อนุปุพพาภิสมยกถา
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อนุปุพพาภิสมยกถา
อนุปุพฺพาภิสมยกถา
สกวาที การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน โสตาปตฺติมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน โสตาปตฺติมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลยังสกทาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังสกทาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน สกทาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน สกทาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน สกทาคามิผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลยังอนาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังอนาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคาทามิผลได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อนาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน อนาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลยังอรหัตมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังอรหัตมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลได้โดยลำดับ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อรหตฺตผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็น ทุกข์ ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวก เดียวกัน ได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบัน อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระโสดาบัน, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนาม กายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่ง โสดาปัตติผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน พระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริย กันตศีล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็น สมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรค ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกัน ได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบัน อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระโสดาบัน, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วย นามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล อีก ๓ ใน ๔ ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ- พุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริย กันตศีล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ โสตาปนฺโน จตุภาคํ น โสตาปนฺโน จตุภาคํ โสตาปตฺติผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต จตุภาคํ น อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ โสตาปนฺโน จตุภาคํ น โสตาปนฺโน จตุภาคํ โสตาปตฺติผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต จตุภาคํ น อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวก เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระสกทาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ- สกทาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูก ต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล อีก ๑ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วย นามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็น สมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรค ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวก เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระสกทาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ- สกทาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูก ต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วย นามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ สกทาคามี จตุภาคํ น สกทาคามี จตุภาคํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ สกทาคามี จตุภาคํ น สกทาคามี จตุภาคํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวก เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ- อนาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูก ต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วย นามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปริ- นิพพายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรค ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวก เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ- อนาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูก ต้องด้วยนามกายซึ่งอนาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนาม กายอยู่ซึ่งอนาคามิผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพ- พายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อณุสหคตํ กามราคํ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อนาคามี จตุภาคํ น อนาคามี จตุภาคํ อนาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ อนฺตราปรินิพฺพายี ฯเปฯ อุปหจฺจปรินิพฺพายี ฯเปฯ อสงฺขารปรินิพฺพายี ฯเปฯ สสงฺขารปรินิพฺพายี ฯเปฯ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี จตุภาคํ น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อณุสหคตํ กามราคํ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อนาคามี จตุภาคํ น อนาคามี จตุภาคํ อนาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ อนฺตราปรินิพฺพายี ฯเปฯ อุปหจฺจปรินิพฺพายี ฯเปฯ อสงฺขารปรินิพฺพายี ฯเปฯ สสงฺขารปรินิพฺพายี อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี จตุภาคํ น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวก เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอรหันต์ อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอรหันต์, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วย นามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล, อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ ซึ่งอรหัตตผล, ๑ ใน ๔ ส่วนเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่อง ผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้น แล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะลดธง (คือมานะ) แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพัน แล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ ควรบำเพ็ญแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรค ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวก เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอรหันต์ อีก ๓ ใน ๔ ไม่เป็นพระอรหันต์, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนาม กายอยู่ซึ่งอรหัตผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่ง อรหัตผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่อง ผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ มีลิ่มสลักอันยก ขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่ม สลัก เป็นอริยะ ลดธง (คือมานะ) แล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มี ชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำ นิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ ควรบำเพ็ญแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ รูปราคํ อรูปราคํ มานํ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อรหา จตุภาคํ น อรหา จตุภาคํ อรหตฺตปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ทุกฺขนฺตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ จตุภาคํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ {๖๕๕.๑} น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ รูปราคํ อรูปราคํ มานํ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อรหา จตุภาคํ น อรหา จตุภาคํ อรหตฺตปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ทุกฺขนฺตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ จตุภาคํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้ ดำเนินไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเห็นนิโรธแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรเธ ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเห็นทุกข์ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว พึงกล่าว ว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ เห็นนิโรธแล้ว พึงกล่าวว่า ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ นิโรเธ ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้ ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่า ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึง กล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ เห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึง กล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ นิโรเธ ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้ ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่า ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเห็นทุกข์ไร้ประโยชน์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ เห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเห็นนิโรธไร้ประโยชน์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ นิรตฺถิยํ ทุกฺขทสฺสนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ นิโรเธ ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ อามนฺตา ฯ นิรตฺถิยํ นิโรธทสฺสนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. เมื่อเห็นทุกข์แล้ว สัจจะ ๔ ก็เป็นอันได้เห็นแล้ว หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ทุกขสัจเป็นสัจจะ ๔ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุกฺเข ทิฏฺเฐ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขสจฺจํ จตฺตาริ สจฺจานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นรูปขันธ์โดยความไม่เที่ยงแล้ว ขันธ์ ๕ ก็เป็นอันได้เห็นโดย ความไม่เที่ยงหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปขันธ์เป็นขันธ์ ๕ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ ปญฺจกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทิฏฺฐา โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปกฺขนฺโธ ปญฺจกฺขนฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นจักขายตนะโดยความไม่เที่ยงแล้ว อายตนะ ๑๒ ก็เป็นอันได้ เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขายตนะเป็นอายตนะ ๑๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จกฺขายตเน อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ ทฺวาทสายตนานิ อนิจฺจโต ทิฏฺฐานิ โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ ทฺวาทสายตนานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นจักขุธาตุโดยความไม่เที่ยงแล้ว ธาตุ ๑๘ ก็เป็นอันได้เห็นโดย ความไม่เที่ยง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุธาตุเป็นธาตุ ๑๘ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จกฺขุธาตุยา อนิจฺจโต ทิฏฺฐาย อฏฺฐารส ธาตุโย อนิจฺจโต ทิฏฺฐา โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุธาตุ อฏฺฐารส ธาตุโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นจักขุนอินทรีย์โดยความไม่เที่ยงแล้ว อินทรีย์ ๒๒ ก็เป็นอันได้ เห็นโดยความไม่เที่ยงหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุนทรีย์ เป็นอินทรีย์ ๒๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จกฺขุนฺทฺริเย อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ พาวีสตินฺทฺริยานิ อนิจฺจโต ทิฏฺฐานิ โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยํ พาวีสตินฺทฺริยานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๔ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๘ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผลเป็น ๘ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๑๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ หรือ? @ ญาณ ๔ คือ ญาณในอริยสัจ ๔ @ ญาณ ๘ คือ ญาณในอริยสัจ ๔ และญาณในปฏิสัมภิทา ๔ @ ญาณ ๑๒ คือ ญาณในปฏิจจสมุปบาทอันมีองค์ ๑๒ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลด้วยญาณ ๔๔ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๗๗ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. โสดาปัตติผลเป็น ๗๗ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จตูหิ ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตฺตาริ โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อฏฺฐหิ ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อฏฺฐ โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทฺวาทสหิ ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวาทส โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จตุจตฺตาลีสาย ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุจตฺตาลีส โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตสตฺตติยา ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตสตฺตติ โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาดไปโดย ลำดับ ลุ่มไปโดยลำดับ ลึกไปโดยลำดับ มิได้ลึกเป็นเหวแต่เบื้อง ต้นทีเดียว แม้ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเทียวแลเป็นการศึกษา โดยลำดับ เป็นการกระทำโดยลำดับ เป็นการปฏิบัติโดยลำดับ มิ ได้เป็นการแทงตลอดโดยรู้ทั่วถึงแต่เบื้องต้นทีเดียว ดังนี้ เป็นสูตร มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดยลำดับน่ะสิ
น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มหาสมุทฺโท อนุปุพฺพนินฺโน อนุปุพฺพโปโณ อนุปุพฺพปพฺภาโร น อายตเกเนว ปปาโต เอวเมว โข ภิกฺขเว อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อนุปุพฺพสิกฺขา อนุปุพฺพกิริยา อนุปุพฺพปฏิปทา น อายตเกเนว อญฺญาปฏิเวโธติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ? ส. ถูกแล้ว @ ญาณ ๔๔ คือ ญาณวัตถุ ๔๔ ที่มาในนิทานวรรค สังยุต ข้อ ๑๑๙ หน้า ๖๗ @ ญาณ ๗๗ คือ ญาณวัตถุ ๗๗ ที่มาในนิทานวรรค สังยุต ข้อ ๑๒๗ หน้า ๗๑ @ อํ. อฏฺฐก. ข้อ ๑๑๐ หน้า ๒๑๐ ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ผู้เป็นปราชญ์พึงกำจัดมลทินของตนทีละ น้อยๆ ทุกๆ ขณะโดยลำดับ ดุจช่างทองกำจัดมลทินทองฉะนั้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดยลำดับน่ะสิ
น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อนุปุพฺเพน เมธาวี โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโนติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระควัมปติเถระได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายดังนี้ว่า คำนี้ข้าพเจ้าได้ สดับมาโดยตรง ได้รับมาโดยตรงต่อพระผู้มีพระภาคว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อม เห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็น ที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาให้ถึง ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้น ย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทา อันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้ใดเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็น ที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา ควมฺปติตฺเถโร ภิกฺขู เอตทโวจ สมฺมุขา เมตํ อาวุโส ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ โย ภิกฺขเว ทุกฺขํ ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทมฺปิ ปสฺสติ โย ทุกฺขสมุทยํ ปสฺสติ ทุกฺขมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทมฺปิ ปสฺสติ โย ทุกฺขนิโรธํ ปสฺสติ ทุกฺขมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทมฺปิ ปสฺสติ โย ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทํ ปสฺสติ ทุกฺขมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธมฺปิ ปสฺสตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว @ ขุ. ธ. ข้อ ๒๘ หน้า ๔๗ @ สํ. มหาวาร. ข้อ ๑๗๑๑ หน้า ๕๔๖. ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการถึงพร้อมด้วยหัสสนะของ ท่าน (พระโสดาบัน) ท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรทำความผิดสถาน หนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ฯเปฯ ฉจาภิฏฺฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใดธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม) ปราศจากผงฝ้า ได้เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับ เป็นธรรมดา (สมัยนั้น) พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรค อริยสาวกนั้นละสัญโญชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต- ปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ อนุปุพพาภิสมยกถา จบ -----------------------------------------------------
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อนุปุพฺพาภิสมยกถา ฯ