องค์ของภิกษุที่ไม่ควรระงับกรรม
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร นัปปฏิปัสสัมภนวรรคที่ ๒ องค์ของภิกษุที่ไม่ควรระงับกรรม
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล สงฆ์ไม่พึงระงับ กรรม? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ต้องอาบัติแล้วถูกลงโทษ ยังให้อุปสมบท ๒. ให้นิสัย ๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๔. ยินดีการสมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี ๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ยังสอนภิกษุณี ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕ อะไร บ้าง? คือ:- ๑. ถูกสงฆ์ลงโทษเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น ๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน ๓. ต้องอาบัติที่เลวกว่านั้น ๔. ติกรรม ๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. พูดติพระพุทธเจ้า ๒. พูดติพระธรรม ๓. พูดติพระสงฆ์ ๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๕. มีอาชีววิบัติ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. เป็นอลัชชี ๒. เป็นพาล ๓. ไม่ใช่เป็นปกตัตตะ ๔. ทำการย่ำยีในข้อวัตร ๕. ไม่ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. คุณสมบัติของภิกษุผู้เข้าสงคราม
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ อาปนฺโน กมฺมกโต อุปสมฺปาเทติ นิสฺสยํ เทติ สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ ภิกฺขุโนวาทกสมฺมตึ สาทิยติ สมฺมโตปิ ภิกฺขุนิโย โอวทติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ {๑๑๖๕.๑} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน กมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ กมฺมํ ครหติ กมฺมิเก ครหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ โอมทฺทการโก จ โหติ วตฺเตสุ สิกฺขาย จ น ปริปูริการี ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพนฺติ ฯ
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์พึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ ในตน แล้วเข้าหาสงฆ์ พ. ดูกรอุบาลี อันภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในตน แล้วเข้าหาสงฆ์ ธรรม ๕ อะไรบ้าง ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์ ๑. พึงมีจิตยำเกรง มีจิตเสมอด้วยผ้าเช็ดธุลี เข้าหาสงฆ์ ๒. พึงเป็นผู้รู้จักอาสนะ รู้จักการนั่ง ๓. ไม่เบียดภิกษุผู้เถระ ไม่กีดกันอาสนะภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงนั่งอาสนะอันควร ๔. ไม่พึงพูดเรื่องต่างๆ ไม่พึงพูดติรัจฉานกถา ๕. พึงกล่าวธรรมด้วยตนเอง หรือเชิญผู้อื่นกล่าว ไม่พึงดูหมิ่นอริยดุษณีภาพ ดูกรอุบาลี ถ้าสงฆ์ทำกรรมที่ควรพร้อมเพรียงกันทำ ถ้าในกรรมนั้นภิกษุไม่ชอบใจ จะ พึงทำความเห็นแย้งก็ได้ แล้วควบคุมสามัคคีไว้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเธอคิดว่า เราอย่า มีความเป็นต่างๆ จากสงฆ์เลย. ดูกรอุบาลี อันภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์ พึงตั้งธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตน แล้วเข้าหาสงฆ์เถิด. องค์ของภิกษุผู้พูดในสงฆ์
สงฺคามาวจเรน ภนฺเต ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน กติ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพติ ฯ สงฺคามาวจเรนุปาลิ ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ สงฺคามาวจเรนุปาลิ ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน นีจจิตฺเตน สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพ รโชหรณสเมน จิตฺเตน อาสนกุสเลน ภวิตพฺพํ นิสชฺชกุสเลน เถเร ภิกฺขู อนุปขชฺชนฺเตน นเว ภิกฺขู อาสเนน อปฺปฏิพาหนฺเตน ยถาปฏิรูเป อาสเน นิสีทิตพฺพํ อนานากถิเกน ภวิตพฺพํ อติรจฺฉานกถิเกน สามํ วา ธมฺโม ภาสิตพฺโพ ปโร วา อชฺเฌสิตพฺโพ อริโย วา ตุณฺหีภาโว นาติมญฺญิตพฺโพ สเจ อุปาลิ สงฺโฆ สมคฺคกรณียานิ กมฺมานิ กโรติ ตตฺร เจ อุปาลิ ภิกฺขุโน นกฺขมติ อปิ ทิฏฺฐาวิกมฺมํ กตฺวา อุเปตพฺพา สามคฺคี ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ มาหํ สงฺเฆน นานตฺโต อสฺสนฺติ ฯ สงฺคามาวจเรนุปาลิ ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพติ ฯ
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชน หมู่มาก? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนา ของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. เป็นผู้มีความคิดมืดมน ๒. พูดซัดผู้อื่น ๓. ไม่ฉลาดในถ้อยคำที่เชื่อมถึงกัน ๔. ไม่โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ๕. ไม่ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนา ของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่ มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่เป็นผู้มีความคิดมืดมน ๒. ไม่พูดซัดผู้อื่น ๓. ฉลาดในถ้อยคำที่เชื่อมถึงกัน ๔. โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ๕. ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชน หมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ของภิกษุผู้พูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนา ของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. เป็นผู้อวดอ้าง ๒. เป็นผู้รุกราน ๓. ยึดถืออธรรม ๔. ค้านธรรม ๕. กล่าวถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์มาก ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของ ชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่ มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่เป็นผู้อวดอ้าง ๒. ไม่เป็นผู้รุกราน ๓. ยึดถือธรรม ๔. ค้านอธรรม ๕. ไม่กล่าวถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์มาก ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนา ของชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ของภิกษุผู้พูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. พูดข่มขู่ ๒. พูดไม่ให้โอกาสผู้อื่น ๓. ไม่โจทตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร ๔. ไม่ปรับตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร ๕. ไม่ชี้แจงตามความเห็น ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนา ของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่ มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่พูดข่มขู่ ๒. พูดให้โอกาสผู้อื่น ๓. โจทตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร ๔. ปรับตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร ๕. ชี้แจงตามความเห็น ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของ ชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. อานิสงส์ในการเรียนวินัย
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จาติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อุสฺสิตมนฺตี จ โหติ นิสฺสิตชปฺปี จ น จ ภาสานุสนฺธิกุสโล โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ {๑๑๖๗.๑} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น อุสฺสิตมนฺตี จ โหติ น นิสฺสิตชปฺปี จ ภาสานุสนฺธิกุสโล จ โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ {๑๑๖๗.๒} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อุสฺสาเทตา โหติ อปสาเทตา โหติ อธมฺมํ คณฺหาติ ธมฺมํ ปฏิพาหติ สมฺผญฺจ พหุํ ภาสติ ฯ {๑๑๖๗.๓} อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น อุสฺสาเทตา โหติ น อปสาเทตา โหติ ธมฺมํ คณฺหาติ อธมฺมํ ปฏิพาหติ สมฺผญฺจ น พหุํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ {๑๑๖๗.๔} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปสยฺห วตฺตา โหติ อโนกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ น ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ปสยฺห วตฺตา โหติ โอกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จาติ ฯ
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ในการเรียนวินัย มีอานิสงส์เท่าไรหนอแล? พ. ดูกรอุบาลี ในการเรียนวินัยมีอานิสงส์ ๕ นี้. อานิสงส์ ๕ อะไรบ้าง คือ:- ๑. กองศีลเป็นอันตนคุ้มครองรักษาไว้ด้วยดี ๒. เป็นที่พึ่งพิงของผู้ถูกความสงสัยครอบงำ ๓. เป็นผู้แกล้วกล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์ ๔. ข่มขี่ข้าศึกได้ด้วยดีโดยสหธรรม ๕. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ดูกรอุบาลี ในการเรียนวินัย มีอานิสงส์ ๕ นี้แล. นัปปฏิปัสสัมภนวรรคที่ ๒ จบ ----------------------------------------------------- หัวข้อประจำวรรค
กติ นุ โข ภนฺเต อานิสํสา วินยปริยตฺติยาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อานิสํสา วินยปริยตฺติยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อตฺตโน สีลกฺขนฺโธ สุคุตฺโต โหติ สุรกฺขิโต กุกฺกุจฺจปกตานํ ปฏิสรณํ โหติ วิสารโท สงฺฆมชฺเฌ โวหรติ ปจฺจตฺถิเก สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคณฺหาติ สทฺธมฺมฏฺฐิติยา ปฏิปนฺโน โหติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจานิสํสา วินยปริยตฺติยาติ ฯ นปฺปฏิปฺปสฺสมฺภนวคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ
ต้องอาบัติ ๑ เพราะอาบัติใด ๑ พูดติเตียน ๑ อลัชชี ๑ สงคราม ๑ มี ความคิดมืดมน ๑ อวดอ้าง ๑ ข่มขู่ ๑ เรียนวินัย ๑.
อาปนฺโน ยาย วณฺณญฺจ อลชฺชี สงฺคาเมน จ อุสฺสิตา อุสฺสาเทตา จ ปสยฺห ปริยตฺติยาติ ฯ