๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค] ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปุฬินุปปาทกเถระ (พระปุฬินุปปาทกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่ภูเขานั้น ที่จงกรมของข้าพเจ้าเป็นที่ที่พวกอมนุษย์เนรมิตให้
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามุ่นมวยผม สะพายคนโทน้ำ เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด ได้ออกจากป่าใหญ่ไปในกาลนั้น
ครั้งนั้น ศิษย์ประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน อุปัฏฐากข้าพเจ้า พวกเขาขวนขวายในการงานของตนอยู่ในป่าใหญ่
ข้าพเจ้าออกจากอาศรมได้ก่อพระเจดีย์ทรายแล้ว รวบรวมดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้น
ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระเจดีย์แล้ว เข้าไปสู่อาศรม ศิษย์ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันแล้ว ถามความข้อนี้ว่า
ข้าแต่ท่านเทวละ ท่านนมัสการสถูปที่ก่อด้วยทรายทำไม แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้ ข้าพเจ้าทั้งหลายถามท่านแล้วโปรดบอกด้วยเถิด
ข้าพเจ้าตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้มีพระจักษุ มีพระยศยิ่งใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้วในบทมนตร์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดเหล่านั้น ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่เช่นไร
พระพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้มีความเพียรมาก เป็นสัพพัญญู ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พระพุทธเจ้าเหล่านั้นมีคุณอย่างไร มีศีลอย่างไร มีพระยศยิ่งใหญ่เช่นไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค] ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน
พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ซี่ มีดวงเนตรดังดวงตาแห่งโค และสดใสเหมือนผลมะกล่ำ
อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้บริสุทธิ์เมื่อเสด็จดำเนินไป ก็ทอดพระเนตรเพียงชั่วแอก พระชานุของพระองค์ไม่ลั่น ใครๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ
อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อจะเสด็จดำเนินไม่ทรงรีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
และพระพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นผู้ไม่สะดุ้ง ดุจพญาไกรสรราชสีห์ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่ทรงยกพระองค์ไม่ข่มสัตว์ทั้งหลาย
ทรงหลุดพ้นจากการถือตัวและดูหมิ่น ท่านมีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จอุบัติขึ้น พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖ ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น
ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น ไฟนรกดับ มหาเมฆบันดาลฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้ @ วิการ ๖ หมายถึงแผ่นดินไหว ๖ ประการ คือ (๑) ข้างหน้ายืดขึ้นข้างหลังยุบลง (๒) ข้างหลังยืดขึ้น @ข้างหน้ายุบลง (๓) ข้างซ้ายยืดขึ้นข้างขวายุบลง (๔) ข้างขวายืดขึ้นข้างซ้ายยุบลง (๕) ตรงกลางยืดขึ้น @โดยรอบยุบลง (๖) โดยรอบยืดขึ้นตรงกลางยุบลง (ขุ.พุทฺธ.อ. ๗๑/๙๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค] ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน
พระตถาคตทั้งหลายเหล่านั้น ทรงพระคุณประเสริฐมาก ไม่มีใครเทียบได้ มีพระยศยิ่งใหญ่ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ใครๆ ไม่เกินพระองค์ไปโดยเกียรติคุณ พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นเช่นนี้
ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชมถ้อยคำของข้าพเจ้า ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามความสามารถ ตามกำลัง(ของตน)
พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของตน เชื่อฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า มีฉันทะอัธยาศัยน้อมไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทราย
ครั้งนั้น เทพบุตรผู้มียศใหญ่ จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต อุบัติในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่นจักรวาลไหวแล้ว
ข้าพเจ้ายืนอยู่ ณ ที่จงกรมไม่ไกลจากอาศรม ศิษย์ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของข้าพเจ้า ถามว่า
แผ่นดินบันลือลั่นดุจโคอุสภะคึกคะนอง ดุจราชสีห์คำรน ดุจจระเข้ฟาดหาง จักมีผลเป็นอย่างไร
ข้าพเจ้าตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ที่ข้าพเจ้าประกาศ ที่ใกล้พระสถูปกองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีโชค ผู้ทรงเป็นพระศาสดา เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดาแล้ว
ข้าพเจ้าแสดงธรรมกถาแก่ศิษย์เหล่านั้นแล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนี ส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค] ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน
ก็ข้าพเจ้ามีกำลังสิ้นไปแล้วหนอ ป่วยหนัก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดแล้ว ได้สิ้นชีวิตในที่นั้นเอง
ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนมาประชุมกันได้สร้างจิตกาธานขึ้น แล้วได้ยกร่างของข้าพเจ้าขึ้นวางยังจิตกาธาน
พวกเขาพากันยืนประนมมือเหนือศีรษะล้อมรอบจิตกาธาน พากันเศร้าโศก คร่ำครวญ
เมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ ข้าพเจ้าได้ไปใกล้จิตกาธานแล้วสั่งสอนพวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของเธอทั้งหลาย ท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย อย่าได้เศร้าโศกเลย
ท่านทั้งหลายพึงเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงพยายามในประโยชน์ของตนทั้งกลางวันกลางคืน อย่าได้ประมาท จงใช้เวลาที่มีให้เป็นประโยชน์
ข้าพเจ้าพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยังเทวโลก ได้อยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ชาติ และได้ครองเทวสมบัติหลายร้อยชาติ
ในกัปที่เหลือ ข้าพเจ้าแม้จะเวียนว่ายตายเกิดไปมา แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการก่อพระเจดีย์ทราย
ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้จำนวนมากก็มีดอกบาน ฉันใด ข้าพเจ้าก็เป็นผู้ที่พระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ให้เบิกบานแล้วในสมัยนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๙. ปังสุกูลวรรค] ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน
ข้าพเจ้ามีความเพียรนำพาธุระไป อันเป็นเหตุนำธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้ ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๕๔}