คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระวินัยปิฎก

ว่าด้วยให้เข้าใจ

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๑๐๘–๑๑๑๖พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร๙ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร ว่าด้วยให้เข้าใจ

๑๑๐๘

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้ เข้าใจ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจฯ ว่าด้วยพินิจ

กถํ สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ เอวํ สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ฯ

๑๑๐๙

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ. ว่าด้วยเพ่งเล็ง

กถํ นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ เอวํ นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ฯ

๑๑๑๐

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง. ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควร เพ่งเล็ง อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง. ว่าด้วยความเลื่อมใส

กถํ เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ เอวํ เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ฯ

๑๑๑๑

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควร เลื่อมใส อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส. ว่าด้วยดูหมิ่นพรรคพวกอื่น

กถํ ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ เอวํ ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ฯ

๑๑๑๒

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าย่อมดูหมิ่นพรรคพวกอื่นด้วยเข้าใจว่า เราได้พรรค- *พวกแล้ว? ตอบว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้พรรคพวก ได้บริวาร มีพรรคพวก มีญาติ คิดว่า ผู้นี้ไม่ได้พรรคพวก ไม่ได้บริวาร ไม่มีพรรคพวก ไม่มีญาติ จึงดูหมิ่นภิกษุนั้น ย่อมแสดงอธรรมว่า ธรรม แสดงธรรมว่า อธรรม ... แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นพรรคพวกอื่น ด้วยเข้าใจว่า เราได้พรรคพวกแล้ว. ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุมีสุตะน้อย

กถํ ลทฺธปกฺโขมฺหีติ ปรํ ปกฺขํ อวชานาติ ฯ อิเธกจฺโจ ลทฺธปกฺโข โหติ ลทฺธปริวาโร ปกฺขวา ญาติวา อยํ อลทฺธปกฺโข อลทฺธปริวาโร น ปกฺขวา น ญาติวาติ ตสฺส อวชานนฺโต อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ เอวํ ลทฺธปกฺโขมฺหีติ ปรํ ปกฺขํ อวชานาติ ฯ

๑๑๑๓

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าดูหมิ่นท่านผู้มีสุตะน้อยด้วยเข้าใจว่าเรามีสุตะมาก? ตอบว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ ดูหมิ่นภิกษุนั้นว่า ท่านผู้นี้มีสุตะน้อย มีอาคมน้อย ทรงจำไว้ได้น้อย ย่อมแสดงอธรรมว่า ธรรม แสดงธรรมว่า อธรรม ... แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นภิกษุมีสุตะน้อย ด้วยเข้าใจว่า เรามีสุตะมาก. ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่า

กถํ พหุสฺสุโตมฺหีติ อปฺปสฺสุตํ อวชานาติ ฯ อิเธกจฺโจ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย อยํ อปฺปสฺสุโต อปฺปาคโม อปฺปธโรติ ตสฺส อวชานนฺโต อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ เอวํ พหุสฺสุโตมฺหีติ อปฺปสฺสุตํ อวชานาติ ฯ

๑๑๑๔

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่า ด้วยเข้าใจว่าเราเป็นผู้แก่กว่า ตอบว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นเถระ รู้ราตรีบวชนาน ดูหมิ่นภิกษุนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้อ่อนกว่า ไม่มีชื่อเสียง มีสุตะน้อย ไม่รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรทำไม่ได้ ถ้อยคำ ของผู้นี้จักทำอะไรไม่ได้ ย่อมแสดงอธรรมว่า ธรรม แสดงธรรมว่า อธรรม ... แสดงอาบัติ ชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่าด้วยเข้าใจว่า เราเป็นผู้แก่กว่า. ว่าด้วยไม่พูดเรื่องที่ยังไม่มาถึง

กถํ เถรตโรมฺหีติ นวกตรํ อวชานาติ ฯ อิเธกจฺโจ เถโร โหติ รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิโต อยํ นวโก อปฺปญฺญาโต อปฺปสฺสุโต อปฺปกตญฺญู อิมสฺส วจนํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส อวชานนฺโต อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ เอวํ เถรตโรมฺหีติ นวกตรํ อวชานาติ ฯ

๑๑๑๕

คำว่า ไม่พูดเรื่องที่ยังไม่มาถึง นั้น คือ ไม่เก็บเอาคำพูดที่ไม่เข้าประเด็น คำว่า ไม่พึงให้เรื่องที่มาถึงแล้วตกหล่น จากธรรม จากวินัย นั้น คือ สงฆ์ประชุมกัน เพื่อประโยชน์อันใด ไม่พึงยังประโยชน์อันนั้นให้บกพร่องจากธรรม จากวินัย. ว่าด้วยธรรมวินัยสัตถุศาสน์

อสมฺปตฺตํ น พฺยาหริตพฺพนฺติ อโนติณฺณํ ภาสํ น โอตาเรตพฺพํ ฯ สมฺปตฺตํ ธมฺมโต วินยโต น ปริหาเปตพฺพนฺติ ยํ อตฺถาย สงฺโฆ สนฺนิปติโต โหติ ตํ อตฺถํ ธมฺมโต วินยโต น ปริหาเปตพฺพํ ฯ

๑๑๑๖

คำว่า ด้วยธรรมใด คือด้วยเรื่องจริง. คำว่า ด้วยวินัยใด คือ โจทก์แล้วให้จำเลยให้การ. คำว่า ด้วยสัตถุศาสน์ใด คือ ด้วยญัตติสัมปทา ด้วยอนุสาวนสัมปทา. ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พากย์ว่า อธิกรณ์นั้นย่อมระงับด้วยธรรมใด ด้วยวินัยใด ด้วยสัตถุศาสน์ใด พึงให้อธิกรณ์นั้นระงับด้วยอย่างนั้น มีใจความว่า อันภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงถามโจทก์ว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้นั้น ท่านงดเพราะเรื่องอะไร? ท่านงดเพราะศีลวิบัติ งดเพราะอาจารวิบัติ งดเพราะทิฏฐิวิบัติ หรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า งดเพราะศีลวิบัติ งดเพราะอาจารวิบัติ หรือว่างดเพราะทิฏฐิ วิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ท่านรู้ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ หรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้ศีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ก็ศีลวิบัติเป็นอย่างไร? อาจาร- *วิบัติเป็นอย่างไร? ทิฏฐิวิบัติเป็นอย่างไร? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นี้เป็นศีลวิบัติ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต นี้เป็นอาจารวิบัติ มิจฉาทิฏฐิ อันตคาหิกทิฏฐิ นี้เป็นทิฏฐิวิบัติ. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณา แก่ภิกษุ รูปนี้นั้น ท่านงดเพราะเรื่องที่ได้เห็น งดเพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง งดเพราะเรื่องที่รังเกียจ หรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า งดเพราะเรื่องที่ได้เห็น งดเพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง หรือว่า งดเพราะเรื่องที่รังเกียจ. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้ เพราะเรื่องที่ได้เห็นนั้น ท่านเห็นเรื่องอะไร? เห็นว่าอย่างไร? เห็นเมื่อไร? เห็นที่ไหน? ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ ต้องอาบัติปาราชิก หรือ ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิตหรือ? อนึ่ง ท่านอยู่ที่ไหน? และภิกษุรูปนี้อยู่ที่ไหน? ท่านทำอะไรอยู่? ภิกษุรูปนี้ทำอะไรอยู่? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ได้งดปวารณา แก่ภิกษุรูปนี้ เพราะเรื่อง ที่ได้เห็น ก็แต่ว่า ข้าพเจ้างดปวารณา เพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณา แก่ภิกษุ รูปนี้ เพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟังนั้น ท่านได้ยินได้ฟังอะไร? ได้ยินได้ฟังว่าอย่างไร? ได้ยินได้ฟัง เมื่อไร? ได้ยินได้ฟังที่ไหน? ท่านได้ยินได้ฟังว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านได้ยิน ได้ฟังว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือ? ท่านได้ยินได้ฟังต่อภิกษุ หรือ ได้ยินได้ฟังต่อภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา ราชมหาอำมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ หรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ได้งดปวารณา แก่ภิกษุรูปนี้ เพราะเรื่องที่ ได้ยินได้ฟัง ก็แต่ว่า ข้าพเจ้างดปวารณา เพราะเรื่องที่รังเกียจ. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้ เพราะเรื่องที่รังเกียจนั้น ท่านรังเกียจอะไร? รังเกียจว่าอย่างไร? รังเกียจเมื่อไร? รังเกียจที่ ไหน? ท่านรังเกียจว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือ ท่านรังเกียจว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือ? ท่านได้ยินได้ฟังต่อ ภิกษุแล้วรังเกียจ หรือท่านได้ยินได้ฟังต่อภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา รานมหาอำมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ จึงรังเกียจ หรือ?

เยน ธมฺเมนาติ ภูเตน วตฺถุนา ฯ เยน วินเยนาติ โจเทตฺวา สาเรตฺวา ฯ เยน สตฺถุสาสเนนาติ ญตฺติสมฺปทาย อนุสฺสาวนสมฺปทาย ฯ เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน ตํ อธิกรณํ วูปสมฺมติ ตถา ตํ อธิกรณํ วูปสเมตพฺพนฺติ {๑๑๑๖.๑} อนุวิชฺชเกน โจทโก ปุจฺฉิตพฺโพ ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ปวารณํ ฐเปสิ กิมฺหิ นํ ฐเปสิ สีลวิปตฺติยา ฐเปสิ อาจารวิปตฺติยา ฐเปสิ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ฐเปสีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย สีลวิปตฺติยา วา ฐเปมิ อาจารวิปตฺติยา วา ฐเปมิ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา วา ฐเปมีติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย ชานาติ ปนายสฺมา สีลวิปตฺตึ ชานาติ อาจารวิปตฺตึ ชานาติ ทิฏฺฐิวิปตฺตินฺติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ชานามิ โข อหํ อาวุโส สีลวิปตฺตึ ชานามิ อาจารวิปตฺตึ ชานามิ ทิฏฺฐิวิปตฺตินฺติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย กตมา ปนาวุโส สีลวิปตฺติ กตมา อาจารวิปตฺติ กตมา ทิฏฺฐิวิปตฺตีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย จตฺตาริ ปาราชิกานิ เตรส สงฺฆาทิเสสา อยํ สีลวิปตฺติ ถุลฺลจฺจยํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ ทุพฺภาสิตํ อยํ อาจารวิปตฺติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อยํ ทิฏฺฐิวิปตฺตีติ ฯ {๑๑๑๖.๒} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ปวารณํ ฐเปสิ ทิฏฺเฐน ฐเปสิ สุเตน ฐเปสิ ปริสงฺกาย ฐเปสีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ทิฏฺเฐน วา ฐเปมิ สุเตน วา ฐเปมิ ปริสงฺกาย วา ฐเปมีติ ฯ {๑๑๑๖.๓} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ทิฏฺเฐน ปวารณํ ฐเปสิ กินฺเต ทิฏฺฐํ กินฺติ เต ทิฏฺฐํ กทา เต ทิฏฺฐํ กตฺถ เต ทิฏฺฐํ ปาราชิกํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ กตฺถ จ ตฺวํ อโหสิ กตฺถ จายํ ภิกฺขุ อโหสิ กิญฺจ ตฺวํ กโรสิ กิญฺจายํ ภิกฺขุ กโรตีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย น โข อหํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ทิฏฺเฐน ปวารณํ ฐเปมิ อปิจ สุเตน ปวารณํ ฐเปมีติ ฯ {๑๑๑๖.๔} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน สุเตน ปวารณํ ฐเปสิ กินฺเต สุตํ กินฺติ เต สุตํ กทา เต สุตํ กตฺถ เต สุตํ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ภิกฺขุสฺส สุตํ ภิกฺขุนิยา สุตํ สิกฺขมานาย สุตํ สามเณรสฺส สุตํ สามเณริยา สุตํ อุปาสกสฺส สุตํ อุปาสิกาย สุตํ ราชูนํ สุตํ ราชมหามตฺตานํ สุตํ ติตฺถิยานํ สุตํ ติตฺถิยสาวกานํ สุตนฺติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย น โข อหํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน สุเตน ปวารณํ ฐเปมิ อปิจ ปริสงฺกาย ปวารณํ ฐเปมีติ ฯ {๑๑๑๖.๕} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ปริสงฺกาย ปวารณํ ฐเปสิ กึ ปริสงฺกสิ กินฺติ ปริสงฺกสิ กทา ปริสงฺกสิ กตฺถ ปริสงฺกสิ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ภิกฺขุสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ ภิกฺขุนิยา สุตฺวา ปริสงฺกสิ สิกฺขมานาย สุตฺวา ปริสงฺกสิ สามเณรสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ สามเณริยา สุตฺวา ปริสงฺกสิ อุปาสกสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ อุปาสิกาย สุตฺวา ปริสงฺกสิ ราชูนํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ราชมหามตฺตานํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ติตฺถิยานํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ติตฺถิยสาวกานํ สุตฺวา ปริสงฺกสีติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

ว่าด้วยให้เข้าใจ