๑๐. มัจฉราชจริยา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๑๐. มัจฉราชจริยา ว่าด้วยจริยาของพญาปลา
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นพญาปลาอยู่ในสระใหญ่ น้ำในสระแห้งขอด เพราะแสงดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน @เชิงอรรถ : @ กรีส หมายถึงมาตรานับ ๑ กรีสเท่ากับ ๑๒๕ ศอก (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตย์ ๒๕๒๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๖๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๓. ยุธัญชยวรรค] ๑๐. มัจฉราชจริยา
ทีนั้น นกกา นกแร้ง นกกระสา นกตะกรุม และเหยี่ยว มาคอยจับปลากินทั้งกลางวันและกลางคืน
ครั้งนั้น เรากับหมู่ญาติถูกเบียดเบียนจึงคิดอย่างนี้ว่า โดยอุบายอะไรหนอ หมู่ญาติจะพึงพ้นทุกข์ได้
เราคิดถึงเหตุและผลแล้ว ได้เห็นสัจจะว่าเป็นที่พึ่งได้ จึงตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว เปลื้องความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้
เราระลึกธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงปรมัตถธรรม ได้กระทำสัจจกิริยา ซึ่งเป็นธรรมอันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก
ตั้งแต่เราจำความได้ ตั้งแต่เรารู้เดียงสาได้มาจนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าจงใจเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งเลย
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเมฆจงทำฝนห่าใหญ่ให้ตก แน่ะเมฆ ท่านจงคำราม จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงทำกาให้ตรอมตรมด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจะอันประเสริฐ เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครืน ทำฝนให้ตก ครู่เดียว ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม
ครั้นเราทำสัจจะอันประเสริฐเห็นปานนี้ อันเป็นความเพียรอันสูงสุด อาศัยกำลังเดชความสัตย์ บรรดาลฝนห่าใหญ่ให้ตก บุคคลมีสัจจะเสมอเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล มัจฉราชจริยาที่ ๑๐ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๖๙}