คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระอภิธรรมปิฎก

เอกกนิเทศ

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๘๐๑–๘๓๔พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์๓๔ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ เอกกนิเทศ

๘๐๑

วิญญาณ ๕ เป็นนเหตุทั้งนั้น เป็นอเหตุกะทั้งนั้น เป็นเหตุ วิปปยุตทั้งนั้น เป็นสัปปัจจยะทั้งนั้น เป็นสังขตะทั้งนั้น เป็นอรูปทั้งนั้น เป็น โลกิยะทั้งนั้น เป็นสาสวะทั้งนั้น เป็นสัญโญชนิยะทั้งนั้น เป็นคันถนิยะทั้งนั้น เป็นโอฆนิยะทั้งนั้น เป็นโยคนิยะทั้งนั้น เป็นนีวรณิยะทั้งนั้น เป็นปรามัฏฐะทั้งนั้น เป็นอุปาทานิยะทั้งนั้น เป็นสังกิเลสิกะทั้งนั้น เป็นอัพยากฤตทั้งนั้น เป็นสารัมมณะ ทั้งนั้น เป็นอเจตสิกะทั้งนั้น เป็นวิบากทั้งนั้น เป็นอุปาทินนุปาทานิยะทั้งนั้น เป็นอสังกิสิฏฐสังกิเลสิกะทั้งนั้น ไม่เป็นสวิตักกสวิจาระทั้งนั้น ไม่เป็นอวิตักก วิจารมัตตะทั้งนั้น เป็นอวิตักกาวิจาระทั้งนั้น ไม่เป็นปีติสหคตะทั้งนั้น เป็นเนว- *ทัสสนนภาวนาปหาตัพพะทั้งนั้น เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะทั้งนั้น เป็น เนวาจยคามินาปจยคามีทั้งนั้น เป็นเนวเสกขนาเสกขะทั้งนั้น เป็นปริตตะทั้งนั้น เป็นกามาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น เป็นปริยา- *ปันนะทั้งนั้น ไม่เป็นอปริยาปันนะทั้งนั้น เป็นอนิยตะทั้งนั้น เป็นอนิยยานิกะทั้งนั้น เป็นอุปปันนมโนวิญญาณวิญเญยยะทั้งนั้น เป็นอนิจจะทั้งนั้น เป็นชราภิภูตะทั้งนั้น

ปญฺจวิญฺญาณํ น เหตุเมว อเหตุกเมว เหตุวิปฺปยุตฺตเมว สปฺปจฺจยเมว สงฺขตเมว อรูปเมว โลกิยเมว สาสวเมว สญฺโญชนิยเมว คนฺถนิยเมว โอฆนิยเมว โยคนิยเมว นีวรณิยเมว ปรามฏฺฐเมว อุปาทานิยเมว สงฺกิเลสิกเมว อพฺยากตเมว สารมฺมณเมว อเจตสิกเมว วิปากเมว อุปาทินฺนุปาทานิยเมว อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกเมว นสวิตกฺกสวิจารเมว นอวิตกฺกวิจารมตฺตเมว อวิตกฺกอวิจารเมว น ปีติสหคตเมว เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺพเมว เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกเมว เนวอาจยคามึนอปจยคามิเมว เนวเสกฺขํนาเสกฺขเมว ปริตฺตเมว กามาวจรเมว น รูปาวจรเมว น อรูปาวจรเมว ปริยาปนฺนเมว โน อปริยาปนฺนเมว อนิยตเมว อนิยฺยานิกเมว อุปฺปนฺนํ มโนวิญฺญาณวิญฺเญยฺยเมว อนิจฺจเมว ชราภิภูตเมว ฯ

๘๐๒

คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็น ปัจจุบัน นั้น คือ เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน นั้น คือ เมื่อวัตถุเกิดก่อน เมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก นั้น คือ วัตถุของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ นั้น คือ วิญญาณ ๕ เกิดขึ้น ในเมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ ในเมื่ออารมณ์ยังไม่ แตกดับ คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน นั้น มี อธิบายว่า วัตถุและอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของ โสตวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุ และ อารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ ของกาย วิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน นั้น มีอธิบาย ว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่ เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวย อารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวย อารมณ์ของกายวิญญาณ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวย อารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณย่อมไม่เสวย อารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวย อารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้ กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่พิจารณา นั้น คือ เมื่อ พิจารณาอารมณ์ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่ทำไว้ในใจ นั้น คือ เมื่อ ทำอารมณ์ไว้ในใจ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ นั้น คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั้น คือ วิญญาณ ๕ ไม่ เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นต่อจากลำดับของกันและกัน นั้น มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุ- *วิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อ จากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญ- *ญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณ ก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด กายวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับ ที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่ เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ ชิวหาวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด โสตวิญญาณย่อมไม่ เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กาย- *วิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อ จากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญ- *ญาณเกิด คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความคิดนึก นั้น คือ ความนึก ความคิด ความพิจารณา หรือความกระทำไว้ในใจ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอัน หนึ่ง นั้น คือ เป็นแต่สักว่าคลองแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่งเท่านั้น คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญ- *ญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับ แห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยวิญ- *ญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ต่อจาก ลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญ- *ญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรม ด้วยวิญ- *ญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรม แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วย วิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญ- *ญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อ จากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศล- *ธรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ ด้วย วิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ ด้วยวิญ- *ญาณ ๕ คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ แม้ต่อ จากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจาก สมาบัติ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคล มิได้จุติ มิได้เกิด ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้เกิด แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่ง วิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญ- *ญาณ ๕ ตามความเป็นจริง ญาณวัตถุ หมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ทุกนิเทศ

ปญฺจ วิญฺญาณา อุปฺปนฺนวตฺถุกา อุปฺปนฺนารมฺมณาติ อุปฺปนฺนสฺมึ วตฺถุสฺมึ อุปฺปนฺเน อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ ปุเรชาตวตฺถุกา ปุเรชาตารมฺมณาติ ปุเร ชาตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ปุเร ชาเต อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ อชฺฌตฺติกวตฺถุกา พาหิรารมฺมณาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ วตฺถู อชฺฌตฺติกา อารมฺมณา พาหิรา ฯ อสมฺภินฺนวตฺถุกา อสมฺภินฺนารมฺมณาติ อสมฺภินฺนสฺมึ วตฺถุสฺมึ อสมฺภินฺเน อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ นานาวตฺถุกา นานารมฺมณาติ อญฺญํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ โสตวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ ฆานวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ ฯ {๘๐๒.๑} น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺตีติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ โสตวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ฆานวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฆานวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ โสตวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ฆานวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฆานวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฯ {๘๐๒.๒} น อสมนฺนาหารา อุปฺปชฺชนฺตีติ สมนฺนาหรนฺตสฺส อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อมนสิการา อุปฺปชฺชนฺตีติ มนสิกโรนฺตสฺส อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อพฺโพกิณฺณา อุปฺปชฺชนฺตีติ น ปฏิปาฏิยา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺชนฺตีติ น เอกกฺขเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ {๘๐๒.๓} น อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา อุปฺปชฺชนฺตีติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ฆานวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฆานวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ชิวฺหาวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ฆานวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฆานวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ชิวฺหาวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฯ {๘๐๒.๔} ปญฺจ วิญฺญาณา อนาโภคาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ นตฺถิ อาวชฺชนา วา อาโภโค วา สมนฺนาหาโร วา มนสิกาโร วา ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ฯ อญฺญตฺร อภินิปาตมตฺตาติ อญฺญตฺร อาปาถมตฺตา ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ฯ {๘๐๒.๕} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ คมนํ วา ฐานํ วา นิสชฺชํ วา เสยฺยํ วา ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ คมนํ วา ฐานํ วา นิสชฺชํ วา เสยฺยํ วา ฯ {๘๐๒.๖} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กายกมฺมํ วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ฯ {๘๐๒.๗} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ฯ {๘๐๒.๘} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น จวติ น อุปปชฺชตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น จวติ น อุปปชฺชติ ฯ {๘๐๒.๙} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ เอวํ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญา ฯ เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ

๘๐๓

ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โลกิย- *ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โลกุตตรปัญญา ปัญญาทั้งหมด ชื่อว่า เกนจิวิญเญยยปัญญา และเกนจินวิญเญยย- *ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สาสวปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนาสวปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาสววิปปยุตต- *สาสวปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตอนาสว- *ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่า สัญโญ- *ชนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สัญโญชนวิปป- *ยุตตสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า สัญโญชนวิปป- *ยุตตอสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อคันถนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถวิปปยุตต- *คันถนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตอคันถนิย- *ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโนฆนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตต- *โอฆนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตอโนฆนิย- *ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยคนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโยคนิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยควิปปยุตต- *โยคนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โยควิปปยุตตอโยคนิย- *ปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนีวรณิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณวิปป- *ยุตตนีวรณิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตอนีวร- *ณิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามาสวิปป- *ยุตตปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตต- *อปรามัฏฐปัญญา ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนปัญญา ปัญญาในกุศล- *ธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปา- *ทินนปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานวิปป- *ยุตตอุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตต- *อนุปาทานิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สังกิเลสิก- *ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสังกิเลสิกปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตต- *สังกิเลสิกปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตอสังกิเล- *สิกปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตก ชื่อว่า สวิตักกปัญญา ปัญญาอันปราศจาก วิตก ชื่อว่า อวิตักกปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจารปัญญา ปัญญาอันปราศจาก วิจาร ชื่อว่า อวิจารปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า สัปปีติกปัญญา ปัญญาอันปราศจาก ปีติ ชื่อว่า อัปปีติกปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปิติสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจาก ปิติ ชื่อว่า นปีติสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจาก สุข ชื่อว่า นสุขสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา ปัญญา อันปราศจากอุเบกขา ชื่อว่า นอุเปกขาสหคตปัญญา ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามา- *วจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นกา- *มาวจรปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจร- *ปัญญา กามาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นรูปา- *วจรปัญญา ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปา- *วจรปัญญา กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นอรูปา- *วจรปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปริยาปันน- *ปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นิยยานิกปัญญา ปัญญาในกุศลธรรม ในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยยา- *นิกปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิยตปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ใน วิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยตปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สอุตตรปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุตตรปัญญา ในปัญญาเหล่านั้น อัตถชาปิกปัญญา เป็นไฉน ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ ผู้ กำลังยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ผู้กำลังยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัตถชาปิกปัญญา ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ เมื่อ ขณะที่อภิญญาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อขณะที่สมาบัติเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ชาปิตัตถปัญญา ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ติกนิเทศ

ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โลกิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โลกุตฺตรา ปญฺญา ฯ สพฺพาว ปญฺญา เกนจิ วิญฺเญยฺยา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สาสวา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนาสวา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สญฺโญชนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อสญฺโญชนิยา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๑} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺต- สญฺโญชนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา สญฺโญชน- วิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา คนฺถนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อคนฺถนิยา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๒} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โอฆนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อโนฆนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตโอฆนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตอโนฆนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โยคนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อโยคนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตโยคนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตอโยคนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา นีวรณิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนีวรณิยา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๓} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปรามฏฺฐา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปรามฏฺฐา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๔} ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา อุปาทินฺนา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทินฺนา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อุปาทานิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺต- อุปาทานิยา ปญฺญา จตุสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อุปาทาน- วิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สงฺกิเลสิกา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อสงฺกิเลสิกา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๕} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา ปญฺญา ฯ วิตกฺกสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิตกฺกา ปญฺญา วิตกฺกวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกา ปญฺญา ฯ วิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิจารา ปญฺญา วิจารวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิจารา ปญฺญา ฯ ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สปฺปีติกา ปญฺญา ปีติวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อปฺปีติกา ปญฺญา ฯ ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา ปีติวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น ปีติสหคตา ปญฺญา ฯ สุขสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา สุขวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น สุขสหคตา ปญฺญา ฯ อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๖} กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น กามาวจรา ปญฺญา ฯ รูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น รูปาวจรา ปญฺญา ฯ อรูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น อรูปาวจรา ปญฺญา ฯ {๘๐๓.๗} ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปริยาปนฺนา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา นิยฺยานิกา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนิยฺยานิกา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา นิยตา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนิยตา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สอุตฺตรา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุตฺตรา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อตฺถชาปิกา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ กุสเล อรหโต อภิญฺญํ อุปฺปาเทนฺตสฺส สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺตสฺส กิริยาพฺยากตา ปญฺญา อตฺถชาปิกา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก อรหโต อุปฺปนฺนาย อภิญฺญาย อุปฺปนฺนาย สมาปตฺติยา กิริยาพฺยากตา ปญฺญา ชาปิตตฺถา ปญฺญา ฯ เอวํ ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ

๘๐๔

ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้อง น้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลมิ ได้ฟังจากผู้อื่น ย่อมได้กัมมัสสกตาญาณ หรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่ เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ย่อมได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา เป็นไฉน ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้อง น้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลได้ ฟังจากผู้อื่นแล้ว จึงได้กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด ซึ่งมี ลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า สุตมยปัญญา ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

ตตฺถ กตมา จินฺตามยา ปญฺญา โยควิหิเตสุ วา กมฺมายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา สิปฺปายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา วิชฺชฏฺฐาเนสุ กมฺมสฺสกตํ วา สจฺจานุโลมิกํ วา รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยํ เอวรูปึ อนุโลมิกํ ขนฺตึ ทิฏฺฐึ รุจึ มุตึ เปกฺขํ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺตึ ปรโต อสฺสุตฺวา ปฏิลภติ อยํ วุจฺจติ จินฺตามยา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุตมยา ปญฺญา โยควิหิเตสุ วา กมฺมายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา สิปฺปายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา วิชฺชฏฺฐาเนสุ กมฺมสฺสกตํ วา สจฺจานุโลมิกํ วา รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยํ เอวรูปึ อนุโลมิกํ ขนฺตึ ทิฏฺฐึ รุจึ มุตึ เปกฺขํ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺตึ ปรโต สุตฺวา ปฏิลภติ อยํ วุจฺจติ สุตมยา ปญฺญา ฯ สพฺพาปิ สมาปนฺนสฺส ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ฯ

๘๐๕

ทานมยปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภทานเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ให้ทาน นี้เรียกว่า ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภศีลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้รักษาศีล นี้เรียกว่า สีลมยปัญญา ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

ตตฺถ กตมา ทานมยา ปญฺญา ทานํ อารพฺภ ทานาธิคจฺฉ คจฺฉ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทานมยา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สีลมยา ปญฺญา สีลํ อารพฺภ สีลาธิคจฺฉ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สีลมยา ปญฺญา ฯ สพฺพาปิ สมาปนฺนสฺส ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ฯ

๘๐๖

อธิสีลปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล นี้เรียกว่า อธิสีลปัญญา อธิจิตปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ และอรูปาวจรสมาบัติ นี้ เรียกว่า อธิจิตตปัญญา อธิปัญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ นี้เรียกว่า อธิปัญญาปัญญา

ตตฺถ กตมา อธิสีเล ปญฺญา ปาติโมกฺขสํวรสํวุตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อธิสีเล ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อธิจิตฺเต ปญฺญา รูปาวจรอรูปาวจรสมาปตฺตึ สมาปชฺชนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อธิจิตฺเต ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อธิปญฺญาย ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อยํ วุจฺจติ อธิปญฺญาย ปญฺญา ฯ

๘๐๗

อายโกศล เป็นไฉน บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะละได้ หรือเมื่อเรา พิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้น แล้วก็จะเป็นไปเพื่อความภิยโยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความ บริบูรณ์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในความข้อนั้น อันใด นี้เรียกว่า อายโกศล อปายโกศล เป็นไฉน บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป หรือเมื่อเรา พิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิด ขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความภิยโยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในความข้อนั้น อันใด นี้เรียกว่า อปายโกศล ปัญญาแม้ทั้งหมด ที่เป็นอุบาย แก้ไขในกิจรีบด่วนหรือภัยที่เกิดขึ้นแล้วนั้น เรียกว่า อุปายโกศล

ตตฺถ กตมํ อายโกสลฺลํ อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา น อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺติ อิเม วา ปนิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อายโกสลฺลํ ฯ ตตฺถ กตมํ อปายโกสลฺลํ อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา น อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อิเม วา ปนิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อปายโกสลฺลํ ฯ สพฺพาปิ ตตฺรุปายา ปญฺญา อุปายโกสลฺลํ ฯ

๘๐๘

ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากปัญญา ปัญญาใน กุศลธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากธัมมธัมมปัญญา ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรม ในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญา

จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา วิปากา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ กุสเล ปญฺญา วิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนว วิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา ฯ

๘๐๙

ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนุปาทานิยปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนุปาทิน- *นุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนานุปาทานิย- *ปัญญา

ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา อุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ

๘๑๐

ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่า สวิตักกสวิจารปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิตกแต่สัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า อวิตักกวิจารมัตตปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิตกวิจาร ชื่อว่า อวิตักกาวิจารปัญญา

วิตกฺกวิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิตกฺกสวิจารา ปญฺญา วิตกฺกวิปฺปยุตฺตา วิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกวิจารมตฺตา ปญฺญา วิตกฺกวิจารวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกอวิจารา ปญฺญา ฯ

๘๑๑

ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา ปัญญาอัน สัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา

ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา สุขสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา ฯ

๘๑๒

ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาจยคามินีปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยคามินีปัญญา ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา

ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ปญฺญา อาจยคามินี ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา อปจยคามินี ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี ปญฺญา ฯ

๘๑๓

ปัญญาในมรรค ๔ ในผล ๓ ชื่อว่า เสกขปัญญา ปัญญาใน อรหัตตผลอันเป็นส่วนเบื้องสูง ชื่อว่า อเสกขปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวเสกขนา- *เสกขปัญญา

จตูสุ มคฺเคสุ ตีสุ ผเลสุ ปญฺญา เสกฺขา ปญฺญา อุปริฏฺฐิเม อรหตฺตผเล ปญฺญา อเสกฺขา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ปญฺญา ฯ

๘๑๔

ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า ปริตตปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม รูปาวจรอัพยากตธรรม อรูปาวจร- *กุศลธรรม และอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า มหัคคตปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อัปปมาณปัญญา

กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปริตฺตา ปญฺญา รูปาวจรารูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา มหคฺคตา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปฺปมาณา ปญฺญา ฯ

๘๑๕

ปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปริตตารัมมณปัญญา มหัคคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภมหัคคตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มหัคคตารัมมณปัญญา อัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภ อัปปมาณธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัปปมาณารัมมณปัญญา

ตตฺถ กตมา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ปริตฺเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา มหคฺคเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาเณ ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ

๘๑๖

มัคคารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคารัมมณปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อมัคคเหตุกปัญญา มัคคาธิปตินีปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคาธิปตินีปัญญา

ตตฺถ กตมา มคฺคารมฺมณา ปญฺญา อริยมคฺคํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มคฺคารมฺมณา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา มคฺคเหตุกา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา มคฺคาธิปตินี ปญฺญา อริยมคฺคํ อธิปตึ กริตฺวา ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มคฺคาธิปตินี ปญฺญา ฯ

๘๑๗

ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินี ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอนุปปันนะ ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยา- *กตธรรมในภูมิ ๓ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็น อุปปาทินี

จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อุปฺปาทินี น วตฺตพฺพา อนุปฺปนฺนาติ จตูสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา น วตฺตพฺพา อุปฺปาทินีติ ฯ

๘๑๘

ปัญญาทั้งหมดนั้นแล เป็นอดีตปัญญาก็มี เป็นอนาคตปัญญา ก็มี เป็นปัจจุปันนปัญญาก็มี

สพฺพาว ปญฺญา สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ

๘๑๙

อตีตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมอันเป็นอดีตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อตีตารัมมณปัญญา อนาคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมอันเป็นอนาคตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อนาคตารัมมณปัญญา ปัจจุปันนารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมอันเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา

ตตฺถ กตมา อตีตารมฺมณา ปญฺญา อตีเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อตีตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อนาคตารมฺมณา ปญฺญา อนาคเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อนาคตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา ปจฺจุปฺปนฺเน ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา ฯ

๘๒๐

ปัญญาทั้งหมดนั้นแลเป็นอัชฌัตตปัญญาก็มี เป็นพหิทธาปัญญา ก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาปัญญาก็มี

สพฺพาว ปญฺญา สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ

๘๒๑

อัชฌัตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมอันเป็นไปภายในเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตารัมมณปัญญา พหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมอันเป็นภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า พหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมทั้งภายในและภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตพหิทธา- *รัมมณปัญญา ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ จตุกกนิเทส

ตตฺถ กตมา อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา พหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อชฺฌตฺต- พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ เอวํ ติวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ

๘๒๒

ในญาณวัตถุ หมวดละ ๔ นั้น กัมมัสสกตาญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบูชาพระรัตนตรัยมีผล โลก นี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ผู้จุติและปฏิสนธิมีอยู่ สมณ- *พราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วย ตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ทั่วกัน มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้ นี้เรียกว่า กัมมัสส- *กตาญาณ ยกเว้นสัจจานุโลมิกญาณ กุศลปัญญาที่เป็นสาสวะแม้ทั้งหมด ชื่อว่า กัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ เป็นไฉน อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌาน ขันติญาณ อันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่า เวทนาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง นี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า มัคคสมังคิญาณ ปัญญาในผล ๔ ชื่อว่า ผลสมังคิญาณ

ตตฺถ กตมํ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ยา เอวรูปา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ ฐเปตฺวา สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ สพฺพาปิ สาสวา กุสลา ปญฺญา กมฺมสฺสกตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยา เอวรูปี อนุโลมิกา ขนฺติ ทิฏฺฐิ รุจิ มุติ เปกฺขา ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติ อิทํ วุจฺจติ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ฯ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ผลสมงฺคิสฺส ญาณํ ฯ

๘๒๓

มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้แม้ในทุกข์นี้ ความรู้แม้ใน ทุกขสมุทัยนี้ ความรู้แม้ในทุกขนิโรธนี้ ความรู้แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้ ทุกขญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภทุกขสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภ- *ทุกขนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ ทุกฺขสมุทเยเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรเธเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺเข ญาณํ ฯ ทุกฺขสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ

๘๒๔

ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามาวจรปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจรปัญญา ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปาวจรปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา

กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ฯ

๘๒๕

ธัมมญาณเป็นไฉน ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ธัมมญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปในอดีตและอนาคต ด้วยธรรมนี้ที่พระองค์ทรงรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงบรรลุแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงหยั่งถึงแล้วว่า ในอดีตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์แล้ว ได้รู้ทุกขสมุทัยแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาแล้ว สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข- *สมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง ในอนาคตกาล สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักรู้ทุกข์ จักรู้ทุกขสมุทัย จักรู้ทุกขนิโรธ จักรู้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกข์นี้เอง สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในการ ส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปนั้น อันใด นี้เรียกว่า อันวยญาณ ปริจจญาณ เป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นด้วยจิต (ของตน) คือ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะก็รู้ชัดว่า จิต ปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะก็รู้ชัดว่า จิต ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะก็รู้ชัดว่า จิต ปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน จิต เป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็น มหัคคตะ จิตเป็นสอุตตระก็รู้ชัดว่า จิตเป็นสอุตตระ จิตเป็นอนุตตระก็รู้ชัดว่า จิต เป็นอนุตตระ จิตตั้งมั่นก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น จิต หลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น จิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุดพ้น ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในจิตของสัตว์ เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นนั้น อันใด นี้เรียกว่า ปริจจญาณ ยกเว้นธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ ปัญญาที่เหลือ เรียกว่า สัมมติญาณ

ตตฺถ กตมํ ธมฺเม ญาณํ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ธมฺเม ญาณํ ฯ โส อิมินา ธมฺเมน ญาเตน ทิฏฺเฐน ปตฺเตน วิทิเตน ปริโยคาฬฺเหน อตีตานาคเต นยํ เนติ เย หิ เกจิ อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ทุกฺขํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขสมุทยํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขนิโรธํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขสมุทยํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญึสุ เย หิ เกจิ อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ทุกฺขํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อนฺวเย ญาณํ ฯ {๘๒๕.๑} ตตฺถ กตมํ ปริจฺเจ ญาณํ อิธ ภิกฺขุ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโทสํ วา จิตฺตํ วีตโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ปริจฺเจ ญาณํ ฯ ฐเปตฺวา ธมฺเม ญาณํ อนฺวเย ญาณํ ปริจฺเจ ญาณํ อวเสสา ปญฺญา สมฺมติญาณํ ฯ

๘๒๖

อาจย โนอปจยปัญญา เป็นไฉน ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจย โนอปจยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยโนอาจยปัญญา ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจยอปจย- *ปัญญา ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวาจยโนอปจยปัญญา

ตตฺถ กตมา ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย กามาวจรกุสเล ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา อปจยาย โน อาจยาย ฯ รูปาวจรารูปาวจรกุสเล ปญฺญา อาจยาย เจว อปจยาย จ ฯ อวเสสา ปญฺญา เนว อาจยาย โน อปจยาย ฯ

๘๒๗

นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา เป็นไฉน บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลาย ด้วยปัญญาใด แต่ไม่ได้ แทงตลอดอภิญญาและสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลายนั้นแล ได้แทงตลอด อภิญญา ด้วยปัญญา แต่ไม่ได้แทงตลอดสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิเวธ- *โนนิพพิทาปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิพพิทาปฏิเวธปัญญา ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา

ตตฺถ กตมา ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ยาย ปญฺญาย กาเมสุ วีตราโค โหติ น จ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ น จ สจฺจานิ อยํ วุจฺจติ ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ฯ เสฺวว ปญฺญาย กาเมสุ วีตราโค สมาโน อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ น จ สจฺจานิ อยํ วุจฺจติ ปญฺญา ปฏิเวธาย โน นิพฺพิทาย ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา นิพฺพิทาย เจว ปฏิเวธาย จ ฯ อวเสสา ปญฺญา เนว นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ฯ

๘๒๘

หานภาคินีปัญญา เป็นไฉน สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกาม ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคล ผู้ได้ ปฐมฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้นชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรม นั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยฌานที่ไม่มี วิตกซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทา- *ญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิตก ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ทุติย- *ฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอุเบกขาซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบ ด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยปีติ ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ตติย- *ฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญาชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยสุข ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้จตุตถ- *ฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตน- *ฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทา- *ญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยรูป ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากาสา- *นัญจายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควร แก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญาชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วย วิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสห- *รคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ซ่านไปยังโยคา- *วจรบุคคลผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หาน- *ภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามน- *สิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ยังโยคา- *วจรบุคคลผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หาน- *ภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามน- *สิการอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสส- *ภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี

ตตฺถ กตมา หานภาคินี ปญฺญา ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภึ กามสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อวิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๑} ทุติยสฺส ฌานสฺส ลาภึ วิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๒} ตติยสฺส ฌานสฺส ลาภึ ปีติสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อทุกฺขมสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๓} จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ลาภึ สุขสหคตา สญฺญา- มนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา {๘๒๘.๔} ฯ อากาสานญฺจายตนสฺส ลาภึ รูปสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา วิญฺญานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๕} วิญฺญาณญฺจายตนสฺส ลาภึ อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อากิญฺจญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ {๘๒๘.๖} อากิญฺจญฺญายตนสฺส ลาภึ วิญฺญาณญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทา- สหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ

๘๒๙

ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นไฉน ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ๑. อัตถปฏิสัมภิทา ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานใน ธรรม ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เหล่านี้ชื่อว่า ปฏิสัมภิทา ๔

ตตฺถ กตมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา อตฺถปฏิสมฺภิทา ธมฺมปฏิสมฺภิทา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อตฺเถ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ธมฺเม ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ญาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ อิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา ฯ

๘๓๐

ปฏิปทาปัญญา ๔ เป็นไฉน ปฏิปทาปัญญา ๔ คือ ๑. ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา ๒. ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา ๓. สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา ๔. สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา ในปฏิปทาปัญญา ๔ นั้น ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก รู้ฐานะ นั้นก็ช้า นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก แต่รู้ฐานะ นั้นเร็ว นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากลำบาก แต่ รู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากไม่ลำบาก รู้ ฐานะนั้นก็เร็ว นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เหล่านี้ชื่อว่า ปฏิปทาปัญญา

ตตฺถ กตมา จตสฺโส ปฏิปทา ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา กิจฺเฉน กสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ทนฺธํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ฯ {๘๓๐.๑} ตตฺถ กตมา ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา กิจฺเฉน กสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ขิปฺปํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา อกิจฺเฉน อกสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ทนฺธํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา อกิจฺเฉน อกสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ขิปฺปํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ อิมา จตสฺโส ปฏิปทา ฯ

๘๓๑

อารัมมณปัญญา ๔ เป็นไฉน อารัมมณปัญญา ๔ คือ ๑. ปริตตปริตตารัมมณปัญญา ๒. ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา ๓. อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา ๔. อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา ในอารัมมณปัญญา ๔ นั้น ปริตตปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ ไปเล็กน้อย นี้เรียกว่า ปริตตปริตตารัมมณปัญญา ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ ไปหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่า ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไป เล็กน้อย นี้เรียกว่า อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไป หาประมาณมิได้ นี้เรียกว่า อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา เหล่านี้เรียกว่า อารัมมณปัญญา ๔

ตตฺถ กตมานิ จตฺตาริ อารมฺมณานิ ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส น นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ โถกํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส น นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ วิปุลํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ โถกํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ วิปุลํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ อิมานิ จตฺตาริ อารมฺมณานิ ฯ

๘๓๒

มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชรามรณะนี้ ญาณแม้ ในชรามรณสมุทัยนี้ ญาณแม้ในชรามรณนิโรธนี้ ญาณแม้ในชรามรณนิโรธคา- *มินีปฏิปทานี้ ชรามรณญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภชรามรณะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภชรามรณสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภชรา- *มรณนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชาตินี้ ฯลฯ ญาณแม้ในภพนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในอุปาทานนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในตัณหานี้ ฯลฯ ญาณแม้ใน เวทนานี้ ฯลฯ ญาณแม้ในผัสสะนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในสฬายตนะนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในนามรูปนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในวิญญาณนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในสังขารนี้ ญาณแม้ในสังขารนี้สมุทัยนี้ ญาณแม้ในสังขารนี้โรธนี้ ญาณแม้ในสังขารนิโรธ- *คามินีปฏิปทานี้ ในญาณเหล่านั้น สังขารญาณ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภสังขารสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภ สังขารนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธคามินี ปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ญาณวัตถุ หมวดละ ๔ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ปัญจกนิเทศ

มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ชรามรเณเปตํ ญาณํ ชรามรณสมุทเยเปตํ ญาณํ ชรามรณนิโรเธเปตํ ญาณํ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ ชรามรเณ ญาณํ ชรามรณํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ชรามรเณ ญาณํ ฯ ชรามรณสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ชรามรณนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ชาติยาเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ภเวเปตํ ญาณํ ฯเปฯ อุปาทาเนเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ตณฺหายเปตํ ญาณํ ฯเปฯ เวทนายเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ผสฺเสเปตํ ญาณํ ฯเปฯ สฬายตเนเปตํ ญาณํ ฯเปฯ นามรูเปเปตํ ญาณํ ฯเปฯ วิญฺญาเณเปตํ ญาณํ ฯเปฯ สงฺขาเรสุเปตํ ญาณํ สงฺขารสมุทเยเปตํ ญาณํ สงฺขารนิโรเธเปตํ ญาณํ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขาเรสุ ญาณํ สงฺขาเร อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ สงฺขาเรสุ ญาณํ ฯ สงฺขารสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ สงฺขารนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ เอวํ จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ

๘๓๓

ในญาณวัตถุ หมวดละ ๕ นั้น สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ เป็นไฉน ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาที่แผ่สุขไป ปัญญาที่แผ่จิตไป ปัญญาที่แผ่ แสงสว่างไป และปัจจเวกขณนิมิต ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อ ว่า ปัญญาที่แผ่สุขไป ญาณกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่จิตไป ทิพพจักขุ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคล ผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีองค์ ๕

ตตฺถ กตโม ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ปีติผรณตา สุขผรณตา เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ปจฺจเวกฺขณานิมิตฺตํ ฯ ทฺวีสุ ฌาเนสุ ปญฺญา ปีติผรณตา ตีสุ ฌาเนสุ ปญฺญา สุขผรณตา ปรจิตฺเต ญาณํ เจโตผรณตา ทิพฺพจกฺขุ อาโลกผรณตา ตมฺหา ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐิตสฺส ปจฺจเวกฺขณาญาณํ ปจฺจเวกฺขณานิมิตฺตํ ฯ อยํ วุจฺจติ ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ฯ

๘๓๔

สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบาก ต่อไปด้วย ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ ญาณ เกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ อันบุรุษมีปัญญาทราม เสพไม่ได้ ญาณเกิดขึ้น เฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต ได้ความสงบระงับ ได้บรรลุแล้วโดยความ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่บรรลุโดยการข่มนิวรณ์ ห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาริก ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้ นี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ ญาณวัตถุหมวดละ ๕ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

ตตฺถ กตโม ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ อยํ สมาธิ ปจฺจุปฺปนฺนสุโข เจว อายตึ จ สุขวิปาโกติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ อริโย นิรามิโสติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ อกาปุริสเสวิโตติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ สนฺโต ปณีโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺโธ เอโกทิภาวาธิคโต น จ สสงฺขารนิคยฺหวาริตวโตติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ โส โข ปนาหํ อิมํ สมาธึ สโตว สมาปชฺชามึ สโตว วุฏฺฐหามีติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ ฯ เอวํ ปญฺจวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

เอกกนิเทศ