นวกนิเทศ
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ นวกนิเทศ
ในนวกมาติกาเหล่านั้น อาฆาตวัตถุ ๙ เป็นไฉน อาฆาตวัตถุ ๙ คือ ๑. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสีย แก่เราแล้ว ๒. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสีย แก่เรา ๓. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักกระทำความเสื่อมเสีย แก่เรา ๔. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสีย แก่คนเป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว ๕. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสีย แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ๖. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักกระทำความเสื่อมเสีย แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว ๗. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำประโยชน์แก่ คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเราแล้ว ๘. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คน ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ๙. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา เหล่านี้เรียกว่า อาฆาตวัตถุ ๙
ตตฺถ กตมานิ นว อาฆาตวตฺถูนิ อนตฺถํ เม อจรีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จรตีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจริ อนตฺถํ จรติ อนตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจริ อตฺถํ จรติ อตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อิมานิ นว อาฆาตวตฺถูนิ ฯ
ปุริสมละ ๙ เป็นไฉน ปุริสมละ ๙ คือ ๑. โกธะ ความโกรธ ๒. มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน ๓. อิสสา ความริษยา ๔. มัจฉริยะ ความตระหนี่ ๕. มายา ความเจ้าเล่ห์ ๖. สาเถยยะ ความโอ้อวด ๗. มุสาวาท พูดเท็จ ๘. ปาปิจฉา ความปรารถนาลามก ๙. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด เหล่านี้เรียกว่า ปุริสมละ ๙
ตตฺถ กตมานิ นว ปุริสมลานิ โกโธ มกฺโข อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเถยฺยํ มุสาวาโท ปาปิจฺฉา มิจฺฉาทิฏฺฐิ อิมานิ นว ปุริสมลานิ ฯ
มานะ ๙ เป็นไฉน มานะ ๙ คือ ๑. ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ๒. ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา ๓. ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ๔. ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ๕. ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา ๖. ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ๗. ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ๘. ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา ๙. ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา เหล่านี้เรียกว่า มานะ ๙
ตตฺถ กตเม นววิธา มานา เสยฺยสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน อิเม นววิธา มานา ฯ
ตัณหามูลกธรรม ๙ เป็นไฉน ตัณหามูลกธรรม ๙ คือ ๑. เพราะอาศัยตัณหา จึงเกิดการแสวงหา ๒. เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดการได้ ๓. เพราะอาศัยการได้ จึงเกิดการวินิจฉัย ๔. เพราะอาศัยการวินิจฉัย จึงเกิดฉันทราคะ ๕. เพราะอาศัยฉันทราคะ จึงเกิดความยึดถือ ๖. เพราะอาศัยความยึดถือ จึงเกิดการหวงแหน ๗. เพราะอาศัยการหวงแหน จึงเกิดความตระหนี่ ๘. เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการรักษา ๙. เพราะอาศัยการรักษา จึงเกิดบาปอกุศลธรรม หลายประการ คือ การจับท่อนไม้ การจับศาสตรา การทะเลาะ การเกี่ยงแย้ง การวิวาท การพูดขึ้นมึงกู การพูดส่อเสียด การพูดเท็จ เหล่านี้เรียกว่า ตัณหามูลกธรรม ๙
ตตฺถ กตเม นว ตณฺหามูลกา ธมฺมา ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนา ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภ ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย วินิจฺฉยํ ปฏิจฺจ ฉนฺทราโค ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานํ อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโห ปริคฺคหํ ปฏิจฺจ มจฺฉริยํ มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโข อารกฺขาธิกรณํ ทณฺฑาทานํ สตฺถาทานํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท ตุวํตุวํ เปสุญฺญํ มุสาวาโท อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ อิเม นว ตณฺหามูลกา ธมฺมา ฯ
อิญชิตะ ๙ เป็นไฉน อิญชิตะ ๙ คือ ๑. ความหวั่นไหวว่า มีเรา ๒. ความหวั่นไหวว่า เป็นเรา ๓. ความหวั่นไหวว่า นี้เป็นเรา ๔. ความหวั่นไหวว่า เราจักมี ๕. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป ๖. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป ๗. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา ๘. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา ๙. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ ไม่ใช่ เหล่านี้เรียกว่า อิญชิตะ ๙
ตตฺถ กตมานิ นว อิญฺชิตานิ อสฺมีติ อิญฺชิตเมตํ อหมสฺมีติ อิญฺชิตเมตํ อยมหมสฺมีติ อิญฺชิตเมตํ ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อิมานิ นว อิญฺชิตานิ ฯ
มัญญิตะ ๙ ผันทิตะ ๙ ปปัญจิตะ ๙ สังขตะ ๙ เป็นไฉน สังขตะ ๙ คือ ๑. ความปรุงแต่งว่า เรามี ๒. ความปรุงแต่งว่า เป็นเรา ๓. ความปรุงแต่งว่า นี้เป็นเรา ๔. ความปรุงแต่งว่า เราจักมี ๕. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป ๖. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป ๗. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา ๘. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา ๙. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ ไม่ใช่ เหล่านี้เรียกว่า สังขตะ ๙
ตตฺถ กตมานิ นว มญฺญิตานิ นว ผนฺทิตานิ นว ปปญฺจิตานิ นว สงฺขตานิ อสฺมีติ สงฺขตเมตํ อหมสฺมีติ สงฺขตเมตํ อยมหมสฺมีติ สงฺขตเมตํ ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ อิมานิ นว สงฺขตานิ ฯ นวกํ ฯ