๘. สิวิราชจริยา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๘. สิวิราชจริยา ว่าด้วยพระจริยาของพระเจ้าสิวิ
ในกาลที่เราเป็นกษัตริย์นามว่าสิวิ อยู่ในกรุงชื่ออริฏฐะ เรานั่งอยู่ในปราสาทที่ประเสริฐ ได้คิดอย่างนี้ว่า
“ทานในมนุษยโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอจักษุกะเรา เราก็พึงให้แก่ผู้นั้นได้ไม่หวั่นไหว
ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพบริษัทได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
‘พระเจ้าสิวิพระองค์นั้นผู้ทรงมีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาทที่ประเสริฐ ทรงดำริถึงทานต่างๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ให้
ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ เอาเถอะ เราจักทดลองพระองค์ดู ท่านทั้งหลายพึงคอยเราสักครู่หนึ่ง เพียงเราทราบความจริงใจของพระเจ้าสิวิเท่านั้น’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๓๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๘. สิวิราชจริยา
ท้าวสักกะจึงแปลงร่างเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะหงอก หนังย่น กระสับกระส่ายเพราะความชรา เข้าเฝ้าพระราชา
ครั้งนั้น อินทพราหมณ์นั้นประคองแขนทั้งซ้ายและขวา ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะได้กล่าวคำนี้ว่า
‘ข้าแต่พระมหาราชผู้ทรงธรรม ทรงปกครองแคว้นให้เจริญ ข้าพระองค์จะขอรับบริจาคทานกะพระองค์ เกียรติคุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ฟุ้งขจรไปในเทวดาและมนุษย์
นัยน์ตาแม้ทั้ง ๒ ข้างของข้าพระองค์ถูกโรคขจัดบอดเสียแล้ว ขอพระองค์จงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด แม้พระองค์ก็ทรงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง’
เราได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ทั้งยินดีและตื่นเต้น ประนมมือ เกิดปีติปราโมทย์ ได้กล่าวคำนี้ว่า
‘เราคิดแล้ว ลงจากปราสาทมาถึงที่นี้เดี๋ยวนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้วมาขอนัยน์ตา
โอ! ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้ทานอันประเสริฐ ซึ่งเรายังไม่เคยให้แก่พวกยาจก
มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมันอย่าชักช้า อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาทั้ง ๒ ข้างออกให้แก่วณิพกไปเถิด’
หมอสิวิกะนั้นถูกเราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควักนัยน์ตาทั้ง ๒ ออกให้แก่ยาจก เหมือนคนควักจาวตาล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๓๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๙. เวสสันตรจริยา
เมื่อเราจะให้ทานก็ดี กำลังให้ทานก็ดี ให้ทานแล้วก็ดี จิตของเราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น
จักษุทั้ง ๒ เป็นที่น่าเกลียดชังสำหรับเราก็หาไม่ แม้ตัวเราเองจะเป็นที่เกลียดชังก็หาไม่ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้จักษุ ฉะนี้แล สิวิราชจริยาที่ ๘ จบ