๕. นิวุตกถา ว่าด้วยผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] ๕. นิวุตกถา (๑๓๐) ๕. นิวุตกถา (๑๓๐) ว่าด้วยผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ
สก. บุคคลผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำละนิวรณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้กำหนัดแล้วละราคะ ผู้ขัดเคืองแล้วละโทสะ ผู้หลงแล้วละโมหะ ผู้เศร้าหมองแล้วละกิเลสได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละกิเลส ด้วยกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะสัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะเป็นอกุศล แต่มรรคเป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาวและเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๕-๖๖๗/๒๗๐) @ เพราะมีความเห็นว่า การละนิวรณ์นั้นจะต้องละในช่วงที่ถูกนิวรณ์ครอบงำเท่านั้น ซึ่งต่างกับความเห็นของ @สกวาทีที่เห็นว่า การละนิวรณ์นั้นจะต้องละก่อนที่จะถูกนิวรณ์ครอบงำ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๕-๖๖๗/๒๗๐) @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๕๙๙ หน้า ๖๕๓ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๑๗} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] ๕. นิวุตกถา (๑๓๐)
สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลว และประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาวและเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ห่างไกล กันเหลือเกิน ๔ อย่างนี้ สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ท้องฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่างที่ ๑ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับธรรมของอสัตบุรุษ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ฯลฯ มาประชุมกันได้” สก. บุคคลผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำละนิวรณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน ควรแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญาณเป็นเครื่องสิ้นอาสวะ” มีอยู่ จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๗/๗๗ @ ดูเทียบ ม.อุ. (แปล) ๑๔/๑๙/๒๖ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๑๘} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] ๖. สัมมุขีภูตกถา (๑๓๑) สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำละนิวรณ์ได้” ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำละนิวรณ์ได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุนั้นเมื่อรู้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิต ย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะบ้าง ฯลฯ จากอวิชชาสวะบ้าง” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น บุคคลผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำจึงละนิวรณ์ได้ นิวุตกถา จบ ๖. สัมมุขีภูตกถา (๑๓๑) ว่าด้วยผู้พรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์
สก. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ละสังโยชน์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้กำหนัดแล้วละราคะ ผู้ขัดเคืองแล้วละโทสะ ผู้หลงแล้วละโมหะ ผู้เศร้าหมองแล้วละกิเลสได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละกิเสส ด้วยกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.อุ. (แปล) ๑๔/๑๙/๒๖ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๘-๖๗๐/๒๗๐) @ เพราะมีความเห็นว่า การละสังโยชน์นั้นจะต้องละในช่วงที่ถูกสังโยชน์ครอบงำเท่านั้น ซึ่งต่างกับความเห็น @ของสกวาทีที่เห็นว่า การละสังโยชน์จะต้องละก่อนที่จะถูกสังโยชน์ครอบงำ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๖๘-๖๗๐/๒๗๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๑๙}