อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ

บัญญัติ ๖ ๑. ขันธบัญญัติ ๒. อายตนบัญญัติ ๓. ธาตุบัญญัติ ๔. สัจจบัญญัติ ๕. อินทริยบัญญัติ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๖6 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อภิธมฺมปิฏเก ธาตุกถา ------- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ มาติกา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๖ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ อุทเทสวาร

ข้อ

สงฺคโห อสงฺคโห สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ อสงฺคหิเตน สงฺคหิตํ สงฺคหิเตน สงฺคหิตํ อสงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ สมฺปโยโค วิปฺปโยโค สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ วิปฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตํ สมฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตํ วิปฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ สงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ วิปฺปยุตฺตํ สมฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ อสงฺคหิตํ อสงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ วิปฺปยุตฺตํ วิปฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ อสงฺคหิตํ ฯ {๑.๑} ปญฺจกฺขนฺธา ทฺวาทสายตนานิ อฏฺฐารส ธาตุโย จตฺตาริ สจฺจานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ผสฺโส เวทนา สญฺญา เจตนา จิตฺตํ อธิโมกฺโข มนสิกาโร ฯ ตีหิ สงฺคโห ตีหิ อสงฺคโห จตูหิ สมฺปโยโค จตูหิ วิปฺปโยโค ฯ สภาโค วิสภาโค ฯ สพฺพาปิ ธมฺมสงฺคณิ ธาตุกถาย มาติกาติ ฯ มาติกา ฯ สงฺคหาสงฺคหปทนิทฺเทโส

บัญญัติ ๖ คือ ๑. ขันธบัญญัติ ๒. อายตนบัญญัติ ๓. ธาตุบัญญัติ ๔. สัจจบัญญัติ ๕. อินทริยบัญญัติ ๖. ปุคคลบัญญัติ๑. ขันธบัญญัติ

ข้อ

รูปกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ สงฺคหิโต ฯ รูปกฺขนฺโธ เอเกน ขนฺเธน เอกาทสหายตเนหิ เอกาทสหิ ธาตูหิ สงฺคหิโต ฯ กตีหิ อสงฺคหิโต ฯ จตูหิ ขนฺเธหิ เอเกนายตเนน สตฺตหิ ธาตูหิ อสงฺคหิโต ฯ

การบัญญัติธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันว่า ขันธ์ มีเท่าไร ธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันมี ๕ คือ ๑. รูปขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์ ๔. สังขารขันธ์ ๕. วิญญาณขันธ์ การบัญญัติธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันว่า ขันธ์ ก็มี ๕ ตามจำนวนหมวดธรรมเหล่านี้ ๒. อายตนบัญญัติ

ข้อ

เวทนากฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ สงฺคหิโต ฯ เวทนากฺขนฺโธ เอเกน ขนฺเธน เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิโต ฯ กตีหิ อสงฺคหิโต ฯ จตูหิ ขนฺเธหิ เอกาทสหายตเนหิ สตฺตรสหิ ธาตูหิ อสงฺคหิโต ฯ

การบัญญัติธรรมอันเป็นบ่อเกิดว่า อายตนะ มีเท่าไร ธรรมอันเป็นบ่อเกิดมี ๑๒ คือ ๑. จักขวายตนะ ๒. รูปายตนะ ๓. โสตายตนะ ๔. สัททายตนะ ๕. ฆานายตนะ ๖. คันธายตนะ ๗. ชิวหายตนะ ๘. รสายตนะ ๙. กายายตนะ ๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ การบัญญัติธรรมที่เป็นบ่อเกิดว่า อายตนะ ก็มี ๑๒ ตามจำนวนธรรมเหล่านี้ ๓. ธาตุบัญญัติ

ข้อ

สญฺญากฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ สงฺคหิโต ฯ สญฺญากฺขนฺโธ เอเกน ขนฺเธน เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิโต ฯ กตีหิ อสงฺคหิโต ฯ จตูหิ ขนฺเธหิ เอกาทสหายตเนหิ สตฺตรสหิ ธาตูหิ อสงฺคหิโต ฯ

การบัญญัติธรรมที่ทรงตัวอยู่ว่า ธาตุ มีเท่าไร ธรรมที่ทรงตัวอยู่มี๑๘ คือ ๑. จักขุธาตุ ๒. รูปธาตุ ๓. จักขุวิญญาณธาตุ ๔. โสตธาตุ ๕. สัททธาตุ ๖. โสตวิญญาณธาตุ ๗. ฆานธาตุ ๘. คันธธาตุ ๙. ฆานวิญญาณธาตุ ๑๐. ชิวหาธาตุ ๑๑. รสธาตุ ๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ ๑๓. กายธาตุ ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ ๑๕. กายวิญญาณธาตุ ๑๖. มโนธาตุ ๑๗. ธัมมธาตุ ๑๘. มโนวิญญาณธาตุ การบัญญัติธรรมที่ทรงตัวอยู่ว่า ธาตุ ก็มี ๑๘ ตามจำนวนธรรมเหล่านี้๔. สัจจบัญญัติ

ข้อ

สงฺขารกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ สงฺคหิโต ฯ สงฺขารกฺขนฺโธ เอเกน ขนฺเธน เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิโต ฯ กตีหิ อสงฺคหิโต ฯ จตูหิ ขนฺเธหิ เอกาทสหายตเนหิ สตฺตรสหิ ธาตูหิ อสงฺคหิโต ฯ

การบัญญัติธรรมที่เป็นของจริงว่า สัจจะ มีเท่าไร ธรรมที่เป็น ของจริง มี ๔ คือ ๑. ทุกขสัจจะ ๒. สมุทยสัจจะ ๓. นิโรธสัจจะ ๔. มัคคสัจจะ การบัญญัติธรรมที่เป็นของจริงว่า สัจจะ ก็มี ๔ ตามจำนวนธรรมเหล่านี้๕. อินทริยบัญญัติ

ข้อ

วิญฺญาณกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ สงฺคหิโต ฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ เอเกน ขนฺเธน เอเกนายตเนน สตฺตหิ ธาตูหิ สงฺคหิโต ฯ กตีหิ อสงฺคหิโต ฯ จตูหิ ขนฺเธหิ เอกาทสหายตเนหิ เอกาทสหิ ธาตูหิ อสงฺคหิโต ฯ

การบัญญัติธรรมที่เป็นใหญ่ว่า อินทรีย์ มีเท่าไร ธรรมที่เป็นใหญ่มี ๒๒ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์ ๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์ ๑๑. ทุกขินทรีย์ ๑๒. โสมนัสสินทรีย์ ๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔. อุเปกขินทรีย์ ๑๕. สัทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์ ๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์ ๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์ การบัญญัติธรรมที่เป็นใหญ่ว่า อินทรีย์ ก็มี ๒๒ ตามจำนวนธรรมเหล่านี้

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ ๑. เอกกอุทเทส พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ __________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มาติกา ๑. เอกกอุทเทส หมวดว่าด้วยบุคคล ๑ จำพวก

ข้อ

บัญญัติ ๖ ประการ คือ ๑. ขันธบัญญัติ ๒. อายตนบัญญัติ ๓. ธาตุบัญญัติ ๔. สัจจบัญญัติ ๕. อินทริยบัญญัติ ๖. ปุคคลบัญญัติ๑. ขันธบัญญัติ

ข้อ

การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันว่าเป็นขันธ์ มีเท่าไร ขันธบัญญัติมี ๕ คือ ๑. รูปขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์ ๔. สังขารขันธ์ ๕. วิญญาณขันธ์ การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันว่าเป็นขันธ์มีเท่านี้๒. อายตนบัญญัติ

ข้อ

การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นบ่อเกิดว่าเป็นอายตนะ มีเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๑๓๕}

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ ๑. เอกกอุทเทส อายตนบัญญัติมี ๑๒ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ ๓. โสตายตนะ ๔. สัททายตนะ ๕. ฆานายตนะ ๖. คันธายตนะ ๗. ชิวหายตนะ ๘. รสายตนะ ๙. กายายตนะ ๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นบ่อเกิดว่าเป็นอายตนะมีเท่านี้ ๓. ธาตุบัญญัติ

ข้อ

การบัญญัติสภาวธรรมที่ทรงตัวอยู่ว่าเป็นธาตุ มีเท่าไร ธาตุบัญญัติมี ๑๘ คือ ๑. จักขุธาตุ ๒. รูปธาตุ ๓. จักขุวิญญาณธาตุ ๔. โสตธาตุ ๕. สัททธาตุ ๖. โสตวิญญาณธาตุ ๗. ฆานธาตุ ๘. คันธธาตุ ๙. ฆานวิญญาณธาตุ ๑๐. ชิวหาธาตุ ๑๑. รสธาตุ ๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ ๑๓. กายธาตุ ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ ๑๕. กายวิญญาณธาตุ ๑๖. มโนธาตุ ๑๗. ธัมมธาตุ ๑๘. มโนวิญญาณธาตุ การบัญญัติสภาวธรรมที่ทรงตัวอยู่ว่าเป็นธาตุมีเท่านี้๔. สัจจบัญญัติ

ข้อ

การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นความจริงว่าเป็นสัจจะ มีเท่าไร สัจจบัญญัติมี ๔ คือ ๑. ทุกขสัจจะ ๒. สมุทยสัจจะ ๓. นิโรธสัจจะ ๔. มัคคสัจจะ การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นความจริงว่าเป็นสัจจะมีเท่านี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๑๓๖}

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ ๑. เอกกอุทเทส ๕. อินทริยบัญญัติ

ข้อ

การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นใหญ่ว่าเป็นอินทรีย์ มีเท่าไร อินทริยบัญญัติมี ๒๒ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์ ๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์ ๑๑. ทุกขินทรีย์ ๑๒. โสมนัสสินทรีย์ ๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔. อุเปกขินทรีย์ ๑๕. สัทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์ ๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์ ๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์ การบัญญัติสภาวธรรมที่เป็นใหญ่ว่าเป็นอินทรีย์มีเท่านี้

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปรมัตถทีปนี อรรถกถาปัญจปกรณ์ อรรถกถาธาตุกถาปกรณ์ อารัมภกถา

พระมหาวีรเจ้าผู้ทรงชนะมาร ครั้นทรงแสดงวิภังคปกรณ์

ด้วยวิภังค์ ๑๘ วิภังค์จบลงแล้ว เมื่อจะทรงประกาศความต่างกัน

แห่งธาตุ จึงได้ตรัสธาตุกถาปกรณ์ ไว้ในลำดับแห่งวิภังคปกรณ์

นั้นนั่นแหละ ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักแสดงเนื้อความ

แห่งธาตุกถาปกรณ์นั้น ขอสาธุชนทั้งหลาย จงมีจิตตั้งมั่นสดับ

พระธรรมเทอญ.

อรรถกถามาติกา นยมาติกา ๑๔ นัย

พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า ปกรณ์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ ๑๔ นัย ด้วยสามารถแห่งคำว่า "สงฺคโห อสงฺคโห" เป็นต้น คำนั้นแม้ทั้งหมดท่านตั้งไว้ ๒ อย่าง คือโดยอุทเทสและนิทเทส. อุทเทสแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น ชื่อว่ามาติกา.

มาติกานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ ๕ อย่าง คือนยมาติกา อัพภันตรมาติกา นยมุขมาติกา ลักขณมาติกาและพาหิรมาติกา.

บรรดามาติกาเหล่านั้น มาติกาที่ทรงตั้งไว้ ๑๔ บทมีคำว่า "สงฺคโห อสงฺคโห ฯเปฯ วิปฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ อสงฺคหิตํ" นี้ ชื่อว่านยมาติกา.

จริงอยู่ มาติกานี้พระองค์ตรัสเรียกว่า นยมาติกา ก็เพราะความที่มาติกานี้ทรงตั้งไว้เพื่อแสดงว่า "ธรรมทั้งหลายในธาตุกถาอันพระองค์ทรงจำแนกไว้แล้ว โดยนัยอันสงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้นนี้" ดังนี้. นยมาติกานี้ แม้จะเรียกว่า "มูลมาติกา" ก็ควร เพราะความเป็นมูลแห่งบททั้งหลายเหล่านั้น.

มาติกาที่ทรงตั้งไว้ ๑๒๕ บทว่า "ปญฺจกฺขนฺธา ฯเปฯ มนสิกาโร" นี้ชื่อว่าอัพภันตรมาติกา.

จริงอยู่ มาติกานี้ ท่านเรียกว่า อัพภันตรมาติกา เพราะความที่มาติกานี้พระองค์ไม่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า "ธรรมสังคณีแม้ทั้งหมดเป็นมาติกาในธาตุกถา" ดังนี้ แต่ทรงแสดงธรรมมีขันธ์เป็นต้น ที่ควรจำแนกโดยนัยมีการสงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้นไว้โดยย่อแล้วตั้งไว้ในภายในแห่งธาตุกถานั่นแหละ. ข้อนี้ แม้จะกล่าวว่า "เป็นปกิณณกมาติกา" ดังนี้ก็ได้ เพราะความที่บททั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นมิได้สงเคราะห์ไว้ในธัมมสังคณีมาติกา.

มาติกาที่ทรงตั้งไว้ด้วยบททั้งหลาย ๔ บท คือ "ตีหิ สงฺคโห, ตีหิ อสงฺคโห, จตูหิ สมฺปโยโค, จตูหิ วิปฺปโยโค" นี้ชื่อว่านยมุขมาติกา.

จริงอยู่ ธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้และสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบไว้ในธรรมทั้งหลายมีปัญจขันธ์เป็นต้นแม้ทั้งปวงและในธรรมแห่งมาติกาทั้งหลายมีกุสลติกะเป็นต้น ด้วยบทแห่งขันธ์ อายตนะและธาตุทั้ง ๓ นั่นแหละ. โดยทำนองเดียวกัน สัมปโยคะก็ดี วิปปโยคะก็ดี ก็ทรงประกอบไว้ด้วยอรูปขันธ์ทั้ง ๔. บททั้ง ๔ เหล่านี้ ทรงเรียกว่านยมุขมาติกา เพราะความที่ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมที่ทรงตั้งไว้เพื่อแสดงถึงหัวข้อแห่งนัยทั้งหลายมีธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้นเหล่านี้.

มาติกาที่ทรงตั้งไว้ด้วยบททั้ง ๒ คือ "สภาคะและวิสภาคะ" ชื่อว่าลักขณมาติกา.

จริงอยู่ นัยแห่งธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบไว้ด้วยธรรมทั้งหลายอันมีลักษณะที่เสมอกัน นัยแห่งธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ ทรงประกอบไว้ด้วยธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะไม่เสมอกัน นัยแห่งสัมปโยคะและวิปปโยคะก็เหมือนกัน.

ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าลักขณมาติกา เพราะความที่บทเหล่านั้นพระองค์ทรงตั้งไว้เพื่อแสดงลักษณะแห่งธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งลักษณะที่เป็นสภาคะและวิสภาคะ.

มาติกาที่ทรงย่อตั้งบทติกะ ๖๖ และบททุกะ ๒๐๐ ว่า "ธัมมสังคณี แม้ทั้งหมดเป็นมาติกาในธาตุกถา" นี้ ชื่อว่าพาหิรมาติกา.

จริงอยู่ มาติกานี้ เรียกว่า "พาหิรมาติกา" ก็เพราะความที่มาติกานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสไว้ภายในธาตุกถาอย่างนี้ว่า "ปญฺจกฺขนฺธา ฯลฯ มนสิกาโร" ดังนี้ ทรงตั้งไว้ภายนอกจากมาติกาแห่งธาตุกถา อย่างนี้ว่า "ธัมมสังคณีแม้ทั้งปวงเป็นมาติกา" ดังนี้.

บัณฑิตทราบความที่มาติกาเป็นภาวะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ๕ อย่างด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ พึงทราบธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้ ๔ อย่าง ในคำทั้งหลายมีคำว่า "สงฺคโห อสงฺคโห" เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งชาติ สัญชาติ กิริยา คณนสังคหะก่อน.

บรรดาสังคหะ (คือธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้) เหล่านั้น การสงเคราะห์ที่กล่าวว่า "พวกกษัตริย์ทั้งปวงจงมา พวกพราหมณ์ทั้งปวง พวกแพศย์ทั้งปวง พวกผู้บริสุทธิ์ทั้งปวงจงมา ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ธรรมเหล่านี้ คือสัมมาวาจาใด สัมมากัมมันตะใด สัมมาอาชีวะใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์เข้าในศีลขันธ์" นี้ชื่อว่าชาติสังคหะ (สงเคราะห์ที่เข้ากันได้โดยชาติ). เพราะว่าในอธิการนี้ ธรรมแม้ทั้งปวงถึงซึ่งการสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันโดยชาติ ราวกะในฐานะที่ท่านกล่าวแล้วว่า "ชนทั้งหลายผู้มีชาติเดียวกันจงมา" ดังนี้.

การสงเคราะห์ที่กล่าวว่า "ชาวโกศลทั้งปวงจงมา ชาวมคธทั้งปวงจงมา ชาวอารุกัจฉกะทั้งปวงจงมา ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ธรรมเหล่านี้ คือสัมมาวายามะใด สัมมาสติใด สัมมาสมาธิใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์เข้าในสมาธิขันธ์" นี้ชื่อว่าสัญชาติสังคหะ (สงเคราะห์ที่เข้าโดยสัญชาติ).

จริงอยู่ ในที่นี้ ชนทั้งหมดถึงแล้วซึ่งการสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันโดยสถานที่แห่งความเกิด คือโดยโอกาสที่อาศัยอยู่ ราวกะในที่อันท่านกล่าวแล้วว่า "ชนทั้งหลายผู้เกี่ยวเนื่องกันโดยชาติ จงมา" ดังนี้.

การสงเคราะห์ที่กล่าวว่า "พวกทหารช้าง (นายควาญช้าง) จงมา พวกทหารม้าจงมา พวกทหารรถจงมาดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ ธรรมเหล่านี้ คือสัมมาทิฏฐิใด สัมมาสังกัปปะใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในปัญญาขันธ์"นี้ ชื่อว่ากิริยาสังคหะ (คือการสงเคราะห์เข้ากันได้โดยการกระทำ). เพราะชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดถึงแล้วซึ่งการสงเคราะห์เข้าเป็นอันเดียวกันด้วยการกระทำของตน.

ถามว่า จักขวายตนะย่อมถึงซึ่งคณนา (คือการนับ) ว่าเป็นขันธ์ไหน?

ตอบว่า จักขวายตนะ ย่อมถึงซึ่งการนับว่าเป็นรูปขันธ์. การสงเคราะห์ที่กล่าวว่า "ก็ถ้าจักขวายตนะถึงซึ่งการนับว่าเป็นรูปขันธ์ไซร้ ดูก่อนผู้เจริญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านพึงกล่าวว่าจักขวายตนะสงเคราะห์เข้าด้วยรูปขันธ์" นี้ ชื่อว่าคณนสังคหะ (คือการสงเคราะห์เข้าโดยการนับหรือเรียกว่าการนับสงเคราะห์).

คณนสงเคราะห์นี้ ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

บัณฑิตพึงทราบธรรมที่นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมนั้น.

พึงทราบบทว่า "สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ" เป็นต้น โดยการกำหนดซึ่งธรรมเหล่านั้น.

พึงทราบสัมปโยคธรรม ด้วยสามารถแห่งความเป็นเอกุปปาทะ เอกนิโรธะ เอกวัตถุกะ เอการัมมณะ.

พึงทราบวิปปโยคะ โดยเป็นธรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อสัมปโยคะนั้น.

พึงทราบบทว่า "สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ" เป็นต้น โดยการกำหนดซึ่งธรรมเหล่านั้น.

พึงทราบบทว่า "สงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ วิปฺปยุตฺตํ" เป็นต้น โดยการกำหนดซึ่งธรรมที่เกี่ยวข้องกันทั้ง ๒ บท.

ก็คำว่า "ปญฺจกฺขนฺธา" เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธวิภังค์เป็นต้นนั่นแหละ. แต่ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ในที่นี้พึงทราบว่า ท่านกล่าวแล้ว โดยการเกิดขึ้นของสัพพจิตตสาธารณะ ตามที่กล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสันนิษฐานบท ดังนี้แล.

จบอรรถกถามาติกา. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา