๕. อธิกรณปัจจยวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์เป็นปัจจัย
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๕. อธิกรณปัจจยวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์เป็นปัจจัย
ถาม : เพราะวิวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร ตอบ : เพราะวิวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ ๑. ภิกษุกล่าวเสียดสีอุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๒. ภิกษุกล่าวเสียดสีอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะวิวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๒ อย่างเหล่านี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๘๗} พระวินัยปิฎก ปริวาร [อันตรเปยยาล] ๕. อธิกรณปัจจยวาร ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร ฯลฯ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๑ อย่าง คือ อาจารวิบัติ บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๒ กอง คือ (๑) กองอาบัติ ปาจิตตีย์ (๒) กองอาบัติทุกกฏ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๒) เกิดทางวาจากับจิต มิใช่ เกิดทางกาย (๓) เกิดทางกายวาจากับจิต บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ
ถาม : เพราะอนุวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร ตอบ : เพราะอนุวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ ๑. ภิกษุใส่ความภิกษุด้วยอาบัติชั้นปาราชิกที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส ๒. ภิกษุใส่ความภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ ๓. ภิกษุใส่ความภิกษุด้วยอาจารวิบัติที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะอนุวาทาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๓ อย่างเหล่านี้ ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร ฯลฯ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) สีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๓ กอง คือ (๑) กองอาบัติ สังฆาทิเสส (๒) กองอาบัติปาจิตตีย์ (๓) กองอาบัติทุกกฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๘๘} พระวินัยปิฎก ปริวาร [อันตรเปยยาล] ๕. อธิกรณปัจจยวาร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๒) เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิด ทางกาย (๓) เกิดทางกายวาจากับจิต บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ
ถาม : เพราะอาปัตตาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร ตอบ : เพราะอาปัตตาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๔ อย่าง คือ ๑. ภิกษุณีรู้อยู่ปกปิดธรรมคือปาราชิก ต้องอาบัติปาราชิก ๒. ภิกษุณีสงสัยปกปิด ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๓. ภิกษุปกปิดอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๔. ภิกษุปกปิดอาจารวิบัติ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะอาปัตตาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๔ อย่างเหล่านี้ ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร ฯลฯ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) สีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๔ กอง คือ (๑) กองอาบัติ ปาราชิก (๒) กองอาบัติถุลลัจจัย (๓) กองอาบัติปาจิตตีย์ (๔) กองอาบัติทุกกฏ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ เกิดทางกายวาจากับจิต บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๘๙} พระวินัยปิฎก ปริวาร [อันตรเปยยาล] ๕. อธิกรณปัจจยวาร
ถาม : เพราะกิจจาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร ตอบ : เพราะกิจจาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ อย่าง คือ ๑. ภิกษุณีผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ไม่ยอมสละ กรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติปาราชิก ๔. ภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ไม่ยอมสละกรรมเพราะสงฆ์ สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๕. ภิกษุไม่สละทิฏฐิบาป จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกิจจาธิกรณ์เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ อย่างเหล่านี้ ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร ฯลฯ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) สีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๕ กอง คือ (๑) กองอาบัติปาราชิก (๒) กองอาบัติสังฆาทิเสส (๓) กองอาบัติถุลลัจจัย (๔) กองอาบัติปาจิตตีย์ (๕) กองอาบัติทุกกฏ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ เกิดทางกายวาจากับจิต บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๐} พระวินัยปิฎก ปริวาร [อันตรเปยยาล] ๕. อธิกรณปัจจยวาร ถาม : เว้นอาบัติ ๗ เว้นกองอาบัติ ๗ เสีย อาบัตินอกนั้น บรรดาวิบัติ ๔ จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติไหน บรรดา สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาอธิกรณ์ ๔ จัดเป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : เว้นอาบัติ ๗ เว้นกองอาบัติ ๗ เสีย อาบัตินอกนั้น บรรดาวิบัติ ๔ ไม่จัดเป็นวิบัติไหน บรรดากองอาบัติ ๗ กอง ไม่จัดเข้ากองอาบัติไหน บรรดา สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน ไม่เกิดด้วยสมุฏฐานไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔ ไม่จัดเป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ไม่ระงับด้วยสมถะไหน ข้อนั้นเป็น เพราะเหตุไร เพราะเว้นอาบัติ ๗ เว้นกองอาบัติ ๗ เสีย ก็ไม่มีอาบัติอย่างอื่น อธิกรณปัจจยวารที่ ๕ จบ อันตรเปยยาล จบ หัวข้อบอกวาร กติปุจฉาวาร สมุฏฐานวาร กตาปัตติวาร อาปัตติสมุฏฐานวาร วิปัตติวาร และอธิกรณวาร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๑}