คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระอภิธรรมปิฎก

อัญญาณกถา

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๔๙๐–๕๒๑พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์๓๒ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อัญญาณกถา

อญฺญาณกถา

๔๙๐

สกวาที ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ป. อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐาน คืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๔๙๑

ส. อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐาน คืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่ พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่

นตฺถิ อรหโต อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๔๙๒

ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และอวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์ คืออวิชชา ของเขาก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และอวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคือ อวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ของท่านก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๔๙๓

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคือ อวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คือ อวิชชา ไม่มีแก่เขา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๔๙๔

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ อันความไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ พึงพูดเท็จ พึงพูดส่อเสียด พึงพูดเพ้อเจ้อ พึงตัดช่องย่องเบา พึงปล้นตลอดบ้าน พึงปล้นเฉพาะหลังคาเรือน พึงซุ่มดักที่ทางเปลี่ยว พึงคบหาทาระของ ผู้อื่น พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย มุสา ภเณยฺย ปิสุณํ ภเณยฺย ผรุสํ ภเณยฺย สมฺผํ ปลเปยฺย สนฺธึ ฉินฺเทยฺย นิลฺโลปํ หเรยฺย เอกาคาริกํ กเรยฺย ปริปนฺเถ ติฏฺเฐยฺย ปรทารํ คจฺเฉยฺย คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๔๙๕

ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และปุถุชนอันความไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ ฯลฯ พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และพระอรหันต์อันความไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ ฯลฯ พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ ปุถุชฺชโน อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ อรหา อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๔๙๖

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์จะได้ถูกความไม่รู้ครอบงำ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ก็หาไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนจะได้ถูกความไม่รู้ครอบงำ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ก็หาไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ น จ อรหา อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ น จ ปุถุชฺชโน อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๔๙๗

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ความไม่รู้ในสิกขา ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอนาคตและในส่วนอดีต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ สิกฺขาย อญฺญาณํ ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ อปรนฺเต อญฺญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๔๙๘

ส. ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ความไม่รู้ในสิกขา ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ใน พระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็น ปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่ รู้ของพระอรหันต์มีอยู่

นตฺถิ อรหโต สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ สิกฺขาย อญฺญาณํ ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ อปรนฺเต อญฺญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตา- ปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๔๙๙

ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ใน พระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรม ว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๐๐

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ใน พระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ใน พระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่เขา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๐๑

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด ด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น ธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจ ตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ ส. โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภาย หลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำ ให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิด ขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาท- ธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯเปฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๐๒

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อ ละขาดซึ่งราคะ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าพระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิด เพื่อละขาดซึ่งราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราคปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๐๓

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละ ขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าพระอรหันต์ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๐๔

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าพระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้ แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระ- อรหันต์มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๐๕

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมีอยู่ แต่ความไม่รู้ไม่มี แก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อญฺญาณํ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๐๖

ส. ความไม่รู้ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความไม่รู้ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๐๗

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว แต่ความไม่รู้ของ ท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่าน มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๐๘

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดโทสะแล้ว ละขาดโมหะ แล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่ความไม่รู้ ของท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๐๙

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่ง ราคะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๑๐

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่ง อโนตตัปปะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่ง อโนตตัปปะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๑๑

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่าน ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมี อยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๑๒

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว และความไม่รู้ไม่ มีแก่ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๑๓

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนต- ตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดอโนตตัปปะแล้ว และความ ไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๑๔

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้ เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละ ขาดซึ่งอโนตตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๑๕

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

๕๑๖

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น อาสวะ สำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่กล่าวสำหรับผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคล รู้อยู่เห็นอยู่ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความ ดับแห่งรูป อย่างนี้เวทนา ฯลฯ อย่างนี้สัญญา ฯลฯ อย่างนี้ สังขาร ฯลฯ อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯเปฯ อิติ สญฺญา ฯเปฯ อิติ สงฺขารา ฯเปฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๑๗

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น อาสวะ สำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่กล่าวสำหรับผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคล รู้อยู่ เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ นี้ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้น อาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๑๘

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว @ สํ. ข. ข้อ ๑๓๖ หน้า ๑๘๕ สํ. ม. ข้อ ๔๑๔ หน้า ๕๔๔ ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อได้รู้ด้วย ปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำรอก ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้ สำรอก ละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึงเป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้เป็นสูตรมีอยู่ จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพํ ภิกฺขเว อนภิชานํ อปริชานํ อวิราชยํ อปฺปชหํ อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย สพฺพญฺจ โข ภิกฺขเว อภิชานํ ปริชานํ วิราชยํ ปชหํ ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยายาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๑๙

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคของ ท่าน ท่านละธรรม ๓ ประการได้แล้ว คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส ที่ยังมีอยู่บ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านจึงพ้นจาก อบายภูมิทั้ง ๔ และเป็นผู้ไม่ควรทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ตยสฺสุ ธมฺมา ชหิตา ภวนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉิตญฺจ สีลพฺพตํ วาปิ ยทตฺถิ กิญฺจิ จตูหปาเยหิ จ วิปฺปมุตฺโต ฉจาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๒๐

ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ดวงตา เห็นธรรมอันปราศจากผงฝ้า เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ดังนี้ ในสมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? @ ขุ. อิติวุตฺตก. ข้อ ๑๘๗ หน้า ๒๓๒ ขุ. สุ. ข้อ ๓๑๔ หน้า ๓๖๙ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่

อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ

๕๒๑

ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของสตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจไม่รู้ทาง และมิใช่ทาง อาจไม่รู้ชื่อของหญ้า ไม้ ต้นไม้เจ้าป่าทั้งหลายก็ได้ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของสตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจ ไม่รู้ทางและมิใช่ทาง อาจไม่รู้ชื่อของหญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่าก็ได้ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่ ส. เพราะพระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของสตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจ ไม่รู้ทางและมิใช่ทาง อาจไม่รู้จักชื่อของหญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่าก็ได้ ฉะนั้น ความไม่รู้ของพระอรหันต์ จึงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ อาจไม่รู้โสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล หรืออนาคามิผล ก็ได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อัญญาณกถา จบ. -----------------------------------------------------

น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ น ชาเนยฺย มคฺคามคฺคํ น ชาเนยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ น ชาเนยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ น ชาเนยฺย มคฺคามคฺคํ น ชาเนยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ น ชาเนยฺย เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ น ชาเนยฺย มคฺคามคฺคํ น ชาเนยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ น ชาเนยฺยาติ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตํ วา น ชาเนยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺญาณกถา ฯ -----

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

อัญญาณกถา