๒. กุสลปฏิลาภกถา ว่าด้วยการได้จิตที่เป็นกุศล
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] ๒. กุสลปฏิลาภกถา (๑๒๗) ๒. กุสลปฏิลาภกถา (๑๒๗) ว่าด้วยการได้จิตที่เป็นกุศล
สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทานใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทาน ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศล” สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงถวายจีวร ฯลฯ บิณฑบาต ฯลฯ เสนาสนะ ฯลฯ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฯลฯ ของขบเคี้ยว ฯลฯ ของบริโภค ฯลฯ น้ำดื่ม ฯลฯ พึงไหว้พระเจดีย์ ฯลฯ ยกดอกไม้ ฯลฯ ของหอม ฯลฯ เครื่องลูบไล้บูชาพระเจดีย์ ฯลฯ ทำประทักษิณพระเจดีย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงทำประทักษิณพระเจดีย์ ท่านก็ไม่ควรยอมรับ ว่า “บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงได้จิตที่เป็นกุศล ฯลฯ” @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๘-๖๕๙/๒๖๗) @ เพราะมีความเห็นว่า ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันนอกจากจะไม่มีโอกาสบรรลุฌาน มรรคและผลแล้ว แม้แต่ @กุศลขั้นหยาบ เช่น ทาน ศีล ก็ทำไม่ขึ้น ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน @ไม่สามารถบรรลุฌาน มรรคและผลในชาตินี้เท่านั้น แต่สามารถสร้างกุศลอย่างอื่น เช่น ให้ทาน รักษาศีลได้ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๕๘-๖๕๙/๒๖๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๑๒} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] ๓. อนันตราปยุตตกถา (๑๒๘)
ปร. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงได้จิตที่เป็นกุศลใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงได้จิตที่เป็นกุศลเป็นเหตุออกจากจิตที่เป็นอกุศลนั้น ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พึงได้จิตที่เป็นกุศลที่เป็นรูปาวจร ฯลฯ อรูปารจร ฯลฯ โลกุตตระใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ กุสลปฏิลาภกถา จบ