๖. เจโตขีลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เจโตขีลสุตฺตํ
๒๒๖เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
๒๒๗ภควา เอตทโวจ ยสฺสกสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปญฺจ เจโตขีลา อปฺปหีนา ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา อสมุจฺฉินฺนา โส วติมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ
๒๒๘กตมสฺส ปญฺจ เจโตขีลา อปฺปหีนา โหนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ ปฐโม เจโตขีโล อปฺปหีโน โหติ ฯ {๒๒๘.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเม กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ฯเปฯ สงฺเฆ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ฯเปฯ สิกฺขาย กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขาย กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ จตุตฺโถ เจโตขีโล อปฺปหีโน โหติ ฯ {๒๒๘.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีสุ กุปิโต โหติ อนตฺตมโน อาหตจิตฺโต ขีลชาโต ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีสุ กุปิโต โหติ อนตฺตมโน อาหตจิตฺโต ขีลชาโต ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ ปญฺจโม เจโตขีโล อปฺปหีโน โหติ ฯ อิมสฺส ปญฺจ เจโตขีลา อปฺปหีนา โหนฺติ ฯ
๒๒๙กตมสฺส ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา อสมุจฺฉินฺนา โหนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเม อวีตราโค โหติ อวิคตจฺฉนฺโท อวิคตเปโม อวิคตปิปาโส อวิคตปริฬาโห อวิคตตโณฺห ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเม อวีตราโค โหติ อวิคตจฺฉนฺโท อวิคตเปโม อวิคตปิปาโส อวีคตปริฬาโห อวิคตตโณฺห ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ ยสฺส จิตฺตํ ฯเปฯ ปธานาย เอวมสฺสายํ ปฐโม เจตโส วินิพนฺโธ อสมุจฺฉินฺโน โหติ ฯ {๒๒๙.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย อวีตราโค โหติ ฯเปฯ รูเป อวีตราโค โหติ อวิคตจฺฉนฺโท อวิคตเปโม อวิคตปิปาโส อวิคตปริฬาโห อวิคตตโณฺห ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ รูเป อวีตราโค โหติ ฯเปฯ เอวมสฺสายํ ตติโย เจตโล วินิพนฺโธ อสมุจฺฉินฺโน โหติ ฯ {๒๒๙.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนุยุญฺชนฺโต วิหรติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนุยุญฺชนฺโต วิหรติ ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ จตุตฺโถ เจตโส วินิพนฺโธ อสมุจฺฉินฺโน โหติ ฯ {๒๒๙.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จริสฺสติ อิมินาหํ สีเลน วา วตฺเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา เทโว วา ภวิสฺสามิ เทวญฺญตโร วาติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จริสฺสติ อิมินาหํ สีเลน วา วตฺเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา เทโว วา ภวิสฺสามิ เทวญฺญตโร วาติ ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ {๒๒๙.๔} ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ ปญฺจโม เจตโส วินิพนฺโธ อสมุจฺฉินฺโน โหติ ฯ อิมสฺส ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา อสมุจฺฉินฺนา โหนฺติ ฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อิเม ปญฺจ เจโตขีลา อปฺปหีนา อิเม ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา อสมุจฺฉินฺนา โหนฺติ โส วติมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ
๒๓๐ยสฺสกสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปญฺจ เจโตขีลา ปหีนา ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา สมุจฺฉินฺนา โส วติมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสตีติ ฐานเมตํ วิชฺชติ ฯ
๒๓๑กตมสฺส ปญฺจ เจโตขีลา ปหีนา โหนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สตฺถริ น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อธิมุจฺจติ สมฺปสีทติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ สตฺถริ น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อธิมุจฺจติ สมฺปสีทติ ตสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ ยสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ ปฐโม เจโตขีโล ปหีโน โหติ ฯ {๒๓๑.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเม น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อธิมุจฺจติ สมฺปสีทติ ฯเปฯ สงฺเฆ น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อธิมุจฺจติ สมฺปสีทติ ฯเปฯ สิกฺขาย น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อธิมุจฺจติ สมฺปสีทติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขาย น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อธิมุจฺจติ สมฺปสีทติ ตสฺส จิตฺตํ นมติ ฯเปฯ เอวมสฺสายํ จตุตฺโถ เจโตขีโล ปหีโน โหติ ฯ {๒๓๑.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีสุ น กุปิโต โหติ น อนตฺตมโน น อาหตจิตฺโต น ขีลชาโต ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีสุ น กุปิโต โหติ น อนตฺตมโน น อาหตจิตฺโต น ขีลชาโต ตสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ฯ ยสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ ปญฺจโม เจโตขีโล ปหีโน โหติ ฯ อิมสฺส ปญฺจ เจโตขีลา ปหีนา โหนฺติ ฯ
๒๓๒กตมสฺส ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา สุสมุจฺฉินฺนา โหนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเม วีตราโค โหติ วิคตจฺฉนฺโท วิคตเปโม วิคตปิปาโส วิคตปริฬาโห วิคตตโณฺห ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเม วีตราโค โหติ วิคตจฺฉนฺโท วิคตเปโม วิคตปิปาโส วิคตปริฬาโห วิคตตโณฺห ตสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ยสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ ปฐโม เจตโส วินิพนฺโธ สุสมุจฺฉินฺโน โหติ ฯ {๒๓๒.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย วีตราโค โหติ ฯเปฯ รูเป วีตราโค โหติ ฯเปฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนนุยุญฺชนฺโต วิหรติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนนุยุญฺชนฺโต วิหรติ ตสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ยสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ จตุตฺโถ เจตโส วินิพนฺโธ สุสมุจฺฉินฺโน โหติ ฯ {๒๓๒.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จริสฺสติ อิมินาหํ สีเลน วา วตฺเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา เทโว วา ภวิสฺสามิ เทวญฺญตโร วาติ ฯ โย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จริสฺสติ อิมินาหํ สีเลน วา วตฺเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา เทโว วา ภวิสฺสามิ เทวญฺญตโร วาติ ตสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย ยสฺส จิตฺตํ นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย เอวมสฺสายํ ปญฺจโม เจตโส วินิพนฺโธ สุสมุจฺฉินฺโน โหติ ฯ อิมสฺส ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา สุสมุจฺฉินฺนา โหนฺติ ฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อิเม ปญฺจ เจโตขีลา ปหีนา อิเม ปญฺจ เจตโส วินิพนฺธา สุสมุจฺฉินฺนา โหนฺติ ฯ โส วติมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสตีติ ฐานเมตํ วิชฺชติ ฯ
๒๓๓โส ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วิริยสมาธิจิตฺตสมาธิวีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ อุสฺโสฬฺหิเยว ปญฺจมี ฯ ส โข โส ภิกฺขเว เอวํ อุสฺโสฬฺหิ ปณฺณรสงฺคสมนฺนาคโต ภิกฺขุ ภพฺโพ อภินิพฺภิทาย ภพฺโพ สมฺโพธาย ภพฺโพ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมาย ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กุกฺกุฏิยา อณฺฑานิ อฏฺฐ วา ทส วา ทฺวาทส วา ตานสฺสุ กุกฺกุฏิยา สมฺมา อธิสยิตานิ สมฺมา ปริเสทิตานิ สมฺมา ปริภาวิตานิ ฯ กิญฺจาปิ ตสฺสา กุกฺกุฏิยา น เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย อโห วติเม กุกฺกุฏโปตกา ปาทนขสิขาย วา มุขตุณฺฑเกน วา อณฺฑโกสํ ปทาเลตฺวา โสตฺถินา อภินิพฺภิชฺเชยฺยุนฺติ อถ โข ภพฺพา ว เต กุกฺกุฏโปตกา ปาทนขสิขาย วา มุขตุณฺฑเกน วา อณฺฑโกสํ ปทาเลตฺวา โสตฺถินา อภินิพฺภิชฺชิตุํ เอวเมว โข ภิกฺขเว เอวํ อุสฺโสฬฺหิปณฺณรสงฺคสมนฺนาคโต ภิกฺขุ ภพฺโพ อภินิพฺภิทาย ภพฺโพ สมฺโพธาย ภพฺโพ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมายาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ เจโตขีลสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ ------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. เจโตขีลสูตร ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการ ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังละไม่ได้ กิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการ ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังตัดไม่ขาด เธอจักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ @เชิงอรรถ : @ ดู องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๐๕-๒๐๖/๓๔๗-๓๕๐, องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๗๑-๗๒/๕๕๕-๕๕๘,@องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๔/๒๒-๒๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๑๙๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๒. สีหนาทวรรค] ๖. เจโตขีลสูตร กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นยังละไม่ได้ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในศาสดา จิตของ ภิกษุผู้เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในศาสดานั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ ต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ประการที่ ๑ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อ ประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้ ๒. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในธรรม ฯลฯ นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๒ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่ น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้ ๓. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสงฆ์ ฯลฯ นี้ เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๓ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อม ไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้ ๔. เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา(ข้อที่จะ ต้องศึกษา) ฯลฯ นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๔ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อ กระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้ ๕. เป็นผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะ(ความคิดประทุษร้าย)กระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะกระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารี @เชิงอรรถ : @ ไม่เลื่อมใสในศาสดา ในที่นี้หมายถึงไม่เชื่อว่าพระสรีระของพระพุทธเจ้าประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒@ประการ ไม่เชื่อพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าที่สามารถรู้อดีต อนาคต และปัจจุบัน@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๐๕/๘๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๑๙๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๒. สีหนาทวรรค] ๖. เจโตขีลสูตร ทั้งหลายนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิต ดุจตะปูประการที่ ๕ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละ ไม่ได้ เหล่านี้ เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นยังละไม่ได้
กิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นยังตัดไม่ขาด อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจาก ความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาม จิตของ ภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจาก ความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความทะยานอยากในกามนั้น ย่อม ไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อ เนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจประการที่ ๑ ที่ ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อ กระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาด ๒. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาย ฯลฯ นี้เป็นกิเลส เครื่องผูกใจประการที่ ๒ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัด ไม่ขาด ๓. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในรูป ฯลฯ นี้เป็นกิเลสเครื่อง ผูกใจประการที่ ๓ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อ ประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัด ไม่ขาด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๑๙๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๒. สีหนาทวรรค] ๖. เจโตขีลสูตร ๔. ฉันอาหารตามความต้องการจนอิ่มเกินไป ประกอบความสุขใน การนอน ความสุขในการนอนเอกเขนก ความสุขในการหลับอยู่ ฯลฯ นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจประการที่ ๔ ที่ภิกษุผู้มีจิตไม่น้อม ไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาด ๕. ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง ว่า ‘ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นเทพหรือ เทพตนใดตนหนึ่ง’ จิตของภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความ ปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ‘ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือ พรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นเทพหรือเทพตนใดตนหนึ่ง’ ย่อมไม่น้อม ไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อ บำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจประการที่ ๕ ที่ภิกษุผู้มีจิต ไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาด เหล่านี้ เป็นกิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นยังตัดไม่ขาด ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการนี้ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังละไม่ได้ กิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการนี้ ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังตัดไม่ขาด เธอจักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้
ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปได้ที่กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการ ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งละได้แล้ว กิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการ ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตัดขาดแล้ว เธอจักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นละได้แล้ว อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. ไม่เคลือบแคลงสงสัย น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสในศาสดา จิตของ ภิกษุผู้ไม่เคลือบแคลงสงสัย น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสในศาสดานั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ ต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๐๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๒. สีหนาทวรรค] ๖. เจโตขีลสูตร ประการที่ ๑ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบ เนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ๒. ไม่เคลือบแคลงสงสัย น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสในธรรม ฯลฯ นี้เป็น กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๒ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อ ความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อ บำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ๓. ไม่เคลือบแคลงสงสัย น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสในสงฆ์ ฯลฯ นี้เป็น กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๓ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อ ความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อ บำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ๔. ไม่เคลือบแคลงสงสัย น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสในสิกขา ฯลฯ นี้เป็น กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปูประการที่ ๔ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อ ความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อ บำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ๕. เป็นผู้ไม่โกรธ พอใจ มีจิตไม่ถูกโทสะกระทบ มีจิตไม่แข็งกระด้าง ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ไม่โกรธ พอใจ มีจิต ไม่ถูกโทสะกระทบ มีจิตไม่แข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารี ทั้งหลายนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิต ดุจตะปูประการที่ ๕ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อ ประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว เหล่านี้ เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นละได้แล้ว
กิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นตัดขาดแล้ว อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจาก ความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในกาม จิตของภิกษุผู้ปราศจากความ กำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๐๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๒. สีหนาทวรรค] ๖. เจโตขีลสูตร กระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทะยาน อยากในกาม ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจ ประการที่ ๑ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบ เนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดแล้ว ๒. เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกาย ฯลฯ นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจ ประการที่ ๒ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบ เนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดแล้ว ๓. เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในรูป ฯลฯ นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจ ประการที่ ๓ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบ เนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดแล้ว ๔. ฉันอาหารตามต้องการจนอิ่มแล้ว ไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการนอนเอกเขนก ความสุขในการหลับอยู่ ฯลฯ นี้เป็น กิเลสเครื่องผูกใจประการที่ ๔ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดแล้ว ๕. ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใด หมู่หนึ่งว่า ‘ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็น เทพหรือเทพตนใดตนหนึ่ง’ จิตของภิกษุผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ‘ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นเทพหรือเทพตนใดตนหนึ่ง’ ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำ ต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องผูกใจประการที่ ๕ ที่ภิกษุผู้น้อมจิตไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อ กระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดแล้ว เหล่านี้ เป็นกิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการ ที่ภิกษุนั้นตัดขาดแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๐๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๒. สีหนาทวรรค] ๖. เจโตขีลสูตร ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปได้ที่กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการนี้ ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งละได้แล้ว กิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการนี้ ที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตัดขาดแล้ว เธอจักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ อุปมาด้วยแม่ไก่ฟักไข่
ภิกษุนั้น เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร มีความเพียรยิ่งเป็นที่ ๕ ภิกษุผู้มีองค์ ๑๕ รวมทั้งความเพียรอันยิ่งอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นผู้ควรแก่ความเบื่อหน่ายยิ่ง ควรแก่การตรัสรู้ และควรแก่การบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม ไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ที่แม่ไก่นอนกกไว้อย่างดี ให้ความ อบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ ฟักแล้วอย่างดี แม้ว่าแม่ไก่นั้นจะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า‘ถ้าอย่างไร ขอลูกไก่เหล่านี้พึงใช้ปลายเล็บหรือจะงอยปาก เจาะทำลายเปลือกไข่ออกมาโดยสวัสดิภาพ’ ก็ตาม ถึงอย่างนั้นลูกไก่เหล่านั้น ก็ต้องเจาะทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บหรือจะงอยปากออกมาโดยสวัสดิภาพได้ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีองค์ ๑๕ รวมทั้งความเพียรอันยิ่งอย่างนี้ ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ควรแก่ความเบื่อหน่ายยิ่ง ควรแก่การตรัสรู้ และควรแก่การบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิต ของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล เจโตขีลสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ฉันทสมาธิ หมายถึงสมาธิที่เกิดจากฉันทะ ปธานสังขาร หมายถึงความเพียรที่มุ่งมั่น (ปธาน) วิริยสมาธิ@จิตตสมาธิ และวิมังสาสมาธิ ก็มีอรรถาธิบายเช่นเดียวกัน ในสูตรนี้ เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ@(ม.มู.อ. ๑/๑๘๙/๓๙๓) @ ภิกษุผู้มีองค์ ๑๕ คือ มีการละกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ประการ มีการตัดกิเลสเครื่องผูกใจ ๕ ประการ@มีอิทธิบาท ๔ ประการ และมีความเพียรอันยิ่ง ๑ รวมเป็น ๑๕ ประการ (ม.มู.อ. ๑/๑๘๙/๓๙๓)@ ความเบื่อหน่ายยิ่ง หมายถึงการทำลายกิเลสด้วยญาณ (ม.มู.อ. ๑/๑๘๙/๓๙๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๐๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเจโตขีลสูตร
เจโตขีลสูตรเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ :-
ในเจโตขีลสูตรนั้น ความที่จิตเป็นชาติแข็งกระด้าง ความที่จิตเป็นดุจเกราะ ความที่จิตเป็นดุจตอไม้ ชื่อว่า เจโตขีลา.
บทว่า เจตโส วินิพนฺธา ความว่า กิเลสเครื่องหน่วงเหนี่ยวจิต เพราะอรรถว่า ผูกพันจิตยึดไว้ เหมือนทำไว้ในกำมือ.
ความเจริญด้วยศีล ความงอกงามด้วยมรรค ความไพบูลย์ด้วยนิพพาน หรือความเจริญด้วยศีลและสมาธิ ความงอกงามด้วยวิปัสสนามรรค ความไพบูลย์ด้วยผลและนิพพานในบทเป็นต้นว่า วุฑฺฒึ.
บทว่า สตฺถริ กงฺขติ ความว่า ภิกษุสงสัยในพระสรีระหรือพระคุณของพระศาสดา.
ภิกษุเมื่อสงสัยในพระสรีระ ก็ย่อมสงสัยว่า พระสรีระที่ประดับประดาด้วยพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการมีอยู่หนอแล หรือไม่มี. เมื่อสงสัยในพระคุณก็ย่อมสงสัยว่า พระสัพพัญญุตญาณที่สามารถรู้อดีต อนาคตและปัจจุบัน มีอยู่หรือไม่หนอ.
บทว่า วิจิกิจฺฉติ ความว่า เมื่อวิจัยย่อมเคลือบแคลง คือย่อมถึงทุกข์ ย่อมไม่อาจวินิจฉัย.
บทว่า นาธิมุจฺจติ ความว่า ย่อมไม่ได้รับความน้อมไปว่า นั่นต้องเป็นอย่างนี้.
บทว่า น สมฺปสีทติ ความว่า ย่อมไม่อาจเพื่อหยั่งลงในพระคุณทั้งหลายแล้วเลื่อมใส โดยความเป็นผู้ปราศจากความเคลือบแคลง คือเพื่อเป็นผู้หมดความสงสัย.
บทว่า อาตปฺปาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การทำความเพียรเครื่องเผากิเลส.
บทว่า อนุโยคาย ความว่า เพื่อประกอบความเพียรบ่อยๆ.
บทว่า สาตจฺจาย ความว่า เพื่อกระทำต่อเนื่อง.
บทว่า ปธานาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การตั้งมั่น.
บทว่า อยํ ปฐโม เจโตขีโล ความว่า ความที่จิตเป็นธรรมชาติแข็งกระด้าง กล่าวคือความเคลือบแคลงในพระศาสดาข้อที่ ๑ นี้ ย่อมเป็นอันภิกษุนั้นละยังไม่ได้แล้ว ด้วยเหตุอย่างนี้.
บทว่า ธมฺเม คือ ในปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรมและปฏิเวธธรรม.
เมื่อสงสัยในปริยัติธรรม ย่อมสงสัยว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า พระพุทธพจน์ คือไตรปิฎกมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นั่นมีอยู่หนอแล หรือไม่มี. เมื่อสงสัยในปฎิเวธธรรม ย่อมสงสัยว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ความไหลออกแห่งวิปัสสนา ชื่อว่ามรรค ความไหลออกแห่งมรรค ชื่อว่าผล การสลัดออกซึ่งสังขารทั้งปวง ชื่อว่านิพพาน ดังนี้ นั้นมีอยู่หรือไม่หนอแล.
บทว่า สงฺเฆ กงฺขติ ความว่า ย่อมสงสัยว่า ชื่อว่าพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่แห่งบุคคล ๘ คือผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ ผู้ปฏิบัติปฏิปทาเห็นปานนี้ด้วยอำนาจแห่งบททั้งหลายมีว่า ผู้ปฏิบัติดีเป็นต้นมีอยู่หรือไม่หนอแล. เมื่อสงสัยในสิกขาก็ย่อมสงสัยว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ชื่ออธิสีลสิกขา ชื่ออธิจิตตสิกขา ชื่ออธิปัญญาสิกขา ดังนี้ สิกขานั้นมีอยู่หรือไม่หนอแล.
บทว่า อยํ ปญฺจโม ความว่า ความที่จิตเป็นธรรมชาติแข็งกระด้าง เป็นดุจเกราะ เป็นดุจตอไม้ กล่าวคือความกำเริบในเพื่อนสพรหมจารีนี้ เป็นที่ห้า.
พึงทราบวินิจฉัยในกิเลสเครื่องหน่วงเหนี่ยวทั้งหลาย.
บทว่า กาเม ได้แก่ วัตถุกามบ้าง กิเลสกามบ้าง.
บทว่า กาเย ความว่า ในกายของตน.
บทว่า รูเป ความว่า ในรูปภายนอก.
บทว่า ยาวทตฺถํ ความว่า มีประมาณเท่าที่ต้องการ.
บทว่า อุทราวเทหกํ ได้แก่ เต็มท้อง. จริงอยู่ ท้องนั้นเรียกว่า อุทราวเทหกํ เพราะไม่ย่อย.
บทว่า เสยฺยสุขํ ความว่า ความสุขบนเตียงและบนตั่ง หรือความสุขในฤดู.
บทว่า ปสฺสสุขํ ความว่า ความสุขที่เกิดขึ้นเหมือนอย่างความสุขตะแคงขวาและตะแคงซ้ายของผู้นอนพลิกไปมาฉะนั้น.
บทว่า มิทฺธสุขํ ได้แก่ ความสุขในการหลับ.
บทว่า อนุยุตฺโต ความว่า เป็นผู้ประกอบความเพียรอยู่.
บทว่า ปณิธาย ความว่า ปรารถนาแล้ว.
จริงอยู่ จตุปาริสุทธสีล ชื่อว่าสีล ในบทเป็นต้นว่า สีเลน ดังนี้. การสมาทานวัตร ชื่อว่าวตะ. การประพฤติความเพียรเครื่องเผากิเลส ชื่อว่าตบะ. การงดเว้นเมถุน ชื่อว่าพรหมจรรย์.
บทว่า เทโว วา ภวิสฺสามิ ความว่า เราจักเป็นเทพเจ้าผู้มเหศักดิ์.
บทว่า เทวญฺญตโรวา ความว่า หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งในบรรดาเทพผู้มีศักดิ์น้อย.
สมาธิที่ถึงแล้วเพราะอาศัยความพอใจในอิทธิบาททั้งหลาย ชื่อว่าฉันทสมาธิ. สังขารทั้งหลายที่เป็นปธาน ชื่อว่าปธานสังขาร.
บทว่า สมนฺนาคตํ ความว่า ประกอบด้วยธรรมเหล่านั้น. บาทแห่งฤทธิ์ หรือบาทที่เป็นฤทธิ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อิทธิบาท.
ในบททั้งหลายแม้ที่เหลือ ก็มีนัยเช่นนั้นเทียว.
ความสังเขปในพระสูตรนี้เพียงเท่านี้.
ส่วนความพิสดาร มาแล้วในอิทธิบาทวิภังค์นั้นแล.
ส่วนเนื้อความแห่งอิทธิบาทนั้นได้แสดงไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. ได้กล่าวการละด้วยการข่มไว้ด้วยอิทธิบาท ๔ นี้ ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเพียรอันพึงกระทำในที่ทั้งปวงว่า อุสฺโสฬฺหิ ในบทนี้ว่า อุสฺโสฬหิเยว ปญฺจมี ดังนี้.
บทว่า อุสฺโสฬฺหิปณฺณรสงฺคสมนฺนาคโต ความว่า ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๕ ประการพร้อมกับความเพียรอย่างนี้ คือ การละตะปูตรึงใจ ๕ การละกิเลสเครื่องรึงรัดจิต ๕ อิทธิบาท ๔ ความเพียร ๑.
บทว่า ภพฺโพ ความว่า อนุรูป คือสมควร.
บทว่า อภินิพฺภิทาย ความว่า เพื่อทำลายกิเลสด้วยญาณ.
บทว่า สมฺโพธาย ความว่า เพื่อตรัสรู้ดีซึ่งมรรคสี่.
บทว่า อนุตฺตรสฺส ความว่า ประเสริฐที่สุด.
บทว่า โยคกฺเขมสฺส ความว่า ความเกษมจากโยคะสี่ คือพระอรหัต.
บทว่า อธิคมาย ความว่า เพื่อได้รับ.
ศัพท์ว่า เสยฺยถา เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเปรียบเทียบ.
ศัพท์ว่า ปิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่ายกย่อง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด ดังนี้ ด้วยบทแม้ทั้งสอง.
ก็ในบทนี้ว่า ไข่ของแม่ไก่มี ๘ ฟองบ้าง ๑๐ ฟองบ้าง ๑๒ ฟองบ้างดังนี้ จะเป็นไข่ของแม่ไก่แม้น้อยกว่าหรือมากกว่าจากประการที่กล่าวแล้วก็ตาม. แต่คำนั้นท่านกล่าวด้วยความสละสลวยแห่งถ้อยคำ. จริงอยู่ ถ้อยคำที่สละสลวยย่อมมีในโลกอย่างนี้.
บทว่า ตานสฺสุ แยกบทเป็น ตานิ อสฺสุ ความว่า ไข่เหล่านั้นพึงมี.
บทว่า กุกฺกุฎิยา สมฺมา อธิสยิตานิ ความว่า เมื่อแม่ไก่นั้นป้องปีกทั้งสองกกไข่เหล่านั้น ไข่เหล่านั้นเป็นอันแม่ไก่กกดีแล้ว.
บทว่า สมฺมา ปริเสทิตานิ ความว่า อันแม่ไก่ให้อบอุ่นตลอดกาลอันสมควร เป็นอันอบอุ่นด้วยดี คือโดยชอบ ได้แก่กระทำให้มีไออุ่น.
บทว่า สมฺมา ปริภาวิตานิ ความว่า เป็นอันฟักด้วยดี คือโดยชอบตลอดกาลอันสมควร. อธิบายว่า ให้ได้รับกลิ่นของไก่.
บทว่า กิญฺจาปิ ตสฺสา กุกฺกุฏิยา ความว่า แม่ไก่นั้นทำความไม่ประมาทด้วยการทำกิริยาสามอย่างนี้ ไม่พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้โดยแท้.
บทว่า อถโข ภพฺพาว เต ความว่า ลูกไก่เหล่านั้นควรแท้เพื่อออกมาโดยสวัสดี โดยนัยที่กล่าวแล้ว.
จริงอยู่ เพราะไข่ทั้งหลายอันแม่ไกนั้นเพียรฟักด้วยอาการ ๓ อย่างนี้ ย่อมไม่เน่า ยางเหนียวของไข่เหล่านั้นก็จะถึงความแก่ขึ้นเปลือกไข่ก็จะบาง ปลายเล็บเท้าและจะงอยปากก็จะแข็ง ไข่ทั้งหลายก็จะแก่รอบ แสงสว่างข้างนอกก็จะปรากฏข้างในเพราะเปลือกไข่บางเพราะฉะนั้น ลูกไก่เหล่านั้นจึงใคร่จะออกด้วยคิดว่า เรางอปีกงอเท้าอยู่ในที่คับแคบ เป็นเวลานานแล้วหนอ และแสงสว่างภายนอกนี้ก็ปรากฏบัดนี้ พวกเราจักอยู่เป็นสุขในที่มีแสงสว่างนั้นดังนี้ แล้วกะเทาะเปลือกด้วยเท้า ยื่นคอออก แต่นั้นเปลือกนั้นก็จะแตกออกเป็นสองส่วน.
ลำดับต่อมา ลูกไก่ทั้งหลายขยับปีก ร้อง ออกมาตามสมควรแก่ขณะนั้นนั้นเทียว ครั้นออกมาแล้วก็จะเที่ยวหากินตามคามเขต.
บทว่า เอวเมว โข นี้ มีอรรถว่าเปรียบเทียบ นักปราชญ์เปรียบเทียบด้วยอรรถอย่างนี้แล้วพึงทราบ.
ก็พึงทราบความที่ภิกษุนี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยองค์ ๑๕ รวมทั้งความอุตสาหะเหมือนแม่ไก่นั้นทำกิริยา ๓ อย่างในไข่ทั้งหลายฉะนั้น
ความไม่เสื่อมแห่งวิปัสสนาญาณเพราะความถึงพร้อมด้วยอนุปัสสนา ๓ อย่างของภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๕ เหมือนความที่ไข่ทั้งหลายไม่เน่า เพราะความถึงพร้อมด้วยกิริยา ๓ อย่างของแม่ไก่ฉะนั้น.
การถือเอายางเหนียวคือความใคร่อันเป็นไปในภพ ๓ ด้วยความถึงพร้อมด้วยอนุปัสสนา ๓ อย่างของภิกษุนั้น เหมือนการแก่รอบแห่งยางเหนียวของไข่ทั้งหลายด้วยการกระทำกิริยา ๓ อย่างของแม่ไก่ฉะนั้น.
ความที่เปลือกไข่คืออวิชชาของภิกษุเป็นธรรมชาติเบาบาง เหมือนความที่เปลือกไข่เป็นธรรมชาติบางฉะนั้น. ความที่วิปัสสนาญาณของภิกษุเป็นธรรมชาติคมแข็ง ผ่องใสและกล้า เหมือนความที่ปลายเล็บเท้าและจะงอยปากของลูกไก่ทั้งหลายเป็นธรรมชาติกระด้างและแข็งฉะนั้น.
กาลเปลี่ยนแปลง กาลอันเจริญแล้ว กาลแห่งการถือห้องแห่งวิปัสสนาญาณของภิกษุ เหมือนกาลแปรไปแห่งลูกไก่ทั้งหลายฉะนั้นกาลที่ภิกษุนั้นให้ถือห้องคือวิปัสสนาญาณเที่ยวไปได้อุตุสัปปายะ โภชนสัปปายะ ปุคคลสัปปายะหรือธรรมสวนสัปปายะ อันเกิดแต่วิปัสสนาญาณนั้นนั่งบนอาสนะเดียวเจริญวิปัสสนา ทำลายเปลือกไข่คืออวิชชาด้วยอรหัตมรรคที่บรรลุแล้วโดยลำดับ ขยับปีกคืออภิญญาแล้วบรรลุพระอรหัตโดยสวัสดี เหมือนกาลที่ลูกไก่ทั้งหลายกะเทาะเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอยปากแล้ว ขยับปีกทั้งหลายออกมาโดยความสวัสดีฉะนั้น.
ก็ฝ่ายแม่ไก่รู้ความที่ลูกไก่ทั้งหลายแก่จัดแล้ว ทำลายเปลือกไข่ฉันใด แม้พระศาสดาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงรู้ความแก่งอมแห่งญาณของภิกษุเห็นปานนั้นแล้ว ทรงแผ่โอภาสแล้ว ทรงทำลายเปลือกไข่คืออวิชชา ด้วยพระคาถามีอาทิว่า
บุคคลพึงตัดความรักของตน ดุจเด็ดดอกโกมุท
ในสารทกาลด้วยมือ แล้วพอกพูนเฉพาะทางสันติ
เท่านั้น พระนิพพานอันพระสุคตแสดงไว้แล้ว.
ภิกษุนั้นทำลายเปลือกไข่คืออวิชชาแล้ว บรรลุพระอรหัตในเวลาจบพระคาถา.
จำเดิมแต่นั้น ลูกไก่เหล่านั้นยังคามเขตให้งามเที่ยวไปในคามเขตนั้นฉันใด ภิกษุแม้นี้เป็นพระมหาขีณาสพบรรลุผลสมาบัติอันมีนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว ยังสังฆารามให้งามอยู่เที่ยวไปฉันนั้น.
ท่านแสดงปหานะ ๔ อย่างในพระสูตรนี้ด้วยประการฉะนี้.
อย่างไร
ก็ท่านแสดงปฏิสังขาปหานะด้วยการละตะปูตรึงใจทั้งหลาย ละกิเลสเครื่องรึงรัดใจทั้งหลาย แสดงวิกขัมภนปหานะ ด้วยอิทธิบาททั้งหลาย แสดงสมุจเฉทปหานะ เมื่อมรรคมาแล้ว แสดงปฏิปัสสัทธิปหานะ เมื่อผลมาแล้ว.
คำที่เหลือในบททั้งปวง มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นดังนี้.
จบอรรถกถาเจโตขีลสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------