สัมมุขีภูตกถา
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สัมมุขีภูตกถา
สมฺมุขีภูตกถา
สกวาที บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตอันราคะย้อมแล้ว ละราคะ เป็นผู้มีจิตอันโทสะประทุษ ร้ายแล้ว ละโทสะ เป็นผู้มีจิตหลงแล้ว ละโมหะ เป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง แล้ว ละกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @ กถาวัตถุภาษาไทย ภาค ๒ ข้อ ๗๖๑ กถาวัตถุภาษาไทย ภาค ๒ ข้อ ๗๖๑ ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละ กิเลสด้วยกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะก็สัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกันมาพบกัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกันมาพบกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดินนี้ ประการแรก ที่ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษ จึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่เป็นอกุศล ฯลฯ มาพบกัน
สมฺมุขีภูโต สญฺโญชนํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รตฺโต ราคํ ชหติ ทุฏฺโฐ โทสํ ชหติ มูฬฺโห โมหํ ชหติ กิลิฏฺโฐ กิเลเส ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ราเคน ราคํ ชหติ โทเสน โทสํ ชหติ โมเหน โมหํ ชหติ กิเลเสหิ กิเลเส ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ราโค จิตฺตสมฺปยุตฺโต มคฺโค จิตฺตสมฺปยุตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ราโค อกุสโล มคฺโค กุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลากุสลา สาวชฺชานวชฺชา หีนปฺปณีตา กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคา ธมฺมา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลากุสลา สาวชฺชานวชฺชา หีนปฺปณีตา กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคา ธมฺมา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว สุวิทูรวิทูรานิ ฯ กตมานิ จตฺตาริ ฯ นภญฺจ ภิกฺขเว ปฐวี จ อิทํ ปฐมํ สุวิทูรวิทูรํ ฯเปฯ ตสฺมา สตํ ธมฺโม อสพฺภิ อารกาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ กุสลากุสลา ฯเปฯ สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ
ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ฯลฯ อย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญาณเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญญโญชน์ ละสัญโญชน์
สมฺมุขีภูโต สญฺโญชนํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ฯเปฯ อาสวานํ ขยญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ สมฺมุขีภูโต สญฺโญชนํ ชหตีติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เมื่อภิกษุนั้น รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ ฯลฯ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จาก อวิชชาสวะ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ น่ะสิ สัมมุขีภูตกถา -----------------------------------------------------
น วตฺตพฺพํ สมฺมุขีภูโต สญฺโญชนํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ฯเปฯ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สมฺมุขีภูโต สญฺโญชนํ ชหตีติ ฯ สมฺมุขีภูตกถา ฯ -----------