การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมและเป็นธรรม
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมและเป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงดปาติโมกข์ ไม่เป็นธรรมมีมูล ๑ เป็น ธรรม มีมูล ๑ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๒ เป็นธรรมมีมูล ๒ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๓ เป็นธรรมมีมูล ๓ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๔ เป็นธรรมมีมูล ๔ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๕ เป็นธรรมมีมูล ๕ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๖ เป็นธรรมมีมูล ๖ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๗ เป็นธรรมมีมูล ๗ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๘ เป็นธรรมมีมูล ๘ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๙ เป็นธรรมมีมูล ๙ การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมีมูล ๑๐ เป็นธรรมมีมูล ๑๐
เอกํ ภิกฺขเว อธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ เอกํ ธมฺมิกํ ฯ เทฺว อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ เทฺว ธมฺมิกานิ ฯ ตีณิ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ตีณิ ธมฺมิกานิ ฯ จตฺตาริ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ จตฺตาริ ธมฺมิกานิ ฯ ปญฺจ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ปญฺจ ธมฺมิกานิ ฯ ฉ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฉ ธมฺมิกานิ ฯ สตฺต อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ สตฺต ธมฺมิกานิ ฯ อฏฺฐ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ อฏฺฐ ธมฺมิกานิ ฯ นว อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ นว ธมฺมิกานิ ฯ ทส อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ทส ธมฺมิกานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๑ เป็นไฉน ภิกษุงดเว้น ปาติโมกข์ เพราะศีลวิบัติอันไม่มีมูล นี้การงดปาติโมกข์ ไม่เป็นธรรม มีมูล ๑ ฯ
กตมํ เอกํ อธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิทํ เอกํ อธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๑ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ เพราะศีลวิบัติมีมูล นี้การงดปาติโมกข์ เป็นธรรม มีมูล ๑ ฯ
กตมํ เอกํ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิทํ เอกํ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๒ เป็นไฉน ภิกษุงด ปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ๒. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๒ ฯ
กตมานิ เทฺว อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ เทฺว อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๒ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติมีมูล ๒. เพราะอาจารวิบัติมีมูล นี้การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๒ ฯ
กตมานิ เทฺว ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ เทฺว ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๓ เป็นไฉน ภิกษุงด- *ปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ๒. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ๓. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๓ ฯ
กตมานิ ตีณิ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ ตีณิ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๓ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติมีมูล ๒. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ๓. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล นี้การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๓ ฯ
กตมานิ ตีณิ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ ตีณิ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๔ เป็นไฉน ภิกษุงด ปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ๒. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ๓. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ๔. เพราะอาชีววิบัติไม่มีมูล นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๔ ฯ
กตมานิ จตฺตาริ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิกาย อาชีววิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ จตฺตาริ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๔ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติมีมูล ๒. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ๓. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ๔. เพราะอาชีววิบัติมีมูล นี้การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๔ ฯ
กตมานิ จตฺตาริ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิกาย อาชีววิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ จตฺตาริ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๕ เป็นไฉน ภิกษุงด- *ปาติโมกข์ ๑. เพราะปาราชิกไม่มีมูล ๒. เพราะสังฆาทิเสสไม่มีมูล ๓. เพราะปาจิตตีย์ไม่มีมูล ๔. เพราะปาฏิเทสนียะไม่มีมูล ๕. เพราะทุกกฏไม่มีมูล นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๕ ฯ
กตมานิ ปญฺจ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิเกน ปาราชิเกน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน สงฺฆาทิเสเสน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ปาจิตฺติเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ปาฏิเทสนีเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ทุกฺกเฏน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ ปญฺจ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๕ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะปาราชิกมีมูล ๒. เพราะสังฆาทิเสสมีมูล ๓. เพราะปาจิตตีย์มีมูล ๔. เพราะปาฏิเทสนียะมีมูล ๕. เพราะทุกกฏมีมูล นี้การงดปาติโมกข์ มีมูล ๕ ฯ
กตมานิ ปญฺจ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิเกน ปาราชิเกน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน สงฺฆาทิเสเสน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ปาจิตฺติเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ปาฏิเทสนีเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ทุกฺกเฏน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ ปญฺจ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๖ เป็นไฉน ภิกษุงด ปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๒. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๓. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๔. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๕. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๖. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๖ ฯ
กตมานิ ฉ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อิมานิ ฉ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๖ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๒. เพราะศีลวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๓. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๔. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๕. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๖. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ นี้การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๖ ฯ
กตมานิ ฉ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อิมานิ ฉ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๗ เป็นไฉน ภิกษุงด ปาติโมกข์ ๑. เพราะปาราชิกไม่มีมูล ๒. เพราะสังฆาทิเสสไม่มีมูล ๓. เพราะถุลลัจจัยไม่มีมูล ๔. เพราะปาจิตตีย์ไม่มีมูล ๕. เพราะปาฏิเทสนียะไม่มีมูล ๖. เพราะทุกกฏไม่มีมูล ๗. เพราะทุพภาสิตไม่มีมูล นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๗ ฯ
กตมานิ สตฺต อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิเกน ปาราชิเกน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน สงฺฆาทิเสเสน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ถุลฺลจฺจเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ปาจิตฺติเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ปาฏิเทสนีเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ทุกฺกเฏน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อมูลิเกน ทุพฺภาสิเตน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ สตฺต อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๗ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะปาราชิกมีมูล ๒. เพราะสังฆาทิเสสมีมูล ๓. เพราะถุลลัจจัยมีมูล ๔. เพราะปาจิตตีย์มีมูล ๕. เพราะปาฏิเทสนียะมีมูล ๖. เพราะทุกกฏมีมูล ๗. เพราะทุพภาสิตมีมูล นี้การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๗ ฯ
กตมานิ สตฺต ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิเกน ปาราชิเกน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน สงฺฆาทิเสเสน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ถุลฺลจฺจเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ปาจิตฺติเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ปาฏิเทสนีเยน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ทุกฺกเฏน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ สมูลิเกน ทุพฺภาสิเตน ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อิมานิ สตฺต ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๘ เป็นไฉน ภิกษุ งดปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๒. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๓. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๔. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๕. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๖. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๗. เพราะอาชีววิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๘. เพราะอาชีววิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๘ ฯ
กตมานิ อฏฺฐ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย อาชีววิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย อาชีววิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อิมานิ อฏฺฐ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๘ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๒. เพราะศีลวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๓. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๔. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๕. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๖. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๗. เพราะอาชีววิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๘. เพราะอาชีววิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ นี้การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๘ ฯ
กตมานิ อฏฺฐ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย อาชีววิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย อาชีววิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อิมานิ อฏฺฐ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๙ เป็นไฉน ภิกษุงด- *ปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๒. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๓. เพราะศีลวิบัติไม่มีมูล ทั้งที่ภิกษุทำและมิได้ทำ ๔. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๕. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๖. เพราะอาจารวิบัติไม่มีมูล ทั้งที่ภิกษุทำและมิได้ทำ ๗. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๘. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ที่ภิกษุทำ ๙. เพราะทิฐิวิบัติไม่มีมูล ทั้งที่ภิกษุทำและมิได้ทำ นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๙ ฯ
กตมานิ นว อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตากตาย อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตากตาย อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย อมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตากตาย อิมานิ นว อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๙ เป็นไฉน ภิกษุงดปาติโมกข์ ๑. เพราะศีลวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๒. เพราะศีลวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๓. เพราะศีลวิบัติมีมูล ทั้งที่ภิกษุทำและมิได้ทำ ๔. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๕. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๖. เพราะอาจารวิบัติมีมูล ทั้งที่ภิกษุทำและมิได้ทำ ๗. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ที่ภิกษุมิได้ทำ ๘. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ที่ภิกษุทำ ๙. เพราะทิฐิวิบัติมีมูล ทั้งที่ภิกษุทำและมิได้ทำ นี้การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มีมูล ๙ ฯ
กตมานิ นว ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย สีลวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตากตาย สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย อาจารวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตากตาย สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ อกตาย สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตาย สมูลิกาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ปาติโมกฺขํ ฐเปติ กตากตาย อิมานิ นว ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๑๐ เป็นไฉน ๑. ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก ไม่ได้นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๒. กถาปรารภผู้ต้องอาบัติปาราชิกมิได้ค้างอยู่ ๓. ภิกษุผู้บอกลาสิกขาไม่ได้นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๔. กถาปรารภภิกษุผู้บอกลาสิกขามิได้ค้างอยู่ ๕. ภิกษุร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ๖. ไม่ค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ๗. กถาปรารภการค้านสามัคคีที่เป็นธรรมมิได้ค้างอยู่ ๘. ไม่มีภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยศีลวิบัติ ๙. ไม่มีภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยอาจารวิบัติ ๑๐. ไม่มีภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยทิฐิวิบัติ นี้การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มีมูล ๑๐ ฯ
กตมานิ ทส อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ น ปาราชิโก ตสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ น ปาราชิกกถา วิปฺปกตา โหติ น สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตโก ตสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ น สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตกถา วิปฺปกตา โหติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ อุเปติ น ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยติ น ธมฺมิกาย สามคฺคิยา ปจฺจาทานกถา วิปฺปกตา โหติ น สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ น อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ น ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ อิมานิ ทส อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
การงดปาติโมกขเป็นธรรม มีมูล ๑๐ เป็นไฉน ๑. ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๒. กถาปรารภภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกค้างอยู่ ๓. ภิกษุผู้บอกลาสิกขานั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๔. กถาปรารภภิกษุผู้บอกลาสิกขาค้างอยู่ ๕. ภิกษุไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ๖. ค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ๗. กถาปรารภการค้านสามัคคีที่เป็นธรรมค้างอยู่ ๘. มีภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยศีลวิบัติ ๙. มีภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยอาจารวิบัติ ๑๐. มีภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยทิฐิวิบัติ นี้การงดปาติโมกข์ มีมูล ๑๐ ฯ
กตมานิ ทส ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ปาราชิโก ตสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ ปาราชิกกถา วิปฺปกตา โหติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตโก ตสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตกถา วิปฺปกตา โหติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยติ ธมฺมิกาย สามคฺคิยา ปจฺจาทานกถา วิปฺปกตา โหติ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ อิมานิ ทส ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ
อย่างไร ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกชื่อว่านั่งอยู่ในบริษัทนั้น ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ การต้องอาบัติปาราชิกย่อมมี ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่าใด ภิกษุเห็นภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่านั้น ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกเลย แต่ภิกษุอื่นบอก แก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ต้องอาบัติปาราชิก ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุผู้ต้องอาบัติ ปาราชิกเลย แม้ภิกษุอื่นก็มิได้บอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ต้องอาบัติปาราชิก แต่ภิกษุนั้นแหละบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ผมต้องอาบัติปาราชิก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ครั้งถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อม หน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยรังเกียจนั้นว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลมีชื่อนี้ต้องอาบัติปาราชิก ข้าพเจ้า งดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธอยังอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ฯ
กถํ ปาราชิโก ตสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ ปาราชิกสฺส ธมฺมสฺส อชฺฌาปตฺติ โหติ เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปชฺชนฺตํ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปชฺชนฺตํ อปิจ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปนฺโนติ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปชฺชนฺตํ น ปิ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปนฺโนติ อปิจ โส ว ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อหํ อาวุโส ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปนฺโนติ อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย {๔๘๙.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนาโม ปุคฺคโล ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปนฺโน ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
เมื่องดปาติโมกข์แก่ภิกษุแล้ว บริษัทเลิกประชุมเพราะอันตราย ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ:- ๑. อันตรายแต่พระราชา ๒. อันตรายแต่โจร ๓. อันตรายแต่ไฟ ๔. อันตรายแต่น้ำ ๕. อันตรายแต่มนุษย์ ๖. อันตรายแต่อมนุษย์ ๗. อันตรายแต่สัตว์ร้าย ๘. อันตรายแต่สัตว์เลื้อยคลาน ๙. อันตรายต่อชีวิต ๑๐. อันตรายต่อพรหมจรรย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ใน อาวาสนั้นหรือในอาวาสอื่น พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภอาบัติปาราชิกของบุคคลมีชื่อ นี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังมิได้วินิจฉัย ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง วินิจฉัยเรื่องนั้น ถ้าได้การวินิจฉัยนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภอาบัติปาราชิกของบุคคลมี ชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังมิได้วินิจฉัย ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธอยัง อยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม
ภิกฺขุสฺส ปาติโมกฺเข ฐปิเต ปริสา วุฏฺฐาติ ทสนฺนํ อนฺตรายานํ อญฺญตเรน อนฺตราเยน ราชนฺตราเยน วา โจรนฺตราเยน วา อคฺยนฺตราเยน วา อุทกนฺตราเยน วา มนุสฺสนฺตราเยน วา อมนุสฺสนฺตราเยน วา วาฬนฺตราเยน วา สิรึสปนฺตราเยน วา ชีวิตนฺตราเยน วา พฺรหฺมจริยนฺตราเยน วา อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตสฺมึ อาวาเส อญฺญตรสฺมึ วา อาวาเส ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย {๔๙๐.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส ปาราชิกกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ ตํ วตฺถุํ วินิจฺฉิเนยฺยาติ ฯ เอวญฺเจ ตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหริตพฺพํ {๔๙๐.๒} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส ปาราชิกกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
อย่างไร ภิกษุผู้บอกลาสิกขา ชื่อว่านั่งอยู่ในบริษัทนั้น ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บอกลาสิกขาด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วย นิมิตเหล่าใด ภิกษุเห็นภิกษุบอกลาสิกขาด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่านั้น ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุผู้บอกลาสิกขาเลย แต่ภิกษุบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุ มีชื่อนี้บอกลาสิกขา ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุผู้บอกลาสิกขาเลย แม้ภิกษุอื่นก็ไม่เคย บอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุรูปนี้บอกลาสิกขา แต่ภิกษุนั้นแหละบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ผมบอกลาสิกขาแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลาง สงฆ์ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยรังเกียจนั้นว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลมีชื่อนี้ บอกลาสิกขาแล้ว ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธอยังอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม ฯ
กถํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตโก ตสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ สิกฺขา ปจฺจกฺขาตา โหติ เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขนฺตํ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขนฺตํ อปิจ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาเมน อาวุโส ภิกฺขุนา สิกฺขา ปจฺจกฺขาตาติ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขนฺตํ น ปิ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาเมน อาวุโส ภิกฺขุนา สิกฺขา ปจฺจกฺขาตาติ อปิจ โส ว ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ มยา อาวุโส สิกฺขา ปจฺจกฺขาตาติ อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย {๔๙๑.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนาเมน ปุคฺคเลน สิกฺขา ปจฺจกฺขาตา ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
เมื่องดปาติโมกข์แก่ภิกษุแล้ว บริษัทเลิกประชุมเพราะอันตราย ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อันตรายแต่พระราชา ... อันตรายต่อพรหม- *จรรย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ใน อาวาสนั้น หรือในอาวาสอื่น พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภการบอกลาสิกขา ของบุคคล มีชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงวินิจฉัยเรื่องนั้น ถ้าได้การวินิจฉัยนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลาง สงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภการบอกลาสิกขา ของบุคคล มีชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังมิได้วินิจฉัย ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธอ ยังอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม ฯ
ภิกฺขุสฺส ปาติโมกฺเข ฐปิเต ปริสา วุฏฺฐาติ ทสนฺนํ อนฺตรายานํ อญฺญตเรน อนฺตราเยน ราชนฺตราเยน วา ฯเปฯ พฺรหฺมจริยนฺตราเยน วา อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตสฺมึ อาวาเส อญฺญตรสฺมึ วา อาวาเส ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย {๔๙๒.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ ตํ วตฺถุํ วินิจฺฉิเนยฺยาติ ฯ เอวญฺเจ ตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหริตพฺพํ {๔๙๒.๒} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
อย่างไร ภิกษุชื่อว่าไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในธรรมวินัยนี้ การไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ย่อมมีด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วย นิมิตเหล่าใด ภิกษุเห็นภิกษุไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่านั้น ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุผู้ไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรมเลย แต่ภิกษุ อื่นบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ก็ภิกษุไม่เคย เห็นภิกษุผู้ไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรมเลย แม้ภิกษุอื่นก็มิได้บอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม แต่ภิกษุนั่นแหละบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ผมไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลาง สงฆ์ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยรังเกียจนั้นว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลมีชื่อนี้ไม่ร่วมสามัคคีที่เป็นธรรม ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์ เป็นธรรม ฯ
กถํ ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ ธมฺมิกาย สามคฺคิยา อนุปคมนํ โหติ เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปนฺตํ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปนฺตํ อปิจ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปตีติ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปนฺตํ น ปิ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปตีติ อปิจ โส ว ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อหํ อาวุโส ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปมีติ อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนาโม ปุคฺคโล ธมฺมิกํ สามคฺคึ น อุเปติ ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
อย่างไร ภิกษุชื่อว่าค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ การค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ย่อมมีด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วย นิมิตเหล่าใด ภิกษุเห็นภิกษุผู้ค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่านั้น ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุผู้ค้านสามัคคีที่เป็นธรรมเลย แต่ภิกษุ อื่นบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ภิกษุมิได้เห็นภิกษุ ผู้ค้านสามัคคีที่เป็นธรรมเลย แม้ภิกษุอื่นก็มิได้บอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ ค้านสามัคคีที่เป็นธรรม แต่ภิกษุนั้นแหละบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ผมค้านสามัคคี ที่เป็นธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ ด้วยได้ เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยรังเกียจนั้นว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลมีชื่อนี้ค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม ฯ
กถํ ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ ธมฺมิกาย สามคฺคิยา ปจฺจาทานํ โหติ เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยนฺตํ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยนฺตํ อปิจ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยตีติ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยนฺตํ น ปิ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยตีติ อปิจ โส ว ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อหํ อาวุโส ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยามีติ อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนาโม ปุคฺคโล ธมฺมิกํ สามคฺคึ ปจฺจาทิยติ ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
เมื่องดปาติโมกข์แล้ว บริษัทเลิกประชุม เพราะอันตราย ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อันตรายแต่พระราชา ... อันตรายต่อพรหมจรรย์ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ในอาวาสนั้น หรือ ในอาวาสอื่น พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภการค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ของบุคคลมีชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังมิได้วินิจฉัย ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงวินิจฉัยเรื่องนั้น ถ้าได้การวินิจฉัยนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลาง สงฆ์ว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภการค้านสามัคคีที่เป็นธรรม ของบุคคลมีชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังไม่ได้วินิจฉัย ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์ เป็นธรรม ฯ
ภิกฺขุสฺส ปาติโมกฺเข ฐปิเต ปริสา วุฏฺฐาติ ทสนฺนํ อนฺตรายานํ อญฺญตเรน อนฺตราเยน ราชนฺตราเยน วา ฯเปฯ พฺรหฺมจริยนฺตราเยน วา อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตสฺมึ อาวาเส อญฺญตรสฺมึ วา อาวาเส ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส ธมฺมิกาย สามคฺคิยา ปจฺจาทานกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ ตํ วตฺถุํ วินิจฺฉิเนยฺยาติ ฯ เอวญฺเจ ตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหริตพฺพํ {๔๙๕.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส ธมฺมิกาย สามคฺคิยา ปจฺจาทานกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
อย่างไร ภิกษุชื่อว่ามีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วย ศีลวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และ รังเกียจ ด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่าใด ภิกษุเห็นภิกษุ ที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วย นิมิตเหล่านั้น ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วย ศีลวิบัติเลย แต่ภิกษุอื่นบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยศีลวิบัติ ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และ รังเกียจ ด้วยศีลวิบัติเลย แม้ภิกษุอื่นก็มิได้บอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยศีลวิบัติ แต่ภิกษุนั่นแหละบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ผมมีผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยศีลวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ครั้งถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อม หน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยรังเกียจ นั้นว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลมีชื่อนี้มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และ รังเกียจ ด้วยศีลวิบัติ ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม ฯ
กถํ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ อปิจ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ น ปิ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ อปิจ โส ว ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อหํ อาวุโส สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย {๔๙๖.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนาโม ปุคฺคโล สีลวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
อย่างไร ภิกษุชื่อว่ามีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วย อาจารวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และ รังเกียจ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่าใด ภิกษุเห็น ภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยอาจารวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่านั้น ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยอาจารวิบัติ แต่ภิกษุอื่นบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้มีผู้ ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยอาจารวิบัติ ก็ภิกษุไม่เคยเห็นภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และ รังเกียจ ด้วยอาจารวิบัติเลย แม้ภิกษุอื่นก็มิได้บอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยอาจารวิบัติ แต่ภิกษุนั้นแหละบอกแก่ภิกษุ ว่า ท่าน ผมมีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยอาจารวิบัติ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้น อยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ด้วยได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลมีชื่อนี้มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และ รังเกียจด้วยอาจารวิบัติ ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม ฯ
กถํ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ อปิจ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ น ปิ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ อปิจ โส ว ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อหํ อาวุโส อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนาโม ปุคฺคโล อาจารวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ
อย่างไร ภิกษุชื่อว่ามีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยทิฐิ- *วิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจ ด้วยทิฐิวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่าใด ภิกษุเห็นภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยทิฐิวิบัติ ด้วยอาการ ด้วยเพศ ด้วยนิมิตเหล่านั้น ก็ภิกษุ ไม่เคยเห็นภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยทิฐิวิบัติ แต่ภิกษุอื่นบอก แก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยทิฐิวิบัติ ก็ภิกษุ ไม่เคยเห็นภิกษุที่มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยทิฐิวิบัติเลย แม้ภิกษุอื่น ก็ไม่ได้บอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ภิกษุนี้มีชื่อมีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วย ทิฐิวิบัติ แต่ภิกษุนั้นแหละบอกแก่ภิกษุว่า ท่าน ผมมีผู้ได้เห็น ได้ยิน และ รังเกียจด้วยทิฐิวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยรังเกียจนั้นว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า บุคคลมีชื่อนี้ มีผู้ได้เห็น ได้ยิน และรังเกียจด้วยทิฐิวิบัติ ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธออยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม การงดปาติโมกข์เป็นธรรม ๑๐ ประการ นี้แล ฯ ภาณวาร ที่ ๑ จบ -----------------------------------------------------
กถํ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เยหิ อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต โหติ เตหิ อากาเรหิ เตหิ ลิงฺเคหิ เตหิ นิมิตฺเตหิ ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ อปิจ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ น เหว โข ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ปสฺสติ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิตํ น ปิ อญฺโญ ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อิตฺถนฺนาโม อาวุโส ภิกฺขุ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ อปิจ โส ว ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส อาโรเจติ อหํ อาวุโส ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโตติ อากงฺขมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เตน ทิฏฺเฐน เตน สุเตน ตาย ปริสงฺกาย ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิตฺถนฺนาโม ปุคฺคโล ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ทิฏฺฐสุตปริสงฺกิโต ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ ธมฺมิกํ ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ อิมานิ ทส ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานีติ ฯ ปฐโม ภาณวาโร ฯ