๗. เอกฉัตติยเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๖. ชคติทายกวรรค] ๗. เอกฉัตติยเถราปทาน ๗. เอกฉัตติยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเอกฉัตติยเถระ (พระเอกฉัตติยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
แผ่นดินร้อนดังถ่านเพลิง แผ่นดินดุจมีเถ้ารึงไหล พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จจงกรมอยู่ที่กลางแจ้ง
ข้าพเจ้ากั้นร่มขาวเดินทางไกล เพราะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กลางแจ้งนั้น ข้าพเจ้าจึงเกิดความคิดอย่างนี้ว่า
ภาคพื้นปกคลุมด้วยพยับแดด แผ่นดินนี้จึงเป็นเหมือนถ่านเพลิง พายุใหญ่ที่จะพัดร่างกายให้ลอยขึ้นก็ปรากฏ
ความหนาว ความร้อน ย่อมทำให้ลำบาก ขอพระองค์โปรดรับร่มนี้ไว้เป็นเครื่องกั้นลมและแดดเถิด ข้าพเจ้าจักได้สัมผัสพระนิพพานบ้าง
ในครั้งนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา มีพระยศยิ่งใหญ่ ทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้วทรงรับไว้
ข้าพเจ้าได้เป็นจอมเทพครองเทวสมบัติตลอด ๓๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ชาติ
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน ข้าพเจ้าเสวยผลกรรมของตนที่ได้ทำไว้ดีแล้วในปางก่อน @เชิงอรรถ : @ พระเอกฉัตติยเถระ หมายถึงพระนาคสมาลศากยบุตร (ขุ.เถร.อ. ๒/๑/๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๖. ชคติทายกวรรค] ๗. เอกฉัตติยเถราปทาน
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ แม้ในวันนี้ชนทั้งหลายก็พากันกั้นร่มขาว ให้ข้าพเจ้าตลอดกาลทุกเมื่อ
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายร่มไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายร่ม
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๗ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๙๘}