เราเป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธะ อยู่ในกรุงอมรวดี สั่งสมทรัพย์ไว้หลายโกฏิ มีทรัพย์สมบัติและธัญญาหารมากมาย

เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนตร์ จบไตรเพท ถึงความสำเร็จในคัมภีร์ทำนายลักษณะ และอิติหาสะ และในธรรมของตน

นั่งอยู่ในที่สงัด คิดอย่างนี้ว่า การเกิดในภพใหม่ และการแตกไปแห่งสรีระเป็นทุกข์ ความหลงตายเป็นทุกข์ ชีวิตถูกชราย่ำยี

ก็ครั้งนั้น เรามีความเกิด ความแก่ ความป่วยไข้เป็นธรรมดา เราจักแสวงหาพระนิพพาน ที่ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม

เอาเถิด เราควรเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ ละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่า เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย

มรรคนั้นไม่อาจจะไม่เป็นเหตุ มรรคนั้นที่มีอยู่ก็จักมี เราจักแสวงหามรรคนั้น เพื่อหลุดพ้นไปจากภพ @เชิงอรรถ : @ ทำนายลักษณะ หมายถึงทำนายลักษณะหญิง ลักษณะชาย ลักษณะมหาบุรุษ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕/๑๐๘) @ อิติหาสะ หมายถึงคัมภีร์พิเศษ ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่ของพราหมณ์ว่าด้วยคำพูดว่าเป็นเช่นนี้ @(ขุ.พุทฺธ.อ. ๕/๑๐๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๖๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๐

เมื่อความทุกข์มี ชื่อว่าความสุขก็ต้องมีฉันใด เมื่อภพมีอยู่ วิภพ ก็จำต้องปรารถนา ฉันนั้น

๑๑

เมื่อความร้อนมี ความเย็นอย่างอื่นก็ต้องมีฉันใด เมื่อไฟ ๓ อย่างมีอยู่ นิพพาน(ความดับ)ก็จำต้องปรารถนา ฉันนั้น

๑๒

เมื่อความชั่วมี แม้ความดีก็ต้องมี ฉันใด เมื่อความเกิดมีอยู่ ความไม่เกิดก็จำต้องปรารถนา ฉันนั้น

๑๓

บุรุษผู้ตกไปในหลุมคูถเห็นสระน้ำเต็ม ไม่เข้าไปยังสระน้ำนั้น นั้นไม่ใช่ความผิดของสระน้ำ ฉันใด

๑๔

เมื่อสระน้ำอมฤต มีอยู่ บุคคลไม่แสวงหาสระน้ำนั้น อันเป็นที่ชำระมลทินคือกิเลส นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของสระน้ำอมฤต ฉันนั้น

๑๕

เมื่อทางไปมีอยู่ บุรุษนั้นถูกข้าศึกปิดล้อมไม่ยอมหนีไป นั้นไม่ใช่ความผิดของหนทาง ฉันใด

๑๖

เมื่อทางเกษมมีอยู่ บุคคลถูกกิเลสปิดล้อม ไม่แสวงหาทางนั้น นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของทางอันเกษม ฉันนั้น

๑๗

คนป่วย เมื่อหมอมีอยู่ ก็ไม่ให้หมอเยียวยา ความป่วยไข้นั้น นั้นไม่ใช่ความผิดของหมอ ฉันใด

๑๘

คนมีทุกข์ถูกความป่วยไข้คือกิเลสเบียดเบียน ไม่แสวงหาอาจารย์ นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ผู้แนะนำ @เชิงอรรถ : @ วิภพ หมายถึงธรรมที่ไม่ให้เกิด (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๐/๑๑๐) @ ไฟ ๓ หมายถึงไฟคือราคะ โทสะ และโมหะ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๘) @ สระน้ำอมฤต ในที่นี้หมายถึงนิพพาน ( ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๔/๑๑๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๖๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา เอาเถิดเราควรเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ ละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่า เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย ฉันนั้น

๑๙

คนปลดเปลื้องซากศพที่น่ารังเกียจที่ผูกไว้ที่คอแล้ว ไปอยู่เป็นสุขอย่างเสรีตามลำพังตน ฉันใด

๒๐

เราไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ ละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่าเป็นที่รวมซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย ฉันนั้น

๒๑

คนชายหญิงถ่ายอุจจาระลงในส้วม แล้วละทิ้งส้วมไปไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ ฉันใด

๒๒

เราจักละทิ้งร่างกายที่เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย ดุจคนถ่ายอุจจาระ(ลงในส้วม) แล้วละทิ้งส้วมไป ฉันนั้น

๒๓

เจ้าของเรือทิ้งเรือที่คร่ำคร่า ชำรุด น้ำไหลเข้าได้ไป อย่างไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ ฉันใด

๒๔

เราจักละทิ้งร่างกายนี้ที่มีทวาร ๙ มีของไม่สะอาดไหลออกอยู่เป็นนิตย์ไปเสีย ดุจเจ้าของเรือละทิ้งเรือที่คร่ำคร่าไป ฉันนั้น

๒๕

บุรุษนำสิ่งของมีค่าไปกับพวกโจร เห็นภัยคือการถูกปล้นสิ่งของจึงละทิ้ง(โจร)ไปเสีย ฉันใด

๒๖

กายนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เปรียบเสมอด้วยมหาโจร เราจักละกายนี้ไปเพราะกลัวแต่การปล้นกุศลธรรม ฉันนั้น

๒๗

ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิ แก่คนมีที่พึ่งและไม่มีที่พึ่งแล้วเข้าไปยังภูเขาหิมพานต์

๒๘

ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อธรรมิกะ เราสร้างอาศรมอย่างดี สร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๒๙

ในที่นั้น เราสร้างที่จงกรมซึ่งเว้นโทษ ๕ ประการ เป็นที่นำมาซึ่งอภิญญาพละประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ

๓๐

ละทิ้งผ้าสาฎกซึ่งประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ เสีย แล้วนุ่งผ้าคากรอง(ผ้าเปลือกไม้) ซึ่งประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ

๓๑

เราละทิ้งบรรณศาลาที่ประกอบไปด้วยโทษ ๘ ประการ เสีย เข้าไปอาศัยโคนต้นไม้ซึ่งประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ

๓๒

เราละทิ้งข้าวเปลือกที่หว่านไว้ ปลูกไว้เสียโดยไม่เหลือ บริโภคผลไม้ที่หล่นเองซึ่งประกอบด้วยคุณหลายอย่าง

๓๓

ในที่นั้น เราบำเพ็ญความเพียรอยู่ในที่นั่งที่ยืนและที่จงกรม ภายในเวลา ๗ วัน ก็ได้บรรลุอภิญญาพละ

๓๔

เมื่อเราบรรลุถึงความสำเร็จ มีความชำนาญในศาสนาอย่างนี้แล้ว พระชินเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

๓๕

ในขณะที่พระชินเจ้าทรงปฏิสนธิ ประสูติ ตรัสรู้ และแสดงธรรม เราเป็นผู้เปี่ยมด้วยความยินดีในฌาน จึงไม่ได้เห็นนิมิต ๔ ประการ @เชิงอรรถ : @ โทษ ๕ ประการ คือ (๑) ที่แข็งกระด้างขรุขระ (๒) มีต้นไม้อยู่ภายใน (๓) มีกอไม้ปกคลุม (๔) แคบเกินไป @(๕) กว้างเกินไป (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๙/๑๑๗) @ ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ หมายถึงประกอบด้วยสุขของสมณะ ๘ ประการ (๑) มีจิตเป็นสมาธิ @(๒) บริสุทธิ์ (๓) ผุดผ่อง (๔) ไม่มีกิเลสยียวน (๕) ปราศจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้เศร้าหมอง (๖) อ่อนโยน @(๗) ควรแก่การงาน (๘) ตั้งขึ้นไม่หวั่นไหว (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๙/๑๑๗) @ ขุ.พุทฺธ.อ. ๓๐/๑๑๘ @ ขุ.พุทฺธ.อ. ๓๐/๑๑๘ @ ขุ.พุทฺธ.อ. ๓๑/๑๑๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๓๖

ในแคว้นปัจจันตประเทศ ชนทั้งหลาย ทูลนิมนต์พระตถาคตแล้ว มีใจยินดี ช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับพระตถาคตเสด็จดำเนินมา

๓๗

ครั้งนั้น เราออกจากอาศรมของตนแล้ว สลัดผ้าคากรอง เหาะไปในท้องฟ้า

๓๘

เห็นหมู่ชนผู้มีจิตโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ จึงลงจากท้องฟ้ามาถามมนุษย์ทั้งหลายในขณะนั้นว่า

๓๙

มหาชนผู้มีจิตโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ ช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับเดินเพื่อใคร

๔๐

ชนเหล่านั้นถูกเราถามแล้วบอกว่า ‘พระพุทธชินเจ้าผู้ยอดเยี่ยม พระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ชนทั้งหลายช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับเสด็จดำเนินเพื่อพระองค์’

๔๑

เดี๋ยวนั้น ปีติเกิดแก่เราเพราะได้ฟังคำว่า ‘พุทโธ‘ เราจึงกล่าวประกาศความโสมนัสว่า ‘พุทโธ พุทโธ‘

๔๒

เราทั้งยินดี ทั้งตื้นตันใจ ยืนคิดอยู่ ณ ที่นั้นว่า ‘เราจักปลูกพืชคือบุญลงในที่นี้ ขณะอย่าได้ล่วงเลยไป’

๔๓

แล้วกล่าวว่า ‘ถ้าท่านทั้งหลายช่วยกันแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า ขอจงให้โอกาสหนึ่งแก่ข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าก็จะช่วยแผ้วถางทางสำหรับเสด็จดำเนิน’

๔๔

ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ให้โอกาสแก่เราเพื่อการแผ้วถางทาง เราแผ้วถางทางไปพลางคิดไปพลางว่า ‘พุทโธ พุทโธ‘

๔๕

เมื่อโอกาสของเรายังไม่ทันเสร็จ พระชินมหามุนีพระนามว่าทีปังกร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา กับพระขีณาสพ ๔๐๐,๐๐๐ รูป ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่ ปราศจากมลทินก็เสด็จมาถึงทาง

๔๖

การต้อนรับย่อมเป็นไป คนเป็นอันมากประโคมกลองเภรี เทวดาและมนุษย์ต่างก็มีความชื่นชม เปล่งเสียงสาธุการ

๔๗

เทวดาก็เห็นมนุษย์ มนุษย์ก็เห็นเทวดา ทั้ง ๒ พวกนั้น พากันประนมมือเดินตามพระตถาคต

๔๘

เทวดาทั้งหลายนำดนตรีทิพย์มาประโคม มนุษย์ทั้งหลายนำดนตรีมนุษย์มาประโคม ทั้ง ๒ พวกนั้นพากันประโคม

๔๙

เทพผู้อยู่ในนภากาศ ต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะอันเป็นทิพย์ลงมายังทิศน้อยทิศใหญ่

๕๐

และโปรยปรายกระแจะจันทน์ และของหอมอย่างดี ล้วนแต่เป็นของทิพย์ลงมายังทิศน้อยทิศใหญ่

๕๑

มนุษย์ทั้งหลายผู้อยู่บนพื้นดิน ต่างก็โปรยปรายดอกจำปา ดอกสน กระทุ่ม ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกดลงมายังทิศน้อยทิศใหญ่

๕๒

เราสยายผมแล้วลาดผ้าคากรอง และหนังสัตว์ลงบนเปือกตม แล้วนอนคว่ำหน้าลงที่นั้น

๕๓

ด้วยคิดว่า ‘พระพุทธเจ้าพร้อมทั้ง(สาวก)ผู้เป็นศิษย์ จงเหยียบเราเสด็จไปเถิด อย่าทรงเหยียบเปือกตมนั้นเลย ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๕๔

เมื่อเรานอนอยู่ที่พื้นดิน มีความคิดอย่างนี้ว่า เราเมื่อต้องการอยู่ ก็พึงเผากิเลสเราได้ ในวันนี้

๕๕

(แต่)จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา ที่จะรู้แจ้งพระธรรมในศาสนานี้ โดยเพศที่คนอื่นไม่รู้จัก เราจักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ พ้นแล้ว พึงปลดเปลื้องมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา

๕๖

จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา ที่เป็นผู้ชายเห็นกำลังความสามารถ จะข้ามพ้นแต่เพียงผู้เดียว เราจักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ช่วยมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้นด้วย

๕๗

ด้วยอธิการ(คือกุศลอันยิ่งใหญ่) นี้ ที่เราได้ทำแล้วในพระพุทธเจ้า ทรงเป็นสูงสุดแห่งบุรุษ เราจะบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ จะช่วยหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น

๕๘

เราจักตัดกระแสสังสารวัฏ ทำลายภพทั้ง ๓ แล้วขึ้นสู่ธรรมนาวา (เรือคือธรรม) ช่วยมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้น

๕๙

อภินิหารย่อมสำเร็จได้เพราะธรรม ๘ ประการ ประชุมพร้อมกัน คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความสมบูรณ์ด้วยบุรุษเพศ ๑ @เชิงอรรถ : @ กระแสสังสารวัฏ ในที่นี้หมายถึง กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส ๙ หรือกระแสตัณหา @(ขุ.พุทฺธ.อ. ๕๘/๑๓๙) @ ภพทั้ง ๓ ได้แก่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕๘/๑๓๙) @ ธรรมนาวา ได้แก่ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕๘/๑๓๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา เหตุที่จะทำให้สำเร็จพระอรหันต์ได้ในชาตินั้น ๑ การได้เห็นพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑ ความถึงพร้อมแห่งคุณ(คือสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕) ๑ อธิการคือการทำให้ยิ่ง ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑

๖๐

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ประทับยืนอยู่เหนือศีรษะเรา ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

๖๑

‘เธอทั้งหลายจงดูชฎิลดาบสนี้ ผู้มีตบะแก่กล้า ในกัปอันประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป เขาจักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก

๖๒

พระตถาคตได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์ ทรงเริ่มตั้งความเพียรบำเพ็ญทุกรกิริยา

๖๓

พระตถาคตจักประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ ทรงรับข้าวปายาสในที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา

๖๔

พระชินเจ้าพระองค์นั้น จักเสวยข้าวปายาส ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จไปที่โคนต้นโพธิ์ ตามหนทางอันประเสริฐที่ตกแต่งไว้แล้ว

๖๕

จากนั้น พระองค์ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ จักทำประทักษิณโพธิมัณฑ์อันยอดเยี่ยมแล้ว ตรัสรู้ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์

๖๖

พระมารดาผู้ให้กำเนิดพระชินเจ้าพระองค์นี้ จักมีพระนามว่ามายา พระบิดาจักมีพระนามว่าสุทโธทนะ พระชินเจ้าพระองค์นี้จักมีพระนามว่าโคดม

๖๗

พระโกลิตเถระและพระอุปติสสเถระ ผู้ไม่มีอาสวะ สิ้นราคะ มีจิตสงบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา ตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าอานนท์ จักเป็นพระอุปัฏฐาก บำรุงพระชินเจ้าพระองค์นี้

๖๘

พระเขมาเถรีและพระอุบลวรรณาเถรี ผู้ไม่มีอาสวะ สิ้นราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวิกา ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ชาวโลกเรียกว่า ต้นอัสสัตถพฤกษ์

๖๙

จิตตคหบดีอุบาสกและหัตถกคหบดีอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี จักเป็นอัครอุปัฏฐาก นันทมารดาอุบาสิกาและอุตตราอุบาสิกา จักเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระโคดมผู้มียศพระองค์นั้นจักมีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี’

๗๐

เทวดาและมนุษย์ได้ฟังพระดำรัสนี้ ของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ต่างก็มีความชื่นชมกล่าวว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร’

๗๑

สัตว์ทั้งหลายในหมื่นจักรวาลพร้อมทั้งเทวดา ต่างก็เปล่งเสียงโห่ร้องปรบมือ ร่าเริง ประนมมือนมัสการว่า

๗๒

‘ถ้าเราทั้งหลายจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้ เราทั้งหลายก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตกาล

๗๓

มนุษย์ทั้งหลายเมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าเฉพาะหน้าแล้ว ก็ยึดเอาท่าถัดไปจึงข้ามแม่น้ำใหญ่ไป ฉันใด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๗๔

เราทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าพลาดพระชินเจ้าพระองค์นี้ ก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตกาล

๗๕

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ทรงประกาศกรรมของเราแล้ว ทรงยกพระบาทเบื้องขวาขึ้น

๗๖

สาวกของพระชินเจ้าที่อยู่ในที่นั้น ได้ทำประทักษิณเราทุกๆ องค์ เทวดา มนุษย์ อสูร ยักษ์ อภิวาทเราแล้ว พากันหลีกไป

๗๗

ครั้งนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พร้อมทั้งพระสงฆ์ล่วงคลองจักษุเราไป เราลุกขึ้นจากการนอนแล้ว นั่งขัดสมาธิอยู่

๗๘

เราสำราญใจด้วยความสุข บันเทิงใจด้วยความปราโมทย์ และดื่มด่ำด้วยปีติ นั่งขัดสมาธิอยู่ในกาลนั้น

๗๙

ครั้งนั้น เรานั่งขัดสมาธิแล้วคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเป็นผู้มีความชำนาญในฌาน ถึงความสำเร็จอภิญญา

๘๐

ในโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล ไม่มีฤาษีผู้เสมอกับเรา ในธรรมคือฤทธิ์ ก็ไม่มีใครเสมอกับเรา เราได้สุขเช่นนี้’

๘๑

ขณะที่เรานั่งขัดสมาธิอยู่ เทวดาผู้สถิตอยู่ในโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล พากันเปล่งเสียงอย่างกึกก้องว่า ‘ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๘๒

นิมิตเหล่าใดที่เคยปรากฏ ในขณะที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา นั่งขัดสมาธิอย่างประเสริฐ นิมิตเหล่านั้นก็ปรากฏในวันนี้

๘๓

ความหนาวก็บำราศไป และความร้อนก็สงบ นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๘๔

โลกธาตุมีหมื่นจักรวาล ปราศจากเสียง หมดความวุ่นวาย นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๘๕

ลมพายุไม่พัด แม่น้ำทั้งหลายก็ไม่ไหล นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๘๖

ดอกไม้ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นพันธุ์ไม้บก และพันธุ์ไม้น้ำทุกชนิดต่างก็ผลิดอกในขณะนั้น แม้ในวันนี้ดอกไม้เหล่านั้นก็บานหมดทุกดอก ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๘๗

ไม้เถาหรือไม้ต้นต่างก็เผล็ดผลแล้วในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ไม้ผลเหล่านั้นก็เผล็ดผลแล้วทุกต้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๘๘

รัตนะทั้งหลายที่อยู่ในอากาศ และที่อยู่บนพื้นดินสว่างไสวแล้วในขณะนั้น แม้ในวันนี้ รัตนะเหล่านั้นก็สว่างไสว ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๘๙

ดนตรีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ และเป็นของทิพย์ ต่างก็บรรเลงขึ้นแล้วในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ดนตรีทั้ง ๒ อย่างนั้นก็บรรเลง ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๙๐

ทิพยบุปผชาติอันวิจิตร ต่างก็ตกลงจากท้องฟ้าในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ทิพยบุปผชาติเหล่านั้นก็ปรากฏ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๑

มหาสมุทรย่อมกระฉ่อน โลกธาตุมีหมื่นจักรวาลก็ไหว แม้ในวันนี้ ทั้ง ๒ นั้น(มหาสมุทรและโลกธาตุ)ก็บันลือลั่น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๒

ไฟนรกนับหมื่นดวงก็ดับลงในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ไฟนรกนั้นก็ดับแล้ว ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๓

ดวงอาทิตย์ปราศจากมลทิน ดาวทุกดวงต่างก็สุกสกาว แม้ในวันนี้ ดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างก็ผ่องแผ้วสุกใส ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๔

ทั้งที่ฝนไม่ตกเลย (แต่)น้ำในแม่น้ำ กลับเอ่อขึ้นจากแผ่นดินในขณะนั้น แม้ในวันนี้ น้ำในแม่น้ำนั้นก็เอ่อขึ้นจากแผ่นดิน ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๕

หมู่ดาวนพเคราะห์และหมู่ดาวนักษัตร เปล่งประกายสว่างทั่วท้องฟ้า ดวงจันทร์ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์แจ่มจรัส ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๖

สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่อยู่ในรู และจำพวกที่อาศัยอยู่ตามซอก ต่างก็พากันออกจากที่อยู่ของตน แม้ในวันนี้ สัตว์เหล่านั้นละทิ้งที่อยู่อาศัย ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๗๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๙๗

ความไม่พอใจมิได้มีแก่สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายต่างพากันยินดีอยู่ทั่วกันในขณะนั้น แม้ในวันนี้ สัตว์ทั้งหลายก็ยินดีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๘

โรคทั้งหลายต่างก็สงบระงับลง และความหิวโหยก็หายไปในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ภาวะทั้ง ๒ อย่างนั้นก็ปรากฏเหมือนกัน ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๙๙

ราคะก็เบาบางลงไป โทสะ และโมหะ ต่างก็ถดถอยไปในขณะนั้น แม้ในวันนี้ กิเลสเหล่านั้นก็ปราศจากไปจนหมดสิ้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๐๐

ภัยมิได้มีในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏอย่างนั้น เพราะเหตุนั้นเราทั้งหลายจึงรู้ได้ว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๐๑

ขณะนั้น ธุลีมิได้ฟุ้งขึ้นไปในอากาศ แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏอย่างนั้น เพราะเครื่องหมายนั้น เราทั้งหลายจึงรู้ได้ว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๐๒

กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็ปราศไปหมดสิ้น กลิ่นทิพย์ก็หอมฟุ้งตลบไป(ในขณะนั้น) แม้ในวันนี้ กลิ่นหอมก็ฟุ้งตลบไป ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๐๓

เทวดาทั้งปวงก็ได้พากันปรากฏกาย(ในขณะนั้น) เว้นแต่อรูปพรหม แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏอย่างนั้นทั้งหมด ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๐๔

นรกทั้งหลายมีประมาณเท่าใด ก็ได้ปรากฏทั้งหมดเท่านั้น ในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏทั้งหมด ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๐๕

กำแพง ประตู และภูเขา ก็มิได้เป็นสิ่งที่ปิดกั้นได้ในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ทั้งหมดก็เปิดโล่ง ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๐๖

การจุติและการอุบัติ ก็มิได้มีในขณะนั้น แม้ในวันนี้ การจุติและการอุบัติเหล่านั้นก็ปรากฏ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน นิมิตเหล่านี้ย่อมปรากฏ เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของสัตว์ทั้งหลาย

๑๐๗

ท่านจงบำเพ็ญความเพียรให้มั่นคง อย่าถอยกลับ จงก้าวไปข้างหน้าเถิด แม้เราทั้งหลายก็รู้ความเพียรนั้นอย่างแจ่มแจ้งว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน’

๑๐๘

เราได้สดับพระพุทธดำรัสและคำ ของเทวดาในหมื่นจักรวาลทั้ง ๒ แล้ว ก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ ได้คิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า

๑๐๙

‘พระพุทธชินเจ้าทั้งหลาย มีพระดำรัสไม่เป็นสอง มีพระดำรัสไม่เป็นโมฆะ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน @เชิงอรรถ : @ การจุติ หมายถึงการตาย การอุบัติ หมายถึงเกิด (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๐๖/๑๕๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๑๐

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนก้อนดินที่โยนขึ้นไปบนท้องฟ้า ย่อมตกลงมาที่พื้นดินเป็นแน่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๑๑

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนสัตว์ทั้งปวง ต้องมีความตายเที่ยงแท้แน่นอน พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๑๒

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนสิ้นราตรีแล้ว อาทิตย์ต้องอุทัยแน่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๑๓

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนราชสีห์ลุกออกจากที่นอน ต้องมีการบันลือสีหนาทแน่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

๑๑๔

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนสตรีมีครรภ์แก่ จะต้องมีการคลอดบุตรในครรภ์เป็นแน่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๑๕

เอาเถิด เราจักค้นหาพุทธการกธรรม จากสิบทิศ คือข้างนี้ๆ เบื้องบน เบื้องล่าง ตลอดทั่วธรรมธาตุ

๑๑๖

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นทานบารมีเป็นข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นทางใหญ่ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๑๗

‘ท่านจงยึดทานบารมีข้อที่ ๑ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ ท่านก็จงบำเพ็ญทานบารมีเถิด

๑๑๘

หม้อที่เต็มด้วยน้ำซึ่งผู้ใดผู้หนึ่งจับคว่ำลง น้ำย่อมไหลออกหมด ไม่ขังอยู่ในหม้อนั้น ฉันใด

๑๑๙

ท่านเห็นผู้ขอทั้งชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูงแล้ว จงให้ทานอย่าให้เหลือ ดุจหม้อน้ำที่เขาคว่ำลง ฉันนั้น

๑๒๐

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๒๑

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นศีลบารมีเป็นข้อที่ ๒ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๒๒

‘ท่านจงยึดศีลบารมีข้อที่ ๒ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ ท่านก็จงบำเพ็ญศีลบารมีเถิด

๑๒๓

จามรีย่อมรักษาขนหาง(ของตน)ที่ติดข้องอยู่ในที่ไรๆ ก็ยอมตายในที่นั้น ไม่ยอมให้ขนหางเสียไป ฉันใด @เชิงอรรถ : @ พุทธการกธรรม ได้แก่ ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้ามี ๑๐ ประการ คือ (๑) ทาน (๒) ศีล (๓) เนกขัมมะ @(๔) ปัญญา (๕) วิริยะ (๖) ขันติ (๗) สัจจะ (๘) อธิษฐาน (๙) เมตตา (๑๐) อุเบกขา (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๑๕/๑๕๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๒๔

ท่านจงบำเพ็ญศีลในภูมิทั้ง ๔ รักษาศีลให้บริบูรณ์ในกาลทุกเมื่อ ดุจจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้น’

๑๒๕

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๒๖

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นเนกขัมมบารมีเป็นข้อที่ ๓ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๒๗

‘ท่านจงยึดเนกขัมมบารมีข้อที่ ๓ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ ท่านจงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเถิด

๑๒๘

คนที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ ได้รับทุกข์มานาน ย่อมไม่เกิดความยินดีในเรือนจำนั้น มีแต่จะหาช่องทางที่จะพ้นออกไป ฉันใด

๑๒๙

ท่านจงเห็นภพทั้งปวงดุจเรือนจำ จงมุ่งหน้าต่อเนกขัมมะเพื่อหลุดพ้นไปจากภพ ฉันนั้นเถิด’

๑๓๐

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๓๑

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นปัญญาบารมีเป็นข้อที่ ๔ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า @เชิงอรรถ : @ ศีลในภูมิทั้ง ๔ ในที่นี้ ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล และปัจจเวกขณศีล @(ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๒๔/๑๕๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๓๒

‘ท่านจงยึดปัญญาบารมีข้อที่ ๔ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ ท่านก็จงบำเพ็ญปัญญาบารมีเถิด

๑๓๓

ภิกษุเมื่อเที่ยวบิณฑบาต มิได้เว้นว่าจะเป็นตระกูลชั้นต่ำ ชั้นกลาง หรือชั้นสูง ย่อมได้อาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ฉันใด

๑๓๔

ท่านเมื่อสอบถามคนมีความรู้ตลอดกาลทั้งปวง บำเพ็ญปัญญาบารมีไปเถิด แล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น’

๑๓๕

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๓๖

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นวิริยบารมีเป็นข้อที่ ๕ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๓๗

‘ท่านจงยึดวิริยบารมีข้อที่ ๕ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ ท่านก็จงบำเพ็ญวิริยบารมีเถิด

๑๓๘

ราชสีห์พญาเนื้อมีความเพียรไม่ย่อหย่อน ทั้งในขณะหมอบ ยืน และเดิน ประคองใจไว้ทุกเมื่อ ฉันใด

๑๓๙

ท่านจงประคองความเพียรให้มั่นคงทุกภพทุกชาติ บำเพ็ญวิริยบารมีไปเกิด แล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น’

๑๔๐

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๔๑

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นขันติบารมีเป็นข้อที่ ๖ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๔๒

‘ท่านจงยึดขันติบารมีข้อที่ ๖ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ท่านมีใจแน่วแน่(ไม่เป็นสอง)ในขันติบารมีนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

๑๔๓

ธรรมดาแผ่นดินย่อมทนทานต่อสิ่งที่เขาทิ้งลงทุกอย่าง ทั้งที่สะอาดและไม่สะอาด ไม่ทำความยินดีและความขัดเคือง แม้ฉันใด

๑๔๔

ถึงท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน อดทนต่อการยกย่อง และการดูหมิ่นของคนทั้งปวง บำเพ็ญขันติบารมีแล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้’

๑๔๕

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๔๖

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นสัจจบารมีเป็นข้อที่ ๗ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๔๗

‘ท่านจงยึดสัจจบารมีข้อที่ ๗ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ท่านมีคำพูดที่แน่นอน(ไม่เป็นสอง)ในสัจจบารมีนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

๑๔๘

ธรรมดาว่าดาวประกายพรึก เป็นดาวนพเคราะห์ที่เที่ยงตรงในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ย่อมไม่เคลื่อนไปจากวิถีโคจร ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ฤดูหนาว หรือฤดูฝน แม้ฉันใด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๔๙

ถึงท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงอย่าถอยกลับไปจากทาง(ที่ถูกต้องมั่นคง) ในสัจจะทั้งหลาย บำเพ็ญสัจจบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้’

๑๕๐

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๕๑

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นอธิษฐานบารมีเป็นข้อที่ ๘ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๕๒

‘ท่านจงยึดอธิษฐานบารมีข้อที่ ๘ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้นแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

๑๕๓

ภูผาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นไม่สะเทือนเพราะลมแรง คงตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง แม้ฉันใด

๑๕๔

ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีทุกเมื่อ บำเพ็ญอธิษฐานบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้’

๑๕๕

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๕๖

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นเมตตาบารมีเป็นข้อที่ ๙ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๕๗

‘ท่านจงยึดเมตตาบารมีข้อที่ ๙ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ ท่านก็จงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอในเมตตาบารมี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๕๘

ธรรมดาน้ำย่อมแผ่ความเย็น ชำระล้างมลทินคือธุลีเสมอกัน ทั้งในคนดีและคนชั่ว แม้ฉันใด

๑๕๙

ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญเมตตาให้เสมอกัน ทั้งในคนที่เกื้อกูลกันและในคนที่ไม่ได้เกื้อกูลกัน บำเพ็ญเมตตาบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

๑๖๐

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

๑๖๑

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นอุเบกขาบารมีเป็นข้อที่ ๑๐ ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

๑๖๒

‘ท่านจงยึดอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน ท่านเป็นผู้มีอุเบกขาเที่ยงตรง มั่นคง จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

๑๖๓

ธรรมดาแผ่นดินย่อมวางเฉยในสิ่งที่เขาทิ้งลงทั้งสะอาด และไม่สะอาด ทั้ง ๒ อย่าง เว้นความโกรธและความยินดี แม้ฉันใด

๑๖๔

ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงมีใจเที่ยงตรงในสุขและทุกข์ในกาลทุกเมื่อ บำเพ็ญอุเบกขาบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

๑๖๕

ธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ มีอยู่ในโลกเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ยิ่งกว่านั้นไม่มี ท่านจงตั้งมั่นอยู่ในธรรมนั้นเถิด’

๑๖๖

เมื่อเราพิจารณาเห็นธรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งกิจและลักษณะอันเป็นภาวะของตน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา พื้นพสุธาโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล ก็ไหวด้วยเดชแห่งธรรม

๑๖๗

ปฐพีไหวสะเทือนเลื่อนลั่นเหมือนยนต์หีบอ้อย เมทนีดลหวั่นไหวเหมือนล้อที่หีบน้ำมัน

๑๖๘

บริษัทประมาณเท่าใด มีอยู่ในบริเวณรอบๆ พระพุทธเจ้า บริษัทประมาณเท่านั้น สั่นเทานอนสลบอยู่บนภาคพื้นที่บริเวณนั้น

๑๖๙

หม้อน้ำหลายพันหม้อ หม้อข้าวหลายร้อยหม้อ หม้อใส่กระแจะและหม้อที่ใส่เปรียงในที่นั้น ต่างก็กระทบกันและกัน

๑๗๐

มหาชนหวาดเสียว สะดุ้งกลัว ตื่นตระหนก มีใจหวาดหวั่น ประชุมกัน พากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

๑๗๑

ทูลถามว่า ‘อะไรจักมีแก่ชาวโลก เป็นเหตุดีหรือเหตุร้าย ชาวโลกทั้งปวงถูกเบียดเบียน ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์ได้โปรดบรรเทาภัยที่เบียดเบียนนั้นเถิด’

๑๗๒

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นพระมหามุนี ทรงแจ้งให้มหาชนได้เข้าใจว่า ‘ในการที่พสุธาไหวครั้งนี้ ท่านทั้งหลายจงเบาใจเถิด อย่าตกใจกลัวเลย

๑๗๓

วันนี้เราพยากรณ์ผู้ใดว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก ผู้นั้นพิจารณาเห็นธรรมที่พระชินเจ้าทรงอบรมสั่งสมมาก่อน

๑๗๔

เมื่อผู้นั้นพิจารณาธรรมซึ่งเป็นพุทธภูมิโดยไม่มีเหลือ เพราะเหตุนั้น ปฐพีโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกจึงไหวแล้ว’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๘๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา

๑๗๕

ขณะนั้น มหาชนได้ฟังพระดำรัสแล้ว ก็เกิดความสบายใจขึ้น ทุกคนพากันมาหาเราแล้วอภิวาทอีก

๑๗๖

ครั้งนั้น เรายึดพระพุทธคุณ ทำใจให้มั่นคง นมัสการพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกรแล้วลุกจากอาสนะ

๑๗๗

ชน ๒ ฝ่าย คือ เทพถือดอกไม้ทิพย์ หมู่มนุษย์ถือดอกไม้ที่เป็นของมนุษย์ ต่างโปรยปรายดอกไม้ทั้งหลายเพื่อเราผู้ลุกจากอาสนะ

๑๗๘

อนึ่ง เทพและมนุษย์ทั้ง ๒ ฝ่ายเหล่านั้น ต่างก็ประกาศความสวัสดีว่า ‘ท่านปรารถนาตำแหน่งอันใหญ่หลวง ขอท่านได้ตำแหน่งนั้นตามความปรารถนาเถิด

๑๗๙

เสนียดจัญไรทั้งปวงจงอย่ามี ความโศกและโรคจงอย่ามี อันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอให้ท่านได้บรรลุพระโพธิญาณ อันประเสริฐเร็วพลันเถิด

๑๘๐

เมื่อถึงฤดู (ที่ต้นไม้ผลิดอก) หมู่ไม้จำพวกที่มีดอก ก็ผลิดอก ฉันใด ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่ ขอท่านจงผลิด้วยพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

๑๘๑

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการมาแล้วฉันใด @เชิงอรรถ : @ โพธิญาณ ในที่นี้ ได้แก่ อรหัตตมรรคญาณ หรือสัพพัญญุตญาณ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๗๙/๑๗๓) @ พุทธญาณ ได้แก่ พุทธญาณ ๑๘ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๘๐/๑๗๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๙๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. สุเมธกถา ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่ ขอท่านจงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

๑๘๒

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ได้ตรัสรู้ที่โพธิมัณฑ์ ฉันใด ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่ ขอท่านจงตรัสรู้ที่ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระชินเจ้า ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

๑๘๓

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว ฉันใด ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่ ขอท่านจงประกาศพระธรรมจักร ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

๑๘๔

ดวงจันทร์ในวันเพ็ญเต็มดวงส่องสว่าง ฉันใด ขอท่านผู้มีใจปรารถนาที่เต็มเปี่ยมแล้ว จงรุ่งโรจน์(สว่างไสว)ในหมื่นจักรวาล ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

๑๘๕

ดวงอาทิตย์พ้นจากราหูแล้ว ย่อมไพโรจน์แจ่มจ้าด้วยแสงสว่าง ฉันใด ขอท่านจงพ้นจากโลกธรรมแล้ว แจ่มจ้าด้วยสิริ(แห่งพระพุทธเจ้า) ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

๑๘๖

แม่น้ำทุกสายไหลไปสู่ทะเลหลวง ฉันใด ขอชาวโลกพร้อมทั้งเทวดาทั้งหลาย จงพากันหลั่งไหลไปในสำนักของท่าน ฉันนั้นเหมือนกันเถิด’

๑๘๗

ครั้งนั้น สุเมธดาบสนั้น อันทวยเทพและหมู่มนุษย์เหล่านั้น ชมเชย สรรเสริญแล้ว สมาทานธรรม ๑๐ ประการ(บารมี ๑๐) เมื่อจะบำเพ็ญธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึงเข้าไปยังป่าใหญ่ สุเมธกถา จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๙๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์ ๓. พุทธวงศ์ ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์ ว่าด้วยพระประวัติของพระทีปังกรพุทธเจ้า

๑.๒

ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นทูลนิมนต์พุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ให้เสวยและฉันแล้ว ได้ถึงพระศาสดาพระนามว่าทีปังกรพระองค์นั้นเป็นสรณะ

๒.๒

พระตถาคตให้คนบางคนตั้งอยู่ในสรณคมน์ ให้คนบางคนตั้งอยู่ในศีล ๕ ให้คนบางคนตั้งอยู่ในศีล ๑๐

๓.๒

ทรงประทานสามัญผล ๔ อันสูงสุดให้แก่คนบางคน ทรงประทานธรรมที่ไม่มีธรรมอย่างอื่นเสมอเหมือน คือปฏิสัมภิทาให้แก่คนบางคน

๔.๒

พระตถาคตผู้องอาจกว่านรชน ทรงประทานสมาบัติที่ประเสริฐ ๘ ประการ ให้แก่คนบางคน ทรงประทานวิชชา ๓ อภิญญา ๖ ให้แก่คนบางคน

๕.๒

พระมหามุนีย่อมตรัสสอนหมู่ชนตามลำดับนั้น เพราะเหตุนั้นศาสนาของพระโลกนาถ จึงแผ่ไปอย่างกว้างขวาง

๖.๒

พระศาสดาพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงมีพระหนุใหญ่ และพระวรกายงดงาม ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก ทรงปลดเปลื้องจากทุคติ @เชิงอรรถ : @ สามัญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๑/๒๘๗) @ ดูเทียบ ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๖๐/๙๖-๙๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๙๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์

๗.๒

พระมหามุนีทรงเห็นชนที่ควรแนะนำให้ตรัสรู้ได้ แม้ในที่ไกลถึง ๑๐๐,๐๐๐ โยชน์ ก็เสด็จไปเพียงชั่วขณะเดียว ทรงช่วยผู้นั้นให้ตรัสรู้

๘.๒

ในการบรรลุธรรม(การตรัสรู้ธรรม) ครั้งที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงช่วยเทวดาและมนุษย์ ๑๐๐ โกฏิให้บรรลุธรรม ในการบรรลุธรรมครั้งที่ ๒ พระผู้เป็นที่พึ่ง ทรงช่วยเทวดาและมนุษย์ ๙๐ โกฏิให้บรรลุธรรม

๙.๒

และในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในเทพพิภพ ได้มีเทวดา ๙๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรมครั้งที่ ๓

๑๐.๒

พระศาสดาพระนามว่าทีปังกร ได้มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง สาวกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ มาประชุมกันเป็นครั้งที่ ๑

๑๑.๒

เมื่อพระชินเจ้าประทับอยู่ในสถานที่อันสงัด ที่ยอดภูเขานารทะ พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทินประมาณ ๑๐๐ โกฏิ มาประชุมกัน

๑๒.๒

ในกาลใด พระมหาวีรเจ้าผู้ทรงเป็นพระมหามุนี ทรงปวารณาออกพรรษา พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ ๙๐,๐๐๐ โกฏิ ที่ยอดเขาสุทัสสนะ สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะแก่กล้า สำเร็จอภิญญา ๕ เหาะไปในอากาศได้

๑๓.๒

เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม การบรรลุธรรมครั้งละองค์สององค์นับจำนวนไม่ถ้วน

๑๔.๒

ครั้งนั้น พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าทีปังกร แผ่ไพศาล มีคนรู้มาก เจริญแพร่หลาย สะอาด บริสุทธิ์ @เชิงอรรถ : @ อภิญญา ๕ ได้แก่ อภิญญาที่เป็นโลกิยะ (ขุ.อป.อ. ๒/๖-๗/๒๓๙, ที.สี. (แปล) ๙/๔๗๔-๔๗๘/๒๐๗-๒๑๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๙๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์

๑๕.๒

ภิกษุประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ รูป ล้วนได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระผู้มีพระภาคพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลกในกาลทั้งปวง

๑๖.๒

สมัยนั้น ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ได้บรรลุอรหัตตผล เป็นพระเสขะละมนุษยภูมิไป ชนเหล่านั้นย่อมถูกติเตียน

๑๗.๒

ศาสนาแพร่หลาย งดงามด้วยพระอรหันตขีณาสพ ผู้คงที่ ปราศจากมลทิน ในกาลทั้งปวง

๑๘.๒

เมืองชื่อว่ารัมมวดี กษัตริย์พระนามว่าสุเทพ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่าสุเมธาเป็นพระชนนี ของพระศาสดาพระนามว่าทีปังกร

๑๙.๒

พระชินเจ้าทรงครองฆราวาสอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี ทรงมีฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูงมากมาย มีปราสาทที่อุดมอยู่ ๓ หลัง

๒๐.๒

มีนางสนมกำนัล ๓๐๐,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าปทุมา พระราชโอรสพระนามว่าอุสภขันธกุมาร

๒๑.๒

พระชินเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงทรงราชพาหนะคือช้างออกผนวชแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม(จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ)

๒๒.๒

ครั้นทรงบำเพ็ญความเพียรเสร็จแล้ว ก็ได้ตรัสรู้สัมโพธิญาณ พระมหามุนีพระนามว่าทีปังกร ผู้อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว @เชิงอรรถ : @ นิมิต ๔ ได้แก่ (๑) คนแก่ (๒) คนเจ็บ (๓) คนตาย (๔) บรรพชิต (ที.ม. (แปล) ๑๐/๔๓-๕๓/๒๒-๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๙๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์

๒๓.๒

พระมหาวีรชินเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักร แล้วประทับอยู่ในนันทาราม ประทับนั่งที่โคนต้นซึก ทรงปราบปรามเดียรถีย์

๒๔.๒

พระสุมังคลเถระและพระติสสเถระเป็นพระอัครสาวก พระสาคตเถระเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าทีปังกร

๒๕.๒

พระนันทาเถรีและพระสุนันทาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ชาวโลกเรียกว่า ต้นเลียบ

๒๖.๒

ตปุสสอุบาสกและภัลลิกอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก สิริมาอุบาสิกาและโสณาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

๒๗.๒

พระมหามุนีพระนามว่าทีปังกร ทรงมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก ทรงงดงามดังต้นพฤกษาประทีป ดังต้นพญาไม้สาละที่มีดอกบานสะพรั่ง พระองค์ทรงมีพระรัศมีแผ่ซ่านออก ๑๐ โยชน์โดยรอบ

๒๘.๒

พระองค์ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงมีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ทรงดำรงอยู่นานเพียงนั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ)ได้เป็นจำนวนมาก

๒๙.๒

พระองค์พร้อมทั้งสาวกประกาศพระสัทธรรมให้รุ่งเรือง ช่วยมหาชนให้ข้ามพ้นได้ แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานเหมือนกองไฟที่ลุกโพลงแล้วดับไป

๓๐.๒

พระองค์ทรงมีพระฤทธิ์ มีพระยศ พร้อมทั้งจักรรัตนะที่พระยุคลบาท ทุกอย่างล้วนอันตรธานไปหมดแล้ว สังขารทั้งปวงเป็นสภาพว่างเปล่าหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๙๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. โกณฑัญญพุทธวงศ์

๓๑.๒

พระชินศาสดาพระนามว่าทีปังกรเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ณ นันทาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระชินเจ้าพระองค์นั้น สูง ๓๖ โยชน์ ณ นันทารามนั้น พระสถูปบรรจุบาตร จีวร บริขาร และเครื่องบริโภค ของพระองค์ผู้ศาสดา ที่โคนต้นโพธิ์ในกาลนั้นสูง ๓ โยชน์ ทีปังกรพุทธวงศ์ที่ ๑ จบ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้

๒. สุเมธกถา - ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์