อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๕. สัมปสาทนียสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓–๙๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 21 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 21 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 23 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สมฺปสาทนียสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๕. สัมปสาทนียสูตร (๒๘) -----------------------------

ข้อ ๗๓

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา นาฬนฺทายํ วิหรติ ปาวาริกมฺพวเน ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ เอวํ ปสนฺโน อหํ ภนฺเต ภควติ น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร ยทิทํ สมฺโพธิยนฺติ ฯ โอฬารา โข เต อยํ สารีปุตฺต อาสภิวาจา ภาสิตา เอกํโส คหิโต สีหนาโท นทิโต เอวํ ปสนฺโน อหํ ภนฺเต ภควติ น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร ยทิทํ สมฺโพธิยนฺติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐีเขตเมืองนาลันทา ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร เธอกล่าวอาสภิวาจานี้ประเสริฐแท้เธอบันลือสีหนาทซึ่งเธอถือเอาโดยเฉพาะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ

ข้อ ๗๔

กึ นุ โข เต สารีปุตฺต เย เต อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตา เอวํสีลา เต ภควนฺโต อเหสุํ อิติปิ เอวํธมฺมา เต ภควนฺโต อเหสุํ อิติปิ เอวํปญฺญา เต ภควนฺโต อเหสุํ อิติปิ เอวํวิหารี เต ภควนฺโต อเหสุํ อิติปิ เอวํวิมุตฺตา เต ภควนฺโต อเหสุํ อิติปีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ฯ กึ ปน เต สารีปุตฺต เย เต ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตา เอวํสีลา เต ภควนฺโต ภวิสฺสนฺติ อิติปิ เอวํธมฺมา ฯ เอวํปญฺญา ฯ เอวํวิหารี ฯ เอวํวิมุตฺตา เต ภควนฺโต ภวิสฺสนฺติ อิติปีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ฯ {๗๔.๑} กึ ปน เต สารีปุตฺต อหํ เอตรหิ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต เอวํสีโล ภควา อิติปิ เอวํธมฺโม ฯ เอวํปญฺโญ ฯ เอวํวิหารี ฯ เอวํวิมุตฺโต ภควา อิติปีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ฯ เอตฺถ หิ เต สารีปุตฺต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเนสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ เจโตปริยญาณํ นตฺถิ อถ กิญฺจรหิ เต อยํ สารีปุตฺต โอฬารา อาสภิวาจา ภาสิตา เอกํโส คหิโต สีหนาโท นทิโต เอวํ ปสนฺโน อหํ ภนฺเต ภควติ น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร ยทิทํ สมฺโพธิยนฺติ ฯ {๗๔.๒} น โข ปเนตํ ภนฺเต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเนสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ เจโตปริยญาณํ อตฺถิ อปิจ เม ธมฺมนฺวโย วิทิโต เสยฺยถาปิ ภนฺเต รญฺโญ ปจฺจนฺติมํ นครํ ทฬฺหทฺธาลํ ทฬฺหปาการโตรณํ เอกทฺวารํ ตตฺรสฺส โทวาริโก ปณฺฑิโต วิยตฺโต เมธาวี อญฺญาตานํ นิวาเรตา ญาตานํ ปเวเสตา โส ตสฺส นครสฺส สามนฺตา อนุปริยายปถํ อนุกฺกมมาโน น ปสฺเสยฺย ปาการสนฺธึ วา ปาการวิวรํ วา อนฺตมโส วิฬาร- นิกฺขมนมตฺตํปิ ตสฺส เอวมสฺส เย เกจิ โอฬาริกา ปาณา อิมํ นครํ ปวิสนฺติ วา นิกฺขมนฺติ วา สพฺเพ เต อิมินา ว ทฺวาเรน ปวิสนฺติ วา นิกฺขมนฺติ วาติ เอวเมว โข เม ภนฺเต ธมฺมนฺวโย วิทิโต เย เต อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สุปติฏฺฐิตจิตฺตา สตฺต สมฺโพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌึสุ เยปิ เต ภนฺเต ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สุปติฏฺฐิตจิตฺตา สตฺต สมฺโพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌิสฺสนฺติ ภควาปิ ภนฺเต เอตรหิ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สุปติฏฺฐิตจิตฺโต สตฺต สมฺโพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ฯ {๗๔.๓} อิธาหํ ภนฺเต เยน ภควา เตนุปสงฺกมึ ธมฺมสฺสวนาย ฯ ตสฺส ภนฺเต ภควา ธมฺมํ เทเสสิ อุตฺตรุตฺตรํ ปณีตปณีตํ กณฺหสุกฺกํ สปฺปฏิภาคํ ฯ ยถา ยถา ภนฺเต ภควา ธมฺมํ เทเสสิ อุตฺตรุตฺตรํ ปณีตปณีตํ กณฺหสุกฺกํ สปฺปฏิภาคํ ตถา ตถาหํ ตสฺมึ ธมฺเม อภิญฺญา อิเธกจฺจํ ธมฺมํ ธมฺเมสุ นิฏฺฐมคมํ สตฺถริ ปสีทึ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สุปฏิปนฺโน สงฺโฆติ ฯ

ดูกรสารีบุตร เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้มีแล้วในอดีต ว่าพระผู้มีพระภาคเหล่านั้นได้มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ ได้ละหรือ ฯ สา. ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรสารีบุตร ก็เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคอรหันต-*สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งจักมีในอนาคตว่า พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จักมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ได้ละหรือ ฯ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรสารีบุตร ก็เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้เราผู้เป็นพระอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้าอยู่ ณ บัดนี้ว่า พระผู้มีพระภาคมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ ได้ละหรือ ฯ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรสารีบุตร ก็เธอไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคต และปัจจุบันเหล่านั้น เหตุไฉน เธอจึงหาญกล่าวอาสภิวาจาอันประเสริฐนี้ บันลือสีหนาทซึ่งเธอถือเอาโดยเฉพาะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่น ที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัม-*โพธิญาณ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงว่าข้าพระองค์จะไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันต-*สัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคต และปัจจุบันก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบอาการที่เป็นแนวของธรรมได้ เปรียบเหมือนเมืองชายแดนของพระราชา มีป้อมแน่นหนา มีกำแพงและเชิงเทินมั่นคง มีประตูๆ เดียว คนยามเฝ้าประตูที่เมืองนั้นเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา คอยห้ามคนที่ตนไม่รู้จัก ยอมให้แต่คนที่รู้จักเข้าไป เขาเที่ยวตรวจดูทางแนวกำแพงรอบๆ เมืองนั้น ไม่เห็นที่ต่อหรือช่องกำแพง โดยที่สุดแม้พอแมวลอดออกมาได้ จึงคิดว่า สัตว์ที่มีร่างใหญ่จะเข้ามาสู่เมืองนี้หรือจะออกไป สัตว์ทั้งหมดสิ้น จะต้องเข้าออกทางประตูนี้เท่านั้น ฉันใดข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ก็ทราบอาการที่เป็นแนวของธรรมได้ ฉันนั้นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มีแล้วในอดีตทั้งสิ้น ล้วนทรงละนิวรณ์๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา ล้วนมีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ เจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัม-*โพธิญาณ แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งจักมีในอนาคตทั้งสิ้นก็จักต้องทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา จักมีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงจะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงแม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าณ บัดนี้ ก็ทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา มีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ข้าพระองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับเพื่อฟังธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยม ประณีตยิ่งนัก ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว พร้อมด้วยอุปมาแก่ข้าพระองค์ พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยมประณีตยิ่งนัก ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว พร้อมด้วยอุปมาด้วยประการใดๆ ข้าพระองค์ก็รู้ยิ่งในธรรมนั้นด้วยประการนั้นๆ ได้ถึงความสำเร็จธรรมบางส่วนในธรรมทั้งหลายแล้ว จึงเลื่อมใสในพระองค์ว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว ฯ

ข้อ ๗๕

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตตฺรีเม กุสลา ธมฺมา เสยฺยถีทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ อิธ ภนฺเต ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต กุสเลสุ ธมฺเมสุ ตํ ภควา อเสสมภิชานาติ ตํ ภควโต อเสสมภิชานโต อุตฺตริ- อภิญฺเญยฺยํ นตฺถิ ยทภิชานํ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร อสฺส ยทิทํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยมคือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งได้แก่กุศลธรรมเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในกุศลธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์อื่นรู้ยิ่งแล้วจะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระองค์ ในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๗๖

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ อายตนปฺปณฺณตฺตีสุ ฯ ฉยิมานิ ภนฺเต อชฺฌตฺติกพาหิรานิ อายตนานิ จกฺขุญฺเจว รูปา จ โสตญฺจ สทฺทา จ ฆานญฺจ คนฺธา จ ชิวฺหา จ รสา จ กาโย จ โผฏฺฐพฺพา จ มโน จ ธมฺมา จ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต อายตนปฺปณฺณตฺตีสุ ตํ ภควา อเสสมภิชานาติ ตํ ภควโต อเสสมภิชานโต อุตฺตริอภิญฺเญยฺยํ นตฺถิ ยทภิชานํ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร อสฺส ยทิทํ อายตนปฺปณฺณตฺตีสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยมคือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายบัญญัติอายตนะ อันได้แก่อายตนะภายในและอายตนะภายนอก อย่างละ ๖ เหล่านี้ คือ จักษุกับรูป โสตกับเสียง ฆานะกับกลิ่น ชิวหากับรส กายกับโผฏฐัพพะ มนะกับธรรมารมณ์ นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายบัญญัติอายตนะ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์อื่นรู้ยิ่งแล้วจะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระองค์ ในฝ่ายบัญญัติอายตนะ ฯ

ข้อ ๗๗

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ คพฺภาวกฺกนฺตีสุ ฯ จตสฺโส อิมา ภนฺเต คพฺภาวกฺกนฺติโย ฯ อิธ ปน ภนฺเต เอกจฺโจ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิมฺหา นิกฺขมติ อยํ ปฐมา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ {๗๗.๑} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมฺปชาโน หิ โข มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิมฺหา นิกฺขมติ อยํ ทุติยา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ {๗๗.๒} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ อสมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิมฺหา นิกฺขมติ อยํ ตติยา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ {๗๗.๓} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ฐาติ สมฺปชาโน มาตุ กุจฺฉิมฺหา นิกฺขมติ อยํ จตุตฺถา คพฺภาวกฺกนฺติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต คพฺภาวกฺกนฺตีสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง เป็นข้อธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในการก้าวลงสู่ครรภ์ การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ เหล่านี้คือ- สัตว์บางชนิดในโลกนี้ ไม่รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๑ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดาอย่าง-*เดียว แต่ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๒ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา แต่ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๓ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดารู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๔ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยม ในการก้าวลงสู่ครรภ์ ฯ

ข้อ ๗๘

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ อาเทสนวิธาสุ ฯ จตสฺโส อิมา ภนฺเต อาเทสนวิธา ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ นิมิตฺเตน อาทิสติ เอวํปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ ฯ โส พหุํ เจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถาติ ฯ อยํ ปฐมา อาเทสนฺวิธา ฯ {๗๘.๑} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ อปิจ โข มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ เอวํปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ ฯ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถาติ ฯ อยํ ทุติยา อาเทสนวิธา ฯ {๗๘.๒} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ นาปิ มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อปิจ โข วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิปฺผารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ เอวํปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ ฯ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถาติ ฯ อยํ ตติยา อาเทสนวิธา ฯ {๗๘.๓} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ นาปิ มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ นปิ วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิปฺผารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อถโข วิตกฺกวิจารสมาธึ สมาปนฺนสฺส เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ ยถา อิมสฺส โภโต มโนสงฺขารา ปณิหิตา ตถา อิมสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อิมํ นาม วิตกฺกํ วิตกฺเกสฺสตีติ ฯ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถาติ ฯ อยํ ภนฺเต จตุตฺถา อาเทสนวิธา ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต อาเทสนวิธาสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในวิธีแห่งการดักใจคน วิธีแห่งการดักใจคน ๔อย่างเหล่านี้ คือ- คนบางคนในโลกนี้ ดักใจได้ด้วยนิมิตว่า ใจของท่านอย่างนี้ ใจของท่านเป็นอย่างนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ เขาดักใจได้มากอย่างทีเดียวว่า เรื่องนั้นต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นแน่นอน เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการดักใจคนข้อที่ ๑ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง บางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต ต่อได้ฟังเสียงของมนุษย์ หรืออมนุษย์ หรือเทวดาทั้งหลายแล้ว จึงดักใจได้ว่า ใจของท่านอย่างนี้ ใจของท่านเป็นอย่างนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ เขาดักใจได้มากอย่างทีเดียวว่า เรื่องนั้นต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นแน่นอน เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการดักใจคนข้อที่ ๒ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง คนบางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต ทั้งมิได้ฟังเสียงของมนุษย์หรืออมนุษย์หรือเทวดาทั้งหลายดักใจได้เลย ต่อได้ฟังเสียงละเมอของผู้วิตกวิจาร จึงดักใจได้ว่า ใจของท่านอย่างนี้ ใจของท่านเป็นอย่างนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ เขาดักใจได้มากอย่างทีเดียวว่า เรื่องนั้นต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นแน่นอนเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการดักใจคนข้อที่ ๓ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง คนบางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต มิได้ฟังเสียงของมนุษย์หรืออมนุษย์หรือเทวดาทั้งหลาย ดักใจได้เลย ทั้งมิได้ฟังเสียงละเมอของผู้วิตกวิจารดักใจได้เลย แต่ย่อมกำหนดรู้ใจของผู้ได้สมาธิซึ่งยังมีวิตกวิจารด้วยใจได้ว่า มโนสังขารของท่านผู้นี้ตั้งอยู่ด้วยประการใด เขาจะต้องตรึกถึงวิตกชื่อนี้ในลำดับจิตขณะนี้ ด้วยประการนั้น เขาดักใจได้มากอย่างทีเดียวว่า เรื่องนั้นต้องเป็นเหมือนอย่างนั้นแน่นอน เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี้วิธีแห่งการดักใจคนข้อที่ ๔ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยม ในวิธีแห่งการดักใจคน ฯ

ข้อ ๗๙

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ทสฺสนสมาปตฺตีสุ ฯ จตสฺโส อิมา ภนฺเต ทสฺสนสมาปตฺติโย ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ปธานมนฺวาย อนุโยคมนฺวาย อปฺปมาทมนฺวาย สมฺมามนสิการมนฺวาย ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อิมเมว กายํ อุทฺธํ ปาทตลา อโธ เกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆานิกา ลสิกา มุตฺตนฺติ อยํ ปฐมา ทสฺสนสมาปตฺติ ฯ {๗๙.๑} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อิมเมว กายํ อุทฺธํ ปาทตลา อโธ เกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา ฯเปฯ ลสิกา มุตฺตํ อติกฺกมฺม จ ปุริสสฺส ฉวิมํสโลหิตํ อฏฺฐึ ปจฺจเวกฺขติ อยํ ทุติยา ทสฺสนสมาปตฺติ ฯ {๗๙.๒} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อิมเมว กายํ อุทฺธํ ปาทตลา อโธ เกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา ฯเปฯ ลสิกา มุตฺตํ อติกฺกมฺม จ ปุริสสฺส ฉวิมํสโลหิตํ อฏฺฐึ ปจฺจเวกฺขติ ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธโลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจ อยํ ตติยา ทสฺสนสมาปตฺติ ฯ {๗๙.๓} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ลสิกา มุตฺตํ อติกฺกมฺม จ ปุริสสฺส ฉวิมํสโลหิตํ อฏฺฐึ ปจฺจเวกฺขติ ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธโลเก อปฺปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก อปฺปติฏฺฐิตญฺจ อยํ จตุตฺถา ทสฺสนสมาปตฺติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ทสฺสนสมาปตฺตีสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในทัศนสมาบัติ ทัศนสมาบัติ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ- สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลสอาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาทอาศัยมนสิการโดยชอบแล้ว ได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิจารณากายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อยอาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มัน-*เหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร นี้ทัศนสมาบัติ ข้อที่ ๑ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้วได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วย่อมพิจารณากายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขนเล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไตปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือดเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เธอพิจารณาเห็นกระดูก ก้าวล่วงผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย นี้ทัศนสมาบัติข้อที่ ๒ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้วได้บรรลุเจโตสมาธิ ที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วย่อมพิจารณากายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดยรอบเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟันหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้นน้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เธอพิจารณาเห็นกระดูก ก้าวล่วงผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย และย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษซึ่งขาดแล้วโดยส่วนสอง คือทั้งที่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ในปรโลกได้ นี้ทัศนสมาบัติข้อที่ ๓ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไตปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือดเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เธอย่อมพิจารณาเห็นกระดูก ก้าวล่วง ผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย และย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งขาดแล้วโดยส่วนสอง คือทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในปรโลก นี้ทัศนสมาบัติข้อที่ ๔ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในทัศนสมาบัติ ฯ

ข้อ ๘๐

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ปุคฺคลปณฺณตฺตีสุ ฯ สตฺติเม ภนฺเต ปุคฺคลา อุภโตภาควิมุตฺโต ปญฺญาวิมุตฺโต กายสกฺขิ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺธาวิมุตฺโต ธมฺมานุสารี สทฺธานุสารี ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ปุคฺคลปณฺณตฺตีสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายบุคคลบัญญัติ บุคคล ๗ พวกเหล่านี้ คืออุภโตภาควิมุตติ ๑ ปัญญาวิมุตติ ๑ กายสักขิ ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ สัทธาวิมุตติ ๑ธรรมานุสารี ๑ สัทธานุสารี ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยม ในฝ่ายบุคคลบัญญัติ ฯ

ข้อ ๘๑

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ปธาเนสุ ฯ สตฺติเม ภนฺเต โพชฺฌงฺคา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ปธาเนสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยมคือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายธรรม เป็นที่ตั้งมั่น โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายธรรมที่ตั้งมั่น ฯ

ข้อ ๘๒

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ปฏิปทาสุ ฯ จตสฺโส อิมา ภนฺเต ปฏิปทา ทุกฺขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ทุกฺขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา สุขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญาติ ตตฺร ภนฺเต ยายํ ปฏิปทา ทุกฺขา ทนฺธาภิญฺญา อยํ ปน ภนฺเต ปฏิปทา อุภเยเนว หีนา อกฺขายติ ทุกฺขตฺตา จ ทนฺธตฺตา จ ฯ ตตฺร ภนฺเต ยายํ ปฏิปทา ทุกฺขา ขิปฺปาภิญฺญา อยํ ปน ภนฺเต ปฏิปทา ทุกฺขตฺตา หีนา อกฺขายติ ฯ ตตฺร ภนฺเต ยายํ ปฏิปทา สุขา ทนฺธาภิญฺญา อยํ ปน ภนฺเต ปฏิปทา ทนฺธตฺตา หีนา อกฺขายติ ฯ ตตฺร ภนฺเต ยายํ ปฏิปทา สุขา ขิปฺปาภิญฺญา อยํ ปน ภนฺเต ปฏิปทา อุภเยเนว ปณีตา อกฺขายติ สุขตฺตา จ ขิปฺปตฺตา จ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ปฏิปทาสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายปฏิปทา ปฏิปทา ๔ เหล่านี้ คือ- ๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า ฯ ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว ฯ ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า ฯ ๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในปฏิปทา ๔ นั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้านี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทราม เพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติลำบากและเพราะรู้ได้ช้า อนึ่ง ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทรามเพราะปฏิบัติลำบาก ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวกแต่รู้ได้ช้านี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทรามเพราะรู้ได้ช้า ส่วนปฏิปทาที่ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็นปฏิปทาประณีตเพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติสะดวกและเพราะรู้ได้เร็ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายปฏิปทา ฯ

ข้อ ๘๓

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ภสฺสสมาจาเร ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ น เจว มุสาวาทุปสญฺหิตํ วาจํ ภาสติ น จ เวภูติยํ เปสุณิยํ น จ สารมฺภชํ ชยาเปกฺโข มนฺตามนฺตา จ วาจํ ภาสติ นิธานวตึ กาเลน ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ภสฺสสมาจาเร ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายภัสสสมาจาร (มรรยาทเกี่ยวด้วยคำพูด) คนบางคนในโลกนี้ ไม่กล่าววาจาเกี่ยวด้วยมุสาวาท ไม่กล่าววาจาส่อเสียด อันทำความแตกร้าวกัน ไม่กล่าววาจาอันเกิดแต่ความแข่งดีกัน ไม่มุ่งความชนะ กล่าวแต่วาจา ซึ่งไตร่ตรองด้วยปัญญา อันควรฝังไว้ในใจ ตามกาลอันควร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายภัสสสมาจาร ฯ

ข้อ ๘๔

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ปุริสสีลสมาจาเร ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ สจฺโจ จสฺส สทฺโธ จ น จ กุหโก น จ ลปโก น จ เนมิตฺติโก น จ นิปฺเผสิโก น จ ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนโก อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเนสุ มตฺตญฺญู สมการี ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต อตนฺทิโต อารทฺธวิริโย ฌายี สติมา กลฺยาณปฏิภาโณ คติมา ธิติมา มติมา น จ กาเมสุ คิทฺโธ สโต จ นิปโก จเร ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ปุริสสีลสมาจาเร ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยมคือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายศีลสมาจารของบุรุษ คนบางคนในโลกนี้เป็นคนมีสัจจะ มีศรัทธา ไม่เป็นคนพูดหลอกลวง ไม่พูดเลียบเคียง ไม่พูดหว่านล้อม ไม่พูดและเล็ม ไม่แสวงหาลาภด้วยลาภ เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ทำความสม่ำเสมอ ประกอบชาคริยานุโยค ไม่เกียจคร้าน ปรารภความเพียร เพ่งฌาน มีสติ พูดดี และมีปฏิภาณ มีคติ มีปัญญาทรงจำ มีความรู้ ไม่ติดอยู่ในกาม มีสติ มีปัญญารักษาตน เที่ยวไป ข้าแต่-*พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายศีลสมาจารของบุรุษ ฯ

ข้อ ๘๕

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ อนุสาสนวิธาสุ จตสฺโส อิมา ภนฺเต อนุสาสนวิธา ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล ยถานุสิฏฺฐํ ตถาปฏิปชฺชมาโน ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺโน ภวิสฺสติ อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโนติ ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล ยถานุสิฏฺฐํ ตถาปฏิปชฺชมาโน ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามี ภวิสฺสติ สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสตีติ ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล ยถานุสิฏฺฐํ ตถาปฏิปชฺชมาโน ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก ภวิสฺสติ ตตฺถ ปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกาติ ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล ยถานุสิฏฺฐํ ตถาปฏิปชฺชมาโน อาสวานํ ปริกฺขยา อนาสวญฺเจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสตีติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต อนุสาสนวิธาสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายอนุสาสนวิธี อนุสาสนวิธี ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ๑. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้ เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า เพราะสังโยชน์ ๓สิ้นไป ฯ ๒. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่นด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้ เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็นพระสกทาคามี จักมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะโทสะและโมหะเบาบาง ฯ ๓. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้ เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็นพระอนาคามีผู้เป็นอุปปาติกะปรินิพพานในภพที่เกิดนั้น ไม่ต้องกลับมาจากโลกนั้น เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕สิ้นไป ฯ ๔. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้ เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักได้บรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป จักทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายอนุสาสนวิธี ฯ

ข้อ ๘๖

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ปรปุคฺคลวิมุตฺติญาเณ ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺโน ภวิสฺสติ อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโนติ ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามี สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสตีติ ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก ตตฺถ ปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกาติ ฯ ชานาติ ภนฺเต ภควา ปรํ ปุคฺคลํ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา อยํ ปุคฺคโล อาสวานํ ขยา อนาสวญฺเจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสตีติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ปรปุคฺคลวิมุตฺติญาเณ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายวิมุตติญาณของบุคคลอื่น คือ ๑. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้จักเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ฯ ๒. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้จักเป็นพระสกทาคามี จักมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะโทสะและโมหะเบาบาง ฯ ๓. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้จักเป็นพระอนาคามีผู้อุปปาติกะปรินิพพานในภพที่เกิดนั้น ไม่ต้องกลับมาจากโลกนั้น เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ฯ ๔. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยมนสิการโดยชอบเฉพาะพระองค์ว่า บุคคลนี้จักได้บรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป จักทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยม ในฝ่ายวิมุตติญาณของบุคคลอื่น ฯ

ข้อ ๘๗

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ สสฺสตวาเทสุ ฯ ตโยเม ภนฺเต สสฺสตวาทา ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ตถารูปญฺเจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ติสฺโสปิ ชาติโย จตสฺโสปิ ชาติโย ปญฺจปิ ชาติโย ทสปิ ชาติโย วีสํปิ ชาติโย ตึสํปิ ชาติโย จตฺตาฬีสํปิ ชาติโย ปญฺญาสํปิ ชาติโย สตํปิ ชาตึ สหสฺสํปิ ชาตึ สตสหสฺสํปิ ชาตึ อเนกานิปิ ชาติสตานิ อเนกานิปิ ชาติสหสฺสานิ อเนกานิปิ ชาติสตสหสฺสานิ อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ตตฺราปาสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อิธุปปนฺโนติ ฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ โส เอวมาห อตีตํ จาหํ อทฺธานํ ชานามิ สํวฏฺฏิ วา โลโก วิวฏฺฏิ วาติ ฯ อนาคตํ จาหํ อทฺธานํ ชานามิ สํวฏฺฏิสฺสติ วา โลโก วิวฏฺฏิสฺสติ วาติ ฯ สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ วญฺโฌ จ กุฏฏฺโฐ เอสิกฏฺฐายี ฐิโต เต จ สตฺตา สนฺธาวนฺติ สํสรนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺติ อตฺถิเตฺวว สสฺสติสมนฺติ ฯ อยํ ปฐโม สสฺสตวาโท ฯ {๘๗.๑} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏํ เทฺวปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ ตีณิปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ จตฺตาริปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ ปญฺจปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ ทสปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ตตฺราปาสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต ฯเปฯ เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อิธุปปนฺโนติ ฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ โส เอวมาห อตีตํ โข จาหํ อทฺธานํ ชานามิ สํวฏฺฏิ วา โลโก วิวฏฺฏิ วาติ ฯ อนาคตญฺจ ขฺวาหํ อทฺธานํ ชานามิ สํวฏฺฏิสฺสติ วา โลโก วิวฏฺฏิสฺสติ วาติ ฯ สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ วญฺโฌ กุฏฏฺโฐ เอสิกฏฺฐายี ฐิโต เต จ สตฺตา สนฺธาวนฺติ สํสรนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺติ อตฺถิเตฺวว สสฺสติสมนฺติ ฯ อยํ ทุติโย สสฺสตวาโท ฯ {๘๗.๒} ปุน จปรํ ภนฺเต อิเธกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ ทสปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ วีสํปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ ตึสํปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ จตฺตาฬีสํปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏานิ อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ตตฺราปาสึ เอวํนาโม ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ โส เอวมาห อตีตํ จาหํ อทฺธานํ ชานามิ สํวฏฺฏิปิ โลโก วิวฏฺฏิปีติ ฯ อนาคตํ จาหํ อทฺธานํ ชานามิ สํวฏฺฏิสฺสติปิ โลโก วิวฏฺฏิสฺสติปีติ ฯ สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ วญฺโฌ กุฏฏฺโฐ เอสิกฏฺฐายี ฐิโต เต จ สตฺตา สนฺธาวนฺติ สํสรนฺติ จวนฺติ อุปปชฺชนฺติ อตฺถิเตฺวว สสฺสติสมนฺติ ฯ อยํ ภนฺเต ตติโย สสฺสตวาโท ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต สสฺสตวาเทสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายสัสสตวาทะ สัสสตวาทะ ๓ เหล่านี้ คือ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลสอาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ ที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือตามระลึกชาติได้ หนึ่งชาติบ้างสองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้างสามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้างแสนชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้างว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิว-*พรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้กาลที่เป็นอดีตได้ว่า โลกพินาศแล้วหรือเจริญขึ้นแล้ว อนึ่ง ข้าพเจ้ารู้กาลที่เป็นอนาคตได้ว่า โลกจักพินาศ หรือจักเจริญขึ้น อัตตาและโลกเที่ยงคงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียดส่วนเหล่าสัตว์นั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอ คงมีอยู่แท้ นี้เป็นสัสสตวาทะข้อที่ ๑ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมตามระลึกขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการคือตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สังวัฏกัปวิวัฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้างสามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้างว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้นมีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้กาลที่เป็นอดีตได้ว่า โลกพินาศแล้วหรือเจริญขึ้นแล้ว อนึ่ง ข้าพเจ้ารู้กาลที่เป็นอนาคตได้ว่า โลกจักพินาศ หรือจักเจริญขึ้น อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ นี้เป็นสัสสตวาทะข้อที่ ๒ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆอาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนหลายประการ คือตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สิบสังวัฏกัปวิวัฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้างสี่สิบบ้างว่า ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้นมีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้กาลที่เป็นอดีตได้ว่า โลกพินาศแล้ว หรือเจริญขึ้นแล้วอนึ่ง ข้าพเจ้ารู้กาลที่เป็นอนาคตได้ว่า โลกจักพินาศ หรือจักเจริญขึ้น อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอ คงมีอยู่แท้ นี้เป็นสัสสตวาทะข้อที่ ๓ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยม ในฝ่ายสัสสตวาทะ ฯ

ข้อ ๘๘

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ติสฺโสปิ ชาติโย จตสฺโสปิ ชาติโย ปญฺจปิ ชาติโย ทสปิ ชาติโย วีสํปิ ชาติโย ตึสํปิ ชาติโย จตฺตาฬีสํปิ ชาติโย ปญฺญาสํปิ ชาติโย สตํปิ ชาตึ สหสฺสํปิ ชาตึ สตสหสฺสํปิ ชาตึ อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ฯ สนฺติ ภนฺเต สตฺตา เยสํ จ น สกฺกา คณนาย วา สงฺขาเนน วา อยํ สงฺขาตุํ อปิจ ยสฺมึ อตฺตภาเว อภินิวุตฺถปุพฺโพ โหติ ยทิ วา รูปีสุ ยทิ วา อรูปีสุ ยทิ วา สญฺญีสุ ยทิ วา อสญฺญีสุ ยทิ วา เนวสญฺญินาสญฺญีสุ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือตามระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายสังวัฏกัปบ้าง หลายวิวัฏกัปบ้าง หลายสังวัฏวิวัฏกัปบ้างว่า ในภพโน้น เราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์ทั้งหลายที่มีชาติอันไม่อาจนับได้ด้วยวิธีคำนวณหรือวิธีนับ ก็ยังมีอยู่ แม้ภพซึ่งเป็นที่ๆ เขาเคยอาศัยอยู่ คือรูปภพ อรูปภพสัญญีภพ อสัญญีภพ เนวสัญญีนาสัญญีภพ [ที่ไม่อาจนับได้] ก็ยังมี ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยม ในฝ่ายบุพเพ-*นิวาสานุสสติญาณ ฯ

ข้อ ๘๙

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ สตฺตานํ จุตูปปาตญาเณ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ฯเปฯ ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ อิเม วต โภนฺโต สตฺตา กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา วจีทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อุปวาทกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตา กายสุจริเตน สมนฺนาคตา วจีสุจริเตน สมนฺนาคตา มโนสุจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อนุปวาทกา สมฺมาทิฏฺฐิกา สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ ฯ อิติ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต สตฺตานํ จุตูปปาตญาเณ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาทอาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ ที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมา-*ทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เขาย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๙๐

อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ อิทฺธิวิธาสุ ฯ เทฺวมา ภนฺเต อิทฺธิวิธาโย ฯ อตฺถิ ภนฺเต อิทฺธิ สาสวา สอุปธิกา โน อริยาติ วุจฺจติ ฯ อตฺถิ ภนฺเต อิทฺธิ อนาสวา อนุปธิกา อริยาติ วุจฺจติ ฯ กตมา จ ภนฺเต อิทฺธิ สาสวา สอุปธิกา โน อริยาติ วุจฺจติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อาตปฺปมนฺวาย ปธานมนฺวาย อนุโยคมนฺวาย อปฺปมาทมนฺวาย สมฺมามนสิการมนฺวาย ตถารูปํ เจโตสมาธึ ผุสติ ยถาสมาหิเต จิตฺเต อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ อาวิภาวํ ติโรภาวํ ติโรกุฑฺฑํ ติโรปาการํ ติโรปพฺพตํ อสชฺชมาโน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ อากาเส ปฐวิยาปิ อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ กโรติ เสยฺยถาปิ อุทเก อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ ปฐวิยํ อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน จงฺกมติ เสยฺยถาปิ ปกฺขี สกุโณ ฯ อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํมหานุภาเว ปาณินา ปรามสติ ปริมชฺชติ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ ฯ อยํ ภนฺเต อิทฺธิ สาสวา สอุปธิกา โน อริยาติ วุจฺจติ ฯ {๙๐.๑} กตมา จ ภนฺเต อิทฺธิ อนาสวา อนุปธิกา อริยาติ วุจฺจติ ฯ อิธ ภนฺเต ภิกฺขุ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล อปฺปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูเล ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล จ อปฺปฏิกูเล จ อปฺปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล จ อปฺปฏิกูเล จ ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูลญฺจ อปฺปฏิกูลญฺจ ตทุภยํ อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหเรยฺยํ สโต สมฺปชาโนติ อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ อยํ ปน ภนฺเต อิทฺธิ อนาสวา อนุปธิกา อริยาติ วุจฺจติ ฯ เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต อิทฺธิวิธาสุ ฯ ตํ ภควา อเสสมภิชานาติ ตํ ภควโต อเสสมภิชานโต อุตฺตริอภิญฺเญยฺยํ นตฺถิ ยทภิชานํ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร นตฺถิ ยทิทํ อิทฺธิวิธาสุ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายอิทธิวิธี อิทธิวิธี ๒ อย่างเหล่านี้ คือ ๑. ฤทธิ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ ประกอบด้วยอุปธิ ไม่เรียกว่าเป็นของพระอริยะ มีอยู่ ฯ ๒. ฤทธิ์ที่ปราศจากอาสวะ ปราศจากอุปธิ เรียกว่าเป็นของพระอริยะมีอยู่ ฯ ๑. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฤทธิ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ ประกอบด้วยอุปธิที่ไม่เรียกว่าเป็นของพระอริยะนั้น เป็นไฉน คือสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโต-*สมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาได้บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพง ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ไป ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้ฤทธิ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ ประกอบด้วยอุปธิ ไม่เรียกว่าเป็นของพระอริยะ ฯ ๒. ส่วนฤทธิ์ที่ปราศจากอาสวะ ปราศจากอุปธิ ที่เรียกว่าเป็นของพระอริยะนั้นเป็นไฉน คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ถ้าหวังอยู่ว่าเราพึงมีสัญญาในสิ่งปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาในสิ่งปฏิกูลนั้นว่าไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่าเราพึงมีสัญญาในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีสัญญาในสิ่งทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล ว่าไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาในสิ่งทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้น ว่าไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีสัญญาในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาในสิ่งทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงละวางสิ่งที่เป็นปฏิกูลและไม่เป็นปฏิกูลทั้ง ๒ นั้นเสีย แล้ววางเฉยมีสติสัมปชัญญะ ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นที่เป็นปฏิกูลและไม่เป็นปฏิกูลนั้นเสีย มีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้ฤทธิ์ที่ปราศจากอาสวะ ปราศจากอุปธิ ที่เรียกว่าเป็นของพระอริยะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายอิทธิวิธีพระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ข้อธรรมนั้นได้ทั้งสิ้น เมื่อทรงรู้ข้อธรรมนั้นได้ทั้งสิ้น ก็ไม่มีข้อธรรมอื่นที่จะต้องทรงรู้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ซึ่งไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่รู้ยิ่งแล้ว จะมีความรู้ยิ่งขึ้นไปกว่าพระองค์ในฝ่ายอิทธิวิธี ฯ

ข้อ ๙๑

ยนฺตํ ภนฺเต สทฺเธน กุลปุตฺเตน ปตฺตพฺพํ อารทฺธวิริเยน ถามวตา ปุริสตฺถาเมน ปุริสวิริเยน ปุริสปรกฺกเมน ปุริสโธรเยฺหน อนุปฺปตฺตํ ตํ ภควตา ฯ น จ ภนฺเต ภควา กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยคมนุยุตฺโต หีนํ คมฺมํ โปถุชฺชนิกํ อนริยํ อนตฺถสญฺหิตํ น จ อตฺตกิลมถานุโยคมนุยุตฺโต ทุกฺขํ อนริยํ อนตฺถสญฺหิตํ จตุนฺนญฺจ ภควา ฌานานํ อาภิเจตสิกานํ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี ฯ {๙๑.๑} สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺย กินฺนุ โข อาวุโส สารีปุตฺต อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อญฺเญ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร สมฺโพธิยนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต โนติ วเทยฺยํ ฯ กึ ปนาวุโส สารีปุตฺต ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อญฺเญ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร สมฺโพธิยนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต โนติ วเทยฺยํ ฯ กึ ปนาวุโส สารีปุตฺต อตฺเถตรหิ อญฺเญ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร สมฺโพธิยนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต โนติ วเทยฺยํ ฯ {๙๑.๒} สเจ ปน มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺย กึ นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อญฺเญ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ภควตา สมสมา สมฺโพธิยนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวนฺติ วเทยฺยํ ฯ กึ ปนาวุโส สารีปุตฺต ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อญฺเญ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ภควตา สมสมา สมฺโพธิยนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวนฺติ วเทยฺยํ ฯ กึ ปนาวุโส สารีปุตฺต อตฺเถตรหิ อญฺเญ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ภควตา สมสมา สมฺโพธิยนฺติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต โนติ วเทยฺยํ ฯ {๙๑.๓} สเจ ปน มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺย กสฺมา ปนายสฺมา สารีปุตฺโต เอกจฺจํ อพฺภนุชานาติ เอกจฺจํ น อพฺภนุชานาตีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ สมฺมุขา เมตํ อาวุโส ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา มยา สมสมา สมฺโพธิยนฺติ สมฺมุขา เมตํ อาวุโส ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา มยา สมสมา สมฺโพธิยนฺติ สมฺมุขา เมตํ อาวุโส ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ เอกิสฺสา โลกธาตุยา เทฺว อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺเชยฺยุํ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สิ่งใดอันกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารภความเพียรมีความเพียรมั่น จะพึงถึงด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ ด้วยความเอาธุระของบุรุษ สิ่งนั้นอันพระผู้มีพระภาคได้บรรลุเต็มที่แล้ว อนึ่ง พระผู้มีพระภาคไม่ทรงประกอบความพัวพันด้วยความสุขในกามซึ่งเป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่ทรงประกอบการทำตนให้ลำบากเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระ-*อริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงได้ฌาน ๔ อันล่วงกามาวจรจิตเสีย ให้อยู่สบายในปัจจุบัน ได้ตามประสงค์ ได้ไม่ยาก ไม่ลำบากถ้าเขาถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านสารีบุตร สมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่ได้มีในอดีต ท่านที่มีความรู้เยี่ยมยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคในสัมโพธิญาณมีไหม เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงตอบว่าไม่มี ถ้าเขาถามว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่จักมีในอนาคต ท่านที่มีความรู้เยี่ยมยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคในสัมโพธิญาณจักมีไหม เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงตอบว่า ไม่มี ถ้าเขาถามว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน ท่านที่มีความรู้เสมอเท่ากับพระผู้มีพระภาคในสัมโพธิญาณมีอยู่ไหม เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์ก็พึงตอบว่าไม่มี ถ้าเขาถามว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่ได้มีในอดีต ท่านที่มีความรู้เสมอเท่ากับพระผู้มีพระภาคในสัมโพธิญาณมีไหม เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงตอบว่ามีอยู่ ถ้าเขาถามว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่จักมีในอนาคต ท่านที่มีความรู้เสมอเท่ากับพระผู้มีพระภาค ในสัมโพธิญาณจักมีไหม เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงตอบว่า มีอยู่ ถ้าเขาถามว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน ท่านที่มีความรู้เสมอเท่ากับพระผู้มีพระภาคในสัมโพธิญาณมีไหม เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงตอบว่า ไม่มี ก็ถ้าเขาถามข้าพระองค์ว่า เหตุไรท่านจึงตอบรับเป็นบางอย่าง ปฏิเสธเป็นบางอย่าง เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงตอบเขาว่านี่แน่ท่าน ข้อนี้ ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์ ได้รับเรียนมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต เป็นผู้มีความรู้เสมอเท่ากับเราในสัมโพธิญาณ ข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์ ได้รับเรียนมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอนาคต จักเป็นผู้มีความรู้เสมอเท่ากับเราในสัมโพธิญาณ ข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์ ได้รับเรียนมาเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ จะเกิดพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส นั่นเป็นฐานะที่จะมีไม่ได้ ฯ

ข้อ ๙๒

กิญฺจาหํ ภนฺเต เอวํ ปุฏฺโฐ เอวํ พฺยากรมาโน วุตฺตวาที เจว อหํ ภควโต โหมิ น จ ภควนฺตํ อภูเตน อพฺภาจิกฺขามิ ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากโรมิ น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุวาโท คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉตีติ ฯ ตคฺฆ ตฺวํ สารีปุตฺต เอวํ ปุฏฺโฐ เอวํ พฺยากรมาโน วุตฺตวาที เจว เม โหสิ น จ มํ อภูเตน อพฺภาจิกฺขสิ ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากโรสิ น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุวาโท คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉตีติ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถูกเขาถามอย่างนี้ ตอบ อย่างนี้ จะนับว่าเป็นผู้กล่าวตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วแล ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริงแลหรือ ชื่อว่าแก้ไปตามธรรมสมควรแก่ธรรมแลหรือ ทั้งการโต้ตอบอันมีเหตุอย่างไรๆ มิได้มาถึงสถานะอันควรติเตียนแลหรือ ฯ ถูกแล้วสารีบุตร เมื่อเธอถูกเขาถามอย่างนี้ แก้อย่างนี้นับว่าเป็นผู้กล่าวตามพุทธพจน์ที่เรากล่าวแล้วทีเดียว ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง ชื่อว่าแก้ไปตามธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการโต้ตอบอันมีเหตุอย่างไรๆ ก็มิได้มาถึงสถานะอันควรติเตียน ฯ

ข้อ ๙๓

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ ภควนฺตํ เอตทโวจ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภุตํ ภนฺเต ตถาคตสฺส อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐิตา สลฺเลขตา ยตฺร หิ นาม ตถาคโต เอวํมหิทฺธิโก เอวํมหานุภาโว อถ จ ปน เนว อตฺตานํ ปาตุกริสฺสติ เอกเมกญฺจปิ อิโต ภนฺเต ธมฺมํ อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา อตฺตนิ สมนุปสฺเสยฺยุํ เต ตาวตเกเนว ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภุตํ ภนฺเต ตถาคตสฺส อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐิตา สลฺเลขตา ยตฺร หิ นาม ตถาคโต เอวํมหิทฺธิโก เอวํมหานุภาโว อถ จ ปน เนว อตฺตานํ ปาตุกริสฺสตีติ ฯ {๙๓.๑} ปสฺส โข ตฺวํ อุทายิ ตถาคตสฺส อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐิตา สลฺเลขตา ยตฺร หิ นาม ตถาคโต เอวํมหิทฺธิโก เอวํมหานุภาโว อถ จ ปน เนว อตฺตานํ ปาตุกริสฺสตีติ เอกเมกญฺจปิ อิโต อุทายิ ธมฺมํ อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา อตฺตนิ สมนุปสฺเสยฺยุํ เต ตาวตเกเนว ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ ปสฺส โข ตฺวํ อุทายิ ตถาคตสฺส อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐิตา สลฺเลขตา ยตฺร หิ นาม ตถาคโต เอวํมหิทฺธิโก เอวํมหานุภาโว อถ จ ปน เนว อตฺตานํ ปาตุกริสฺสตีติ ฯ {๙๓.๒} อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ ยสฺมาติห ตฺวํ สารีปุตฺต อิมํ ธมฺมปริยายํ อภิกฺขณํ ภาเสยฺยาสิ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ เยสํปิ หิ สารีปุตฺต โมฆปุริสานํ ภวิสฺสติ ตถาคเต กงฺขา วา วิมติ วา เตสํปีมํ ธมฺมปริยายํ สุตฺวา ตถาคเต กงฺขา วา วิมติ วา สา ปหียิสฺสตีติ ฯ อิติ หิทํ อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต สมฺมุขา สมฺปสาทํ ปเวเทสิ ฯ ตสฺมา อิมสฺส เวยฺยากรณสฺส สมฺปสาทนียนฺเตฺวว อธิวจนนฺติ ฯ สมฺปสาทนียสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ --------------

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความมักน้อย ความสันโดษความขัดเกลา มีอยู่แก่พระตถาคตผู้ทรงมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ไม่ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้เห็นธรรมแม้สักข้อหนึ่งจากธรรมของพระองค์นี้ในตนแล้ว พวกเขาจะต้องยกธงเที่ยวประกาศ ด้วยเหตุเพียงเท่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลามีอยู่แก่พระตถาคตผู้ทรงมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ไม่ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏ ฯ ดูกรอุทายี เธอจงดูความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลาของตถาคต ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ไม่แสดงตนให้ปรากฏ เพราะเหตุนั้นถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้เห็นธรรมแม้สักข้อหนึ่งจากธรรมของเรานี้ในตนแล้ว พวกเขาจะต้องยกธงเที่ยวประกาศ ด้วยเหตุเพียงเท่านั้น ดูกรอุทายี เธอจงดูความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลาของตถาคต ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ไม่แสดงตนให้ปรากฏ ฯ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า เพราะเหตุนั้นแลสารีบุตร เธอพึงกล่าวธรรมปริยายนี้เนืองๆ แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ดูกรสารีบุตรความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในตถาคตซึ่งจักยังมีอยู่บ้างแก่โมฆบุรุษทั้งหลาย พวกเขาจักละเสียได้ เพราะได้ฟังธรรมปริยายนี้ ฯ ท่านพระสารีบุตร ได้ประกาศความเลื่อมใสของตนนี้ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น คำไวยากรณ์นี้ จึงมีชื่อว่า"สัมปสาทนียะ" ดังนี้แล ฯ จบ สัมปสาทนียสูตร ที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] การบันลือสีหนาทของพระสารีบุตร ๕. สัมปสาทนียสูตร ว่าด้วยความเลื่อมใสยิ่งในพระผู้มีพระภาค การบันลือสีหนาทของพระสารีบุตร

ข้อ ๑๔๑

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขตเมืองนาฬันทาครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ‘ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อมไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณ ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาค’

ข้อ ๑๔๒

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สารีบุตร เธอกล่าวอาสภิวาจา(วาจาอย่าง องอาจ)อย่างสูง เธอถือเอาด้านเดียว บันลือสีหนาท ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ‘ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อมไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาค’ สารีบุตร เธอกำหนดรู้พระทัยของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ในอดีตกาลด้วยใจของตนแล้วหรือว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้’ ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า “หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า” @เชิงอรรถ : @ สัมโพธิญาณ ในที่นี้หมายถึงสัพพัญญุตญาณ หรืออรหัตตมรรคญาณ (ที.ปา.อ. ๑๔๑/๖๔)@ ถือเอาด้านเดียวในที่นี้หมายถึงถือเอาการสันนิษฐานโดยอนุมานของตนเองเท่านั้น (ที.ปา.อ. ๑๔๒/๖๕)@ บันลือสีหนาท ในที่นี้หมายถึงบันลืออย่างประเสริฐ องอาจเหมือนพญาราชสีห์ (ที.ปา.อ. ๑๔๒/๖๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๐๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] การบันลือสีหนาทของพระสารีบุตร “สารีบุตร เธอกำหนดรู้พระทัยของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ ซึ่งจักเสด็จมาอุบัติขึ้นในอนาคตกาลด้วยใจของตนแล้วหรือว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจักทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจักทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจักทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจักทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจักทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้” “หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า” “สารีบุตร เธอกำหนดรู้ใจของเราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ด้วยใจของตนแล้วหรือว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้” “หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า” “สารีบุตร ก็ในเรื่องนี้ เธอไม่มีเจโตปริยญาณ ในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนั้น บัดนี้ ไฉนเธอจึงกล่าวอาสภิวาจาอย่างสูง ถือเอาด้านเดียว บันลือสีหนาทว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ‘ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อมไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาค”

ข้อ ๑๔๓

ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์จะไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต อนาคตและปัจจุบัน แต่ข้าพระองค์ก็รู้วิธีการอนุมาน เปรียบเหมือนเมืองชายแดนของ@เชิงอรรถ : @ เจโตปริยญาณ หมายถึงปรีชากำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ คือรู้ใจผู้อื่น อ่านความคิดของเขาได้ เช่น รู้ว่าเขากำลัง@คิดอะไรอยู่ ใจของเขาเศร้าหมองหรือผ่องใส (ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๒/๘๐-๘๑, ๔๗๖/๒๐๘-๒๐๙,@ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๔๕/๙๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๐๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] การบันลือสีหนาทของพระสารีบุตร พระเจ้าแผ่นดินมีรากฐานมั่นคง มีกำแพงแข็งแรง มีป้อมค่ายแข็งแรง มีประตูเดียวนายประตูของเมืองนั้นเป็นคนเฉลียวฉลาด หลักแหลม ห้ามคนที่ไม่รู้จัก อนุญาตให้คนที่รู้จักเข้าไปได้ เขาเดินสำรวจดูหนทางตามลำดับรอบเมืองนั้น ไม่เห็นรอยต่อหรือช่องกำแพง โดยที่สุดแม้เพียงที่ที่พอแมวลอดออกได้ เขาย่อมรู้ว่า ‘สัตว์ใหญ่ทุกชนิดเมื่อจะเข้าหรือออกเมืองนี้ ก็จะเข้าหรือออกทางประตูนี้เท่านั้น แม้ฉันใด วิธีการอนุมานก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์ทราบว่า ‘พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตกาล ทรงละนิวรณ์ ๕ ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองใจทอนกำลังปัญญา มีพระทัยมั่นคงดีในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง จึงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระผู้มีพระภาคอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอนาคตกาล ก็จักทรงละนิวรณ์ ๕ ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา มีพระทัยมั่นคงดีในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพช-ฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง จักตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ทรงละนิวรณ์ ๕ ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา มีพระทัยมั่นคงดีในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ข้อ ๑๔๔

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ เพื่อฟังธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยม ประณีตยิ่งนักทั้งฝ่ายดำ ฝ่ายขาว และฝ่ายที่มีส่วนเปรียบ แก่ข้าพระองค์ พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยม ประณีตยิ่งนัก ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว และฝ่ายที่มีส่วนเปรียบด้วยประการใดๆ ข้าพระองค์ก็รู้ยิ่งในธรรมนั้นด้วยประการนั้นๆ ได้ถึงความสำเร็จธรรมบางส่วนในธรรมทั้งหลายแล้ว จึงเลื่อมใสในพระองค์ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว’ @เชิงอรรถ : @ ฝ่ายดำ ในที่นี้หมายถึงสังกิเลสธรรม (ธรรมเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง) (ที.ปา.ฏีกา ๑๔๔/๗๘)@ ฝ่ายขาว ในที่นี้หมายถึงโวทานธรรม (ธรรมเครื่องทำใจให้ผ่องแผ้ว) (ที.ปา.ฏีกา ๑๔๔/๗๘)@ ที่มีส่วนเปรียบ ในที่นี้หมายถึงสังกิเลสธรรมเป็นข้าศึกกับโวทานธรรมตามลำดับ โดยแสดงการเปรียบ@เทียบว่าสังกิเลสธรรมเป็นธรรมที่ควรละ ส่วนโวทานธรรมเป็นธรรมที่ละ (ที.ปา.ฏีกา ๑๔๔/๗๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๐๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องการบัญญัติอายตนะ เทศนาเรื่องกุศลธรรม

ข้อ ๑๔๕

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในเรื่องกุศลธรรมทั้งหลายนับว่ายอดเยี่ยม ในเทศนานั้นมีกุศลธรรมดังต่อไปนี้ คือ ๑. สติปัฏฐาน ๔ ๒. สัมมัปปธาน ๔ ๓. อิทธิบาท ๔ ๔. อินทรีย์ ๕ ๕. พละ ๕ ๖. โพชฌงค์ ๗ ๗. อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญา-วิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบันข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องกุศลธรรมทั้งหลายพระผู้มีพระภาคทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้น ไม่มีเหลืออยู่ เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นไม่มีเหลืออยู่ ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไปอีก จะพึงมีสมณะหรือพราหมณ์อื่นผู้รู้ธรรมยิ่ง มีปัญญาเกินไปกว่าพระผู้มีพระภาค ในเรื่องกุศลธรรมทั้งหลายอีกหรือเทศนาเรื่องการบัญญัติอายตนะ

ข้อ ๑๔๖

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องการบัญญัติอายตนะก็นับว่ายอดเยี่ยม อายตนะภายในและอายตนะภายนอก มีอย่างละ ๖ ประการนี้ คือ ๑. ตากับรูป ๒. หูกับเสียง ๓. จมูกกับกลิ่น ๔. ลิ้นกับรส ๕. กายกับโผฏฐัพพะ ๖. ใจกับธรรมารมณ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้ก็คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องการบัญญัติอายตนะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องการก้าวสู่ครรภ์ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้น ไม่มีเหลืออยู่ เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้น ไม่มีเหลืออยู่ ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไปอีก จะพึงมีสมณะหรือพราหมณ์อื่นผู้รู้ธรรมยิ่ง มีปัญญาเกินไปกว่าพระผู้มีพระภาค ในเรื่องการบัญญัติอายตนะอีกหรือ เทศนาเรื่องการก้าวลงสู่ครรภ์

ข้อ ๑๔๗

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมในเรื่องการก้าวลงสู่ครรภ์ก็นับว่ายอดเยี่ยม การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ประการนี้ คือ ๑. สัตว์บางชนิดในโลกนี้ ไม่รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา ไม่ รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา (และ)ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจาก ครรภ์ของมารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๑ ๒. สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา แต่ ไม่รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ ของมารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๒ ๓. สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา แต่ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของ มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๓ ๔. สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ของมารดา รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ของมารดา (และ)รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์ของ มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ประการที่ ๔ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องการก้าวลงสู่ครรภ์@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๙๔ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย์ เทศนาเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย์

ข้อ ๑๔๘

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย์ก็นับว่ายอดเยี่ยม อาเทสนาปาฏิหาริย์ ๔ประการนี้ คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ ดักใจได้ด้วยนิมิตว่า ‘ใจของท่านเป็นอย่างนี้ใจของท่านเป็นไปโดยอาการอย่างนี้ ความคิดของท่านเป็นดังนี้’ ถ้าเขาดักใจได้มากอย่าง การดักใจนั้นย่อมเป็นเช่นนั้นทีเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น นี้เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ประการที่ ๑ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต แต่ได้ฟังเสียงของ มนุษย์ อมนุษย์ หรือเทวดาทั้งหลายแล้วจึงดักใจได้ว่า ‘ใจของท่าน เป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการอย่างนี้ ความคิดของท่าน เป็นดังนี้’ ถ้าเขาดักใจได้มากอย่าง การดักใจนั้นย่อมเป็นเช่นนั้น ทีเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น นี้เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ประการที่ ๒ ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต ทั้งมิได้ฟังเสียงของ มนุษย์ อมนุษย์ หรือเทวดาทั้งหลายแล้วดักใจได้เลย แต่ได้ฟังเสียง ละเมอของผู้วิตกวิจาร จึงดักใจได้ว่า ‘ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจ ของท่านเป็นไปโดยอาการอย่างนี้ ความคิดของท่านเป็นดังนี้’ ถ้าเขา ดักใจได้มากอย่าง การดักใจนั้นย่อมเป็นเช่นนั้นทีเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น นี้เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ประการที่ ๓ ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ดักใจได้ด้วยนิมิต มิได้ฟังเสียงของมนุษย์อมนุษย์ หรือเทวดาทั้งหลายแล้วดักใจ ทั้งมิได้ฟังเสียงละเมอของผู้ วิตกวิจาร แล้วดักใจได้เลย แต่ย่อมกำหนดรู้ใจของผู้ได้สมาธิ ซึ่งยัง มีวิตกวิจารด้วยใจได้ว่า ‘มโนสังขารของท่านผู้นี้ตั้งอยู่ด้วยประการใด เขาจะต้องตรึกถึงวิตกชื่อนี้ ในลำดับจิตนี้ ด้วยประการนั้น’ ถ้าเขา ดักใจได้มากอย่าง การดักใจนั้นย่อมเป็นเช่นนั้นทีเดียว ไม่เป็น อย่างอื่น นี้เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ประการที่ ๔ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องทัสสนสมาบัติ เทศนาเรื่องทัสสนสมาบัติ

ข้อ ๑๔๙

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องทัสสนสมาบัติก็นับว่ายอดเยี่ยม ทัสสนสมาบัติ ๔ ประการนี้ คือ ๑. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัย การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี แล้ว บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ ตั้งมั่น ย่อมพิจารณากายนี้ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ‘ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’ นี้เป็นทัสสนสมาบัติประการที่ ๑ @เชิงอรรถ : @ ความเพียรเครื่องเผากิเลส หมายถึงความเพียรที่กำจัดความเกียจคร้านที่เป็นสังกิเลส (ที.ปา.อ. ๑๔๙/๗๕,@ที.ปา.ฏีกา ๑๔๙/๘๖) @ ความเพียรที่ตั้งมั่น หมายถึงความพยายามที่มุ่งตรงต่อภาวนา (ที.ปา.อ. ๑๔๙/๗๕, ที.ปา.ฏีกา ๑๔๙/๘๖)@ ความหมั่นประกอบ หมายถึงการประกอบความเพียรสม่ำเสมอ (ที.ปา.อ. ๑๔๙/๗๕, ที.ปา.ฏีกา ๑๔๙/๘๖)@ ความไม่ประมาท หมายถึงความไม่หลงลืมสติขณะปฏิบัติธรรม คือมีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา@(ที.ปา.อ. ๑๔๙/๗๕, ที.ปา.ฏีกา ๑๔๙/๗๕) @ การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี หมายถึงการพิจารณาโดยอุบายวิธีที่แยบคาย เช่น พิจารณาว่าไม่เที่ยงในสิ่ง@ที่ไม่เที่ยง พิจารณาว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่เป็นทุกข์ (ที.ปา.อ. ๑๔๙/๗๕, ที.ปา.ฏีกา ๑๔๙/๗๕)@ คำว่า วักกะ โบราณแปลว่า “ม้าม” และแปลคำว่า ปิหกะ ว่า “ไต” แต่ในที่นี้แปลคำว่า วักกะ ว่า “ไต”@และแปลคำว่า ปิหกะ ว่า “ม้าม” อธิบายว่า ไต ได้แก่ ก้อนเนื้อ ๒ ก้อนมีขั้วเดียวกัน รูปร่างคล้ายลูกสะบ้า@ของเด็กๆ หรือคล้ายผลมะม่วง ๒ ผล ที่ติดอยู่ในขั้วเดียวกันมีเอ็นใหญ่รึงรัดจากลำคอลงไปถึงหัวใจแล้ว@แยกออกห้อยอยู่ทั้ง ๒ ข้าง (ขุ.ขุ.อ. ๓/๔๓) ; พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ แปล “วักกะ”@ว่า “ไต” และให้บทนิยามของ “ไต” ไว้ว่า “อวัยวะคู่หนึ่งของคนและสัตว์ อยู่ในช่องท้องใกล้กระดูก@สันหลัง ทำหน้าที่ขับของเสียออกมากับน้ำปัสสาวะ” แปล “ปิหกะ” ว่า “ม้าม” และให้บทนิยามไว้ว่า@“อวัยวะภายในร่างกายริมกระเพาะอาหารข้างซ้าย มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดง สร้างเม็ดน้ำเหลืองและ@สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย”, Buddhadatta Mahathera, A Concise Pali-English Dictionary,@Rhys Davids, T.W.Pali-English Dictionary, ให้ความหมายของคำว่า “วักกะ” ตรงกันว่า หมายถึง@“ไต” (Kidney) @ มูตร หมายถึงน้ำปัสสาวะที่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ (ขุ.ขุ.อ. ๓/๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องทัสสนสมาบัติ ๒. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัย การใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้ว บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ ตั้งมั่น ย่อมพิจารณากายนี้ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ‘ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’ และก้าวข้ามผิวหนัง เนื้อ และเลือดของบุรุษไป พิจารณากระดูก นี้เป็นทัสสนสมาบัติประการที่ ๒ ๓. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัย การใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้ว บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ‘ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’ และก้าวข้ามผิวหนัง เนื้อ และเลือดของ บุรุษไปพิจารณากระดูก และรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งกำหนด โดยส่วนสอง คือ ที่ตั้งอยู่ในโลกนี้ และที่ตั้งอยู่ในโลกหน้า นี้เป็น ทัสสนสมาบัติประการที่ ๓ ๔. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัย การใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้ว บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ ตั้งมั่น ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผม ลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องปุคคลบัญญัติ ว่า ‘ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร’ และก้าวข้ามผิวหนัง เนื้อ และเลือดของ บุรุษไปพิจารณากระดูกและรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งกำหนด โดยส่วนสอง คือ ที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ และที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกหน้า นี้เป็น ทัสสนสมาบัติประการที่ ๔ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องทัสสนสมาบัติ เทศนาเรื่องปุคคลบัญญัติ

ข้อ ๑๕๐

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องปุคคลบัญญัติก็นับว่ายอดเยี่ยม บุคคล ๗ จำพวกนี้ คือ ๑. อุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้ง ๒ ส่วน) ๒. ปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) ๓. กายสักขี (ผู้เป็นพยานในนามกาย) ๔. ทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ) ๕. สัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๔/๒๐-๒๑ @ อุภโตภาควิมุต หมายถึงผู้บำเพ็ญสมถกัมมัฏฐานจนได้อรูปสมาบัติ และใช้สมถะเป็นฐานในการบำเพ็ญ@วิปัสสนาจนได้บรรลุอรหัตตผล (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๐, องฺ.นวก.อ. ๓/๔๕/๓๑๖)@ ปัญญาวิมุต หมายถึงผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วนๆ จนบรรลุอรหัตตผล (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑)@ กายสักขี หมายถึงผู้มีศรัทธาแก่กล้า ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายและอาสวะบางอย่างก็สิ้นไป เพราะ@เห็นด้วยปัญญา และหมายถึงพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑) @ ทิฏฐิปัตตะ หมายถึงผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ เข้าใจอริยสัจถูกต้อง กิเลสบางส่วนสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา@มีปัญญาแก่กล้า และหมายถึงผู้บรรลุโสดาปัตติผลจนถึงผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑)@ สัทธาวิมุต หมายถึงผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา เข้าใจอริยสัจถูกต้อง กิเลสบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา@มีศรัทธาแก่กล้า และหมายถึงผู้บรรลุโสดาปัตติผลจนถึงผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕,@องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๑-๑๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องปฏิปทา ๖. ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม) ๗. สัทธานุสารี (ผู้แล่นไปตามศรัทธา) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องปุคคลบัญญัติ เทศนาเรื่องปธาน

ข้อ ๑๕๑

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในเรื่องปธานก็นับว่ายอดเยี่ยม โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้) ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือการเฟ้นธรรม) ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร) ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ) ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบกายสงบใจ) ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น) ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจเป็นกลาง) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องปธานเทศนาเรื่องปฏิปทา

ข้อ ๑๕๒

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องปฏิปทาก็นับว่ายอดเยี่ยม ปฏิปทา ๔ ประการนี้ คือ ๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก และรู้ได้ช้า) ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว) @เชิงอรรถ : @ ธัมมานุสารี หมายถึงผู้แล่นไปตามธรรม คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีปัญญาแก่กล้า บรรลุผล@แล้วกลายเป็นทิฏฐิปัตตะ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒)@ สัทธานุสารี หมายถึงผู้แล่นไปตามศรัทธา คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้า บรรลุผล@แล้วกลายเป็นสัทธาวิมุต (องฺ.ทุก.อ. ๒/๔๙/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๔/๑๖๒)@ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๖๖/๒๓๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องมารยาทการพูด เป็นต้น ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า) ๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสะดวก และรู้ได้เร็ว) บรรดาปฏิปทา ๔ ประการนั้น ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทานี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นข้อปฏิบัติต่ำทั้ง ๒ ส่วน คือ เพราะปฏิบัติลำบาก และเพราะรู้ได้ช้า ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทานี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นข้อปฏิบัติต่ำ เพราะปฏิบัติลำบาก สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทานี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นข้อปฏิบัติต่ำ เพราะรู้ได้ช้า สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทานี้ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นข้อปฏิบัติประณีต ทั้ง ๒ ส่วน คือ เพราะปฏิบัติสะดวก และเพราะรู้ได้เร็ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องปฏิปทา เทศนาเรื่องมารยาทการพูด เป็นต้น

ข้อ ๑๕๓

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องมารยาทการพูดก็นับว่ายอดเยี่ยม คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่พูดวาจาเกี่ยวด้วยมุสาวาท ไม่พูดวาจาอันทำความแตกร้าวกัน ไม่พูดวาจาอันส่อเสียด ไม่มุ่งเอาชนะกันกล่าววาจาอันเกิดจากความแข่งดีกัน กล่าวแต่วาจาอันมีหลักฐานด้วยปัญญาชื่อว่ามันตา ตามกาลอันควร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องมารยาทการพูด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในเรื่องมารยาทคือศีลของบุรุษก็นับว่ายอดเยี่ยม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องวิธีสั่งสอน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมีสัจจะ มีศรัทธา ไม่พูดหลอกลวง ไม่พูดป้อยอ ไม่ทำนิมิต ไม่พูดบีบบังคับ ไม่แสวงหาลาภด้วยลาภ คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในการบริโภค ทำพอเหมาะพอดี ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ ไม่เกียจคร้าน ปรารภความเพียร เพ่งฌาน มีสติ พูดมีปฏิภาณดี มีคติ มีปัญญาทรงจำ มีความรู้ ไม่ติดอยู่ในกาม มีสติ มีปัญญาเครื่องรักษาตน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องมารยาทคือศีลของบุรุษเทศนาเรื่องวิธีสั่งสอน

ข้อ ๑๕๔

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องวิธีสั่งสอนก็นับว่ายอดเยี่ยม วิธีสั่งสอน ๔ ประการนี้ คือ ๑. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้ เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็นพระ โสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไปไม่มีทางตกต่ำ มีความ แน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’ @เชิงอรรถ : @ หลอกลวง หมายถึงลวงด้วยอาการ ๓ คือ (๑) พูดเลียบเคียง (๒) แสร้งแสดงอิริยาบถ คือ ยืน เดิน@นั่ง นอน ให้น่าเลื่อมใส (๓) แสร้งปฏิเสธปัจจัย (อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๖๑/๕๕๓, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๘๓/๔๑,@วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔) @ พูดป้อยอ หมายถึงพูดยกย่องมุ่งหวังลาภสักการะและชื่อเสียง (อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๖๒/๕๕๓,@องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๘๓/๔๑, วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔) @ ทำนิมิต หมายถึงแสดงอาการทางกาย ทางวาจา เพื่อให้คนอื่นให้ทาน เช่น การพูดเป็นเลศนัย พูดเลียบเคียง@(อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๖๓/๕๕๓, อภิ.วิ.อ. ๘๖๓/๕๒๓, วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔)@ พูดบีบบังคับ หมายถึงด่า พูดข่ม พูดนินทา ตำหนิโทษ พูดเหยียดหยาม และการนำเรื่องไปประจาน@ตลอดถึงการพูดสรรเสริญต่อหน้า นินทาลับหลัง (อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๖๔/๕๕๔, อภิ.วิ.อ. ๘๖๔/๕๒๔,@วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔-๒๕) @ แสวงหาลาภด้วยลาภ หมายถึงได้อะไรเอามาฝากเขา ทำให้เขาเกรงใจ ต้องให้ตอบแทน@(อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๖๕/๕๕๔, วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๕) @ สัมโพธิ ในที่นี้หมายถึงมรรค ๓ เบื้องสูง คือ (๑) สกทาคามิมรรค (๒) อนาคามิมรรค (๓) อรหัตตมรรค@(ที.สี.อ. ๓๗๓/๒๘๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องความหยั่งรู้การหลุดพ้นของบุคคลอื่น ๒. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็นพระ สกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้’ ๓. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักเป็น โอปปาติกะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพาน ในโลกนั้นไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก’ ๔. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้เมื่อปฏิบัติตามที่สั่งสอน จักทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วย ปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องวิธีสั่งสอน เทศนาเรื่องความหยั่งรู้การหลุดพ้นของบุคคลอื่น

ข้อ ๑๕๕

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องความหยั่งรู้การหลุดพ้น ของบุคคลอื่นก็นับว่ายอดเยี่ยม คือ ๑. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้จักเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิ ในวันข้างหน้า’ @เชิงอรรถ : @ เป็นโอปปาติกะ ในที่นี้หมายถึงเป็นพระอนาคามีที่เกิดในภพชั้นสุทธาวาส(ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์) ๕ ชั้น@มีชั้นอวิหา เป็นต้น แล้วดำรงภาวะในชั้นนั้นๆ ปรินิพพานสิ้นกิเลสในภพชั้นสุทธาวาสนั่นเอง ไม่กลับมาเกิด@เป็นมนุษย์อีก (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๗-๘๘/๒๔๒-๒๔๓) @ ความหยั่งรู้การหลุดพ้น ในที่นี้หมายถึงความรู้ในเรื่องการละกิเลสของผู้อื่น (ที.ปา.อ. ๑๕๕/๘๒,@ที.ปา.ฏีกา ๑๕๕/๙๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องสัสสตวาทะ ๒. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้จักเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีก เพียงครั้งเดียวก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้’ ๓. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้จักเป็นโอปปาติกะ เพราะสังโยชน์ เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพานในโลกนั้น ไม่หวนกลับมา จากโลกนั้นอีก’ ๔. พระผู้มีพระภาคทรงทราบบุคคลอื่น ด้วยทรงมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะพระองค์ว่า ‘บุคคลนี้จักทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ใน ปัจจุบัน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องความหยั่งรู้การหลุดพ้นของบุคคลอื่น เทศนาเรื่องสัสสตวาทะ

ข้อ ๑๕๖

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมในเรื่องสัสสตวาทะ(ลัทธิที่ถือว่าอัตตาและโลกเที่ยง)ก็นับว่ายอดเยี่ยม สัสสตวาทะ ๓ ประการนี้ คือ ๑. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลสความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และ อาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้ว บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำ จิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง ๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติ บ้าง หลายแสนชาติบ้างว่า ‘ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องสัสสตวาทะ มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจาก ภพนั้น ก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มี ตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้น จึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้ารู้อดีตกาลได้ว่า โลกเคยเสื่อมมาแล้ว หรือว่าเคยเจริญ มาแล้ว’ อนึ่ง ข้าพเจ้ารู้อนาคตกาลว่า ‘โลกจักเสื่อม หรือว่าจัก เจริญ อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขา ดุจเสา ระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติ และเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’ นี้เป็นสัสสตวาทะประการที่ ๑ ๒. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผา กิเลส ... บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อน ได้หลายชาติ คือ ๑ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป บ้าง ๒ สังวัฏฏกัป และวิวัฏฏกัปบ้าง ๓ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปบ้าง ๔ สังวัฏฏกัป และวิวัฏฏกัปบ้าง ๕ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปบ้าง ๑๐ สังวัฏฏกัป และวิวัฏฏกัปบ้างว่า ‘ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มี วรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้น ก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจาก ภพนั้น จึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้ง ลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้า รู้อดีตกาลได้ว่า โลกเคยเสื่อมมาแล้ว หรือว่าเคยเจริญมาแล้ว’ อนึ่ง ข้าพเจ้ารู้อนาคตกาลว่า ‘โลกจักเสื่อม หรือว่าจักเจริญ อัตตาและ โลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์ เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติ และเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’ นี้เป็นสัสสตวาทะประการที่ ๒ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๗๒ หน้า ๕๑ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกชาติได้ ๓. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส... บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อนได้ หลายชาติ คือ ๑๐ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปบ้าง ๒๐ สังวัฏฏกัป และวิวัฏฏกัปบ้าง ๓๐ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปบ้าง ๔๐ สังวัฏฏกัป และวิวัฏฏกัปบ้างว่า ‘ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มี วรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจาก ภพนั้น ก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มี ตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้น จึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้ารู้อดีตกาลได้ว่า โลกเคยเสื่อมมาแล้ว หรือเคยเจริญ มาแล้ว’ อนึ่ง ข้าพเจ้ารู้อนาคตกาลว่า ‘โลกจักเสื่อม หรือว่าจักเจริญ อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติ และเกิด แต่มีสิ่งที่ เที่ยงอยู่แน่’ นี้เป็นสัสสตวาทะประการที่ ๓ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องสัสสตวาทะ เทศนาเรื่องความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกชาติได้

ข้อ ๑๕๗

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกชาติได้ก็นับว่ายอดเยี่ยม คือ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ... บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง๒ ชาติบ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องความหยั่งรู้การจุติและการอุบัติ มากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ‘ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้น ก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะมีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้น จึงมาเกิดในภพนี้’เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์ทั้งหลายที่ไม่อาจจะกำหนดอายุไม่ว่าด้วยการคำนวณหรือด้วยการนับมีอยู่ สัตว์ที่เคยอาศัยอยูในอัตภาพใดๆ ไม่ว่าจะในรูปภพ อรูปภพสัญญีภพ อสัญญีภพ หรือเนวสัญญีนาสัญญีภพก็มีอยู่ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกชาติได้ เทศนาเรื่องความหยั่งรู้การจุติและการอุบัติ

ข้อ ๑๕๘

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องความหยั่งรู้การจุติและการอุบัติของสัตว์ทั้งหลายก็นับว่ายอดเยี่ยมคือ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ... บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ‘หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นผิดและชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นผิด พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นชอบและชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นชอบ พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์’ เขาเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เทศนาเรื่องการแสดงฤทธิ์ งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม อย่างนี้แล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องความหยั่งรู้การจุติและการอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เทศนาเรื่องการแสดงฤทธิ์

ข้อ ๑๕๙

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมในเรื่องการแสดงฤทธิ์ก็นับว่ายอดเยี่ยม การแสดงฤทธิ์ ๒ ประการนี้ คือ ๑. ฤทธิ์ที่มีอาสวะ มีอุปธิ ไม่เรียกว่า อริยะ ๒. ฤทธิ์ที่ไม่มีอาสวะ ไม่มีอุปธิ เรียกว่า อริยะ ฤทธิ์ที่มีอาสวะ มีอุปธิ ไม่เรียกว่า อริยะ เป็นอย่างไร คือ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลสความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้ว บรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ก็แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่างคือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏหรือให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง (และ)ภูเขาไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ผุดขึ้นหรือดำลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำโดยที่น้ำไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือฤทธิ์ที่มีอาสวะ มีอุปธิ ไม่เรียกว่า อริยะ @เชิงอรรถ : @ มีอาสวะ มีอุปธิ ในที่นี้หมายถึงมีโทษ มีข้อติเตียน (ที.ปา.อ. ๑๕๙/๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] แสดงคุณพระศาสดาอย่างอื่นอีก ฤทธิ์ที่ไม่มีอาสวะ ไม่มีอุปธิ เรียกว่า อริยะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ถ้าหวังอยู่ว่า ‘เราพึงมีสัญญาในสิ่งที่ปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมมีสัญญาในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นว่าไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ‘เราพึงมีสัญญาในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมมีสัญญาในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ‘เราพึงมีสัญญาในสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมมีสัญญาในสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นว่าไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ‘เราพึงมีสัญญาในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมมีสัญญาในสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ‘เราพึงละวางสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้นเสีย มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่’ ก็ย่อมมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือฤทธิ์ที่ไม่มีอาสวะ ไม่มีอุปธิ เรียกว่า อริยะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในการแสดงฤทธิ์ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นไม่มีเหลืออยู่ เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นไม่มีเหลืออยู่ ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไปอีก จะพึงมีสมณะหรือพราหมณ์อื่นผู้รู้ธรรมยิ่ง มีปัญญาเกินไปกว่าพระผู้มีพระภาค ในเรื่องการแสดงฤทธิ์อีกหรือแสดงคุณพระศาสดาอย่างอื่นอีก

ข้อ ๑๖๐

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สิ่งใดที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร มีเรี่ยวแรง จะพึงถึงด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความ@เชิงอรรถ : @ กุลบุตรผู้มีศรัทธา ในที่นี้หมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน (ที.ปา.อ. ๑๖๐/๘๔)@ ปรารภความเพียร หมายถึงประคองความเพียร มีความเพียรไม่ย่อหย่อน (ที.ปา.อ. ๑๖๐/๘๔,@ที.ปา.ฏีกา ๑๖๐/๑๐๐) @ มีเรี่ยวแรง หมายถึงมีความพยายามอย่างมั่นคง (ที.ปา.ฏีกา ๑๖๐/๑๐๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] วิธีตอบคำถาม บากบั่นของบุรุษ ด้วยความเอาธุระของบุรุษ สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงบรรลุเต็มที่แล้ว อนึ่ง พระผู้มีพระภาคไม่ทรงหมกมุ่นกับกามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นธรรมอันทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์และไม่ทรงหมกมุ่นกับอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงได้ฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก วิธีตอบคำถาม

ข้อ ๑๖๑

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ท่าน สารีบุตร ได้มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นในอดีตกาล ซึ่งมีปัญญาในทางพระ- สัมโพธิญาณยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคไหม’ เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงตอบว่า ‘ไม่มี’ ถ้าเขาถามว่า ‘จักมีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นในอนาคตกาล ซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคไหม’ เมื่อเขาถามอย่างนี้ข้าพระองค์จะพึงตอบว่า ‘ไม่มี’ ถ้าเขาถามว่า ‘มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นในปัจจุบันซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคไหม’ เมื่อเขาถามอย่างนี้ข้าพระองค์จะพึงตอบว่า ‘ไม่มี’ @เชิงอรรถ : @ ความเอาธุระของบุรุษ หมายถึงความมุ่งมั่นที่จะทำธุระให้สำเร็จลุล่วงได้ (ที.ปา.อ. ๑๖๐/๘๔)@ กามสุขัลลิกานุโยค ในที่นี้หมายถึงการหมกมุ่นด้วยกามสุขในวัตถุกาม (ที.ปา.อ. ๑๖๐/๘๕)@ อัตตกิลมถานุโยค ในที่นี้หมายถึงการหมกมุ่นที่เป็นเหตุให้ตนเดือดร้อน เร่าร้อน เช่น การบำเพ็ญตบะ@แบบทรมานตน (ที.ปา.อ. ๑๖๐/๘๕) @ อันมีในจิตยิ่ง หมายถึงอยู่เหนือกามาวจรจิต (ที.ปา.อ. ๑๖๐/๘๕) @ ได้โดยไม่ยาก หมายถึงสามารถเข้าฌานตัดปัจจนีกธรรมได้ง่าย (ที.ปา.ฏีกา ๑๖๐/๑๐๑)@ ได้โดยไม่ลำบาก หมายถึงสามารถออกจากฌานได้ตามที่กำหนดไว้ (ที.ปา.ฏีกา ๑๖๐/๑๐๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] วิธีตอบคำถาม แต่ถ้าเขาถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ท่านสารีบุตร ได้มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นในอดีตกาล ซึ่งมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณเสมอกับพระผู้มีพระภาคไหม’เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงตอบอย่างนี้ว่า ‘มี’ ถ้าเขาถามว่า ‘จักมีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นในอนาคตกาล ซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณเสมอกับพระผู้มีพระภาคไหม’ เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงตอบว่า ‘มี’ ถ้าเขาถามว่า ‘จะมีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่นในปัจจุบัน ซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณเสมอกับพระผู้มีพระภาคไหม’ เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงตอบว่า ‘ไม่มี’ แต่ถ้าเขาถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘เหตุไร ท่านสารีบุตรจึงตอบรับเป็นบางอย่าง ปฏิเสธเป็นบางอย่าง’ เมื่อเขาถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงตอบอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคว่า‘ได้มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ซึ่งมีปัญญาในทางพระสัมโพธิ-ญาณเสมอกับเรา’ ข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า‘จักมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอนาคตกาล ซึ่งมีปัญญาในทางพระสัมโพธิ-ญาณเสมอกับเรา’ ข้อนี้ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า‘ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ จะเกิดพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถูกเขาถามอย่างนี้ ตอบอย่างนี้ จะชื่อว่าพูดตรงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำเท็จหรือชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผล ไม่มีบ้างหรือที่คำกล่าวเช่นนั้นและคำที่กล่าวต่อๆกันมาจะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถูกแล้ว สารีบุตร เมื่อเธอถูกเขาถามอย่างนี้ ตอบอย่างนี้ จะชื่อว่าพูดตรงตามที่เรากล่าวแล้วทีเดียว ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำเท็จชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผล ไม่มีเลยที่คำกล่าวเช่นนั้นและคำที่กล่าวต่อๆ กันมาจะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้” @เชิงอรรถ : @ ดู วิ.ม. (แปล) ๕/๒๙๐/๑๐๘, ที.สี. (แปล) ๙/๓๘๑/๑๖๑, สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๘๑/๗๕,@องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๕๘/๒๒๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [๕. สัมปสาทนียสูตร] เรื่องน่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ เรื่องน่าอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ

ข้อ ๑๖๒

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายี ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา มีอยู่แก่พระตถาคตผู้ทรงมีฤทธิ์มากอย่างนี้ทรงมีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทรงโอ้อวด ถ้าพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้เห็นประจักษ์ธรรมเพียงข้อหนึ่งจากธรรมของพระองค์แล้ว ด้วยเหตุเพียงเท่านี้พวกเขาจะต้องยกธงเที่ยวประกาศ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ความมักน้อยความสันโดษ ความขัดเกลา มีอยู่แก่พระตถาคตผู้ทรงมีฤทธิ์มากอย่างนี้ ทรงมีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทรงโอ้อวด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุทายี เธอจงดูความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลาของตถาคตผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่โอ้อวด ถ้าพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้เห็นประจักษ์ธรรมเพียงข้อหนึ่งจากธรรมของเรานี้แล้ว ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พวกเขาจะต้องยกธงเที่ยวประกาศ อุทายี เธอจงดู ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลาของตถาคตผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่โอ้อวด”

ข้อ ๑๖๓

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระสารีบุตรว่า “เพราะเหตุ นี้แล สารีบุตร เธอพึงกล่าวธรรมบรรยายนี้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เนืองๆ เถิด พวกโมฆบุรุษที่มีความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในตถาคตฟังธรรมบรรยายนี้แล้ว จักละความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในตถาคตนั้นได้” เพราะเหตุที่ท่านพระสารีบุตรประกาศความเลื่อมใสนี้เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค ฉะนั้น เวยยากรณภาษิต นี้จึงมีชื่อว่า ‘สัมปสาทนียะ’ แล สัมปสาทนียสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ พระเถระชื่ออุทายีมี ๓ องค์ คือ (๑) พระโลฬุทายี (๒) พระกาฬุทายี (๓) พระมหาอุทายี ในที่นี้หมายถึง@พระมหาอุทายี (ที.ปา.อ. ๑๖๒/๙๒) @ เวยยากรณภาษิต หมายถึงพระสูตรที่ไม่มีคาถา เป็นร้อยแก้วล้วน (ที.ปา.อ. ๑๖๓/๙๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๑ หน้า : ๑๒๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสัมปสาทนียสูตร

สาริปุตฺตสีหนาทวณฺณนา

สัมปสาทนียสูตร มีคำขึ้นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.

ในสัมปสาทนียสูตรนั้น มีการพรรณนาบทที่ยังไม่ชัด ดังต่อไปนี้.

บทว่า นาฬนฺทายํ ความว่า ใกล้พระนครซึ่งได้นามว่า นาฬันทา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำเมืองนาลันทานั้นให้เป็นที่โคจรคาม.

บทว่า ปาวาริกมฺพวเน ความว่า ที่สวนมะม่วงของเศรษฐีผู้มีผ้ามีขนอ่อนนุ่ม.

ได้ยินว่า สวนมะม่วงนั้นเป็นสวนของเศรษฐีนั้น. เขาได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้สร้างวิหารซึ่งประดับด้วยกุฏิที่พักผ่อนและมณฑปเป็นต้นในอุทยานนั้น มอบถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า วิหารนั้นได้ถึงการนับว่า ปาวาริกัมพวัน เหมือนชีวกัมพวันฉะนั้น.

อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นประทับอยู่ที่ปาวาริกัมพวันนั้น. ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงทูลอย่างนี้.

ตอบว่า เพื่อประกาศความโสมนัสซึ่งบังเกิดแก่ตน.

ในเรื่องนี้ มีการกล่าวตามลำดับ ดังต่อไปนี้.

นัยว่า ในวันนั้น พระเถระชำระร่างกายแต่เช้าตรู่ นุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว ถือบาตรจีวร นำความเลื่อมใสมาให้เกิดแก่หมู่เทวดาและมนุษย์ ด้วยอิริยาบถมีการก้าวไป ข้างหน้าเป็นต้นอันน่าเลื่อมใส หวังเพิ่มพูลประโยชน์สุขแก่ชาวเมืองนาลันทา จึงเข้าไปเพื่อบิณฑบาต ในเวลาหลังภัตก็กลับจากบิณฑบาตไปวิหารแล้ว แสดงวัตรแด่พระศาสดา.

เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าพระคันธกุฎีแล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กลับไปยังที่พักกลางวันของตน เมื่อสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกในที่นั้น พากันแสดงวัตรแล้วหลีกไป พระเถระได้กวาดที่พักกลางวันนั้นแล้ว ปูลาดแผ่นหนัง เอาน้ำจากลักจั่นชุบมือและเท้าให้เย็นแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ๓ ชั้น ทำตามกำหนดเวลาแล้ว จึงเข้าผลสมาบัติ.

ท่านออกจากสมาบัติด้วยเวลาตามที่ได้กำหนดไว้แล้ว เริ่มที่จะระลึกถึงคุณของตน.

ทีนั้น เมื่อท่านกำลังระลึกถึงคุณอยู่ ศีลก็ได้มาปรากฏ ต่อแต่นั้น สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ปฐมฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ วิปัสสนาญาณ ฯลฯ ทิพพจักขุญาณ ฯลฯ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ฯลฯ อรหัตตมรรค อรหัตตผล อัตถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา สาวกบารมีญาณ ก็ปรากฏขึ้นตามลำดับ.

จำเดิมแต่นั้น เมื่อท่านกำลังระลึกถึงคุณของตน เริ่มต้นแต่อภินิหารที่ได้ทำไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เหนืออสงไขยกำไรแสนกัลป์ จนกระทั่งถึงเวลาที่กำลังนั่งคู้บัลลังก์ คุณทั้งหลายก็ได้ปรากฏ. พระเถระระลึกถึงคุณของตนเป็นอันมากอย่างนี้ ก็ไม่อาจเห็นประมาณหรือกำหนดของคุณทั้งหลายได้เลย.

ท่านคิดว่า ประมาณหรือกำหนดแห่งคุณทั้งหลายของพระสาวกผู้ดำรงอยู่ในญาณบางส่วน ย่อมไม่มีแก่เราก่อน แต่เราบวชอุทิศพระศาสดาองค์ใด พระศาสดาพระองค์นั้นมีพระคุณเป็นเช่นไรหนอ ดังนี้แล้ว จึงเริ่มระลึกถึงพระคุณของพระทสพล.

ท่านได้อาศัยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ สติปัฏฐาน ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อาศัยสัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ โยนิปริจเฉทกญาณ ๔ อริยวงศ์ ๔ ของพระทสพล แล้วเริ่มระลึกถึงพระคุณของพระทศพล.

อนึ่ง พระเถระอาศัยองค์ของปธาน ๕ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นิสสรณียธาตุ ๕ วิมุตตายตนะ ๕ ปัญญาเครื่องสั่งสมวิมุตติ ๕ สาราณียธรรม ๖ อนุสสติกัมมัฏฐาน ๖ คารวะ ๖ นิสสรณียธาตุ ๖ สัตตวิหารธรรม ๖ อนุตตริยะ ๖ ปัญญาอันเป็นส่วนแห่งการตรัสรู้ ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณญาณ ๖

อปริหานิยธรรม ๗ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗ นิชชรวัตถุ (เรื่องของเทวดา) ๗ ปัญญา ๗ ทักขิไณยบุคคล ๗ ขีณาสวพละ ๗ปัญญาปฏิลาภเหตุ ๘ สมมัตตธรรม ๘ การก้าวล่วงโลกธรรม ๘ อารัพภวัตถุ ๘ อักขณเทสนา ๘ มหาปุริสวิตก ๘ อภิภายตนะ ๘ วิโมกข์ ๘ธรรมอันเป็นมูลของโยนิโสมนสิการ ๙ องค์แห่งความเพียรอันบริสุทธิ์ ๙ สัตตาวาสเทสนา ๙ อาฆาตปฏิวินัย ๙ ปัญญา ๙ นานัตตธรรม ๙ อนุปุพพวิหาร ๙

นาถกรณธรรม ๑๐ กสิณายตนะ ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐ สัมมัตตธรรม ๑๐ อริยวาสธรรม ๑๐ อเสขธรรม ๑๐ อานิสงส์เมตตา ๑๑ ธรรมจักรมีอาการ ๑๒ ธุดงคคุณ ๑๓ พุทธญาณ ๑๔ ธรรมเครื่องอบรมวิมุตติ ๑๕ อานาปานสติ ๑๖ พุทธธรรม ๑๘ ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ญาณวัตถุ ๔๔ กุศลธรรมเกิน ๕๐ญาณวัตถุ ๗๗ สมาบัติ ๒๔ แสนโกฏิ สัญจาริตมหาวชิรญาณแล้ว เริ่มระลึกถึงคุณของพระทศพล.

ก็พระสารีบุตรนั่งในที่พักกลางวันนั้นนั่นแล อาศัยธรรมอันเป็นเชื้อสายข้ออื่นอีก ๑๖ ข้อ ซึ่งจักมาต่อไปโดยพระบาลีว่า อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ จึงได้เริ่มระลึกถึงพระคุณของพระทศพล.

พระสารีบุตรนั้นระลึกถึงพระคุณของพระทสพลอย่างนี้ว่า พระศาสดาของเราทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยมในกุศลบัญญัติ ยอดเยี่ยมในอายตนบัญญัติยอดเยี่ยมในการก้าวลงสู่พระครรภ์ ยอดเยี่ยมในวิธีแสดงดักใจผู้ฟัง ยอดเยี่ยมในทัสสนสมบัติ ยอดเยี่ยมในบุคคลบัญญัติ ยอดเยี่ยมในปธาน ยอดเยี่ยมในปฏิทายอดเยี่ยมในภัสสมาจาร ยอดเยี่ยมในปุริสสีลสมาจาร ทรงยอดเยี่ยมในอนุสาสนีวิธี ยอดเยี่ยมในปรปุคคลวิมุตติญาณ ยอดเยี่ยมในปุพเพนิวาสญาณยอดเยี่ยมในทิพพจักขุญาณ ยอดเยี่ยมในอิทธิวิธี ยอดเยี่ยมด้วยธรรมนี้ ดังนี้ ก็ไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นประมาณแห่งพระคุณทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้.

พระเถระไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นประมาณแห่งคุณทั้งหลายของตนก่อน จักเห็นพระคุณทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้อย่างไร

ก็ผู้ใดมีปัญญามากและมีญาณแข็งกล้า ผู้นั้นย่อมเชื่อพุทธคุณอย่างมาก.

โลกิยมหาชน ไอก็ดี จามก็ดี ดำรงอยู่ในอุปนิสัยของตนๆ ย่อมระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายว่า ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. พระโสดาบันคนเดียวย่อมเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าโลกิยมหาชนทั้งหมด. พระสกทาคามีคนเดียวเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระโสดาบันตั้งร้อยตั้งพัน. พระอนาคามีคนเดียวเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระสกทาคามีตั้งร้อยตั้งพัน. พระอรหันต์องค์เดียวเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระอนาคามีตั้งร้อยตั้งพัน. พระอสีติมหาเถระเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระอรหันต์ที่เหลือ. พระมหาเถระ ๔ รูปเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระอสีติมหาเถระ. พระอัครสาวกทั้งสองรูปเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระมหาเถระทั้ง ๔ รูปบรรดาพระอัครสาวกทั้งสองนั้น พระสารีบุตรเถระเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระโมคคัลลานะ. พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวก็เชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระสารีบุตรเถระก็ถ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายพึงนั่งเอาชายสังฆาฏิกระทบกับชายสังฆาฏิในห้องแห่งจักรวาฬทั้งสิ้น แล้วระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นเชื่อในพระพุทธคุณมากกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงเหล่านั้น.

มหาชนฟั่นเชือกทั้งหลายเพื่อต้องการรู้ว่า มหาสมุทรลึก-ตื้นเท่าไร ดังนี้ บรรดาชนเหล่านั้น บางคนฟั่นได้วาหนึ่ง บางคนฟั่นได้ ๒ วา ฯลฯ บางคน ๑๐ วา บางคน ๒๐ วา บางคน ๓๐ วา บางคน ๔๐ วา บางคน ๕๐ วา บางคน ๑๐๐ วา บางคนได้ ๑,๐๐๐ วา บางคนได้ ๘๔,๐๐๐ วา.

ชนเหล่านั้นพากันลงเรือแล้ว ดำรงอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรหรือบนภูเขาสูงเป็นต้นแล้ว หย่อนเชือกของตนๆ ลงไป บรรดาชนเหล่านั้น ผู้ใดมีเชือกยาววาหนึ่ง เขาก็รู้น้ำได้ในที่ประมาณวาหนึ่งเท่านั้น ฯลฯ ผู้ใดมีเชือกยาวถึง ๘๔,๐๐๐ วา ผู้นั้นย่อมรู้น้ำได้ ในที่ลึกประมาณ ๘๔,๐๐๐ วาเท่านั้น ต่อจากนั้นไป ย่อมไม่รู้ว่า น้ำในมหาสมุทรมีความลึกเท่านี้ ดังนี้.

อนึ่ง น้ำในมหาสมุทร มิใช่มีประมาณเพียงเท่านั้น โดยที่แท้ย่อมมีมากหาที่สุดหาประมาณมิได้ เพราะมหาสมุทรมีความลึกถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ข้อนี้มีอุปมาฉันใดพึงทราบพระพุทธคุณที่โลกิยมหาชนเห็น เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ด้วยเชือก พึงทราบพระพุทธคุณมีอุปไมยฉันนั้น คือ ตั้งแต่วาหนึ่งจนถึง ๙ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่โลกิยมหาชนเห็น เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ด้วยเชือกตั้งแต่วาหนึ่งจนถึง ๙ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระโสดาบันเห็นได้ เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ในที่ประมาณ ๑๐ วาด้วยเชือกยาว ๑๐ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระสกิทาคามีเห็นได้ เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ในที่ลึก ๒๐ วาด้วยเชือกยาว ๒๐ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระอนาคามีเห็นได้เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ในที่ลึก ๓๐ วาด้วยเชือกยาว ๓๐ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระอรหันต์เห็นได้ เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษเห็นได้ในที่ลึก ๔๐ วาด้วยเชือกยาว ๔๐ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระอสีติมหาเถระเห็นได้ เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษเห็นได้ในที่ลึก ๕๐ วาด้วยเชือกยาว ๕๐ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระมหาเถระ ๔ รูปเห็นได้ เปรียบเหมือนน้ำที่บุรุษเห็นได้ในที่ลึก ๑๐๐ วาด้วยเชือกยาว ๑๐๐ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระมหาโมคคัลลานะเห็นได้ เปรียบเหมือนน้ำที่บุรุษเห็นได้ ในที่ลึก ๑,๐๐๐ วาด้วยเชือกยาว ๑,๐๐๐ วา. พึงทราบพระพุทธคุณที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเห็นได้ เปรียบเหมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ในที่ลึกประมาณ ๘๔,๐๐๐ วาด้วยเชือกยาว ๘๔,๐๐๐ วา.

ในบรรดาชนเหล่านั้น บุรุษคนใดย่อมถือเอาว่า น้ำในมหาสมุทรไม่มีเพียงเท่านี้ ย่อมหาที่สุดหาประมาณมิได้ฉันใด ท่านพระสารีบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณ ระลึกถึงพระคุณของพระทศพลโดยแนวแห่งธรรม คือโดยรู้ตามกันมา อนุมาน ถือเอาโดยนัย จึงเชื่อว่า พระพุทธคุณไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ดังนี้.

ความจริง เฉพาะพระพุทธคุณที่บุคคลพึงถือเอาโดยแนวธรรม มีมากกว่าพระพุทธคุณที่พระเถระเห็นแล้ว.

ท่านอธิบายว่า เหมือนอะไร.

ท่านอธิบายไว้ว่า บุรุษคนหนึ่งพึงเอาบ่วงเข็มตักเอาน้ำจากแม่น้ำใหญ่ชื่อจันทรภาคา ซึ่งกำลังไหลท่วมสถานที่ถึง ๑๘ โยชน์ คือ ข้างนี้ ๙ โยชน์ ข้างโน้นอีก ๙ โยชน์ น้ำที่บุรุษมิได้ตักไปมีมากกว่าน้ำที่บุรุษเอาห่วงเข็มตัดไป ก็หรือบุรุษพึงเอานิ้วมือจับเอาฝุ่นจากแผ่นดินใหญ่ ฝุ่นที่เหลือนั้นแลมีมากกว่าฝุ่นที่บุรุษนั้นเอานิ้วมือจับได้มา ก็หรือบุรุษพึงชี้นิ้วไปยังมหาสมุทร น้ำที่เหลือนั้นแลมีมากกว่าน้ำตรงที่บุรุษชี้นิ้วไปและบุรุษพึงชี้นิ้วไปยังอากาศ ส่วนอากาศที่เหลือมีมากกว่าอากาศตรงที่บุรุษชี้นิ้วไป พระพุทธคุณทั้งหลายที่พระเถระไม่เห็นนั้นแล พึงทราบว่ามีมากกว่าพระพุทธคุณที่พระเถระได้เห็นแล้ว ฉันนั้น

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า

มาตรแม้นพระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำอื่น พึงพรรณาเฉพาะ

พระพุทธคุณตลอดกัลป์ กัลป์พึงสิ้นไปในระหว่างเวลา

ยืดยาวนาน แต่พระคุณของพระตถาคตหาสิ้นไปไม่ ดังนี้.

เมื่อพระเถระระลึกถึงคุณของตน และพระคุณของพระศาสดาอยู่อย่างนี้ ปีติและโสมนัสท่วมทับที่ในภายใน เหมือนห้วงน้ำใหญ่ไหลท่วมแม่น้ำใหญ่สองสาย ยังสรีระทุกส่วนให้เต็มเปี่ยม เหมือนลมทำให้ถุงลมเต็มเปี่ยม (และ) เหมือนสายน้ำที่ไหลแยกพุ่งขึ้น ยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉะนั้น.

ลำดับนั้น พระเถระคิดว่า เราผู้ได้บวชในสำนักของพระศาสดาเช่นนี้ นับว่าได้ตั้งความปรารถนาไว้ดีแล้วและการบวชเราได้ดีแล้ว. ปีติและโสมนัสอันมีกำลังมากได้เกิดแก่พระเถระผู้กำลังคิดอยู่อย่างนี้.

ทีนั้น พระเถระคิดว่า เราควรบอกปีติและโสมนัสนี้แก่ใครหนอดังนี้ แล้วคิดอีกว่า สมณะหรือพราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหมบางคน ไม่สามารถที่จะรับเอาความเลื่อมใสของเรานี้ทำให้เหมาะสมได้ เราจักกราบทูลความโสมนัสนี้แด่พระศาสดาเท่านั้น.

พระศาสดาเท่านั้นที่จักสามารถรับเอาความโสมนัสของเราได้ ปีติโสมนัสของเรานั้นจงยกไว้ก่อน เมื่อสมณะเช่นเราร้อยหนึ่งก็ดี พันหนึ่งก็ดี แสนหนึ่งก็ดี ประกาศความโสมนัสอยู่ พระศาสดาของเราครองใจคนทั้งปวง ก็ทรงสามารถที่จะรับปีติโสมนัสนั้นได้เหมือนบึงหรือซอกเขาไม่สามารถที่จะรับแม่น้ำใหญ่ ชื่อจันทรภาคา ซึ่งกำลังไหลบ่าท่วมไปถึง ๑๘ โยชน์ได้ มหาสมุทรเท่านั้นที่จะรับน้ำนั้นได้ แม่น้ำใหญ่ชื่อจันทรภาคาจงยกไว้ก่อน แม่น้ำเห็นปานนี้ร้อยหนึ่งก็ดี พันหนึ่งก็ดี แสนหนึ่งก็ดีมหาสมุทรย่อมรับไว้ได้หมด ความพร่องหรือความเต็มด้วยน้ำนั้นของมหาสมุทรนั้น หาปรากฏไม่ฉันใด พระศาสดาของเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระสมณะเช่นเราร้อยหนึ่งก็ดี พันหนึ่งก็ดี แสนหนึ่งก็ดี กำลังประกาศปีติโสมนัสอยู่ ทรงครองใจคนทั้งปวงสามารถที่จะรับไว้ได้ สมณะพราหมณ์เป็นต้นที่เหลือย่อมไม่สามารถเพื่อจะรับโสมนัสของเราไว้ได้ เหมือนบึงและซอกเขาไม่สามารถที่จะรับแม่น้ำใหญ่ ชื่อจันทรภาคาไว้ได้ฉะนั้น.

อย่ากระนั้นเลย เราจะกราบทูลปีติโสมนัสของเราแก่พระศาสดาเท่านั้นดังนี้แล้ว จึงเลิกนั่งคู้บัลลังก์สะบัดแผ่นหนังถือเข้าไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาเย็น อันเป็นเวลาที่ดอกไม้หลุดจากขั้วหล่นลงมา เมื่อจะประกาศโสมนัสของตนจึงทูลว่า เอวํ ปสนฺโน อหํ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า เอวํ ปสนฺโน ความว่า มีความเชื่อเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้. อธิบายว่า ข้าพระองค์เชื่ออย่างนี้.

บทว่า ภิยฺโยภิญฺญตโร ความว่า รู้ยิ่งกว่าหรือผู้มีความรู้ยิ่งไปกว่า. อธิบายว่า ผู้มีญาณยิ่งกว่า.

บทว่า สมฺโพธิยํ ความว่า ในสัพพัญญุตญาณหรือในอรหัตตมรรคญาณ. ด้วยว่า พุทธคุณทั้งหลายมิได้มีส่วนหนึ่งต่างหาก ท่านถือเอาด้วยอรหัตตมรรคนั่นเอง.

ความจริง พระอัครสาวกทั้งสองย่อมได้เฉพาะสาวกบารมีญาณด้วยอรหัตตมรรคนั่นเอง. พระปัจเจกพุทธเจ้าย่อมได้ปัจเจกโพธิญาณ และพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมได้ทั้งพระสัพพัญญุตญาณและพระพุทธคุณทั้งสิ้น.

ความจริง เพราะพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้นนั้นย่อมสำเร็จแก่ท่านเหล่านั้น ด้วยอรหัตตมรรคนั้นเอง. ฉะนั้น อรหัตตมรรคญาณจึงชื่อว่าสัมโพธิ. บุคคลผู้ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอรหัตตมรรคนั้นหามีไม่. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงทูลว่า ภควตา ภิยฺโยภิญฺญตโร ยทิทํ สมฺโพธิยํ ดังนี้.

บทว่า อฺฬารา คือ ประเสริฐ. ความจริง อุฬารศัพท์นี้มาในอรรถว่าอร่อย ในประโยคเป็นต้นว่า ย่อมเคี้ยวกินของเคี้ยวอันอร่อย.

มาในอรรถว่าประเสริฐ ในประโยคว่า นัยว่า ท่านวัจฉายนะย่อมสรรเสริญพระสมณโคดมด้วยคำสรรเสริญอันประเสริฐ.

มาในอรรถว่าไพบูลย์ ในประโยคเป็นต้นว่า รัศมีอันไพบูลย์หาประมาณมิได้ ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๐๗ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๙

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๗๒

ในบาลีประเทศนี้ อุฬารศัพท์นั้นมาในอรรถว่าประเสริฐ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า อุฬารา แปลว่า ประเสริฐ.

บทว่า อาสภิ ความว่า เป็นวาจาไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน เช่นกับวาจาของผู้องอาจ.

บทว่า เอกํโส คหิโต ความว่า ถือเอาส่วนเดียวเหมือนรู้สึกซึ้งด้วยญาณโดยประจักษ์ ไม่กล่าวเพราะฟังตามกันมา เพราะเชื่อตามอาจารย์ เพราะเชื่อข่าวลือ เพราะอ้างตำรา เพราะตรึกตามอาการ เพราะชอบใจว่าถูกต้องกับความเห็นของตน เพราะเหตุแห่งการเดาเอาเอง หรือเพราะเหตุแห่งการคาดคะเน. อธิบายว่า ท่านถือเอาสันนิฏฐานกถาอย่างเดียว.

บทว่า สีหนาโท คือ การบันลืออย่างประเสริฐ. อธิบายว่า บันลือเสียงสูงเหมือนราชสีห์ มิใช่เปล่งเสียงช้าๆ มิใช่เปล่งเสียงเหมือนเครื่องสูบ.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเทศนานี้ว่า กินฺนุ เต สาริปุตฺต ดังนี้.

ตอบว่า เพื่อให้ท่านยอมให้ซักถามได้ เพราะบุคคลบางคนบันลือสีหนาทแล้วไม่อาจที่จะตอบคำซักถามได้ ในการบันลือของตนทั้งทนการเสียดสีไม่ได้ย่อมเป็นเหมือนลิงที่ติดตังฉะนั้น. ถ่านเพลิงที่เผาไหม้สำหรับช่างทองใช้เผาโลหะที่ไม่บริสุทธิ์ฉันใด บุคคลนั้นก็เป็นเหมือนถ่านเพลิงที่เผาไหม้ฉันนั้น. บุคคลบางคนเมื่อถูกซักถามในสีหนาท ย่อมสามารถที่จะตอบได้ ทั้งทนต่อการเสียดสีได้ ย่อมงามยิ่ง เหมือนทองคำไม่มีโทษ (บริสุทธิ์) ของช่างทองฉะนั้น พระเถระเป็นเช่นนั้น.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบพระเถระนั้นว่า พระสารีบุตรนี้ควรแก่การซักถามได้ จึงทรงเริ่มเทศนาแม้นี้ เพื่อจะให้ท่านยอมให้ซักถามได้ในการบันลือสีหนาท.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพ เต ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหมดเหล่านั้น เธอกำหนดรู้แล้ว. ในคำเป็นต้นว่า เอวํสีลา ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามศีลเป็นต้น ด้วยอำนาจศีลทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ. คำเหล่านั้นได้กล่าวพิสดารไว้แล้วในมหาปทาน.

ด้วยคำว่า กึ ปน เต สารีปุตฺต เย เต ภวิสฺสนฺติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสถามว่า ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งมีในอดีตดับไปก่อนแล้ว คือถึงความเป็นผู้หาบัญญัติไม่ได้ ได้แก่ดับไปเหมือนเปลวประทีปฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าดับไป คือถึงความเป็นผู้หาบัญญัติมิได้อย่างนี้ เธอจักรู้ได้อย่างไร ก็คุณของพระพุทธเจ้าในอนาคต เธอกำหนดรู้ได้ด้วยจิตของตนอย่างไร ดังนี้ จึงตรัสอย่างนี้.

ด้วยคำว่า กึ ปน เต สารีปุตฺต อหํ เอตรหิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงซักถามว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายแม้ยังไม่มาถึง คือยังไม่ประสูติ ยังไม่เกิด ยังไม่อุบัติขึ้น เธอจักรู้พระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้อย่างไร เพราะการรู้พระพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมเป็นเหมือนการดูรอยเท้าในอากาศ ซึ่งไม่มีรอยเท้าเลยฉะนั้น. บัดนี้ เธออยู่ในวิหารหลังเดียวกันกับเรา เที่ยวภิกขาจารร่วมกัน ในเวลาแสดงธรรม เธอก็นั่งอยู่ที่ข้างเบื้องขวา (ของเรา) ก็คุณทั้งหลายของเรา เธอกำหนดรู้ด้วยใจของตนแล้วหรือ ดังนี้แล้ว จึงตรัสอย่างนี้.

ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามแล้วๆ พระเถระจึงกราบทูลปฏิเสธว่า ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า ดังนี้.

ถามว่า ก็สิ่งที่พระเถระรู้ก็มีอยู่บ้าง สิ่งที่พระเถระไม่รู้ก็มีอยู่บ้าง พระเถระนั้นย่อมทำการโต้แย้งในที่ๆ ตนรู้ และในที่ๆ ตนไม่รู้อย่างไร.

ตอบว่า ในสิ่งที่ตนรู้ พระเถระไม่โต้แย้ง ในสิ่งที่ตนไม่รู้ พระเถระจึงโต้แย้ง.

ได้ยินว่า เมื่อเริ่มการซักถามนั่นแหละ พระเถระได้รู้ว่า นี้ไม่เป็นการซักถามในสาวกบารมีญาณ นี้เป็นการซักถามในพระสัพพัญญุตญาณ ดังนี้. พระเถระไม่ทำการโต้แย้งในสาวกบารมีญาณของตน ย่อมทำการโต้แย้งในพระสัพพัญญุตญาณ อันเป็นฐานะที่ตนไม่รู้.

ด้วยเหตุนี้ พระสารีบุตรจึงแสดงความข้อนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระสัพพัญญุตญาณอันสามารถในการรู้เหตุแห่งศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีต อนาคตและปัจจุบันของข้าพระองค์ หามีไม่ ดังนี้.

บทว่า เอตฺถ ได้แก่ ในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่แตกต่างกัน มีพระพุทธเจ้าในอดีตเป็นต้นเหล่านั้น. ด้วยบทว่า อถ กิญฺจรหิ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อญาณอย่างนี้ไม่มี เพราะเหตุไรเล่า เธอจึงกล่าวคำอย่างนี้ดังนี้.

บทว่า ธมฺมนฺวโย ได้แก่ อนุมานญาณแห่งธรรม คือความรู้โดยประจักษ์แก่ธรรมอันเกิดขึ้นคล้อยตามการซักถาม คือการถือเอาโดยนัยอันข้าพระองค์ทราบแล้ว. เพราะดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณเท่านั้น พระเถระจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบโดยอาการนี้เท่านั้น.

ความจริง การถือเอานัยของพระเถระหาประมาณมิได้ และหาที่สุดมิได้. ประมาณหรือที่สุดของพระสัพพัญญูตญาณไม่มี ฉันใด การถือเอานัยของพระธรรมเสนาบดีก็ไม่มีที่สุด หรือประมาณ ฉันนั้น.

ด้วยเหตุนั้น พระเถระย่อมรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอย่างนี้ด้วยวิธีนี้ เป็นศาสดายอดเยี่ยมโดยวิธีนี้. แท้จริง การถือเอานัยของพระเถระ ก็เป็นไปตามแนวแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงข้ออุปมา เพื่อจะทำการถือเอานัยนั้นให้ปรากฏชัด จึงกราบทูลว่า เสยฺยถาปิ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.

ในคำว่า เสยฺยถาปิ ภนฺเต นั้น มีวินิจฉัยว่า เชิงเทินและกำแพงอันแข็งแรงเป็นต้นของพระนครในมัชฌิมประเทศ จะเป็นของมั่นคงก็ตาม ไม่มั่นคงก็ตาม ก็หรือว่าไม่มีโดยประการทั้งปวง ความระแวงภัยจากพวกโจรก็ไม่มี ฉะนั้น พระเถระไม่ถือเอามัชฌิมประเทศนั้นจึงทูลว่า ปจฺจนฺติมํ นครํ ดังนี้.

บทว่า ทฬฺหุทฺทาปํ ได้แก่ มีเชิงกำแพงมั่นคง.

บทว่า ทฬฺหปาการโตรฌํ คือ มีกำแพงมั่นคง และมีเสาค่ายต้นหลังมั่นคง.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงกล่าวว่า เอกทฺวารํ ดังนี้.

ตอบว่า เพราะในพระนครที่มีมากประตู ต้องมีคนรักษาประตูที่ฉลาดมากในพระนครที่มีประตูเดียว ก็สมควรมีคนรักษาประตูเพียงคนเดียว.

อนึ่ง ไม่มีใครอื่นจะเท่าเทียมปัญญาของพระเถระได้ ฉะนั้น เพื่อจะแสดงคนรักษาประตูคนเดียวเท่านั้น เพื่อเปรียบเทียบความเป็นบัณฑิตของตน พระเถระจึงกล่าวว่า เอกทฺวารํ ดังนี้.

บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.

บทว่า พฺยตฺโต คือ ประกอบด้วยความเฉียบแหลม หรือเป็นผู้มีญาณแก่กล้า.

บทว่า เมธาวี คือประกอบด้วยเมธา คือปัญญาที่เกิดขึ้นตามฐานะ.

บทว่า อนุปริยายปถํ ได้แก่ ทางกำแพงอันได้นามว่าอนุปริยาย (เวียนรอบไปมาได้).

บทว่า ปาการสนฺธึ ได้แก่ ที่อันไม่มีอิฐสองก้อนเชื่อมอยู่.

บทว่า ปาการวิวรํ คือ รอยทะลุของกำแพง.

บทว่า เจตโส อุปกฺกิเลเส ความว่า นิวรณ์ทั้งห้าย่อมยังจิตให้เศร้าหมอง คือย่อมทำจิตให้หม่นหมองให้เร่าร้อน ได้แก่ย่อมเบียดเบียนจิต ฉะนั้น นิวรณ์ห้านั้นท่านจึงเรียกว่า ความเศร้าหมองแห่งใจ.

บทว่า ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ ความว่า นิวรณ์ทั้งหลาย เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมไม่ให้เพื่อจะให้ปัญญาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้ ทั้งไม่ยอมให้ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้วเจริญได้ ฉะนั้น นิวรณ์เหล่านี้ ท่านจึงเรียกว่าเป็นเครื่องทำปัญญาให้ทรามกำลัง.

บทว่า สุปฏฺฐิตจิตฺตา ความว่า เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นไว้ดีในสติปัฏฐาน ๔.

บทว่า สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ความว่า เจริญโพชฌงค์ทั้ง ๗ ตามสภาพ.

ด้วยบทว่า อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ พระเถระย่อมแสดงว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแทงตลอดพระอรหัตต์หรือพระสัพพัญญุตญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า สติปัฏฐาน ในที่นี้ ได้แก่วิปัสสนา. โพชฌงค์ ได้แก่มรรค. อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้แก่พระอรหัตต์.

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า สติปัฏฐาน ได้แก่วิปัสสนา. สัมมาสัมโพธิญาณอันเจือด้วยโพชฌงค์ ได้แก่พระอรหัตต์นั่นเอง.

ก็พระมหาสิวเถระผู้กล่าวทีฆนิกายกล่าวไว้ว่า เมื่อท่านถือเอาสติปัฏฐานว่าเป็นวิปัสสนา แล้วถือเอาโพชฌงค์ว่าเป็นมรรค และเป็นพระสัพพัญญุตญาณ แล้วพึงมีปัญหาที่ดี แต่ข้อนี้ท่านมิได้ถือเอาอย่างนี้ดังนี้. พระเถระได้แสดงความแตกต่างกันในท่ามกลางในการละนิวรณ์ ในการเจริญสติปัฏฐาน และในสัมโพธิญาณของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย เหมือนแสดงทองและเงินแตกต่างกันฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้. บัณฑิตดำรงอยู่ในที่นี่พึงเทียบเคียงอุปมา.

ความจริง ท่านพระสารีบุตรเถระแสดงปัจจันตนคร ๑ แสดงกำแพง ๑ ทางเดินรอบกำแพง ๑ แสดงประตู ๑ แสดงคนเฝ้าประตู ซึ่งเป็นคนฉลาด ๑ แสดงสัตว์ใหญ่ ซึ่งเข้าออกในพระนคร ๑ แสดงความปรากฏแห่งสัตว์เหล่านั้นแก่นายประตูนั้น ๑.

ในข้ออุปมานี้ หากมีคำถามว่า อะไรเหมือนกับอะไร ดังนี้.

พึงตอบว่า ก็พระนิพพานเหมือนพระนคร ศีลเหมือนกำแพง หิริเหมือนทางเดินรอบกำแพง อริยมรรคเหมือนประตู พระธรรมเสนาบดีเหมือนคนเฝ้าประตูที่ฉลาด พระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งอุบัติขึ้นในอดีตอนาคตและปัจจุบัน เหมือนสัตว์ใหญ่ที่เข้าออกในพระนคร ความปรากฏด้วยศีลและสมถะเป็นต้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีตอนาคตและปัจจุบันแก่พระสารีบุตร เหมือนกับความปรากฏแห่งสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นแก่นายประตูนั้น.

ถ้อยคำมีประมาณเท่านี้เป็นอันพระเถระตอบการซักถามแห่งสีหนาทของตนว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณอย่างนี้ ย่อมรู้ได้โดยอาการอันเป็นแนวธรรม โดยถือเอานัย ดังนี้.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงเริ่มธรรมเทศนานี้ว่า อิธาหํ ภนฺเต เยน ภควา ดังนี้.

ตอบว่า เพื่อแสดงความสำเร็จแห่งสาวกบารมีญาณ.

ก็ในเรื่องนี้ มีอธิบายดังนี้

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เมื่อได้สาวกบารมีญาณ ได้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แม้บางคนอื่นในบรรดานักบวชนอกศาสนาทั้ง ๙๕ คนแล้ว จึงได้สาวกบารมีญาณก็หามิได้ ข้าพระองค์เข้าไปหาพระองค์เท่านั้น เข้าไปนั่งใกล้พระองค์เท่านั้นจึงได้.

ในบรรดาบทเหล่านั้น คำว่า อิธ เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า อุปสงฺกมึ ธมฺมสฺสวนาย ความว่า อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์เมื่อเข้าไปเฝ้าพระองค์นั้น มิได้เข้าไปเฝ้าเพราะเหตุแห่งปัจจัยมีจีวรเป็นต้น แต่เข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรม ไปเฝ้าอย่างนี้แล้วจึงได้สาวกบารมีญาณ.

ถามว่า พระเถระเข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรม ในกาลไร จึงได้สาวกบารมีญาณ.

ตอบว่า พระเถระเข้าไปเฝ้าในวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวทนาปริคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานที่ถ้ำสุกรขาตา จึงได้สาวกบารมีญาณในเวลานั้น. ความจริง ในวันนั้น พระเถระถือพัดใบตาลยืนพัดพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ฟังเทศนานั้นแล้วได้ทำสาวกบารมีญาณให้ตกอยู่ในเงื้อมมือในที่นั้นนั่นเอง.

บทว่า อุตฺตรุตฺตรํ ปณีตปฺปณีตํ ความว่า พระองค์ทรงแสดงอย่างยอดเยี่ยม และอย่างประณีตยิ่งนัก.

บทว่า กณฺหสุกฺกํ สปฺปฏิภาคํ ความว่า พระองค์ทรงแสดงทั้งฝ่ายดำและฝ่ายขาว และทรงแสดงธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาวนั้นให้เป็นปฏิภาคต่อกัน คือให้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน พระองค์ทรงแสดงธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาวให้เป็นปฏิภาคกันอย่างนี้ คือทรงห้ามธรรมฝ่ายดำแสดงฝ่ายขาว และห้ามฝ่ายขาวแสดงฝ่ายดำ.

อีกอย่างหนึ่ง พระองค์เมื่อทรงแสดงธรรมฝ่ายดำ ก็ทรงแสดงพร้อมกับความอุตสาหะพร้อมกับวิบาก. เมื่อทรงแสดงธรรมฝ่ายขาว ก็ทรงแสดงพร้อมกับอุตสาหะพร้อมกับวิบาก.

ในหลายบทนี้ว่า ตสฺมึ ธมฺเม อภิญฺญา อิเธกจฺจํ ธมฺมํ ธมฺเมสุ นิฏฺฐมคมํ ความว่า เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมนั้นแล้ว ข้าพระองค์ได้รู้สาวกบารมีญาณอันจัดเป็นธรรมบางส่วน ได้ถึงความสำเร็จในธรรมทั้งหลาย.

ถามว่า ในธรรมเหล่าไหน.

ตอบว่า ในสัจจธรรม ๔ ประการ.

ในเรื่องนี้ มีการเจรจาของพระเถระดังต่อไปนี้.

พระสุมนเถระผู้อยู่ในกาฬวัลลวิหาร กล่าวไว้ก่อนว่า บัดนี้ ไม่มีเหตุแห่งการถึงความสำเร็จในสัจจธรรม ๔. ความจริง ในวันที่พบพระอัสสชิมหาเถระนั่นเอง ท่านพระสารีบุตรนั้นได้ถึงความสำเร็จในสัจจธรรม ๔ ด้วยมรรคที่ ๑ (โสดาปัตติมรรค) ในเวลาต่อมาได้ถึงความสำเร็จในสัจจธรรมทั้ง ๔ ด้วยมรรค ๓ เบื้องสูงที่ประตูถ้ำสุกรขาตา แต่ในที่นี้ ท่านได้ถึงความสำเร็จในพระพุทธคุณทั้งหลาย ชื่อว่าสำเร็จในธรรมทั้งหลาย.

ส่วนพระจูฬสิวเถระผู้อยู่ในโลกันตรวิหาร กล่าวคำทั้งหมดเช่นเดียวกันนั้นเอง แล้วกล่าวอีกว่า ก็ในที่นี้ พระเถระได้ถึงความสำเร็จในพระอรหัตต์ ชื่อว่าสำเร็จในธรรมทั้งหลาย.

ส่วนพระมหาสิวเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกผู้กล่าวทีฆนิกาย กล่าวคำตอนต้นเช่นเดียวกันแล้วกล่าวว่า ก็ในที่นี้ พระเถระได้ถึงความสำเร็จในสาวกบารมีญาณ ชื่อว่าสำเร็จในธรรมทั้งหลาย ดังนี้แล้ว กล่าวอีกว่า ก็พระพุทธคุณทั้งหลายมาแล้วโดยนัย ดังนี้.

บทว่า สตฺถริ ปสีทึ ความว่า ข้าพระองค์นั้นได้ถึงความสำเร็จในธรรม คือสาวกบารมีญาณอย่างนี้แล้ว ได้มีความเลื่อมใสในพระศาสดาโดยประมาณอย่างยิ่งว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ ดังนี้.

บทว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม คือ มรรคอันเป็นนิยานิกธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว คือทรงกล่าวไว้ดีแล้ว ย่อมนำออกไปเพื่อให้บรรลุอริยผล สามารถบรรเทาราคะโทสะและโมหะได้.

สองบทว่า สุปฏิปนฺโน สงฺโฆ คือ พระเถระย่อมแสดงว่า ข้าพระองค์มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า แม้พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว เพราะปฏิบัติสัมมาปฏิปทา ซึ่งเว้นจากโทษมีความคดโกงเป็นต้น ดังนี้.

กุสลธมฺมเทสนาวณฺณนา

บัดนี้ พระเถระนั่งในที่พักกลางวันแล้ว เพื่อจะแสดงธรรมซึ่งเป็นประเพณีข้ออื่นอีก ๑๖ ข้อที่ตนบรรลุพร้อมแล้ว จึงได้เริ่มเทศนานี้ว่า อปรํ ปน ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ เป็นต้น.

ในบรรดาคำเหล่านั้น ความเป็นผู้ยอดเยี่ยม ชื่อว่า อนุตตริยะ.

ด้วยคำว่า ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ นี้ พระเถระย่อมทูลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยประการใด คือโดยอาการเช่นไร ด้วยเทศนาเช่นใด เทศนาของพระองค์นั้น จัดเป็นเทศนาที่ยอดเยี่ยม.

ด้วยคำว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ พระเถระย่อมแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม แม้ในกุศลธรรมทั้งหลายที่พระองค์ทรงแสดงแล้วด้วยเทศนานั้น.

อีกอย่างหนึ่ง พระเถระแม้เมื่อจะแสดงภูมิของเทศนานั้น จึงทูลว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ ดังนี้.

บทว่า ตตฺรีเม กุสลา ธมฺมา ความว่า ในบทที่กล่าวว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ นั้น พึงทราบธรรมที่จัดเป็นกุศลธรรมเหล่านี้.

ในคำว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ นั้น พึงเข้าใจกุศลธรรมโดยส่วน ๕ คือโดยอรรถว่าไม่มีโรค โดยอรรถว่าไม่มีโทษ โดยอรรถว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความฉลาด โดยอรรถว่าหมดความกระวนกระวาย และโดยอรรถว่ามีสุขเป็นผล.

ในอรรถเหล่านั้น กุศลควรมีอรรถว่าไม่มีโรค เพราะถือตามแนวชาดก. กุศลควรมีอรรถว่าไม่มีโทษ เพราะถือตามแนวพระสูตร. กุศลควรมีอรรถว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความฉลาด หมดความกระวนกระวาย และมีสุขเป็นผล เพราะถือตามแนวพระอภิธรรม.

แต่ในที่นี้พึงเห็นเป็นกุศล โดยอรรถว่าไม่มีโทษตามแนวแห่งพาหิยสูตร.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๔๙

บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกออกโดยนัยต่างๆ แล้ว ทรงแสดงสติปัฏฐาน ๔ ประการซึ่งเจือปนกันทั้งฝ่ายโลกิยะและโลกุตตระ ด้วยอำนาจแห่งสมถะวิปัสสนาและมรรคอย่างนี้ว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานโดย ๑๔ วิธี เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๙ วิธี จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑๖ วิธี ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๕ วิธี.

แต่ในที่นี้ไม่ประสงค์เอาสติปัฏฐานฝ่ายผล.

บทว่า จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมัปปธานไว้ ๔ ประการซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกัน อรรถว่าเป็นเครื่องประคองจิต มีกิจต่างกันด้วยอำนาจกิจ ซึ่งเจือปนกันทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ ด้วยอำนาจแห่งสมถะวิปัสสนาและมรรค โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุในศาสนานี้ย่อมปรารภความเพียรเพื่อความไม่เกิดแห่งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๔๖๕

บทว่า จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอิทธิบาท ๔ ซึ่งรวมอยู่หมวดเดียวกัน โดยอรรถว่าเป็นเครื่องสำเร็จ มีสภาวะต่างกันด้วยอำนาจสภาพมีความพอใจเป็นต้น ซึ่งเจือกันทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ ด้วยอำนาจแห่งสมถะวิปัสสนาและมรรคโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุในศาสนานี้ย่อมเจริญอิทธิบาท ซึ่งประกอบด้วยความพอใจ ความตั้งใจมั่น ความเพียรและการปรุงแต่ง ดังนี้.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๘๒ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๕๐๕

บทว่า ปญฺจินฺทฺริยานิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอินทรีย์ ๕ มีศรัทธินทรีย์เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกัน ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ มีสภาพต่างกันด้วยอำนาจสภาพน้อมใจเชื่อเป็นอาทิ ซึ่งเจือกันทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ ด้วยสามารถแห่งสมถะวิปัสสนาและมรรค.

บทว่า ปญฺจ พลานิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพละไว้ ๕ ประการมีศรัทธาเป็นต้น ซึ่งรวมอยู่ในหมวดเดียวกัน ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องอุปถัมภ์ หรือด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว มีสภาพต่างกันตามลักษณะของตน ซึ่งเจือกันทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ ด้วยสามารถแห่งสมถะวิปัสสนาและมรรค.

บทว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโพชฌงค์ไว้ ๗ ประการ รวมอยู่ในหมวดเดียวกัน ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องนำออก มีสภาพต่างกันตามลักษณะของตนมีความปรากฏเป็นต้น ซึ่งเจือกันทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ ด้วยอำนาจแห่งสมถะวิปัสสนาและมรรคนั้นแล.

บทว่า อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ ซึ่งรวมอยู่ในหมวดเดียวกัน ด้วยอรรถว่าเป็นตัวเหตุ และมีสภาพต่างๆ กันตามลักษณะของตนมีการเห็นเป็นอาทิ เจือกันทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ ด้วยอำนาจแห่งสมถะวิปัสสนาและมรรคนั้นแล.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงเริ่มคำนี้ว่า อิธ ภนฺเต ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา ดังนี้.

ตอบว่า เพื่อแสดงที่สุดของพระศาสนา.

ความจริง ที่สุดของพระศาสนาหามีด้วยมรรคอย่างเดียวเท่านั้นไม่ ย่อมมีแม้ด้วยพระอรหัตตผล ฉะนั้น พึงทราบว่า พระเถระเริ่มคำนี้ ก็เพื่อจะแสดงที่สุดของพระศาสนานั้น.

หลายบทว่า เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การแสดงอย่างนี้นั้นจัดเป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ตํ ภควา คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบชัดเทศนานั้นทั้งสิ้นไม่มีเหลือ.

บทว่า ตํ ภควโต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบชัดเทศนานั้นโดยไม่เหลือ.

บทว่า อุตฺตริอภิญฺเญยฺยํ นตฺถิ ความว่า ข้อธรรมที่จะพึงรู้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ หามีไม่ คือคำนี้ว่า ธรรมหรือบุคคลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบนอกจากนี้ชื่อนี้ ย่อมไม่มี.

บทว่า ยทภิชานํ อญฺโญ สมโณ วา ความว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นรู้สิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ พึงเป็นผู้มีความรู้ยิ่งกว่า คือมีปัญญายิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า.

คำว่า ยทิทํ ในบทว่า ยทิทํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ นี้เป็นเพียงนิบาต.

ในข้อนี้ มีคำอธิบายดังนี้ว่า

สมณะหรือพราหมณ์ที่ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในฝ่ายกุศลธรรมย่อมไม่มี.

พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยมในกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล้ว ย่อมแสดงว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ ด้วยเหตุแม้นี้ ดังนี้.

ในคำว่า อปรํ ปน เป็นต้น นอกจากนี้ เราจะพรรณนาเพียงข้อที่แตกต่างกันเท่านั้น. ส่วนคำที่เหมือนกับวาระข้างต้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วแล.

อายตนปณฺณตฺติเทสนาวณฺณนา

บทว่า อายตนปณฺณตฺตีสุ คือ ในการบัญญัติอายตนะ.

บัดนี้ เมื่อจะแสดงอายตนบัญญัติทั้งหลายเหล่านั้น พระสารีบุตรเถระจึงทูลว่า ฉยิมานิ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น. ก็กถาว่าด้วยอายตนะนี้ ท่านกล่าวไว้อย่างพิสดารในปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรค ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักไม่พรรณนาอายตนะนั้นให้พิสดารเพราะฉะนั้น พึงทราบอายตนกถานั้นอย่างพิสดาร โดยนัยได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั้นเถิด.

บทว่า เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต อายตนปณฺณตฺตีสุ คือ การแสดงอย่างนี้ด้วยอำนาจการกำหนดเป็นอายตนภายในและภายนอกเป็นต้นนี้ จัดเป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในอายตนบัญญัตินี้. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.

คพฺภาวกฺกนฺติเทสนาวณฺณนา

บทว่า คพฺภาวกฺกนฺตีสุ คือ ในการก้าวลงสู่ครรภ์.

พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงการก้าวลงสู่ครรภ์เหล่านั้น จึงกราบทูลว่า จตสฺโส อิมา ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมฺปชาโน คือ ไม่รู้ ได้แก่หลงพร้อม.

บทว่า มาตุ กุจฺฉึ โอกฺกมติ คือ ย่อมเข้าไปสู่ครรภ์ด้วยอำนาจปฏิสนธิ.

บทว่า ฐาติ แปลว่า ย่อมอยู่.

บทว่า นิกฺขมติ คือแม้เมื่อจะออกก็ไม่รู้ คือหลงพร้อมออกไป (จากครรภ์).

บทว่า อยํ ปฐมา คือ นี้จัดเป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ของเหล่ามนุษย์ชาวโลกตามปกติข้อที่ ๑.

บทว่า สมฺปชาโน หิ โข คือ สัตว์เมื่อจะก้าวลง ก็เป็นผู้รู้ไม่หลงก้าวลงสู่ครรภ์.

บทว่า อยํ ทุติยา คือ ข้อนี้จัดเป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๒ ของหมู่อสีติมหาสาวกทั้งหลาย.

ความจริง พระมหาสาวกเหล่านั้น เมื่อจะเข้าไปสู่ครรภ์เท่านั้นย่อมรู้ เมื่ออยู่และเมื่อออกย่อมไม่รู้.

บทว่า อยํ ตติยา ความว่า ข้อนี้จัดเป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๓ ของพระอัครสาวกทั้งสองและของพระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งหลาย.

นัยว่า ท่านเหล่านั้นถูกลมกัมมชวาตพัดให้หันศีรษะลงเบื้องล่าง หันเท้าขึ้นเบื้องบน มาอยู่ที่ปากช่องคลอด เหมือนอยู่ในเหวที่ลึกหลายร้อยชั่วบุรุษ ออกจากช่องคลอดซึ่งคับแคบ ก็ย่อมประสบทุกข์เป็นอันมากเปรียบเหมือนช้างที่ออกจากโพรงต้นตาล ย่อมประสบความทุกข์ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่มีความรู้ว่า เราออกไปแล้ว ดังนี้. ความทุกข์อย่างใหญ่หลวงในฐานะเห็นปานนี้ ย่อมบังเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ แม้ผู้บำเพ็ญบารมีมาแล้วแท้อย่างนี้ ฉะนั้น ควรจะเบื่อหน่าย ควรจะคลายกำหนัดในการอยู่ในครรภ์.

บทว่า อยํ จตุตฺถา คือ ข้อนี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๔ ด้วยอำนาจแห่งพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลาย.

ความจริง พระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลาย แม้เมื่อถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดาย่อมรู้ ทั้งเมื่ออยู่ในครรภ์ก็ย่อมรู้. และแม้ในเวลาประสูติจากพระครรภ์ ลมกัมมชวาตทั้งหลายย่อมไม่สามารถที่จะพัดพาทำพระสัพพัญญูโพธิสัตว์เหล่านั้นให้มีเท้าอยู่ข้างบน และศีรษะอยู่ข้างล่างได้. พระสัพพัญญูโพธิสัตว์เหล่านั้นเหยียดพระหัตถ์ทั้งสองแล้วลืมพระเนตร ประทับยืนเสด็จออกมา. เว้นพระสัพพัญญูโพธิสัตว์เสีย สัตว์อื่นในระหว่างอเวจีจนถึงภวัคคพรหม ที่ชื่อว่ารู้ในระยะเวลาทั้งสามย่อมไม่มีเลย.

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ในเวลาที่พระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ก้าวลงสู่พระครรภ์มารดา และในเวลาประสูติ หมื่นโลกธาตุจึงได้หวั่นไหว.

คำที่เหลือในเรื่องการก้าวลงสู่ครรภ์นี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.

อาเทสนวิธาเทสนาวณฺณนา

บทว่า อาเทสนวิธาสุ คือ ในส่วนแห่งการแสดงธรรมดักใจคน. บัดนี้ พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงวิธีการแสดงธรรมดักใจคนเหล่านั้น จึงกราบทูลคำว่า จตสฺโส อิมา ดังนี้เป็นต้น. ด้วยคำว่า นิมิตฺเตน อาทิสติ นี้ พระสารีบุตรย่อมแสดงว่า ชื่อว่าการแสดงธรรมดักใจคนนี้จักมีได้ ด้วยอาคตนิมิตบ้าง ด้วยคตินิมิตบ้าง ด้วยฐิตินิมิตบ้าง.

ในข้อนั้นมีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์.

พระราชาองค์หนึ่งทรงถือเอาแก้วมุกดามา ๓ ดวง แล้วตรัสถามปุโรหิตว่า อาจารย์ อะไรอยู่ในมือของเรานี้. ปุโรหิตนั้นจึงมองดูไปข้างโน้นและข้างนี้. ก็โดยสมัยนั้น ตุ๊กแกตัวหนึ่งวิ่งแล่นออกไปด้วยหมายใจว่า เราจักจับแมลงวันกินดังนี้. ในเวลาที่จะจับ แมลงวันบินหนีไปเสีย. ปุโรหิตนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช แก้วมุกดา พระเจ้าข้า ดังนี้ เพราะเหตุที่แมลงวันบินหนีพ้นไปได้. พระราชาจึงตรัสถามอีกว่า แก้วมุกดาจงยกไว้ก่อน (แต่) แก้วมุกดามีกี่ดวง. ปุโรหิตนั้นจึงมองดูนิมิตนั้นอีก. ลำดับนั้น ไก่เปล่งเสียงขันขึ้น ๓ ครั้งในที่ไม่ไกล. พราหมณ์จึงกราบทูลว่า ๓ ดวง พระเจ้าข้า ดังนี้.

คนบางคนย่อมพูดด้วยนิมิตที่มาปรากฏอย่างนี้. พึงเข้าใจการกล่าวแม้ด้วยคตินิมิตและฐิตินิมิต โดยอุบายนั้น.

บทว่า อมนุสฺสานํ คือ หมู่ยักษ์และปีศาจเป็นต้น.

บทว่า เทวตานํ คือ เหล่าเทวดาผู้ดำรงอยู่ในชั้นจาตุมหาราชเป็นต้น.

บทว่า สทฺทํ สุตฺวา ความว่า ฟังเสียงของเหล่าเทวดาและอมนุษย์ ผู้ซึ่งรู้จิตของผู้อื่นแล้วกล่าว.

บทว่า วิตกฺกวิปฺผารสทฺทํ ได้แก่ เสียงของหมู่ชนผู้หลับและประมาทแล้วเป็นต้น ผู้เพ้ออยู่ ซึ่งบังเกิดขึ้นมาด้วยการแผ่ซ่านไปแห่งวิตก.

บทว่า สุตฺวา คือ ได้ยินเสียงนั้น.

เสียงนั้นเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นผู้ตรึกเรื่องใด เขาย่อมดักใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งการตรึกนั้น.

บทว่า มโนสงฺขารา ปณิหิตา คือ จิตตสังขารตั้งมั่นด้วยดีแล้ว.

บทว่า วิตกฺเกสฺสติ คือ เขาย่อมรู้ว่า ผู้นี้จักตรึก คือจักให้ (จิตตสังขาร) เป็นไป.

อนึ่ง เขาเมื่อรู้ ย่อมรู้ด้วยการมาของนิมิต ย่อมรู้ด้วยนิมิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น ตรวจดูจิตในภายในสมาบัติย่อมรู้ได้.

บุคคลย่อมรู้ว่า ในเวลาบริกรรมกสิณนั้นเอง บุคคลนี้เริ่มภาวนากสิณด้วยอาการใดจักยังปฐมฌาน ฯลฯ หรือจตุตถฌาน หรือสมาบัติ ๘ ให้เกิดได้ บุคคลนี้ชื่อว่าย่อมรู้ด้วยการมาปรากฏของนิมิต.

บุคคลบางคนย่อมรู้เมื่อเริ่มบำเพ็ญสมถะวิปัสสนา คือรู้ว่า บุคคลนี้เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนาโดยอาการใด จักยังโสดาปัตติมรรคให้เกิด ฯลฯ หรือยังอรหัตตมรรคให้เกิด ผู้นี้ชื่อว่าย่อมรู้ได้ด้วยนิมิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น.

บุคคลบางคนย่อมรู้ว่า มโนสังขารของบุคคลนี้ตั้งมั่นด้วยดี โดยอาการใด เขาจักตรึกถึงวิตกชื่อนี้ เป็นลำดับแห่งจิตชื่อนี้ เมื่อบุคคลนั้นออกจากวิตกนี้ สมาธิอันเป็นฝ่ายเสื่อม หรือเป็นฝ่ายตั้งอยู่ หรือเป็นฝ่ายแห่งความวิเศษขึ้น หรือเป็นฝ่ายทำลายกิเลสจักมีได้ หรือจักยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ผู้นี้ชื่อว่าตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วจึงรู้ได้.

ในบรรดาชนเหล่านั้น ปุถุชนผู้ได้เจโตปริยญาณ ย่อมรู้จิตของปุถุชนเท่านั้น หารู้จิตของพระอริยทั้งหลายได้ไม่. แม้ในพระอริยะทั้งหลาย พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเบื้องต่ำ ย่อมไม่รู้จิตของพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเบื้องสูงได้. ส่วนพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเบื้องสูง ย่อมรู้จิตของพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเบื้องต่ำได้.

ก็ในบรรดาท่านเหล่านั้น พระโสดาบันย่อมเข้าโสดาปัตติผลสมาบัติ พระสกทาคามีย่อมเข้าสกทาคามีผลสมาบัติ พระอนาคามีย่อมเข้าอนาคามีผลสมาบัติ พระอรหันต์ย่อมเข้าอรหัตตผลสมาบัติ.

พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลเบื้องสูงย่อมไม่เข้าสมาบัติอันตั้งอยู่ในเบื้องต่ำ. ความจริง สมาบัติเบื้องต่ำของท่านเหล่านั้นก็มีความเป็นไปในสมาบัตินั้นเหมือนกัน.

บทว่า ตเถว ตํ โหติ ความว่า เรื่องนี้ย่อมเป็นอย่างนั้นแลโดยส่วนเดียว. ความจริง ขึ้นชื่อว่าความเป็นโดยประการอื่นที่รู้ด้วยอำนาจเจโตปริยญาณย่อมไม่มี.

คำที่เหลือพึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

ทสฺสนสมาปตฺติเทสนาวณฺณนา

คำเป็นต้นว่า อาตปฺปมนฺวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้พิสดารแล้วในพรหมชาลสูตร. ส่วนความสังเขปในที่นี้ ดังต่อไปนี้.

ความเพียรชื่อว่าอาตัปปะ. ความเพียรนั้นเองชื่อว่าปธาน เพราะเป็นของอันบุคคลพึงตั้งไว้. ชื่อว่าอนฺโยค เพราะเป็นของอันบุคคลพึงประกอบไว้.

บทว่า อปฺปมาทํ คือ การไม่อยู่ปราศจากสติ.

บทว่า สมฺมา มนสิการํ คือ การทำมนสิการโดยอุบาย ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจการพิจารณาในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยงเป็นต้น.

บทว่า เจโตสมาธึ ได้แก่ สมาธิในปฐมฌาน.

หลายบทว่า อยํ ปฐมา ทสฺสนสมาปตฺติ ความว่า ปฐมฌานสมาบัติที่พระโยคาวจรพิจารณาอาการ ๓๒ โดยเป็นของปฏิกูล แล้วให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจการเห็นว่า เป็นของปฏิกูลนี้ ชื่อว่าทัสสนสมาบัติที่ ๑ แต่ถ้าพระโยคาวจรทำฌานนั่นให้เป็นบาทแล้วเป็นพระโสดาบัน นี้ก็จัดเป็นทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑ โดยตรงนั่นเอง.

บทว่า อติกฺกมฺม จ คือ ก้าวล่วง.

บทว่า ฉวิมํสโลหิตํ คือ ผิวหนัง เนื้อและโลหิต.

บทว่า อฏฺฐึ ปจฺจเวกฺขติ คือ ย่อมพิจารณาว่า กระดูก กระดูก ดังนี้.

บทว่า อฏฺฐิ อฏฺฐิ ความว่า ฌานสมาบัติซึ่งมีทิพพจักขุเป็นบาทมีกระดูกเป็นอารมณ์ที่พระโยคาวจรพิจารณาแล้วให้เกิดขึ้นชื่อว่าทัสสนสมาบัติที่ ๒. แต่ถ้าพระโยคาวจรกระทำฌานนั้นให้เป็นบาทแล้ว ย่อมให้สกทาคามิมรรคบังเกิดขึ้นได้. ข้อนี้ก็จัดว่าเป็นทัสสนสมาบัติข้อที่ ๒ โดยทางตรง. ส่วนพระสุมนเถระผู้อยู่ในกาฬวัลลวิหารกล่าวว่า ย่อมควรตั้งแต่มรรคที่ ๓.

วิญญาณนั้นเองชื่อ วิญญาณโสตะ.

บทว่า อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ ความว่า กระแสวิญญาณนั้นท่านตัดขาดได้แล้วด้วยส่วนแม้ทั้งสอง.

บทว่า อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ คือ อันตั้งอยู่แล้วในโลกนี้ด้วยอำนาจฉันทราคะ.

แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง กระแสวิญญาณเมื่อเข้าถึงกรรมโดยกรรม ชื่อว่าตั้งอยู่เฉพาะแล้วในโลกนี้. กระแสวิญญาณเมื่อคร่ามาได้ซึ่งกรรมภพ ชื่อว่าตั้งอยู่เฉพาะในปรโลก.

ถามว่า ด้วยบทนี้ท่านกล่าวอะไรไว้.

ตอบว่า ท่านกล่าวเจโตปริยญาณของเสขปุถุชนทั้งหลายไว้. ความจริง เจโตปริยญาณของเสขปุถุชนทั้งหลาย ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๓.

บทว่า อิธ โลเก อปฺปติฏฺฐิตญฺจ คือ ดำรงอยู่ไม่ได้ในโลกนี้ เพราะมีความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจออกแล้ว. แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้. อีกอย่างหนึ่ง กระแสวิญญาณไม่เข้าถึงกรรมโดยกรรม ชื่อว่าดำรงอยู่ในโลกนี้ไม่ได้. เมื่อคร่ากรรมภพมาไม่ได้ ชื่อว่าดำรงอยู่ในปรโลกไม่ได้.

ถามว่า ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวอะไรไว้.

ตอบว่า ท่านกล่าวเจโตปริยญาณของพระขีณาสพไว้. ความจริง เจโตปริยญาณของพระขีณาสพ ชื่อว่าในทัสสนสมาบัติข้อที่ ๔.

อีกอย่างหนึ่ง แม้วิปัสสนาที่พระโยคาวจรปรารภอาการ ๓๒ ก็จัดเป็นทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑. วิปัสสนาที่พระโยคาวจรปรารภกัมมัฏฐานซึ่งมีกระดูกเป็นอารมณ์ จัดเป็นทัสสนสมาบัติข้อที่ ๒. บททั้งสองนี้ว่า เจโตปริยญาณของเสขปุถุชน เจโตปริยญาณของพระขีณาสพดังนี้ไม่หวั่นไหวเลย.

อีกนัยหนึ่ง ปฐมฌาน ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑. ทุติยฌาน ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๒. ตติยฌาน ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๓. จตุตถฌาน ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๔.

อนึ่ง ปฐมมรรค ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑. มรรคที่ ๒ ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๒. มรรคที่ ๓ ชื่อว่า ทัสสนสมาบัติข้อที่ ๓. มรรคที่ ๔ ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๔.

คำที่เหลือในบทนี้ พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

ปุคฺคลปณฺณตฺติเทสนาวณฺณนา

บทว่า ปุคฺคลปณฺณตฺตีสุ คือ ในโลกบัญญัติที่บุคคลพึงบัญญัติอย่างนี้ว่า สัตตะ ปุคคละ นระ โปสะ ดังนี้ ตามโวหารทางโลก. ความจริง กถาทั้งสองคือ สมมติกถา ปรมัตถกถา ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านให้พิสดารแล้วในโปฏฐปาทสูตร.

ในบรรดากถาทั้งสองนั้นกถานี้ว่า ในบุคคลบัญญัติทั้งหลาย ดังนี้ ชื่อสมมติกถา. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงบัญญัติบุคคลเหล่าใด ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยมในบุคคลบัญญัติทั้งหลาย บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงบุคคลเหล่านั้น จึงทูลคำเป็นต้นว่า สตฺตีเม ภนฺเต ปุคฺคลา อุภโตภาควิมุตฺโต ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ความว่า บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วโดยส่วนสอง คือผู้หลุดพ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ หลุดพ้นจากนามกายด้วยมรรค. บุคคลนั้นออกจากบรรดาอรูปสมาบัติทั้ง ๔ อย่างหนึ่งๆ แล้ว พิจารณาสังขารแล้วย่อมเป็นบุคคล ๕ จำพวกด้วยอำนาจแห่งบุคคล คือพระอริยบุคคล ๔ ผู้บรรลุพระอรหัตต์ และพระอนาคามีผู้ออกจากนิโรธแล้วบรรลุพระอรหัตต์.

ก็พระบาลีในที่นี้ว่า ก็บุคคลผู้หลุดพ้นโดยส่วนสองเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ทั้ง ๘ ด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของท่านก็สิ้นรอบแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ท่านเรียกว่าผู้หลุดพ้นแล้วโดยส่วนสอง. พระบาลีนี้มาแล้วด้วยอำนาจแห่งท่านผู้ได้วิโมกข์ ๘ อย่างนี้.

บทว่า ปญฺญาวิมุตฺโต แปลว่า หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา. บุคคลผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญานั้นมี ๕ จำพวก ด้วยอำนาจแห่งบุคคลเหล่านี้คือสุกขวิปัสสกบุคคล ๑ และบุคคลผู้ออกจากฌานทั้ง ๔ แล้วบรรลุพระอรหัตต์ ๔ พวก ๑. ก็พระบาลีในที่นี้ มาแล้วด้วยอำนาจธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อวิโมกข์ ๘ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลไม่ถูกต้องวิโมกข์ทั้ง ๘ ด้วยกายอยู่เลยและเพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเขาจึงเป็นอันสิ้นรอบแล้ว บุคคลนี้เรียกว่าผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา.

____________________________

อภิ. ปุ. เล่ม ๓๖/ข้อ ๔๑

บุคคลย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งกายที่ถูกต้องอยู่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า กายสักขิ. บุคคลนั้นย่อมถูกต้องฌานก่อน จึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธคือนิพพานในภายหลัง. กายสักขินั้นพึงทราบว่ามี ๖ จำพวก เริ่มต้นแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จนถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ทั้ง ๘ ด้วยกายอยู่ และเพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะบางเหล่าของเขาเป็นอันสิ้นรอบไป. บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขิ.

____________________________

อภิ. ปุ. เล่ม ๓๖/ข้อ ๔๒

บุคคลบรรลุถึงที่สุดของทิฏฐิ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้บรรลุทิฏฐิ.

ในข้อนั้นมีลักษณะโดยสังเขปดังต่อไปนี้.

อันบุคคลนั้นได้รู้ ได้เห็น ได้ทราบ ได้ทำให้แจ้ง ได้ถูกต้องด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ความดับแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้นเป็นสุข ดังนี้ ฉะนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าผู้บรรลุทิฏฐิ. ก็บุคคลผู้บรรลุทิฏฐิแม้นี้ก็มี ๖ จำพวกโดยพิสดาร เหมือนกายสักขิบุคคล.

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว เป็นธรรมอันเธอเห็นแล้วด้วยปัญญา ประพฤติแล้วด้วยปัญญา. บุคคลนี้เรียกว่า ผู้บรรลุทิฏฐิ ดังนี้.

____________________________

อภิ. ปุ. เล่ม ๓๖/ข้อ ๔๓

บทว่า สทฺธาวิมุตฺโต คือ บุคคลผู้พ้นแล้วด้วยศรัทธา. แม้บุคคลผู้พ้นด้วยศรัทธานั้นมี ๖ จำพวกโดยนัยก่อนนั้นแล. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์ ฯลฯ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ และธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว เป็นอันเธอเห็นแจ้งแล้วด้วยปัญญา และประพฤติแล้วด้วยปัญญา. บุคคลนี้เรียกว่า ผู้หลุดพ้นแล้วด้วยศรัทธา. หาใช่ว่าย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง เหมือนการรู้ชัดของบุคคลผู้บรรลุทิฏฐิไม่.

ก็ในบุคคลสองประเภทนี้ การสิ้นกิเลสของบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธาเหมือนกับเชื่อ ปลงใจเชื่อและน้อมใจเชื่อ ในขณะแห่งมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้น. ญาณอันเป็นเครื่องตัดกิเลสของบุคคลผู้บรรลุทิฏฐิ เป็นญาณไม่เฉื่อยชา เป็นญาณที่คมกริบและแกล้วกล้า ย่อมนำไปในขณะแห่งมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นเพราะฉะนั้น จึงเหมือนเมื่อบุคคลเอาดาบที่ไม่คมตัดต้นกล้วยที่ที่บุคคลตัดก็ไม่เกลี้ยง ทั้งดาบก็ไม่ผ่านไปได้โดยเร็ว บุคคลย่อมได้ยินเสียง บุคคลต้องทำความพยายามด้วยกำลังมากกว่าฉันใด มรรคภาวนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นของบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธาเห็นปานนั้น ก็พึงทราบฉันนั้น.

อนึ่ง เหมือนเมื่อบุคคลเอาดาบที่ลับดีแล้วตัดต้นกล้วยที่ที่เขาตัดก็เกลี้ยง ทั้งดาบก็ผ่านไปได้เร็ว บุคคลก็ไม่ได้ยินเสียง กิจคือความพยายามด้วยกำลังมากก็ไม่มี ฉันใด มรรคภาวนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นของบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาเห็นปานนั้น ก็พึงทราบฉันนั้น.

บุคคลย่อมตามระลึกถึงธรรม ฉะนั้นจึงชื่อว่าธัมมานุสารี. ปัญญาชื่อว่าธรรม. อธิบายว่า บุคคลย่อมเจริญมรรคอันมีปัญญาเป็นเบื้องต้น. แม้ในสัทธานุสารีบุคคลก็นัยนี้เหมือนกัน. บุคคลทั้งสองแม้เหล่านั้น คือบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคนั่นเอง.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ปัญญินทรีย์ของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เป็นปัญญาที่มีประมาณอันยิ่ง บุคคลผู้ขวนขวายเพื่อได้มาซึ่งปัญญา ย่อมเจริญอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเบื้องต้น บุคคลนี้ เรียกว่าธัมมานุสารีบุคคล.

อนึ่ง สัทธินทรีย์ของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลย่อมมีประมาณมากยิ่งนัก บุคคลผู้ขวนขวายเพื่อได้มาซึ่งศรัทธา ย่อมเจริญอริยมรรคอันมีศรัทธาเป็นเบื้องต้น บุคคลนี้ เรียกว่าสัทธานุสารีบุคคล.

____________________________

อภิ. ปุ. เล่ม ๓๖/ข้อ ๔๖

ความสังเขปในเรื่องนี้เพียงเท่านี้.

ส่วนกถาว่าด้วยอุภโตภาควิมุตตะเป็นต้นนี้ ท่านกล่าวไว้แล้วในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์พิเศษชื่อวิสุทธิมรรคโดยพิสดาร. ฉะนั้น พึงทราบวิตถารกถาโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคนั้นแล.

คำที่เหลือแม้ในที่นี้พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

ปธานเทสนาวณฺณนา

โพชฌงค์ ๗ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปธาน ด้วยอำนาจการเริ่มตั้งความเพียรในบทนี้ว่า ปธาเนสุ ดังนี้. กถาโดยพิสดารของโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐาน.

คำที่เหลือแม้ในที่นี้พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

ปฏิปทาเทสนาวณฺณนา

ในคำว่า ทุกฺขาปฏิปทา เป็นต้น มีนัยโดยพิสดารดังต่อไปนี้.

ในบาลีประเทศนั้น ปัญญาทั้งปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ ได้ช้า เป็นอย่างไร คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ธรรมวิจัย สัมมาทิฏฐิอันใด ของบุคคลผู้ให้สมาธิเกิดขึ้นได้โดยยากลำบาก ทั้งรู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่า ปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า.

ในบาลีประเทศนั้น ปัญญาอันปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว เป็นอย่างไร คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ สัมมาทิฏฐิอันใด ของบุคคลผู้ให้สมาธิเกิดขึ้นได้โดยยากลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นได้โดยฉับพลัน นี้เรียกว่าปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นได้โดยฉับพลัน นี้เรียกว่าปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว.

ในบาลีประเทศนั้น ปัญญาอันปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า เป็นอย่างไร คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ สัมมาทิฏฐิอันใด ของบุคคลผู้ให้สมาธิเกิดขึ้นโดยไม่ยากไม่ลำบาก รู้ฐานะนั้นได้อย่างช้า นี้เรียกว่าปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า.

ในบาลีประเทศนั้น ปัญญาอันปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว เป็นอย่างไร คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ สัมมาทิฏฐิอันใด ของบุคคลผู้ให้สมาธิเกิดขึ้นโดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ทั้งรู้ชัดฐานะนั้นอย่างเร็วพลัน นี้เรียกว่าปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว.

____________________________

อภิ.วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๓๐

ความสังเขปในที่นี้เท่านี้.

ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.

คำที่เหลือแม้ในที่นี้พึงประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.

ภสฺสสมาจาราทิเทสนาวณฺณนา

บทว่า น เจว มุสาวาทูปสญฺหิตํ ความว่า ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ดำรงอยู่ในภัสสสมาจาร (มารยาทเกี่ยวกับการพูด) บ้าง ไม่เข้าไปตัดกถามรรคกล่าวบ้าง ย่อมไม่กล่าววาจาอันประกอบด้วยมุสาวาทเลย เว้นโวหารอันไม่ประเสริฐ ๘ อย่างเสีย กล่าววาจาอันประกอบด้วยโวหารอันประเสริฐ ๘ อย่างเท่านั้น.

บทว่า น จ เวภูติยํ ความว่า ภิกษุบางรูปในศาสนานี้แม้ดำรงอยู่ในภัสสสมาจาร ย่อมไม่กล่าววาจาอันทำความแตกร้าวกัน.

คำว่า เปสุณิยํ นั้นเป็นไวพจน์ของคำว่า เวภูติยํ นั้น. ความจริง วาจาอันทำความแตกร้าวกันท่านเรียกว่า เปสุณิยํ เพราะทำความเป็นที่รักกันให้สูญหาย. พระมหาสิวเถระกล่าวว่า คำว่า เปสุณิยํ นั้นเป็นชื่อของวาจานั้น.

บทว่า น จ สารมฺภชํ ความว่า วาจาใดเกิดเพราะการแข่งดี ภิกษุย่อมไม่กล่าววาจานั้น เมื่อเขากล่าวว่า ท่านทุศีล หรือว่า ท่านทุศีล อาจารย์ของท่านก็ทุศีล หรือเมื่อเขากล่าวว่า ท่านต้องอาบัติ ย่อมไม่กล่าววาจาที่เป็นไปด้วยการกล่าวซัดไปภายนอก หรือวาจาที่ยิ่งกว่าการกระทำ โดยนัยเป็นต้นว่า เราไปเที่ยวบิณฑบาตจนถึงเมืองปาฏลีบุตรดังนี้.

บทว่า ชยาเปกฺโข คือ เป็นผู้มุ่งต่อชัยชนะ. อธิบายว่า ภิกษุผู้เพ่งถึงชัยชนะคือหวังชัยชนะเป็นเบื้องหน้า ย่อมไม่กล่าวเหมือนหัตถกศากยบุตร กล่าววาจาจริงและเหลาะแหละอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ธรรมดาพวกเดียรถีย์ บุคคลพึงชนะด้วยธรรมบ้าง ด้วยอธรรมบ้าง ดังนี้.

ปัญญา ท่านเรียกว่ามันตา ในคำว่า มนฺตา มนฺตา จ วาจํ ภาสติ นี้. กล่าววาจาด้วยปัญญาชื่อว่ามันตา.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มนฺตา คือ ใคร่ครวญแล้ว. มีคำอธิบายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุในศาสนานี้ดำรงอยู่ในภัสสสมาจาร เมื่อกล่าวตลอดทั้งวันก็ใคร่ครวญด้วยปัญญา กล่าวเฉพาะถ้อยคำอันสมควรเท่านั้น.

บทว่า นิธานวตึค คือ ควรเพื่อจะฝังไว้ แม้ในใจ.

บทว่า กาเลน คือ ตามกาลอันควรแล้วและถึงแล้ว.

ความจริง วาจาอันบุคคลกล่าวแล้วอย่างนี้ย่อมเป็นวาจาที่ไม่เท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่หยาบ ไม่โอ้อวด ไม่เพ้อเจ้อ. ก็วาจาเห็นปานนี้นี้เรียกว่า วาจาอิงอาศัยสัจจะ ๔ บ้าง วาจาอิงอาศัยไตรสิกขาบ้าง วาจาอิงอาศัยกถาวัตถุ ๑๐ บ้าง วาจาอิงอาศัยธุดงคคุณ ๑๓ บ้าง วาจาอิงอาศัยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการบ้าง วาจาอิงอาศัยมรรคบ้าง. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ภสฺสสมาจาเร ดังนี้.

คำนั้นพึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

หลายบทว่า สจฺโจ จสฺส สทฺโธ จ ความว่า ภิกษุในพระศาสนานี้ผู้ตั้งอยู่ในสีลาจาร พึงเป็นผู้จริง กล่าววาจาจริง พึงเป็นผู้มีศรัทธาและถึงพร้อมด้วยศรัทธา.

ถามว่า สัจจะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในหนหลังแล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุไร ในที่นี้พระองค์จึงตรัสไว้อีกเล่า.

ตอบว่า วาจาสัจ พระองค์ตรัสไว้แล้วในหนหลัง. ในที่นี้ พระองค์ตรัสไว้เพื่อทรงแสดงว่า ก็ภิกษุดำรงอยู่ในสีลาจารแล้วย่อมไม่กล่าวมุสาวาท โดยที่สุดแม้ด้วยการกล่าวให้หัวเราะกัน.

บัดนี้ พระเถระเพื่อจะแสดงว่า ภิกษุนั้นย่อมสำเร็จการเป็นอยู่โดยธรรมสม่ำเสมอ ดังนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า น จ กุหโก ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กุหโก เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายพิสดารแล้วในพรหมชาลสูตร. หลายบทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเน มตฺตญฺญู ความว่า เป็นผู้คุ้มครองทวารดีแล้วในอินทรีย์ทั้ง ๖ ทั้งเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ.

บทว่า สมการี คือ ผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ. อธิบายว่า ภิกษุในพระศาสนานี้เว้นเหตุมีการคดทางกายเป็นต้น ประพฤติสม่ำเสมอทางกายวาจาและใจ.

บทว่า ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต ความว่า ภิกษุย่อมขวนขวายประกอบความเป็นผู้ตื่นอยู่ โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุพึงแบ่งกลางวันและกลางคืนออกเป็น ๖ ส่วน แล้วพึงประกอบความเพียรในกลางวันด้วยการจงกรมและนั่ง.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๙

บทว่า อตนฺทิโต คือ ได้แก่ไม่เกียจคร้าน คือเว้นจากการเกียจคร้านทางกาย.

บทว่า อารทฺธวีริโย ความว่า เป็นผู้เริ่มความเพียรแม้ด้วยความเพียรทางกาย บรรเทาความเกี่ยวข้องด้วยหมู่เสียแล้วอยู่แต่ผู้เดียว ด้วยอำนาจอารัพภวัตถุ ๘ ในอิริยาบถทั้ง ๔. เป็นผู้เริ่มความเพียรแม้ด้วยความเพียรทางใจ บรรเทาความเกี่ยวข้องด้วยกิเลสเสีย อยู่แต่ผู้เดียวด้วยอำนาจสมาบัติ ๘.

อีกอย่างหนึ่ง ห้ามการเกิดขึ้นแห่งกิเลสเสียแล้วโดยประการใดประการหนึ่ง ก็จัดว่าเป็นผู้เริ่มความเพียรด้วยความเพียรทางใจเหมือนกัน.

บทว่า ฌายี คือ เป็นผู้เพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน.

บทว่า สติมา คือ ประกอบด้วยสติอันสามารถระลึกถึงกิจที่ทำไว้นานแล้วได้เป็นต้น.

บทว่า กลฺยาณปฏิภาโณ คือสมบูรณ์ด้วยการพูดดี และสมบูรณ์ด้วยปฏิภาณ. ก็บุคคลนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยปฏิภาณ มิใช่เป็นผู้ขาดปฏิภาณ.

จริงอยู่ ภิกษุผู้ดำรงอยู่ในสีลสมาจาร หาได้ขาดปฏิภาณไม่.

อนึ่ง ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏิภาณ ย่อมเป็นเหมือนพระวังคีสเถระฉะนั้น.

บทว่า คติมา คือ ประกอบด้วยปัญญาอันสามารถในการดำเนินไป.

บทว่า ธิติมา คือ ประกอบด้วยปัญญาอันสามารถในการทรงจำไว้.

ก็คำว่า มติ ในคำว่า มติมา นี้เป็นชื่อของปัญญาแท้ ฉะนั้น. อธิบายว่าผู้มีปัญญา. ปัญญานั้นเอง ท่านกล่าวไว้ด้วยบทแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ ดังพรรณนามาฉะนี้.

ในบาลีประเทศนั้น ความเพียรเป็นเครื่องทำสมณธรรม ท่านกล่าวไว้ในหนหลัง. ในที่นี้ ท่านกล่าวความเพียรเป็นเครื่องเล่าเรียนพระพุทธพจน์.

อนึ่ง วิปัสสนาปัญญา ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง. ในที่นี้ท่านกล่าวถึงปัญญาเป็นเครื่องเล่าเรียนพระพุทธพจน์.

หลายบทว่า น จ กาเมสุ คิทฺโธ คือ เป็นผู้ไม่ติดในวัตถุกามและกิเลสกาม. หลายบทว่า สโต จ นิปโก จเร ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ประกอบด้วยสติและด้วยญาณในฐานทั้ง ๗ มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้นเที่ยวไป. ปัญญา ชื่อเนปักกะ ภิกษุท่านกล่าวว่ามีปัญญา ดังนี้ เพราะประกอบด้วยปัญญานั้น.

คำที่เหลือในที่นี้พึงประกอบเข้าด้วยนัยก่อนนั้นแล.

อนุสาสนวิธาเทสนาวณฺณนา

บทว่า ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา คือ ด้วยการทำไว้ในใจโดยอุบายของพระองค์.

บทว่า ยถานุสิฏฺฐํ ตถาปฏิปชฺชมาโน คือ เป็นผู้ปฏิบัติตามที่เราได้ให้อนุศาสน์พร่ำสอนไว้. คำเป็นต้นว่า ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา มีเนื้อความดังกล่าวแล้ว.

คำที่เหลือแม้ในที่นี้ พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

บทว่า ปรปุคฺคลวิมุตฺติญาเณ คือ ในญาณเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสด้วยมรรคนั้นๆ ของบุคคลอื่นมีพระโสดาบันเป็นต้น.

คำที่เหลือในที่นี้ พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

บทว่า อมุตฺราสึ เอวํนาโม ความว่า บุคคลหนึ่งเมื่อระลึกบุพเพนิวาส ย่อมกำหนดชื่อและโคตรไปได้. บุคคลหนึ่งระลึกได้แต่ขันธ์ล้วนๆ เท่านั้น. คนหนึ่งสามารถระลึกได้ คนหนึ่งไม่สามารถ. ในที่นั้น มิได้ถือเอาด้วยอำนาจแห่งผู้สามารถได้ถือเอาด้วยอำนาจแห่งผู้ไม่สามารถ ก็ผู้ไม่สามารถจะทำอะไรได้. บุคคลนั้นระลึกเฉพาะแต่ขันธ์ล้วนๆ ไป ดำรงอยู่ในที่สุดหลายแสนชาติ หยั่งญาณลงกำหนดนามและโคตร. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงนามและโคตรนั้นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า เอวํนาโม ดังนี้.

บทว่า โส เอวมาห คือ บุคคลผู้ถือทิฏฐินั้นได้กล่าวอย่างนี้. ในบาลีประเทศนั้น เมื่อบุคคลนั้นกล่าวว่าเที่ยง แล้วกล่าวว่า สัตว์เหล่านั้นย่อมท่องเที่ยวไป ดังนี้ คำพูดย่อมมีเบื้องต้นและเบื้องปลายขัดแย้งกันก็จริง. แต่บุคคลนั้นกำหนดคำนั้นไม่ได้เพราะเป็นผู้ยึดถือทิฏฐิ. ความจริง ฐานะหรือการกำหนดของผู้ยึดถือทิฏฐิย่อมไม่มี. คำนั้นท่านให้พิสดารแล้วในพรหมชาลสูตรว่า บุคคลนั้นถือเอาสิ่งนี้แล้วก็ปล่อยสิ่งนี้ ครั้นปล่อยสิ่งนี้แล้วก็ยึดถือเอาสิ่งนี้ ดังนี้.

ด้วยคำว่า อยํ ตติโย สสฺสตวาโท นี้ พระเถระกล่าวบุคคลผู้เป็นสัสสตวาทะไว้ ๓ ประเภทด้วยอำนาจแห่งฌานลาภีบุคคลเท่านั้น. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบุคคล ๔ ประเภทไว้ในพรหมชาลสูตร เพราะรวมเอาแม้บุคคลที่เป็นตักกีวาทะเข้าไว้ด้วย.

ก็คำกล่าวพิสดารของบุคคลผู้มีวาทะ ๓ ประเภทนั้น พึงทราบโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในพรหมชาลสูตร.

คำที่เหลือแม้ในที่นี้พึงให้พิสดารโดยนัยที่กล่าวแล้วในก่อน.

บทว่า คณนาย วา คือ ด้วยการนับเป็นหมวด.

บทว่า สงฺขาเนน คือ ด้วยการนับด้วยใจโดยไม่ให้ขาดสายโดยสองวิธีนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเฉพาะการนับเป็นหมวด มีคำอธิบายที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ใครไม่สามารถที่จะทำเป็นหมวดด้วยอำนาจร้อย พัน แสน โกฏิแห่งปีทั้งหลาย แล้วนับว่า ร้อยปีเท่านั้นดังนี้ หรือว่า ฯลฯ โกฏิปีเท่านี้.

พระเถระย่อมแสดงว่า เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ เพราะพระองค์ทรงบรรลุสัพพัญญุตญาณ เพราะพระอนาวรญาณของพระองค์ดำเนินไปแก่กล้า พระองค์จึงทรงมีความฉลาดในเทศนาญาณเป็นเบื้องหน้า ทำให้มีที่สุดด้วยการนับปี แม้ด้วยการนับกัปก็กำหนดแสดงว่ามีประมาณเท่านี้ได้.

เนื้อความในบาลี มีนัยกล่าวแล้วในบาลีนี้. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ก็พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.

ด้วยหลายบทว่า เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต สตฺตานํ จุตูปปาตญาเณ พระเถระย่อมแสดงว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ญาณเทสนาด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายนี้ใดมีอยู่ญาณเทสนานั้นจัดเป็นยอดเยี่ยมของพระองค์ แม้พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลายก็ทรงแสดงอย่างนี้เหมือนกัน. แม้พระพุทธเจ้าในอนาคตก็จักทรงแสดงอย่างนี้เหมือนกัน. พระองค์ทรงเทียบเคียงด้วยพระญาณของพระพุทธเจ้าทั้งในอดีตและในอนาคตเหล่านั้นแล้วทรงแสดง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุแม้นี้ ข้าพระองค์มีความเลื่อมใสพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้.

ก็เนื้อความของพระบาลีในที่นี้ ท่านก็ให้พิสดารแล้วเหมือนกัน.

สองบทว่า สาสวา สอุปธิกา คือ ฤทธิ์ที่มีโทษ คือมีข้อติเตียน.

หลายบทว่า โน อริยาติ วุจฺจติ ความว่า ฤทธิ์เช่นนั้นไม่เรียกว่าฤทธิ์อันเป็นอริยะ. สองบทว่า อนาสวา อนุปธิกา คือไม่มีโทษ ได้แก่ ไม่มีข้อน่าติเตียน. สองบทว่า อริยาติ วุจฺจติ คือ ฤทธิ์เช่นนี้ เรียกว่าฤทธิ์อันเป็นอริยะ.

หลายบทว่า อปฺปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ความว่า ภิกษุย่อมมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร. คือ เธอย่อมแผ่เมตตาไปในสัตว์ที่ปฏิกูล คือรวมความสำคัญว่าเป็นธาตุลงในสังขาร. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูล ว่าไม่ปฏิกูลนั้นอย่างไร คือ เธอย่อมแผ่เมตตาไปในวัตถุอันไม่น่าปรารถนา หรือรวมลงโดยเป็นธาตุดังนี้.

หลายบทว่า ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ความว่า ภิกษุย่อมแผ่อสุภสัญญาไปในสัตว์ซึ่งไม่ปฏิกูล คือรวมอนิจจสัญญาลงในสังขาร. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูล ว่าปฏิกูลอยู่อย่างไร คือ เธอย่อมแผ่ไปด้วยอสุภสัญญาในวัตถุที่น่าปรารถนาหรือรวมลง โดยเป็นของไม่เที่ยง ดังนี้.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๙๐

พึงทราบเนื้อความแม้ในบทที่เหลืออย่างนี้.

หลายบทว่า อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ ความว่า ภิกษุไม่กำหนัดในอารมณ์ที่น่าปรารถนา และไม่ชังในอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ทั้งไม่ให้โมหะเกิดขึ้น เหมือนชนเหล่าอื่นให้โมหะเกิดขึ้น ด้วยการเพ่งอารมณ์อันไม่มีส่วนเสมอ เป็นผู้วางเฉยในอารมณ์ทั้ง ๖ ด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ อยู่.

หลายบทว่า เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต อิทฺธิวิธาสุ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้จัดว่าเป็นเทศนา อันยอดเยี่ยมอย่างนี้ในฝ่ายฤทธิ์ทั้งสอง.

บทว่า ตํ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้ยิ่งซึ่งเทศนานั้นทั้งสิ้นไม่เหลือเลย. สองบทว่า ตํ ภควโต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ยิ่งซึ่งเทศนานั้นโดยไม่เหลือ.

หลายบทว่า อุตฺตริ อภิญฺเญยฺยํ นตฺถิ ความว่า ธรรมที่จะพึงรู้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ ย่อมไม่มี คือคำนี้ว่า ธรรมหรือบุคคลอื่นจากนี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบ ดังนี้ ย่อมไม่มีเลย.

หลายบทว่า ยทภิชานํ อญฺโญ สมโณ วา ความว่า สิ่งใดที่พระองค์ไม่รู้ สมณะหรือพราหมณ์อื่นจะรู้สิ่งนั้น เป็นผู้มีความรู้ยิ่งกว่า คือมีปัญญามากกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า.

คำว่า ยทิทํ ในคำว่า ยทิทํ อิทฺธิวิธาสุ เป็นเพียงนิบาต. บุคคลผู้ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในฝ่ายอิทธิวิธี ย่อมไม่มีเลย. ความจริงแม้พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลายก็ทรงแสดงฤทธิ์ ๒ อย่างเหล่านี้. แม้พระพุทธเจ้าในอนาคตก็จักแสดงฤทธิ์ทั้ง ๒ เหล่านี้. แม้พระองค์ทรงเทียบเคียงด้วยญาณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้ว ก็ทรงแสดงฤทธิ์เหล่านี้แหละ.

พระเถระเมื่อจะแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นทรงยอดเยี่ยมในฝ่ายอิทธิวิธีดังพรรณนามาฉะนี้ ดังนี้ จึงแสดงว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ด้วยเหตุนี้ ข้าพระองค์จึงมีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระธรรมเสนาบดีนั่งในที่พักกลางวันแล้ว พิจารณาธรรมอื่นต่อไป ๑๖ อย่างเหล่าใด ธรรมเหล่านั้นเป็นอันท่านแสดงแล้ว.

อญฺญถาสตฺถุคุณทสฺสนวณฺณนา

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยอาการแม้อื่นอีก จึงทูลคำเป็นต้นว่า ยนฺตํ ภนฺเต ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สทฺเธน กุลปุตฺเตน ความว่า พระโพธิสัตว์ซึ่งมีในอดีตอนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่ากุลบุตรผู้มีศรัทธา. เพราะฉะนั้น จึงมีคำอธิบายว่า สิ่งใดที่พระสัพพัญญูโพธิสัตว์พึงบรรลุ.

ถามว่า ก็อะไรที่พระสัพพัญญูโพธิสัตว์พึงบรรลุ.

ตอบว่า โลกุตตรธรรม ๙ อันพระสัพพัญญูโพธิสัตว์นั้นพึงบรรลุ.

คำทั้งหมดเป็นต้นว่า วิริยํ ถาโม ในบทว่า อารทฺธวิริเยน เป็นต้นนี้เป็นไวพจน์ของความเพียร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารทฺธวิริเยน คือ ผู้ประคองความเพียร.

บทว่า ถามวตา คือ สมบูรณ์ด้วยกำลัง คือมีความเพียรแข็งแรง.

บทว่า ปุริสถาเมน อธิบายว่า สิ่งใดที่พระสัพพัญญูโพธิสัตว์ผู้มีเรี่ยวแรงนั้น พึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ. ในสองบทที่ถัดไป ก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.

บทว่า ปุริสโธเรยฺเหน คือ มหาบุรุษผู้สามารถเพื่อจะนำธุระที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีธุระหาผู้เสมอไม่ได้ พึงนำไป.

ด้วยสองบทว่า อนุปฺปตฺตํ ตํ ภควตา พระเถระย่อมแสดงว่าสิ่งนั้นทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าทั้งในอดีตทั้งในอนาคตพึงบรรลุ สิ่งนั้นทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตามบรรลุได้แล้ว แม้คุณอย่างหนึ่งจะพร่องไปก็หามีไม่ ดังนี้.

สองบทว่า กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยคํ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงตามประกอบกามสุขในฝ่ายวัตถุกาม. พระเถระย่อมแสดงว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่นมีเกณิยชฎิลเป็นต้นคิดกันว่า ใครจะรู้ปรโลก การที่นางปริพาชิกานี้เอาแขนที่มีขนอ่อนนุ่มมาสัมผัสเป็นความสุข ดังนี้จึงปรนเปรอด้วยพวกนางปริพาชิกาซึ่งผูกมวยผมเป็น ๓ หย่อม พวกเขาพากันเสวยอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง ตามประกอบความสุขในกาม ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าหาทรงประกอบเช่นนั้นไม่.

บทว่า หีนํ คือ เลวทราม. บทว่า คมฺมํ คือ เป็นธรรมของชาวบ้าน.

บทว่า โปถุชฺชนิกํ คือ อันปุถุชนควรเสพ.

บทว่า อนริยํ คือ จะไม่มีโทษก็หามิได้ หรืออันพระอริยะทั้งหลายไม่ควรเสพ.

บทว่า อนตฺถสญฺหิตํ คือ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.

บทว่า อตฺตกิลมถานุโยคํ คือ การตามประกอบความเพียรอันทำตนให้เดือดร้อนและเร่าร้อน.

บทว่า ทุกฺขํ คือ ประกอบด้วยทุกข์ หรือทนได้ยาก.

สมณพราหมณ์บางเหล่าคิดกันว่า พวกเราจักงดเว้นซึ่งความประกอบความสุขทางกาม ดังนี้ จึงพากันแล่นไปสู่ความลำบากทางกาย ต่อแต่นั้น ก็คิดว่าเราจักพ้นจากความลำบากนั้นดังนี้ จึงพากันแล่นไปสู่ความสุขทางกาย ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าหาเป็นเช่นนั้นไม่. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเว้นที่สุด ๒ อย่างเหล่านั้นแล้ว ทรงปฏิบัติข้อปฏิบัติชอบที่พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทาที่พระตถาคตรู้ยิ่งแล้ว กระทำให้แจ้งด้วยจักษุมีอยู่ ดังนี้ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า น จ อตฺตกิลมถานุโยคํ ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า อภิเจตสิกานํ คือ เกิดขึ้นในอภิจิต. อธิบายว่า ล่วงกามาวจรจิตแล้วดำรงอยู่. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ คือ อันให้อยู่อย่างสบายในอัตภาพนี้นั้นเอง.

ความจริง ทุติยฌานผลสมาบัติพร้อมด้วยปิติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในโปฏฐปาทสูตร. ฌานซึ่งเป็นบาทแห่งวิปัสสนาพร้อมด้วยมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปาสาทิกสูตร. ผลสมาบัติอันนับเนื่องในจตุตถฌาน ท่านกล่าวไว้ในทสุตตรสูตร. ในสัมปสาทนียสูตรนี้ได้กล่าวฌานอันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน.

บทว่า นิกามลาภี คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ฌานตามความปรารถนา.

บทว่า อกิจฺฉลาภี คือ ทรงได้โดยไม่ยากลำบาก. บทว่า อกสิรลาภี คือ ทรงได้อย่างไพบูลย์.

อนุโยคทานปฺปการวณฺณนา

บทว่า เอกิสฺสา โลกธาตุยา คือ ในหมื่นโลกธาตุ.

ความจริง เขตแดนมี ๓ อย่าง คือ ชาติเขต อาณาเขต วิสัยเขต.

ในบรรดาเขตทั้ง ๓ นั้น หมื่นโลกธาตุ ชื่อชาติเขต. ก็ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จก้าวลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา ในเวลาเสด็จออกจากพระครรภ์ ในเวลาตรัสรู้ ในเวลาประกาศพระธรรมจักร ในเวลาปลงพระชนมายุสังขารและในคราวปรินิพพาน โลกธาตุนั้นย่อมหวั่นไหว.

ส่วนแสนโกฏิจักรวาลชื่อว่า อาณาเขต. แท้จริง อาณาของอาฏานาฏิยปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร และรัตนปริตรเป็นต้น ย่อมเป็นไปในแสนโกฏิจักรวาล.

ส่วนวิสัยเขต ไม่มีปริมาณเลย.

ความจริง ชื่อว่าสิ่งอันมิใช่วิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มี เพราะพระบาลีว่า ญาณมีเท่าใด สิ่งที่พระองค์พึงรู้ก็มีเพียงนั้น สิ่งที่พระองค์พึงรู้มีเท่าใด ญาณก็มีเพียงนั้น สิ่งที่พระองค์พึงรู้มีญาณเป็นที่สุด ญาณก็มีสิ่งที่พระองค์พึงรู้เป็นที่สุด ดังนี้.

พระสูตรว่า ก็ในเขตทั้ง ๓ เหล่านี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงอุบัติขึ้นในจักรวาลอื่น เว้นจักรวาลนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มี แต่พระสูตรว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงอุบัติขึ้นดังนี้ มีอยู่.

ปิฎกมี ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก.

การสังคายนามี ๓ ครั้ง คือ การสังคายนาที่พระมหากัสสปะกระทำ ๑ สังคายนาที่พระยสเถระกระทำ ๑ สังคายนาที่พระโมคคัลลีบุตรเถระกระทำ ๑.

ในพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนาทั้ง ๓ ครั้งเหล่านี้ ก็ไม่มีพระสูตรว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติในจักรวาลอื่นนอกจักรวาลนี้ แต่พระสูตรว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงอุบัติขึ้น ดังนี้ มีอยู่.

บทว่า อปุพฺพํ อจริมํ ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงอุบัติขึ้นพร้อมกันไม่ก่อนไม่หลัง. มีคำอธิบายว่า ย่อมทรงอุบัติขึ้นในกาลก่อนหรือในภายหลัง.

ระยะเวลานับตั้งแต่พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ ณ โพธิบัลลังก์นั้นด้วยตั้งใจว่า เราไม่ได้บรรลุพระโพธิญาณแล้วจักไม่ลุกขึ้นจนกระทั่งถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา ไม่ควรเข้าใจว่าเป็นเวลาก่อน เพราะได้ทำการกำหนดเขตไว้แล้ว ด้วยการหวั่นไหวแห่งหมื่นจักรวาลในขณะที่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ แม้การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น เป็นอันห้ามแล้ว.

อนึ่ง ระยะเวลานับแต่ปรินิพพานจนกระทั่งพระธาตุทั้งหลายแม้เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดยังดำรงอยู่ ก็ไม่พึงเข้าใจว่าเป็นเวลาภายหลัง. เพราะเมื่อพระธาตุทั้งหลายยังดำรงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่ทีเดียว. เพราะฉะนั้น การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นในระหว่างนี้ จึงเป็นอันห้ามแล้ว. แต่เมื่อการปรินิพพานของพระธาตุเกิดขึ้น การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นเป็นอันไม่ห้ามแล้ว.

ติปิฏกอนฺตรธานกถา

จริงอยู่ อันตรธานมี ๓ อย่าง คือ ปริยัตติอันตรธาน ๑ ปฏิเวธอันตรธาน ๑ ปฏิปัตติอันตรธาน ๑.

ในอันตรธานเหล่านั้น พระไตรปิฎกชื่อว่าปริยัติ. การแทงตลอดสัจจะชื่อว่าปฏิเวธ. ข้อปฏิบัติชื่อว่าปฏิบัติ.

ใน ๓ อย่างนั้น ปฏิเวธและปฏิบัติ ย่อมมีบ้าง ย่อมไม่มีบ้าง.

ก็ในกาลหนึ่ง หมู่ภิกษุผู้ทรงปฏิเวธมีมาก. ภิกษุนั้นพึงถูกชี้นิ้วแสดงว่า ภิกษุรูปนี้เป็นปุถุชน. ในทวีปเดียวเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าภิกษุผู้เป็นปุถุชน คราวเดียวกันหามีไม่. เหล่าภิกษุแม้ผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติในกาลบางครั้งมีมาก ในกาลบางครั้งมีน้อย. ปฏิเวธและการปฏิบัติย่อมมีบ้าง ย่อมไม่มีบ้างด้วยประการฉะนี้.

แต่ว่า ปริยัติย่อมเป็นประมาณของการดำรงอยู่ได้ของพระศาสนา. เพราะบัณฑิตทั้งหลายได้ฟังพระไตรปิฎกแล้วย่อมบำเพ็ญได้ทั้งปฏิบัติและปฏิเวธทั้งสอง.

พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายให้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๗ บังเกิดขึ้นในสำนักของอาฬารดาบสแล้ว ตรัสถามบริกรรมของเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อาฬารดาบสทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ทราบ ดังนี้. ต่อแต่นั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงเสด็จไปสู่สำนักของอุทกดาบส แล้วทรงเทียบเคียงคุณวิเศษที่พระองค์บรรลุแล้ว ตรัสถามการบริกรรมของเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อุทกดาบสนั้นก็ทูลแจ้งให้ทรงทราบ พระมหาสัตว์ก็ทรงให้ฌานนั้นเกิดขึ้นในลำดับแห่งถ้อยคำของอุทกดาบสนั้นฉันใด

ภิกษุผู้มีปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้ฟังปริยัติธรรมแล้วก็ย่อมบำเพ็ญทั้งปฏิบัติและปฏิเวธทั้งสองได้.

เพราะฉะนั้น เมื่อพระปริยัติดำรงอยู่ได้ ศาสนาก็เป็นอันตั้งอยู่ได้.

แต่ในกาลใด ปริยัตินั้นอันตรธานไป ในกาลนั้น อภิธรรมปิฎกย่อมเสื่อมไปก่อน. ในอภิธรรมนั้น พระปัฏฐานย่อมอันตรธานไปก่อนกว่าอย่างอื่นทั้งหมด. ธรรมสังคหะย่อมเสื่อมในภายหลังตามลำดับ. เมื่ออภิธรรมปิฎกนั้นเสื่อมไป แม้เมื่อปิฎกทั้งสองนอกนี้ ยังดำรงอยู่ ศาสนาก็ย่อมเป็นอันตั้งอยู่ได้แท้.

ในปิฎกเหล่านั้นเมื่อพระสุตตันตปิฎกอันตรธาน อังคุตตรนิกายย่อมเสื่อมไปก่อน ตั้งแต่หมวดที่ ๑๑ จนถึงหมวด ๑. ในลำดับนั้น สังยุตตนิกายก็เสื่อมไป เริ่มแต่จักกเปยยาลจนถึงโอฆตรณสูตร. ในลำดับนั้น มัชฌิมนิกายก็อันตรธานเริ่มตั้งแต่อินทรียภาวนาจนถึงมูลปริยายสูตร. ในลำดับนั้น ทีฆนิกายก็อันตรธานเริ่มแต่ทสุตตรสูตรจนถึงพรหมชาลสูตร.

คำถามของคาถาหนึ่งก็ดี สองคาถาก็ดี ย่อมอยู่ไปนาน ย่อมไม่สามารถดำรงศาสนาไว้ได้ เช่น สภิยปุจฉาและอาฬวกปุจฉา. ได้ยินว่า ระหว่างกาลของพระกัสสปะพุทธเจ้า หนึ่งไม่สามารถจะดำรงศาสนาไว้ได้.

ก็เมื่อปิฎกทั้งสองถึงจะอันตรธานไป เมื่อวินัยปิฎกดำรงอยู่ ศาสนาก็ดำรงอยู่ได้. เมื่อบริวารขันธกะอันตรธานไป เมื่ออุภโตวิภังค์ยังดำรงอยู่ ศาสนาก็เป็นอันตั้งอยู่ได้แท้. เมื่ออุภโตวิภังค์อันตรธานไป แม้เมื่อมาติกายังดำรงอยู่ ศาสนาก็เป็นอันตั้งอยู่ได้แท้.

เมื่อมาติกาอันตรธานไป เมื่อปาฏิโมกข์ บรรพชาและอุปสมบท ยังดำรงอยู่ศาสนาก็ย่อมดำรงอยู่ได้. เพศยังเป็นไปอยู่ได้นาน.

แต่วงศ์ของสมณะผู้นุ่งผ้าขาว ไม่สามารถจะดำรงศาสนาไว้ได้ ตั้งแต่กาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ. ศาสนาดำรงอยู่ได้ตลอดพันปีด้วยภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทา. ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยภิกษุผู้ทรงอภิญญา ๖. ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยภิกษุผู้ทรงวิชชา ๓. ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยภิกษุผู้เป็นสุกขวิปัสสกะ. ดำรงอยู่ได้พันปีด้วยเหล่าภิกษุผู้ทรงปาฏิโมกข์.

ก็ศาสนาย่อมมีอันทรุดลงตั้งแต่การแทงตลอดสัจจะของภิกษุรูปหลังๆ และแต่การทำลายศีลของภิกษุรูปหลังๆ. จำเดิมแต่นั้นไป การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ท่านมิได้ห้ามไว้.

สาสนอนฺตรหิตวณฺณนา

ขึ้นชื่อว่าปรินิพพานมี ๓ อย่าง คือ กิเลสปรินิพพาน ๑ ขันธปรินิพพาน ๑ ธาตุปรินิพพาน ๑. ในปรินิพพานทั้ง ๓ อย่างนั้น การดับรอบแห่งกิเลสได้มีแล้วที่โพธิบัลลังก์ การดับรอบแห่งขันธ์ได้มีที่เมืองกุสินารา การดับแห่งธาตุจักมีในอนาคต.

ได้ยินว่า ในเวลาที่ศาสนาทรุดลง พระธาตุทั้งหลายก็จักไปรวมกันอยู่ในมหาเจดีย์ ในเกาะตามพปัณณีทวีปนี้ ต่อจากมหาเจดีย์ก็จักไปรวมกันอยู่ที่ราชายตนเจดีย์ในนาคทวีป ต่อแต่นั้น ก็จักไปสู่มหาโพธิบัลลังก์. พระธาตุทั้งหลายจากภพแห่งนาคก็ดี จากพรหมโลกก็ดี จักไปสู่มหาโพธิบัลลังก์ทีเดียว. พระธาตุแม้มีประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ก็จักไม่อันตรธานไปเลย. พระธาตุทั้งหมดก็จะรวมกันเป็นกองอยู่ในมหาโพธิบัลลังก์ รวมกันอยู่แน่นเหมือนกองทองคำฉะนั้น เปล่งฉัพพัณณรังสีออกมา. พระธาตุเหล่านั้นจักแผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ.

ต่อแต่นั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลก็ประชุมพร้อมกันแล้ว กล่าวกันว่า พระศาสดาย่อมปรินิพพานไปในวันนี้ ศาสนาก็ย่อมทรุดโทรมไปในวันนี้ นี้เป็นการได้เห็นครั้งสุดท้ายของเราทั้งหลายในบัดนี้ ดังนี้แล้ว จักพากันกระทำความกรุณาอันยิ่งใหญ่กว่าวันที่พระทศพลปรินิพพาน. เว้นพระอนาคามีและพระขีณาสพเสีย พวกที่เหลือก็จักไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยภาวะของตน. เตโชธาตุในบรรดาธาตุทั้งหลาย ก็จักลุกพุ่งขึ้นไปจนถึงพรหมโลก เมื่อมีพระธาตุแม้เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดอยู่ ก็จักลุกเป็นเปลวเดียวกัน เมื่อธาตุทั้งหลายถึงความหมดแล้ว เตโชธาตุก็จักดับหายไป. เมื่อพระธาตุทั้งหลายได้แสดงอานุภาพอันใหญ่หลวงอย่างนี้แล้วหายไป ศาสนาก็เป็นอันชื่อว่าอันตรธานไป. ศาสนายังไม่อันตรธานอย่างนี้ตราบใด ศาสนาจัดว่ายังไม่สุดท้ายตราบนั้น.

ข้อที่พระศาสดาพึงเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังอย่างนี้ ย่อมเป็นฐานะที่จะมีไม่ได้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงอุบัติขึ้น ไม่ก่อนไม่หลัง ดังนี้.

ตอบว่า เพราะความเป็นสิ่งที่ไม่น่าอัศจรรย์.

ความจริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นมนุษย์ผู้อัศจรรย์. เหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกเมื่อจะอุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเป็นมนุษย์อัศจรรย์ บุคคลเป็นเอกอย่างไร คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๑

ก็ถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายพึงเสด็จอุบัติขึ้นคราวเดียวกัน ๒ พระองค์บ้าง ๔ พระองค์บ้าง ๘ พระองค์บ้าง ๑๖ พระองค์บ้างไซร้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็พึงเป็นผู้ที่ไม่น่าอัศจรรย์. แม้พระเจดีย์สองแห่งในวัดเดียวกัน ลาภสักการะก็ไม่มาก ทั้งภิกษุทั้งหลายก็ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะข้อที่มีอยู่มากฉันใด แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็พึงเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงไม่ทรงเสด็จอุบัติขึ้นอย่างนี้.

อนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติขึ้นพร้อมกัน ก็เพราะความที่เทศนาไม่แตกต่างกัน. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งทรงแสดงธรรมแตกต่างกันมีสติปัฏฐานเป็นต้นอันใด พระธรรมนั้นนั่นแหละพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นซึ่งทรงอุบัติขึ้นแล้วก็พึงแสดง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็จะเป็นผู้ไม่น่าอัศจรรย์. แต่เมื่อพระพุทธเจ้าองค์เดียวแสดงธรรม แม้พระเทศนาก็เป็นของที่น่าอัศจรรย์.

อนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติขึ้นพร้อมกัน เพราะไม่มีการวิวาทกัน. ความจริง เมื่อพระพุทธเจ้าเป็นอันมากเสด็จอุบัติขึ้น ภิกษุทั้งหลายพึงวิวาทกันว่า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายน่าเลื่อมใส พระพุทธเจ้าของพวกเรามีพระสุรเสียงไพเราะ มีลาภและมีบุญ ดังนี้ เหมือนอันเตวาสิกของอาจารย์มากองค์. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงไม่ทรงอุบัติขึ้นอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เหตุข้อนี้ พระนาคเสนเถระถูกพระยามิลินท์ตรัสถาม ก็ได้ทูลตอบไว้อย่างพิสดาร. ความจริง ในมิลินทปัญหานั้น พระยามิลินท์ตรัสไว้ว่า ท่านพระนาคเสนผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงภาษิตไว้ว่าภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส คือข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์พึงอุบัติขึ้นไม่ก่อนไม่หลังในโลกธาตุนี้นั้น เป็นฐานะที่จะมีไม่ได้ ดังนี้.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๖๒

ท่านพระนาคเสนผู้เจริญ พระตถาคตทั้งหมดเมื่อจะทรงแสดงธรรม ย่อมทรงแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และเมื่อจะตรัสก็ย่อมตรัสอริยสัจจธรรม ๔ และเมื่อจะทรงให้ศึกษา ย่อมทรงให้ศึกษาในไตรสิกขา เมื่อจะทรงพร่ำสอน ก็ทรงพร่ำสอนข้อปฏิบัติ คือความไม่ประมาท.

ท่านพระนาคเสนผู้เจริญ ถ้าพระตถาคตทั้งหมดมีอุทเทศอย่างเดียวกัน มีกถาอย่างเดียวกัน มีสิกขาบทอย่างเดียวกันมีอนุสนธิอย่างเดียวกัน เพราะเหตุไร พระตถาคต ๒ พระองค์จึงไม่ทรงอุบัติขึ้นในขณะเดียวกัน โลกนี้เกิดมีแสงสว่างด้วยการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าองค์เดียวก่อนถ้าพระพุทธเจ้าองค์ที่สองพึงมีขึ้น โลกนี้พึงมีแสงสว่างขึ้นมามีประมาณยิ่งด้วยพระรัศมีของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ และพระตถาคตทั้งสองพระองค์เมื่อจะทรงโอวาทก็พึงโอวาทอย่างสบาย เมื่อจะทรงพร่ำสอนก็พึงพร่ำสอนอย่างสบาย ขอท่านจงแสดงเหตุในข้อนั้นให้โยมหายสงสัยเถิด.

พระนาคเสนเถระถวายพระพรว่า มหาบพิตร หมื่นโลกธาตุนี้ ธารไว้ได้ซึ่งพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว ธารไว้ได้ซึ่งพระคุณของพระตถาคตองค์เดียวเหมือนกัน ถ้าองค์ที่สองพึงเสด็จอุบัติขึ้น หมื่นโลกธาตุนี้ก็พึงธารไว้ไม่ได้ พึงหวั่นไหว สั่นคลอน น้อมไปโอนไปเอียงไป เรี่ยรายกระจัดกระจาย พินาศไป ไม่พึงเข้าถึงการตั้งอยู่ได้. มหาบพิตร เปรียบเสมือนเรือที่รับบุรุษไว้ได้คนเดียว เมื่อบุรุษคนหนึ่งขึ้นไป เรือพึงตั้งอยู่ได้พอดี ถ้าบุรุษคนที่สองซึ่งเป็นเช่นเดียวกันโดยอายุ โดยสี โดยวัย โดยประมาณ โดยอ้วนและผอมโดยอวัยวะน้อยใหญ่เท่ากัน และบุรุษนั้นพึงขึ้นสู่เรือลำนั้น. มหาบพิตร เรือนั้นจะพึงธารบุรุษทั้งสองนั้นไว้ได้หรือหนอ.

พระยามิลินท์ตรัสตอบว่า ท่านผู้เจริญ เรือนั้นพึงธารไว้ไม่ได้ พึงหวั่นไหว สั่นคลอน น้อมไปโอนไปเอียงไป เรี่ยรายกระจัดกระจายไป พินาศไป ไม่พึงเข้าถึงความตั้งอยู่ได้เลย เรือนั้นพึงจมลงไปในน้ำแท้ ดังนี้.

พระนาคเสนถวายพระพรว่า มหาบพิตร ข้อนี้ก็มีอุปมาฉันนั้นเหมือนกัน หมื่นโลกธาตุนี้ธารพระพุทธเจ้าไว้ได้พระองค์เดียว ทั้งทรงคุณของพระตถาคตไว้ได้พระองค์เดียวเท่านั้น ถ้าพระพุทธเจ้าองค์ที่สองพึงอุบัติขึ้น หมื่นโลกธาตุนี้ก็ธารไว้ไม่ได้ ฯลฯ ไม่พึงเข้าถึงความตั้งอยู่ได้.

มหาบพิตร อีกนัยหนึ่ง เปรียบเสมือนบุรุษผู้มีความสุขพึงบริโภคโภชนะตามความต้องการ คือเมื่อหิวก็บริโภคเต็มแค่คอ (เต็มอิ่ม) บุรุษนั้นก็เอิบอิ่มแน่นท้อง อึดอัด ง่วงเหงาเกิดตัวแข็งทื่อ ก้มไม่ลงจากการบริโภคนั้น ในวันรุ่งขึ้นก็บริโภคโภชนะเพียงเท่านั้น. มหาบพิตร บุรุษนั้นจัดว่าเป็นผู้มีความสุขได้หรือไม่ ดังนี้.

พระยามิลินท์ตรัสตอบว่า ท่านผู้เจริญ บุรุษนั้นบริโภคคราวเดียวไม่พึงตายได้ ดังนี้.

พระนาคเสนถวายพระพรว่า มหาบพิตร ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล หมื่นโลกธาตุนี้ธารพระพุทธเจ้าไว้ได้พระองค์เดียว ฯลฯ ไม่พึงเข้าถึงความตั้งอยู่ได้เลย ดังนี้.

พระยามิลินท์ตรัสว่า พระนาคเสนผู้เจริญ แผ่นดินย่อมไหวด้วยธรรมที่หนักยิ่ง อย่างไรหนอ.

พระนาคเสนถวายพระพรว่า มหาบพิตร ในโลกนี้เกวียน ๒ เล่มบรรจุด้วยรัตนะจนเต็ม จนเสมอปาก คนทั้งหลายก็พากันขนเอารัตนะของเกวียนเล่มหนึ่งมาเกลี่ยไว้ ในเกวียนอีกเล่มหนึ่ง. มหาบพิตร เกวียนเล่มนั้นจะพึงธารรัตนะของเกวียนทั้งสองเล่มนั้นไว้ได้หรือไม่ ดังนี้.

พระยามิลินท์ ตรัสว่า ท่านผู้เจริญ เกวียนนั้นย่อมธารไว้ไม่ได้แน่ ดุมของเกวียนนั้นพึงไหวบ้าง กำของเกวียนนั้นพึงหักไปบ้าง เพลาของเกวียนนั้นพึงหักไปบ้าง ดังนี้.

พระนาคเสนทูลถามว่า เกวียนย่อมหักไปด้วยการขนรัตนะที่มากเกินไป ใช่หรือไม่.

พระยามิลินท์ตรัสตอบว่า ใช่แล้ว ท่านผู้เจริญ ดังนี้.

พระนาคเสนถวายพระพรว่า มหาบพิตร ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้นเหมือนกันแล แผ่นดินย่อมหวั่นไหวด้วยธรรมะที่หนักยิ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง มหาบพิตร เหตุนี้เป็นอันรวมลงในการแสดงพระกำลังของพระพุทธเจ้า ขอพระองค์โปรดสดับเหตุอันสมควรอย่างอื่นในการแสดงกำลังของพระพุทธเจ้านั้นเพราะเหตุอันใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์จึงไม่ทรงอุบัติขึ้นในขณะเดียวกัน ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสองพระองค์พึงเสด็จอุบัติขึ้นในขณะเดียวกันไซร้การทะเลาะวิวาทแม้ของบริษัทพึงบังเกิดขึ้น มนุษย์ทั้งหลายก็จะเป็นสองฝักสองฝ่ายโดยกล่าวว่า พระพุทธเจ้าของพวกท่าน พระพุทธเจ้าของพวกเรา ดังนี้.

มหาบพิตร เปรียบเสมือนบริษัทของอำมาตย์ผู้มีกำลังสองคนพึงเกิดการวิวาทกัน คนเหล่านั้นก็จะเป็นสองฝักสองฝ่าย โดยกล่าวว่า อำมาตย์ของพวกท่าน อำมาตย์ของพวกเรา ดังนี้ฉันใดมหาบพิตร ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้าหากว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์พึงเสด็จอุบัติขึ้นในขณะเดียวกันไซร้ความวิวาทของบริษัทพึงบังเกิดขึ้นได้ และมนุษย์ทั้งหลายก็จะเป็นสองฝักสองฝ่าย โดยกล่าวว่าพระพุทธเจ้าของพวกท่าน พระพุทธเจ้าของพวกเรา ดังนี้ ขอพระองค์โปรดได้สดับเหตุข้อที่ ๑ นี้ ด้วยเหตุอันใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ จึงไม่ทรงอุบัติขึ้นในขณะเดียวกันขอพระองค์โปรดสดับเหตุอันยิ่งแม้อย่างอื่น ด้วยเหตุอันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสองพระองค์ไม่ทรงอุบัติขึ้นในขณะเดียวกัน.

มหาบพิตร ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์พึงอุบัติขึ้นในขณะเดียวกัน คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศ ก็ย่อมเป็นคำผิด. คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้เจริญที่สุด. คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้วิเศษที่สุด. คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้สูงสุด. คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ. คำว่า พระพุทธเจ้าไม่มีผู้เสมอ. คำว่า พระพุทธเจ้าหาผู้เสมอเหมือนมิได้. คำว่า พระพุทธเจ้าไม่มีผู้เสมอเหมือน. คำว่า พระพุทธเจ้าหาบุคคลเปรียบมิได้. คำว่า พระพุทธเจ้าไม่มีบุคคลเปรียบดังนี้ พึงเป็นคำผิด.

มหาบพิตร ขอพระองค์โปรดทรงยอมรับเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสองพระองค์ ไม่ทรงอุบัติในขณะเดียวกัน โดยผล (ที่นำมาถวายวิสัชนาแล้ว).

อีกอย่างหนึ่ง มหาบพิตร ข้อที่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวย่อมทรงอุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นสภาพตามปกติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพราะคุณของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายมีเหตุใหญ่.

มหาบพิตร คุณอันประเสริฐอย่างใหญ่หลวงอื่นนั้นก็มีข้อเดียวเท่านั้น มหาบพิตร แผ่นดินใหญ่นั้นมีผืนเดียวเท่านั้น สาครใหญ่มีสายเดียวเท่านั้นภูเขาสิเนรุยอดแห่งภูเขาใหญ่ประเสริฐที่สุดก็มีลูกเดียวเท่านั้น อากาศใหญ่มีแห่งเดียวเท่านั้น ท้าวสักกะผู้ใหญ่มีองค์เดียวเท่านั้น พระพรหมผู้ใหญ่มีองค์เดียวเท่านั้นพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ใหญ่ก็มีพระองค์เดียวเท่านั้น พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นก็ไม่มีโอกาสแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายองค์อื่น ฉะนั้น พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ย่อมอุบัติขึ้นในโลก ดังนี้.

พระยามิลินท์ได้ตรัสว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ พระคุณเจ้าได้กล่าวแก้ปัญหาแจ่มแจ้งดีแล้ว ด้วยอุปมาอุปไมยทั้งหลาย.

สองบทว่า ธมฺมสฺส จ อนุธมฺมํ ความว่า ปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นอันเป็นธรรมสมควรแก่โลกุตตรธรรม ๙ อย่าง.

บทว่า สหธมฺมิโก คือ การโต้ตอบซึ่งมีเหตุ.

อจฺฉริยอพฺภูตวณฺณนา

บทว่า อายสฺมา อุทายิ ความว่า พระเถระชื่ออุทายีมี ๓ องค์ คือ พระโลฬุทายี ๑ กาฬุทายี ๑ มหาอุทายี ๑. ในที่นี้ประสงค์เอามหาอุทายี.

ได้ยินว่า เมื่อท่านพระมหาอุทายีนั้นฟังพระสูตรนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ปีติมีวรรณะ ๕ เกิดขึ้นในภายใน ย่อมแผ่ไปตั้งแต่หลังเท้าขึ้นไปสู่กระหม่อม ตั้งแต่กระหม่อมแผ่ลงมายังหลังเท้า แต่ข้างทั้งสองมารวมลงในท่ามกลาง ตั้งแต่ท่ามกลางก็แผ่ไปโดยข้างทั้งสอง.

พระมหาอุทายีนั้นอันปีติถูกต้องทั่วสรีระ เมื่อจะกล่าวคุณของพระทสพลด้วยโสมนัสอันมีกำลัง จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.

ความเป็นผู้หมดตัณหา ชื่อว่าความเป็นผู้มักน้อย. ความพอใจด้วยอาการ ๓ อย่างในปัจจัย ๔ ชื่อว่าความเป็นผู้สันโดษ. ความขัดเกลากิเลสทุกอย่าง ชื่อความเป็นผู้ขัดเกลา.

บทว่า ยตฺร หิ นาม คือ โย หิ นาม.

บทว่า น อตฺตานํ ปาตุกริสฺสติ ความว่า ไม่ทรงกระทำคุณของพระองค์ ให้ปรากฏ.

บทว่า ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ ความว่า พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลายเมื่อจะกล่าวว่า ใครเป็นผู้เช่นเดียวกันกับเรามีไหม ดังนี้ ก็ยกธงแผ่นผ้าขึ้นเที่ยวไปยังเมืองนาฬันทา.

ด้วยหลายบทว่า ปสฺสโข ตฺวํ อุทายิ ตถาคตสฺส อปฺปิจฺฉตา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรับคำของพระเถระว่า ดูก่อนอุทายี เธอจงดูตถาคตมีความมักน้อยเช่นใด.

หากมีคำถามว่า เพราะเหตุไร พระตถาคตจึงไม่ทรงกระทำพระองค์ให้ปรากฏ ทั้งไม่ตรัสคุณของพระองค์.

พึงตอบว่า ไม่ตรัสก็หาไม่ พระองค์ไม่ตรัสคำที่ควรตรัสด้วยคุณมีความเป็นผู้ปรารถนาน้อยเป็นต้นเพราะเหตุแห่งลาภมีจีวรเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนอุทายี เธอจงดูความปรารถนาน้อยของตถาคต.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยสัตว์ผู้ที่จะตรัสรู้จึงตรัสไว้ด้วยอำนาจเวไนยสัตว์.

เหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

อาจารย์ของเราไม่มี บุคคลผู้เช่นกับเราก็ไม่มี บุคคลผู้เปรียบด้วยเราย่อมไม่มี ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๑

คาถาก็ดี พระสูตรก็ดี เป็นอันมากที่เป็นเครื่องแสดงพระคุณของพระตถาคตก็ควรให้พิสดาร อย่างนี้.

บทว่า อภิกฺขณํ ภาเสยฺยาสิ คือ เธอพึงกล่าวบ่อยๆ.

อธิบายว่า อย่าได้กล่าวในเวลาเที่ยงเป็นต้น เพราะคิดว่า เราได้กล่าวในเวลาเช้าแล้ว หรืออย่าได้กล่าวในวันมะรืนนี้เป็นต้น เพราะคิดว่า เราได้กล่าวในวันนี้แล้ว.

บทว่า ปเวเทสิ คือ กล่าวแล้ว.

สองบทว่า อิมสฺส เวยฺยากรณสฺส ความว่า พระสูตรนี้ท่านกล่าวว่า ไวยากรณ์ เพราะไม่มีคาถา.

คำว่า อธิวจนํ คือ ชื่อ. ก็คำนี้ พระสังคีติกาจารย์ตั้งบทไว้ตั้งแต่ คำว่า อิติ หิทํ.

คำที่เหลือในทุกๆ บท มีเนื้อความชัดเจนแล้วแท้ฉะนี้แล.

จบพรรณนาความของสัมปสาทนียสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อว่าสุมังคลวิลาสินี ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาสัมปสาทนียสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา