๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา (๑๓๕) ว่าด้วยธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย
สก. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา ฯลฯ รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปตัณหาเป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๘๑-๖๘๕/๒๗๒) @ เพราะมีความเห็นว่า ธัมมตัณหาไม่ใช่เหตุแห่งทุกขสัจ ดังนั้นจึงไม่นับเข้าในสมุทัย ซึ่งต่างกับความ @เห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ขึ้นชื่อว่าตัณหาแล้วจัดเป็นทุกขสมุทัย(เหตุให้เกิดทุกข์)ทั้งนั้น @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๘๑-๖๘๕/๒๗๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๒๙} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] ๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา (๑๓๕) สก. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา ฯลฯ รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตัณหาพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัยมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากตัณหา พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย” สก. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โลภะพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย ธัมมตัณหาเป็นโลภะมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากโลภะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย และธัมมตัณหาเป็นโลภะ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย”
สก. โลภะคือธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โลภะคือรูปตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓๐} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] ๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา (๑๓๕) สก. โลภะคือธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ โลภะคือคันธตัณหา ฯลฯ โลภะคือรสตัณหา ฯลฯ โลภะคือโผฏฐัพพตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โลภะคือรูปตัณหาเป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ โลภะคือโผฏฐัพพตัณหา เป็นทุกขสมุทัย ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ ด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัด มีปกติให้เพลินเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๑๔/๒๑, ที.ม. (แปล) ๑๐/๔๐๐/๓๒๙-๓๓๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓๑} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๓. เตรสมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหามิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย” ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา จบ เตรสมวรรค จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กัปปัฏฐกถา ๒. กุสลปฏิลาภกถา ๓. อนันตราปยุตตกถา ๔. นิยตัสสนิยามกถา ๕. นิวุตกถา ๖. สัมมุขีภูตกถา ๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา ๘. อสาตราคกถา ๙. ธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา ๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๗๓๒}