๙. ธัมมรุจิเถราปทาน
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก ธัมมรุจิเถราปทานที่ ๙ ว่าด้วยผลแห่งความพอใจในธรรม
นวมํ ธมฺมรุจิตฺเถราปทานํ (๔๘๙)
ในเวลาที่พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์ สุเมธดาบสว่า ในกัปจากกัปนี้ไปนับไม่ถ้วน ดาบสนี้จักเป็นพระ- พุทธเจ้า พระมารดาบังเกิดเกล้าของดาบสนี้จักทรงพระนามว่ามายา พระบิดาจักทรงพระนามว่าสุทโธทนะ ดาบสนี้จักชื่อว่าโคดม ดาบส นี้จักเริ่มตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยาแล้ว จักเป็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มียศใหญ่ ตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ พระอุปติสสะและพระ โกลิตะจักเป็นพระอัครสาวก ภิกษุอุปัฏฐากชื่อว่าอานนท์ จักบำรุง ดาบสนี้ ผู้เป็นพระพิชิตมาร นางภิกษุณีชื่อว่าเขมาและอุบลวรรณา จักเป็นอัครสาวิกา จิตตคฤหบดีและเศรษฐีชาวเมืองอาฬวี จักเป็น อัครอุบาสก ไม้โพธิ์ของนักปราชญ์ผู้นี้เรียกว่าอัสสัตถพฤกษ์ มนุษย์และเทวดาได้สดับพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะหาใครเสมอเหมือนมิได้ ต่างก็เป็นผู้เบิกบาน ประนมอัญชลีถวายนมัสการ เวลานั้น เราเป็นมานพชื่อเมฆะ เป็น นักศึกษา ได้สดับคำพยากรณ์อันประเสริฐซึ่งสุเมธดาบส ของ พระมหามุนี เราเป็นผู้คุ้นเคยในสุเมธดาบสผู้เป็นที่อยู่แห่งกรุณา และได้บวชตามสุเมธดาบส ผู้เป็นวีรบุรุษนั้น ผู้ออกบวชอยู่ เป็นผู้ สำรวมในพระปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ เป็นผู้มีอาชีวะหมดจด มี สติ เป็นนักปราชญ์ กระทำตามคำสอนของพระพิชิตมาร เราเป็น ผู้อยู่เช่นนี้ ถูกบาปมิตรบางคนชักชวนในอนาจาร ถูกกำจัดจากหน ทางอันชอบ เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตก จึงได้หลีกไปจากพระ ศาสนา ภายหลังถูกมิตรอันน่าเกลียดนั้น ชักชวนให้ฆ่ามารดา เรามีใจอันชั่วช้าได้ทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดา เราจุติจากอัตภาพนั้น แล้ว เกิดในอเวจีมหานรกอันแสนทารุณ เราไปสู่วินิบาตถึงความ ลำบากท่องเที่ยวไปนาน ไม่ได้เห็นสุเมธดาบสผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ ประเสริฐกว่านระอีก ในกัปนี้ เราเกิดเป็นปลาติมิงคละ อยู่ในมหา สมุทร เราเห็นเรือในสาครเข้าจึงเข้าไปเพื่อจะกิน พวกพ่อค้าเห็น เราก็กลัว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราได้ยินเสียงกึกก้อง ว่าโคตโม ที่พ่อค้าเหล่านั้นเปล่งขึ้น จึงนึกถึงสัญญาเก่าขึ้นมาได้ ต่อ จากนั้น ได้ทำกาลกิริยา เกิดในสัญชาติพราหมณ์ ในสกุลอันมั่งคั่ง ณ พระนครสาวัตถี เราชื่อว่าธัมมรุจิ เป็นคนเกลียดบาปกรรม ทุกอย่าง พออายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้พบพระพุทธองค์ผู้ส่องโลกให้ โชติช่วง จึงได้ไปยังพระมหาวิหารเชตวัน แล้วบวชเป็นบรรพชิต เราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ๓ ครั้งต่อคืนหนึ่งกับวันหนึ่ง ครั้งนั้น พระ องค์ผู้เป็นพระมหามุนี ทอดพระเนตรเห็นเราเข้า จึงได้ตรัสว่า ดูกร ธัมมรุจิ ท่านจงระลึกถึงเรา ลำดับนั้น เรากราบทูลบุรพกรรมอย่าง แจ่มแจ้งกะพระพุทธเจ้าว่า เพราะปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์ในปางก่อน ข้าพระองค์จึงมิ ได้พบพระองค์ ผู้ทรงพระลักษณะแห่งบุญตั้งร้อย เสียนาน วันนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นแล้วหนอ ข้าพระองค์เห็นพระ สรีระของพระองค์ อันหาสิ่งอะไรเปรียบมิได้ ข้าพระองค์ ตามหาพระองค์มานานนักแล้ว ตัณหานี้ข้าพระองค์ทำให้ เหือดแห้งไปโดยไม่เหลือด้วยอินทรีย์สิ้นกาลนาน ข้าพระ- องค์ชำระนิพพานให้หมดมลทินได้ โดยกาลนาน ข้าแต่ พระมหามุนี นัยน์ตาอันสำเร็จด้วยญาณ ถึงความพร้อม เพรียงกับพระองค์ได้ก็สิ้นเวลานานนัก ข้าพระองค์พินาศ ไปเสีย ในระหว่างอีกเป็นเวลานาน วันนี้ ได้สมาคมกับ พระองค์อีก ข้าแต่พระโคดม กรรมที่ข้าพระองค์ทำไว้ จะไม่พินาศไปเลย. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระธัมมรุจิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ธัมมรุจิเถราปทาน.
|๗๙.๑๖๕| ยทา ทีปงฺกโร พุทฺโธ สุเมธํ พฺยากริ ชิโน อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ |๗๙.๑๖๖| อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ |๗๙.๑๖๗| ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ อสฺสตฺถมูเล สมฺพุทฺโธ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ |๗๙.๑๖๘| อุปติสฺโส โกลิโต จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ |๗๙.๑๖๙| เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา จิตฺโต อาฬวโก เจว อคฺคา เหสฺสนฺตุปาสกา ฯ |๗๙.๑๗๐| ขุชฺชุตฺตรา นนฺทมาตา อคฺคา เหสฺสนฺตุปาสิกา โพธิ อิมสฺส ธีรสฺส อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ ฯ |๗๙.๑๗๑| อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน อาโมทิตา นรมรู นมสฺสนฺติ กตญฺชลี ฯ |๗๙.๑๗๒| ตทาหํ มาณโว อาสึ เมโฆ นาม สุสิกฺขิโต สุตฺวา พฺยากรณํ เสฏฺฐํ สุเมธสฺส มหามุนิ ฯ |๗๙.๑๗๓| สํวิสฺสฏฺโฐ ภวิตฺวาน สุเมเธ กรุณาลเย ปพฺพชนฺตญฺจ ตํ วีรํ สหา จ อนุปพฺพชึ ฯ |๗๙.๑๗๔| สํวุโต ปาฏิโมกฺขสฺมึ อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ สุทฺธาชีโว สโต ธีโร ชินสาสนการโก ฯ |๗๙.๑๗๕| เอวํ วิหรมาโนหํ ปาปมิตฺเตน เกนจิ นิโยชิโต อนาจาเร สุมคฺคา ปริธํสิโต ฯ |๗๙.๑๗๖| วิตกฺกวสิโก หุตฺวา สาสนโต อปกฺกมึ ปจฺฉา เตน กุมิตฺเตน ปยุตฺโต มาตุฆาตนํ ฯ |๗๙.๑๗๗| อกรึนนฺตริยญฺจ ฆาตยึ ทุฏฺฐมานโส ตโต จุโต มหาวีจึ อุปปนฺโน สุทารุณํ ฯ |๗๙.๑๗๘| วินิปาตํ คโต สนฺโต สํสรึ ทุกฺขิโต จิรํ น ปุโน อทฺทสํ ธีรํ สุเมธํ นรปุงฺควํ ฯ |๗๙.๑๗๙| อสฺมึ กปฺเป สมุทฺทสฺมึ มจฺโฉ อาสึ ติมิงฺคโล ทิสฺวาหํ สาคเร นาวํ โคจรตฺถมุปาคมึ ฯ |๗๙.๑๘๐| ทิสฺวา มํ วาณิชา ภีตา พุทฺธเสฏฺฐํ อนุสฺสรุํ โคตโมติ มหาโฆสํ สุตฺวา เตหิ อุทีริตํ ฯ |๗๙.๑๘๑| ปุพฺพสญฺญํ สริตฺวาน ตโต กาลํ กโต อหํ สาวตฺถิยํ กุเล อิทฺเธ ชาโต พฺราหฺมณชาติยํ ฯ |๗๙.๑๘๒| อาสึ ธมฺมรุจิ นาม สพฺพปาปชิคุจฺฉโก ทิสฺวาหํ โลกปชฺโชตํ ชาติยา สตฺตวสฺสิโก ฯ |๗๙.๑๘๓| มหาเชตวนํ คนฺตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ อุเปมิ พุทฺธํ ติกฺขตฺตุํ รตฺติยา ทิวสสฺส จ ฯ |๗๙.๑๘๔| ตทา ทิสฺวา มุนิ อาห สร ธมฺมรุจีติ มํ ตโตหํ อวจํ พุทฺธํ ปุพฺพกมฺมํ วิภาวิตํ ฯ |๗๙.๑๘๕| สุจิรํ สตปุญฺญลกฺขณํ ปติปุพฺเพ น วิสุทฺธิปจฺจยา อหมชฺช สุเปกฺขนํ วต ตว ปสฺสามิ นิรุปมํ วิคฺคหํ ฯ |๗๙.๑๘๖| สุจิรํ วิหิตํ นุ เต มยา สุจิรกฺเขน นิรวิโสสิตา สุจิรํ อมลํ วิโสธิตํ นยนํ ญาณมยํ มหามุเน ฯ |๗๙.๑๘๗| จิรกาลสมงฺคิโต ตยา อวินฏฺโฐ ปุนนฺตรํ จิรํ ปุนรชฺช สมาคโต ตยา นหิ นสฺสนฺติ กตานิ โคตม ฯ |๗๙.๑๘๘| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๗๙.๑๘๙| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๗๙.๑๙๐| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ธมฺมรุจิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ธมฺมรุจิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ