๓. มหาโคปาลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาโคปาลสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๓. มหาโคปาลสูตร ว่าด้วยองค์แห่งนายโคบาลกับของภิกษุ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-*เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว. องค์ไม่เป็นเหตุให้เจริญ
ภควา เอตทโวจ เอกาทสหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต โคปาลโก อภพฺโพ โคคณํ ปริหริตุํ ผาติกาตุํ กตเมหิ เอกาทสหิ อิธ ภิกฺขเว โคปาลโก น รูปญฺญู โหติ น ลกฺขณกุสโล โหติ น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ น ธูมํ กตฺตา โหติ น ติตฺถํ ชานาติ น ปีตํ ชานาติ น วีถึ ชานาติ น โคจรกุสโล โหติ อนวเสสโทหี จ โหติ เย เต อุสภา โคปิตโร โคปรินายกา เต น อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว เอกาทสหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต โคปาลโก อภพฺโพ โคคณํ ปริหริตุํ ผาติกาตุํ เอวเมว โข ภิกฺขเว เอกาทสหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อภพฺโพ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิตุํ กตเมหิ เอกาทสหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น รูปญฺญู โหติ น ลกฺขณกุสโล โหติ น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ น ธูมํ กตฺตา โหติ น ติตฺถํ ชานาติ น ปีตํ ชานาติ น วีถึ ชานาติ น โคจรกุสโล โหติ อนวเสสโทหี จ โหติ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เต น อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ ไม่ควรจะครอบครองฝูงโค ไม่ควรทำฝูงโคให้เจริญได้ องค์ ๑๑ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายโคบาล ในโลกนี้ ไม่รู้จักรูป ไม่ฉลาดในลักษณะ ไม่คอยเขี่ยไข่ขัง ไม่ปิดบังแผล ไม่สุมควันให้ ไม่รู้จักท่า ไม่รู้จักให้โคดื่ม ไม่รู้จักทาง ไม่ฉลาดในสถานที่โคเที่ยวหากิน รีดน้ำนมมิได้เหลือไว้ ไม่บูชาโคที่เป็นพ่อฝูง เป็นผู้นำฝูง ด้วยการบูชาเป็นอดิเรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการนี้แล ไม่ควรจะครอบครองฝูงโค ไม่ควรทำฝูงโคให้เจริญได้ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันเมื่อประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ ก็ไม่ควรเพื่อจะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ องค์ ๑๑ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้จักรูป ไม่ฉลาดในลักษณะ ไม่คอยเขี่ยไข่ขัง ไม่ปิดบังแผล ไม่สุมควัน ไม่รู้จักท่า ไม่รู้จักดื่มไม่รู้จักทาง ไม่ฉลาดในสถานที่โคจร รีดเสียหมดมิได้เหลือไว้ ไม่บูชาภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู มีพรรษามาก เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นอดิเรก.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น รูปญฺญู โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยงฺกิญฺจิ รูปํ สพฺพํ รูปํ จตฺตาริ มหาภูตานิ จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น รูปญฺญู โหติ ฯ {๓๘๕.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ลกฺขณกุสโล โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กมฺมลกฺขโณ พาโล กมฺมลกฺขโณ ปณฺฑิโตติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ลกฺขณกุสโล โหติ ฯ {๓๘๕.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ อธิวาเสติ น ปชหติ น วิโนเทติ น พฺยนฺตีกโรติ น อนภาวงฺคเมติ อุปฺปนฺนํ พฺยาปาทวิตกฺกํ ฯเปฯ อุปฺปนฺนํ วิหึสาวิตกฺกํ ฯเปฯ อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ปาปเก อกุสเล ธมฺเม อธิวาเสติ น ปชหติ น วิโนเทติ น พฺยนฺตีกโรติ น อนภาวงฺคเมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ฯ {๓๘๕.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา นิมิตฺตคฺคาหี โหติ อนุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย น ปฏิปชฺชติ น รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย น สํวรํ อาปชฺชติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย นิมิตฺตคฺคาหี โหติ อนุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย น ปฏิปชฺชติ น รกฺขติ มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย น สํวรํ อาปชฺชติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ฯ {๓๘๕.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ธูมํ กตฺตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ น วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสตา โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ธูมํ กตฺตา โหติ ฯ {๓๘๕.๕} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ติตฺถํ ชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู พหุสฺสุตา อาคตาคมา ธมฺมธรา วินยธรา มาติกาธรา เต กาเลน กาลํ อุปสงฺกมิตฺวา น ปริปุจฺฉติ น ปริปญฺหติ อิทํ ภนฺเต กถํ อิมสฺส โก อตฺโถติ ตสฺส เต อายสฺมนฺโต อวิวฏญฺเจว น วิวรนฺติ อนุตฺตานีกตญฺจ น อุตฺตานีกโรนฺติ อเนกวิหิเตสุ จ กงฺขฏฺฐานิเยสุ ธมฺเมสุ กงฺขํ น ปฏิวิโนเทนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ติตฺถํ ชานาติ ฯ {๓๘๕.๖} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปีตํ ชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย เทสิยมาเน น ลภติ ธมฺมเวทํ น ลภติ อตฺถเวทํ น ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปีตํ ชานาติ ฯ {๓๘๕.๗} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น วีถึ ชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น วีถึ ชานาติ ฯ {๓๘๕.๘} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น โคจรกุสโล โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น โคจรกุสโล โหติ ฯ {๓๘๕.๙} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนวเสสโทหี จ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺธา คหปติกา อภิหฏฺฐุํ ปวาเรนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ ตตฺถ ภิกฺขุ มตฺตํ น ชานาติ ปฏิคฺคหณาย เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนวเสสโทหี โหติ ฯ {๓๘๕.๑๐} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เต น อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เตสุ น เมตฺตํ กายกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐเปติ อาวี เจว รโห จ น เมตฺตํ วจีกมฺมํ ... น เมตฺตํ มโนกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐเปติ อาวี เจว รโห จ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เต น อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว เอกาทสหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อภพฺโพ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิตุํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่รู้จักรูปเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ ไม่รู้ชัดตามเป็นจริงว่า รูปสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รูปทั้งปวงมหาภูตรูป (รูปใหญ่) ทั้ง ๔และอุปาทายรูป (รูปที่อาศัย) แห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่รู้จักรูปเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่ฉลาดในลักษณะเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้ชัดตามเป็นจริงว่า คนพาลมีกรรมเป็นเครื่องหมาย บัณฑิตมีกรรมเป็นเครื่องหมาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ฉลาดในลักษณะเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่คอยเขี่ยไข่ขังเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมมีวินัยนี้ ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทับถมอยู่ มิได้ละเสีย มิได้บรรเทาเสีย มิได้ทำให้หมดไปไม่ให้ถึงความดับสูญ ให้พยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทับถมอยู่ มิได้ละเสีย มิได้บรรเทาเสียมิได้ทำให้หมดไป ไม่ให้ถึงความดับสูญ ให้วิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแล้ว ทับถมอยู่ มิได้ละเสียมิได้บรรเทาเสีย มิได้ทำให้หมดไป ไม่ให้ถึงความดับสูญ และให้เหล่าอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วๆ ทับถมอยู่ มิได้ละเสีย มิได้บรรเทาเสีย มิได้ทำให้หมดไป ไม่ให้ถึงความดับสูญดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่คอยเขี่ยไข่ขังเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่ปิดบังแผลเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ถือโดยนิมิต ถือโดยอนุพยัญชนะ เหล่าอกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส ย่อมครอบงำบุคคลที่ไม่สำรวมจักขุนทรีย์ มีจักขุนทรีย์ที่มิได้สำรวมเป็นเหตุเธอไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น ไม่รักษาจักขุนทรีย์นั้น ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์นั้นได้ยินเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ถือโดยนิมิต ถือโดยอนุพยัญชนะ เหล่าอกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส ย่อมครอบงำบุคคลที่ไม่สำรวมมนินทรีย์ มีมนินทรีย์ที่มิได้สำรวมเป็นเหตุ เธอไม่ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ไม่รักษามนินทรีย์นั้น ไม่ถึงความสำรวมในมนินทรีย์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ปิดบังแผลเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่สุมควันเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่แสดงธรรมตามที่ตน ได้ฟังตามที่ตนได้ศึกษามา แก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่สุมควันเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่รู้จักท่าเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถาม กะภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระ เป็นพหูสูต เป็นผู้รู้หลักทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ตามกาลอันควรว่า ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลายผู้มีอายุนั้น จึงไม่เปิดเผยข้อความที่ยังลี้ลับ ไม่ทำข้อความที่ลึกให้ตื้นไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย อันมีอย่างเป็นอเนกแก่ภิกษุนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่รู้จักท่าเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่รู้จักดื่มเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันใครๆ แสดงอยู่ ไม่ได้ความรู้ธรรม ไม่ได้ความรู้อรรถไม่ได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่รู้จักดื่มเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่รู้จักทางเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้ชัดอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่รู้จักทางเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่ฉลาดในสถานที่โคจรเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้ชัดในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ตามเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ฉลาดในสถานที่โคจรเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรีดเสียหมดมิได้เหลือไว้เป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกคฤหบดีผู้มีศรัทธา ปวารณาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน-*ปัจจัยเภสัชบริขาร เพื่อให้รับตามปรารถนา ในการที่เขาปวารณานั้น ภิกษุไม่รู้จักประมาณเพื่อจะรับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรีดเสียหมดมิได้เหลือไว้เป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่บูชาภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู มีพรรษามากเป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นอดิเรกเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เข้าไปตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา ในภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู มีพรรษามาก เป็นบิดาสงฆ์เป็นผู้นำสงฆ์ ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่บูชาภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระเป็นรัตตัญญู มีพรรษามากเป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นอดิเรกเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการนี้แล ไม่ควรเพื่อจะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. องค์เป็นเหตุให้เจริญ
เอกาทสหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต โคปาลโก ภพฺโพ โคคณํ ปริหริตุํ ผาติกาตุํ กตเมหิ เอกาทสหิ อิธ ภิกฺขเว โคปาลโก รูปญฺญู โหติ ลกฺขณกุสโล โหติ อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ธูมํ กตฺตา โหติ ติตฺถํ ชานาติ ปีตํ ชานาติ วีถึ ชานาติ โคจรกุสโล โหติ สาวเสสโทหี จ โหติ เย เต อุสภา โคปิตโร โคปรินายกา เต อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว เอกาทสหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต โคปาลโก ภพฺโพ โคคณํ ปริหริตุํ ผาติกาตุํ เอวเมว โข ภิกฺขเว เอกาทสหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ภพฺโพ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิตุํ กตเมหิ เอกาทสหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ รูปญฺญู โหติ ลกฺขณกุสโล โหติ อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ธูมํ กตฺตา โหติ ติตฺถํ ชานาติ ปีตํ ชานาติ วีถึ ชานาติ โคจรกุสโล โหติ สาวเสสโทหี จ โหติ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เต อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผู้ควรจะครอบครองฝูงโค ควรทำฝูงโคให้เจริญได้. องค์ ๑๑ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลในโลกนี้ รู้จักรูป ฉลาดในลักษณะ เป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขัง ปิดบังแผล สุมควันให้ รู้จักท่า รู้จักให้โคดื่ม รู้จักทาง ฉลาดในสถานที่โคเที่ยวหากิน รีดน้ำนมให้เหลือไว้ บูชาโคที่เป็นพ่อฝูง เป็นผู้นำฝูง ด้วยการบูชาเป็นอดิเรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการนี้ เป็นผู้ควรจะครอบครองฝูงโค ควรทำฝูงโคให้เจริญได้ ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ ก็ควรเพื่อจะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ องค์ ๑๑ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รู้จักรูป ฉลาดในลักษณะ คอยเขี่ยไข่ขัง ปิดบังแผลสุมควัน รู้จักท่า รู้จักดื่ม รู้จักทาง ฉลาดในสถานที่โคจร รีดให้เหลือไว้ บูชาภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู มีพรรษามาก เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นอดิเรก.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ รูปญฺญู โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยงฺกิญฺจิ รูปํ สพฺพํ รูปํ จตฺตาริ มหาภูตานิ จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ รูปญฺญู โหติ ฯ {๓๘๗.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ลกฺขณกุสโล โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กมฺมลกฺขโณ พาโล กมฺมลกฺขโณ ปณฺฑิโตติ ยถาภูตํ ปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ลกฺขณกุสโล โหติ ฯ {๓๘๗.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ อุปฺปนฺนํ พฺยาปาทวิตกฺกํ ... อุปฺปนฺนํ วิหึสาวิตกฺกํ ... อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ปาปเก อกุสเล ธมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ฯ {๓๘๗.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธูมํ กตฺตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสตา โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธูมํ กตฺตา โหติ ฯ {๓๘๗.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ติตฺถํ ชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู เถรา พหุสฺสุตา อาคตาคมา ธมฺมธรา วินยธรา มาติกาธรา เต กาเลน กาลํ อุปสงฺกมิตฺวา ปริปุจฺฉติ ปริปญฺหติ อิทํ ภนฺเต กถํ อิมสฺส โก อตฺโถติ ตสฺส เต อายสฺมนฺโต อวิวฏญฺเจว วิวรนฺติ อนุตฺตานีกตญฺจ อุตฺตานีกโรนฺติ อเนกวิหิเตสุ จ กงฺขฏฺฐานิเยสุ ธมฺเมสุ กงฺขํ ปฏิวิโนเทนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ติตฺถํ ชานาติ ฯ {๓๘๗.๕} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปีตํ ชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย เทสิยมาเน ลภติ อตฺถเวทํ ลภติ ธมฺมเวทํ ลภติ ธมฺมูปสญฺหิตํ ปามุชฺชํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปีตํ ชานาติ ฯ {๓๘๗.๖} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วีถึ ชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ยถาภูตํ ปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ วีถึ ชานาติ ฯ {๓๘๗.๗} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โคจรกุสโล โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ยถาภูตํ ปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ โคจรกุสโล โหติ ฯ {๓๘๗.๘} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สาวเสสโทหี จ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺธา คหปติกา อภิหฏฺฐุํ ปวาเรนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ ตตฺร ภิกฺขุ มตฺตํ ชานาติ ปฏิคฺคหณาย เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สาวเสสโทหี โหติ ฯ {๓๘๗.๙} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เต อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เตสุ เมตฺตํ กายกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐเปติ อาวี เจว รโห จ เมตฺตํ วจีกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐเปติ อาวี เจว รโห จ เมตฺตํ มโนกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐเปติ อาวี เจว รโห จ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปรินายกา เต อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว เอกาทสหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ภพฺโพ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิตุนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ มหาโคปาลสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ ---------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้รู้จักรูปเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า รูปสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รูปทั้งปวง มหาภูตรูปทั้ง ๔ และอุปาทาย-*รูปแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้จักรูปเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในลักษณะเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า คนพาลมีกรรมเป็นเครื่องหมาย บัณฑิตมีกรรมเป็นเครื่องหมาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในลักษณะเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้คอยเขี่ยไข่ขังเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทับถมอยู่ ย่อมละเสีย บรรเทาเสีย ทำให้หมดไปให้ถึงความดับสูญ ไม่ให้พยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทับถมอยู่ ... ไม่ให้วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทับถมอยู่ ... ไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วๆ ทับถมอยู่ ย่อมละเสีย บรรเทาเสีย ทำให้หมดไป ให้ถึงความดับสูญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้เขี่ยไข่ขังเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ปิดบังแผลเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ เหล่าอกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส ย่อมครอบงำบุคคลที่ไม่สำรวมจักขุนทรีย์ มีจักขุนทรีย์ที่มิได้สำรวมเป็นเหตุ เธอปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น รักษาจักขุนทรีย์นั้น ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์นั้น ได้ยินเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะเหล่าอกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส ย่อมครอบงำบุคคลที่ไม่สำรวมมนินทรีย์มีมนินทรีย์ที่มิได้สำรวมเป็นเหตุ เธอปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น รักษามนินทรีย์นั้นถึงความสำรวมในมนินทรีย์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ปิดบังแผลเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้สุมควันเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงธรรมตามที่ตนได้ฟัง ตามที่ตนได้ศึกษามา แก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเป็นผู้สุมควันเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรู้จักท่าเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถาม กะภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระ เป็นพหูสูต เป็นผู้รู้หลักทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ตามกาลอันควรว่า ภาษิตนี้เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลายผู้มีอายุนั้น จึงเปิดเผยข้อความที่ยังลี้ลับ ทำข้อความที่ลึกให้ตื้น บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย อันมีอย่างเป็นอเนกแก่ภิกษุนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้จักท่าเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรู้จักดื่มเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันใครๆ แสดงอยู่ ย่อมได้ความรู้ธรรม ได้ความรู้อรรถ ได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้จักดื่มเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้จักทางเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้จักทางเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุฉลาดในสถานที่โคจรเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ตามเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉลาดในสถานที่โคจรเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้รีดให้เหลือไว้เป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกคฤหบดีผู้มีศรัทธา ปวารณาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน-*ปัจจัยเภสัชบริขาร เพื่อให้รับตามปรารถนา ในการที่เขาปวารณานั้น ภิกษุรู้จักประมาณเพื่อจะรับดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รีดให้เหลือไว้เป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุบูชาภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู มีพรรษามากเป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นอดิเรกเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู มีพรรษามาก เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบูชาภิกษุทั้งหลายที่เป็นเถระ เป็นรัตตัญญูมีพรรษามาก เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์ ด้วยการบูชาเป็นอดิเรกเป็นอย่างนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการนี้แล ควรเพื่อจะถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล. จบ มหาโคปาลสูตร ที่ ๓ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. มหาโคปาลสูตร ว่าด้วยคนเลี้ยงโค สูตรใหญ่ เหตุแห่งความไม่เจริญ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผู้ไม่ สามารถเลี้ยงฝูงโคให้เจริญ ให้เพิ่มขึ้นได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ นายโคบาลในโลกนี้ ๑. ไม่รู้รูปโค ๒. ไม่ฉลาดในลักษณะโค ๓. ไม่กำจัดไข่ขาง ๔. ไม่ปกปิดแผล @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒-๓ ข้อ ๑๐๗ (มหาสติปัฏฐานสูตร) หน้า ๑๐๒ ในเล่มนี้@ ดูเทียบ องฺ.เอกาทสก. (แปล) ๒๔/๑๗/๔๓๒-๔๓๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๗๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๓. มหาโคปาลสูตร ๕. ไม่สุมไฟ ๖. ไม่รู้ท่าน้ำ ๗. ไม่รู้ว่าโคดื่มน้ำแล้ว ๘. ไม่รู้ทาง ๙. ไม่ฉลาดในที่หากิน ๑๐. รีดนมไม่ให้เหลือ ๑๑. ไม่บูชาโคผู้ ทั้งหลายที่เป็นพ่อโค เป็นจ่าฝูง ด้วยการบูชาอย่างยิ่งนายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่สามารถจะเลี้ยงฝูงโคให้เจริญ ให้เพิ่มขึ้นได้ ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ไม่สามารถถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. ไม่รู้รูป ๒. ไม่ฉลาดในลักษณะ ๓. ไม่กำจัดไข่ขาง ๔. ไม่ปกปิดแผล ๕. ไม่สุมไฟ ๖. ไม่รู้ท่าน้ำ ๗. ไม่รู้ธรรมที่ดื่มแล้ว ๘. ไม่รู้ทาง ๙. ไม่ฉลาดในโคจร ๑๐. รีดนมไม่ให้เหลือ ๑๑. ไม่บูชาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นผู้บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง
ภิกษุไม่รู้รูป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่รู้ชัดรูปอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเป็นจริงว่า ‘มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔’ ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้รูป เป็นอย่างนี้แล@เชิงอรรถ : @ ไม่บูชาโคผู้ หมายถึงไม่ให้อาหารอย่างดี ไม่ประดับด้วยของหอม ไม่คล้องพวงมาลัย ไม่สวมปลอกเงิน@ปลอกทองที่เขาของโคจ่าฝูง และในเวลากลางคืน ก็ไม่ติดไฟแล้วให้นอนใต้เพดานผ้า โคจ่าฝูงเมื่อไม่ได้รับ@การเอาใจใส่เช่นนั้น จึงไม่รักษา ไม่ป้องกันอันตรายให้แก่ฝูงโค (องฺ.เอกาทสก.อ. ๓/๑๗/๓๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๗๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๓. มหาโคปาลสูตร ภิกษุไม่ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘คนพาลมีกรรมเป็น ลักษณะ บัณฑิตมีกรรมเป็นลักษณะ’ ภิกษุไม่ฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุไม่กำจัดไข่ขาง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รับกามวิตกที่เกิดขึ้น ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นสุดไม่ทำให้ถึงความเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป รับพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้น ... รับวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้น ... รับบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นสุด ไม่ทำให้ถึงความเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ภิกษุไม่กำจัดไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุไม่ปกปิดแผล เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้วรวบถือ แยกถือ ไม่ปฏิบัติเพื่อ สำรวมในจักขุนทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้วรวบถือ แยกถือ ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมในมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ไม่รักษามนินทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุไม่ปกปิดแผล เป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ ไม่ฉลาดในลักษณะ หมายถึงคนพาลและบัณฑิตมีกรรมเป็นเครื่องหมายเหมือนกัน แต่ต่างกันที่คนพาลมี@อกุศลกรรมเป็นเครื่องหมาย บัณฑิตมีกุศลกรรมเป็นเครื่องหมาย (ม.มู.อ. ๒/๓๔๗/๑๖๙)@ รวบถือ หมายถึงมองภาพด้านเดียว คือมองภาพรวมโดยเห็นเป็นหญิงหรือชาย เห็นว่ารูปสวย เสียง@ไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสที่อ่อนนุ่ม เป็นอารมณ์ที่น่าปรารถนา ด้วยอำนาจฉันทราคะ@(อภิ.สงฺ.อ. ๑๓๕๒/๔๕๖-๔๕๗) @ แยกถือ หมายถึงมองภาพ ๒ ด้าน คือมองแยกแยะเป็นส่วนๆ ไปด้วยอำนาจกิเลส เช่น เห็นมือเท้า@ว่าสวยหรือไม่สวย เห็นอาการยิ้มแย้ม หัวเราะ การพูด การเหลียวซ้ายแลขวาว่าน่ารักหรือไม่น่ารัก ถ้า@เห็นว่าสวยน่ารักก็เกิดอิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา) ถ้าเห็นว่าไม่สวย ไม่น่ารัก ก็เกิดอนิฏฐารมณ์@(อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา) (อภิ.สงฺ.อ. ๑๓๕๒/๔๕๖-๔๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๗๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๓. มหาโคปาลสูตร ภิกษุไม่สุมไฟ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่แสดงธรรมตามที่ฟังมาแล้ว ตามที่เล่าเรียนมาแล้วแก่คนอื่นๆ โดยพิสดาร ภิกษุไม่สุมไฟ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุไม่รู้ท่าน้ำ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปหาภิกษุผู้เป็นพหูสูต ผู้เรียนจบคัมภีร์ ทรงธรรมทรงวินัย ทรงมาติกาตามเวลาสมควร ไม่สอบสวนไต่ถามว่า “พุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร” ท่านผู้คงแก่เรียนเหล่านั้นไม่เปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ไม่ทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำให้ง่าย และไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมที่น่าสงสัยหลายอย่างแก่ภิกษุนั้น ภิกษุไม่รู้ท่าน้ำ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุไม่รู้ธรรมที่ดื่มแล้ว เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ได้ความปลาบปลื้มอิงอรรถ ไม่ได้ความปลาบปลื้ม อิงธรรม ไม่ได้ปราโมทย์ที่ประกอบด้วยธรรมในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วซึ่งผู้อื่นแสดงอยู่ ภิกษุไม่รู้ธรรมที่ดื่มแล้ว เป็นอย่างนี้แล ภิกษุไม่รู้ทาง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่รู้อริยมรรคมีองค์ ๘ ตามความเป็นจริง ภิกษุไม่ รู้ทาง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุไม่ฉลาดในโคจร เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่รู้ชัดสติปัฏฐาน ๔ ประการตามความเป็นจริง ภิกษุไม่ฉลาดในโคจร เป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ ไม่รู้สติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ในที่นี้หมายถึงไม่รู้ว่า ‘สติปัฏฐานอย่างไหนเป็นโลกิยะ อย่างไหน@เป็นโลกุตตระ’ เมื่อไม่รู้ก็จะน้อมญาณของตนเข้าไปในฐานที่ละเอียด แล้วปักใจอยู่ในสติปัฏฐานที่เป็น@โลกิยะเท่านั้น จึงไม่สามารถให้สติปัฏฐานส่วนที่เป็นโลกุตตระเกิดขึ้นได้ (องฺ.เอกาทสก.อ. ๓/๑๗/๓๙๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๗๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๓. มหาโคปาลสูตร ภิกษุรีดนมไม่ให้เหลือ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่รู้จักประมาณเพื่อจะรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่พวกคหบดีผู้มีศรัทธาปวารณานำไปถวายเฉพาะ ภิกษุ รีดนมไม่ให้เหลือ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุไม่บูชาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นผู้บวชนาน เป็น สังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตา-มโนกรรมทั้งต่อหน้าและลับหลังในเหล่าภิกษุผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นผู้บวชนานเป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ภิกษุไม่บูชาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญูเป็นผู้บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ สามารถถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้
นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผู้สามารถจะเลี้ยง ฝูงโคให้เจริญ ให้เพิ่มขึ้นได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ นายโคบาลในโลกนี้ ๑. รู้รูปโค ๒. ฉลาดในลักษณะโค ๓. กำจัดไข่ขาง ๔. ปกปิดแผล ๕. สุมไฟ ๖. รู้ท่าน้ำ ๗. รู้ว่าโคดื่มน้ำแล้ว ๘. รู้ทาง ๙. ฉลาดในที่หากิน ๑๐. รีดนมให้เหลือ ๑๑. บูชาโคผู้ทั้งหลายที่เป็นพ่อโค เป็นจ่าฝูง ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการนี้แล จึงเป็นผู้สามารถจะเลี้ยงฝูงโคให้เจริญ ให้เพิ่มขึ้นได้ ฉันใด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๘๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๓. มหาโคปาลสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้สามารถถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. รู้รูปโค ๒. ฉลาดในลักษณะ ๓. กำจัดไข่ขาง ๔. ปกปิดแผล ๕. สุมไฟ ๖. รู้ท่าน้ำ ๗. รู้ว่ธรรมที่ดื่มแล้ว ๘. รู้ทาง ๙. ฉลาดในโคจร ๑๐. รีดนมให้เหลือ ๑๑. บูชาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นผู้บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง
ภิกษุรู้รูป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดรูปอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเป็นจริงว่า ‘มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔’ ภิกษุรู้รูป เป็นอย่างนี้แล ภิกษุฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘คนพาลมีกรรมเป็นลักษณะบัณฑิตมีกรรมเป็นลักษณะ’ ภิกษุฉลาดในลักษณะ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุกำจัดไข่ขาง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่รับกามวิตกที่เกิดขึ้น ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำให้ถึงความเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ไม่รับพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้น ... ไม่รับวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้น ... ไม่รับบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำให้ถึงความเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ภิกษุกำจัดไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๘๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๓. มหาโคปาลสูตร ภิกษุปกปิดแผล เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ปฏิบัติเพื่อสำรวมในจักขุนทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ปฏิบัติเพื่อสำรวมในมนินทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้จึงรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุปกปิดแผลเป็นอย่างนี้แล ภิกษุสุมไฟ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้แสดงธรรมที่ฟังมาแล้ว ตามที่เล่าเรียนมาแล้วแก่คนอื่นๆ โดยพิสดาร ภิกษุสุมไฟ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุรู้ท่าน้ำ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต ผู้เรียนจบคัมภีร์ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาตามเวลาสมควร สอบสวนไต่ถามว่า “พุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร” ท่านผู้คงแก่เรียนเหล่านั้นย่อมเปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้ง่าย และบรรเทาความสงสัยในธรรมที่น่าสงสัยหลายอย่างแก่ภิกษุนั้น ภิกษุรู้ท่าน้ำ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุรู้ธรรมที่ดื่มแล้ว เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ความปลาบปลื้มอิงอรรถ ได้ความปลาบปลื้ม อิงธรรม ได้ปราโมทย์ที่ประกอบด้วยธรรมในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วซึ่งผู้อื่นแสดงอยู่ ภิกษุรู้ธรรมที่ดื่มแล้ว เป็นอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๘๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๓. มหาโคปาลสูตร ภิกษุรู้ทาง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้อริยมรรคมีองค์ ๘ ตามความเป็นจริง ภิกษุรู้ทางเป็นอย่างนี้แล ภิกษุฉลาดในโคจร เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดสติปัฏฐาน ๔ ประการ ตามความเป็นจริง ภิกษุฉลาดในโคจร เป็นอย่างนี้แล ภิกษุรีดนมให้เหลือ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้จักประมาณเพื่อจะรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่พวกคหบดีผู้มีศรัทธาปวารณานำไปถวายเฉพาะ ภิกษุรีดนมให้เหลือ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้บูชาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นผู้บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตา-มโนกรรมทั้งต่อหน้าและลับหลังในเหล่าภิกษุผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นผู้บวชนานเป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ภิกษุบูชาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญูเป็นผู้บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล มหาโคปาลสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๘๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหาโคปาลสูตร
มหาโคปาลสูตรมีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ. เราได้ฟังมาแล้วอย่างนี้
ในมหาโคปาสสูตรนั้น มี ๓ กถา คือ เอกนาลิกา จตุรสฺสา นิ สินฺนวตฺติกา.
การกล่าวบาลีในกถาทั้ง ๓ นั้น และกล่าวเนื้อความแต่ละบท ชื่อว่า เอกนาลิกา. การแสดงนายโคบาลผู้ไม่ฉลาด แสดงภิกษุผู้ไม่ฉลาดแสดงนายโคบาลผู้ฉลาด แสดงภิกษุผู้ฉลาด กล่าวประมวลไว้เป็น ๔ พวก ชื่อว่า จตุรสฺสา. การแสดงนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดไปถึงที่สุดการแสดงภิกษุผู้ไม่ฉลาดไปถึงที่สุด การแสดงนายโคบาลผู้ฉลาดไปถึงที่สุด การแสดงภิกษุผู้ฉลาดไปถึงที่สุด นี้ชื่อว่า นิสินนวุตติกา.
กถานี้ อาจารย์ทั้งปวงในธรรมวินัยประพฤติกันมาแล้ว
บทว่า เอกาทสหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ คือ โดยส่วนแห่งโทษ ๑๑ อย่าง. บทว่า โคคณํ แปลว่า ฝูงโค. บทว่า ปริหริตุํ ได้แก่ พาเที่ยวไป. บทว่า ผาติกาตุํ ได้แก่ ให้ถึงความเจริญ. บทว่า อิธ คือ ในโลกนี้.
บทว่า น รูปญฺญู โหติ ได้แก่ ย่อมไม่รู้จักรูปโดยการนับ หรือโดยสี.
ชื่อว่าย่อมไม่รู้จักโดยการนับ คือย่อมไม่รู้จักนับโคของตนว่า ร้อยหนึ่งหรือพันหนึ่ง. นายโคบาลนั้นเมื่อแม่โคถูกฆ่าหรือหนีไปนับฝูงโคแล้ว ทราบว่าวันนี้แม่โคประมาณเท่านี้หายไปดังนี้ เที่ยวไปตลอด ๒-๓ ละแวกบ้านหรือดง ย่อมไม่แสวงหา. เมื่อแม่โคของคนอื่นเข้าไปยังฝูงโคของตน นับจำนวนแล้วทราบว่า โคเหล่านี้ประมาณเท่านี้ไม่ใช่ของเราดังนี้ ไม่เอาไม้ตะพดตีออกไป แม่โคของเขาที่หายไปแล้ว ก็เป็นอันหายไป. เขาต้อนแม่โคของคนอื่นเที่ยวไป. พวกเจ้าของโคเห็นแล้วคุกคามว่า นายโคบาลนี้รีดน้ำนมแม่โคนมของพวกเราตลอดกาลประมาณเท่านี้แล้ว พาเอาแม่โคของตนไป. แม้ฝูงโคของเขาย่อมเสื่อมไป เขาย่อมห่างไกลจากการบริโภคปัญจโครส.
นายโคบาลที่ชื่อว่าไม่รู้โดยสี คือไม่รู้ว่า โคสีขาวมีประมาณเท่านี้ สีแดงประมาณเท่านี้ สีดำประมาณเท่านี้ สีด่างประมาณเท่านี้ สีเขียวประมาณเท่านี้ นายโคบาลนั้น เมื่อแม่โคถูกฆ่าหรือหนีไป ฯลฯ เขาย่อมห่างไกลจากการบริโภคปัญจโครส.
บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้เครื่องหมายที่ต่างกันมีธนู หอก หลาวเป็นต้นที่ตนทำเป็นเครื่องหมายไว้ที่ตัวของแม่โค นายโคบาลนั้น เมื่อแม่โคถูกฆ่าหรือหนีไป นับจำนวนโคแล้วรู้ว่า วันนี้โคลักษณะโน้นหายไป ฯลฯ เขาย่อมห่างไกลแม้จากการบริโภคปัญจโครส.
บทว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา ความว่า แผลของโคมีในที่ถูกตอและหนามเป็นต้นทิ่มแทง แมลงวันหัวเขียวหยอดไข่ขางไว้ที่แผลนั้นชื่อว่าไม่คอยเขี่ยไข่ขางของแมลงวันหัวเขียวเหล่านั้น นายโคบาลคอยเอาไม้เขี่ยไข่ขางเหล่านั้นออกไปแล้ว พึงใส่ยา. นายโคบาลโง่ หาทำอย่างนั้นไม่. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าไม่คอยเขี่ยไข่ขาง. แผลของโคของเขาลุกลามเป็นแผลลึก พวกสัตว์เล็กไชเข้าท้องได้ แม่โคเหล่านั้นถูกความเจ็บไข้ครอบงำไม่สามารถเพื่อจะเคี้ยวกินหญ้า และดื่มน้ำได้ตามต้องการ น้ำนมของโคทั้งหลาย ในที่นั้นก็ขาด พวกโคก็ถอยกำลัง แม้อันตรายแห่งชีวิตย่อมมีแก่โคทั้ง ๒ ฝูง โคของเขาย่อมเสื่อมบ้าง เขาย่อมห่างไกลจากปัญจโครสบ้างด้วยประการอย่างนี้.
บทว่า น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ความว่า แผลที่เกิดแล้วแก่โคโดยนัยที่กล่าวแล้ว พึงเอาปอหรือป่านพันปิดไว้. นายโคบาลโง่ หาทำอย่างนั้นไม่. เมื่อเป็นเช่นนั้น หนองย่อมไหลจากแผลของโคของเขา โคเสียดสีกันและกัน เพราะการเสียดสีนั้นแผลเกิดแก่โคแม้เหล่าอื่น โคถูกความเจ็บไข้ครอบงำแล้วอย่างนี้ ไม่สามารถเพื่อจะเคี้ยวกินหญ้า ตามต้องการได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ในเวลาภายในฤดูฝน เหลือบและยุงเป็นต้นชุกชุม เมื่อฝูงโคเข้าคอกแล้วควรสุมด้วยควันให้ในคอกนั้นนายโคบาลผู้ไม่ฉลาด ย่อมไม่สุมควันให้ ฝูงโคถูกเหลือบเป็นต้นเบียดเบียนตลอดคืนยังรุ่ง ก็ไม่ได้หลับ. ในวันรุ่งขึ้น นอนหลับที่โคนไม้เป็นต้น ในที่นั้นๆ ในป่า ไม่สามารถเพื่อจะเคี้ยวกินหญ้าตามความต้องการได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกลจากการบริโภคปัญจโครส.
บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ไม่รู้จักท่าว่าเรียบหรือไม่เรียบ มีสัตว์ร้ายหรือไม่มีสัตว์ร้าย ดังนี้. นายโคบาลนั้นปล่อยแม่โคให้ลงไปโดยที่มิใช่ท่า เมื่อแม่โคเหล่านั้นเหยียบแผ่นหินเป็นต้นที่ท่าไม่เรียบ เท้าย่อมแตก แม่โคลงที่ท่าลึกมีสัตว์ร้าย สัตว์ร้ายมีจระเข้เป็นต้นก็กัดเอาเขาจะต้องกล่าวว่า วันนี้โคหายไปแล้วประมาณเท่านี้ วันนี้ประมาณเท่านี้ ฝูงโคของเขาย่อมเสื่อมบ้าง เขาย่อมห่างไกลจากปัญจโครสบ้าง ด้วยประการอย่างนี้.
บทว่า น ปิตํ ชานาติ ความว่า ไม่รู้จักให้โคดื่ม ก็นายโคบาลควรรู้จักให้โคดื่มและไม่ดื่มอย่างนี้ว่า โคนี้ดื่ม โคนี้ไม่ดื่ม โคนี้ได้โอกาสที่ท่าน้ำสำหรับดื่ม โคนี้ไม่ได้ดังนี้. แต่นายโคบาลนี้รักษาฝูงโคในป่าตลอดทั้งวัน คิดว่าเราจักให้ดื่มน้ำดังนี้ ก็ต้อนไปแม่น้ำหรือหนองโคใหญ่โคเล็กเอาเขาหรือสีข้างกระแทกแม่โคที่ไม่มีกำลัง และโคที่กำลังน้อยและแก่ ตนได้โอกาสลงน้ำแค่อก ดื่มตามความปรารถนา โคที่เหลือเมื่อไม่ได้โอกาสยืนอยู่บนฝั่งดื่มน้ำเจือเปือกตมบ้าง ไม่ได้ดื่มบ้าง เมื่อเป็นเช่นนั้น นายโคบาลตีที่หลัง ต้อนให้โคเหล่านั้นกลับเข้าป่าอีก ในโคเหล่านั้น แม่โคที่ไม่ได้ดื่มอิดโรยด้วยความกระหายไม่สามารถจะเคี้ยวกินหญ้าตามความต้องการได้ น้ำนมของแม่โคในที่นั้นก็ขาดไป ฝูงโคก็ถอยกำลัง ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า น วิถึ ชานาติ ความว่า ไม่รู้จักว่า ทางนี้เป็นทางเรียบปลอดภัย ทางนี้ไม่เรียบ น่าสงสัยมีภัยจำเพาะหน้า. เขาเว้นทางอันปลอดภัยเรียบ ต้อนฝูงโคให้เดินไปอีกทางหนึ่ง โคได้กลิ่นราชสีห์และเสือเป็นต้น หรืออันตรายแต่โจรครอบงำ เปรียบด้วยเนื้อตื่น ยืนชูคอ จะเคี้ยวกินหญ้าดื่มน้ำไม่ได้ตามความปรารถนา น้ำนมของแม่โคในที่นั้น ก็ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ก็นายโคบาลพึงฉลาดในสถานที่โคเที่ยวหากิน พึงรู้คราวละ ๕ วันหรือคราวละ ๗ วัน ให้ฝูงโคเที่ยวหากินในทิศหนึ่งแล้ว วันรุ่งขึ้น ไม่พึงให้เที่ยวไปที่นั้น. ก็สถานที่ฝูงโคใหญ่เคยเที่ยวไป หญ้าหมดเรียบเหมือนหน้ากลอง แม้น้ำก็ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ในวันที่ ๕ หรือที่ ๗จึงควรต้อนให้ไปเที่ยวหากินในที่นั้นอีก เพราะว่า แม้หญ้าก็กลับงอกงาม แม้น้ำก็ใส ด้วยเหตุประมาณเท่านี้.
ส่วนนายโคบาลนี้ไม่รู้จักคราวละ ๕ วัน หรือคราวละ ๗ วัน ย่อมรักษาสถานที่ตนรักษาแล้วนั่นและทุกๆ วัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ฝูงโคของเขาไม่ได้เคี้ยวกินหญ้าอันเขียวสด เมื่อเคี้ยวกินหญ้าแห้ง ดื่มน้ำเจือเปือกตมอยู่ น้ำนมของแม่โคในที่นั้นก็ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า อนวเสสโทหี โหติ ความว่า เนื้อและเลือดของลูกโคจะตั้งอยู่ได้เพียงใด นายโคบาลผู้ฉลาดพึงรีดน้ำนมให้เหลือไว้ ๑-๒ เต้าเพียงนั้น นายโคบาลนี้รีดน้ำนมมิได้เหลืออะไรสำหรับลูกโคเลยลูกโคที่ยังดูดน้ำนมย่อมอิดโรย ด้วยความกระหายน้ำนม เมื่อไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้ สั่นล้มลงตายต่อหน้าแม่ แม่เห็นลูกน้อยแล้วคิดว่าลูกน้อยของเราไม่ได้แม้เพื่อจะดื่มน้ำนมของแม่ตน ไม่สามารถเพื่อจะเคี้ยวกินหญ้าดื่มน้ำตามความต้องการได้ เพราะความโศกถึงลูกน้ำนมที่เต้าน้ำก็ขาดไป ฝูงโคของเขาย่อมเสื่อมบ้าง เขาย่อมห่างไกลจากปัญจโครสบ้างด้วยประการอย่างนี้
ชื่อว่าพ่อโค เพราะอรรถว่าทำหน้าที่เป็นพ่อของโคทั้งหลาย.
ชื่อว่าหัวหน้าโค เพราะอรรถว่านำฝูงโค คือพาไปได้ตามชอบใจ.
บทว่า น อติเรกปูชาย ความว่า จริงอยู่ นายโคบาลผู้ฉลาดปรนปรือโคใหญ่เห็นปานนี้ ด้วยการปรนปรือเป็นพิเศษคือย่อมให้อาหารอันประณีต ตกแต่งด้วยของหอมและการเจิม ๕ แห่ง ประดับดอกไม้ สวมปลอกทองคำและเงินที่เขา ตามดวงไฟให้สว่างตลอดคืนให้นอนภายใต้เพดานผ้า. ส่วนนายโคบาลนี้ย่อมไม่ทำการเอื้อเฟื้ออย่างเดียว จากการให้อาหารอันประณีตเป็นต้นนั้นโคใหญ่เมื่อไม่ได้ปรนปรือ เป็นพิเศษก็ไม่รักษาฝูงโค ไม่ป้องกันอันตราย ฝูงโคของเขาย่อมเสื่อมไป เขาย่อมห่างไกลจากปัญจโครส ด้วยประการอย่างนี้.
บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้.
บทว่า น รูปญฺญู โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้จักรูปที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า มหาภูตรูป ๔ โดยอาการ ๒ คือ โดยการนับหรือโดยสมุฏฐาน. ชื่อว่าไม่รู้จักโดยการนับ คือไม่รู้ว่าส่วนแห่งรูป ๒๕ มาแล้วในบาลีอย่างนี้ว่า อายตนะคือตา หู จมูก ลิ้นและกาย อายตนะคือรูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุ อาโปธาตุ ความเบาแห่งรูป ความอ่อนแห่งรูป ความควรแก่การงาน ความก่อขึ้นความสืบต่อ ความแก่ ความที่รูปเป็นของไม่เที่ยง อาหารคือคำข้าว.
ภิกษุนี้เปรียบเหมือนนายโคบาลนั้น ไม่รู้จักรูปแห่งโคทั้งหลายโดยการนับฉะนั้น เธอเมื่อไม่รู้จักรูปโดยการนับ ก็ไม่สามารถเพื่อจะกำหนดรูป ยึดถือรูปกำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่สามัญลักษณะ กำหนดรูป ยึดถือรูป กำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่สามัญลักษณะแล้ว กำหนดอรูป กำหนดจับอรูป กำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่ลักษณะให้กัมมัฏฐานถึงที่สุดได้ภิกษุนั้นย่อมไม่เจริญด้วยศีลสมาธิวิปัสสนา มรรคผลและนิพพานในศาสนานี้ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้น ย่อมไม่เจริญฉะนั้น.
เหมือนอย่างว่า นายโคบาลนั้นย่อมห่างไกลจากปัญจโครสฉันใด ภิกษุนั้นก็ห่างไกลจากธรรมขันธ์ ๕ คือศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นของพระอเสขะฉันนั้นชื่อว่าไม่รู้จักโดยสมุฏฐาน คือไม่รู้ว่ารูปประมาณเท่านี้มีสมุฏฐานเดียว ประมาณเท่านี้มีสองสมุฏฐาน ประมาณเท่านี้มีสามสมุฏฐานประมาณเท่านี้มีสี่สมุฏฐาน ประมาณเท่านี้ย่อมไม่ตั้งขึ้นแต่สมุฏฐานไหนเลย ดังนี้. ภิกษุนี้เปรียบเหมือนนายโคบาลนั้น ไม่รู้จักรูปแห่งโคทั้งหลายโดยสีฉะนั้นเธอไม่รู้จักรูปโดยสมุฏฐาน ยึดถือรูป กำหนดรูปแล้ว ฯลฯ ย่อมห่างไกล.
บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า
ย่อมไม่รู้จักว่า กุศลกรรม อกุศลกรรมเป็นลักษณะบัณฑิตและพาลที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า คนเป็นบัณฑิตมีกรรมเป็นลักษณะ คนพาลมีกรรมเป็นลักษณะเขาเมื่อไม่รู้จักอย่างนี้ ไม่เว้นคนพาล ไม่คบหาบัณฑิต เมื่อไม่เว้นคนพาล ไม่คบหาบัณฑิต ไม่รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควร เป็นกุศล อกุศล สิ่งที่มีโทษไม่มีโทษ โทษหนักโทษเบาแก้ไขได้แก้ไขไม่ได้ เหตุมิใช่เหตุ เมื่อไม่รู้สิ่งนั้น ย่อมไม่สามารถเพื่อจะถือเอากัมมัฏฐานไปเจริญได้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้นตามที่กล่าวแล้วในศาสนานี้เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้นไม่เจริญ คือเป็นผู้ห่างไกลจากธรรมขันธ์ เหมือนนายโคบาลห่างไกลจากปัญจโครสฉะนั้น.
บทว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ความว่า ย่อมไม่บรรเทากามวิตกเป็นต้นที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่ากามวิตกเกิดขึ้นแล้วดังนี้ ไม่คอยเขี่ยไข่ขางเป็นอกุศลวิตกนี้ เมื่อเที่ยวประพฤติอยู่ในอำนาจของวิตกย่อมไม่สามารถเพื่อจะถือเอากัมมัฏฐานไปเจริญได้ ภิกษุนั้นย่อมห่างไกลเหมือนของนายโคบาล ฯลฯ.
บทว่า น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ความว่า เมื่อถือนิมิตในอารมณ์ทุกอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ถือโดยนิมิตดังนี้ ย่อมไม่ยังความสำรวมให้ถึงพร้อมเหมือนนายโคบาลนั้นไม่ปิดแผลฉะนั้น ภิกษุนั้นเมื่อเปิดทวารเที่ยวไป ย่อมไม่สามารถเพื่อถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ภิกษุไม่สุมควันคือธรรมเทศนา เหมือนนายโคบาลนั้นไม่สุมควันฉะนั้น คือไม่ทำธรรมกถาหรือสรภัญญะ อุปนิสินนกถาหรืออนุโมทนา แต่นั้น พวกมนุษย์ไม่รู้จักคุณนั้นว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตมีคุณดังนี้ มนุษย์เหล่านั้นเมื่อไม่รู้จักคุณและโทษย่อมไม่กระทำการสงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔ เธอเมื่อลำบากด้วยปัจจัย ก็ไม่สามารถเพื่อจะทำการสาธยายพระพุทธพจน์ บำเพ็ญวัตตปฏิบัติ ถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่เข้าไปหาภิกษุผู้เป็นพหูสูต ผู้เป็นดุจท่า เมื่อเข้าไปหา ไม่ไต่ถาม ถือเอา สอบถามให้รู้อย่างนี้ว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ พยัญชนะนี้พึงปลูกฝังอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร บาลีในที่แห่งบาลีนี้กล่าวไว้อย่างไร เนื้อความในที่นี้แสดงไว้อย่างไรภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้นอันเธอไม่ไต่ถามแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่เปิดเผยข้อความที่ยังลี้ลับ ไม่จำแนกออกแสดง ไม่ทำข้อความที่ลึกให้ตื้น ไม่ทำข้อความที่ไม่ปรากฏให้ปรากฏแก่เธอ.
บทว่า อเนกวิหิ เตสุ จ กงฺขาฏฺฐานีเยสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ย่อมไม่บรรเทาแม้ความสงสัยอย่างหนึ่งในความสงสัยหลายอย่าง.
มีอธิบายว่า ก็ความสงสัย ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย ย่อมไม่นำแม้ความสงสัยอย่างหนึ่งในธรรมนั้นออกไปได้. เธอไม่เข้าไปหาท่าคือภิกษุผู้เป็นพหูสูตอย่างนี้ จึงเต็มด้วยความสงสัย ไม่สามารถเพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้.
เหมือนอย่างว่า นายโคบาลย่อมไม่รู้จักท่าฉันใด ภิกษุนี้ไม่รู้จักท่าคือธรรมฉันนั้น เมื่อไม่รู้ ได้ถามปัญหาในมิใช่วิสัย เข้าไปหาพระนักอภิธรรมได้ถามสิ่งที่ควรไม่ควร เข้าไปหาพระวินัยธร ได้ถามการกำหนดรูปและอรูป ท่านเหล่านั้นถูกเธอถามในธรรมที่มิใช่วิสัย ย่อมไม่สามารถเพื่อจะตอบได้เธอจึงเต็มไปด้วยความสงสัยด้วยตนเอง จึงไม่สามารถเพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า ปิตํ น ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ คือไม่ได้ความปราโมทย์ประกอบด้วยธรรม เหมือนนายโคบาลนั้นย่อมไม่รู้จักให้โคดื่มและไม่ดื่มฉะนั้น เธออาศัยบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการฟัง ย่อมไม่ประสบอานิสงส์ ไปยังโรงฟังธรรมแล้ว ย่อมไม่ฟังโดยความเคารพนั่งหลับย่อมพูดคุยเป็นผู้มีใจส่งไปอื่น เธอเมื่อไม่ฟังธรรมโดยความเคารพ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า น วีถึ ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ชัดอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเป็นจริงว่า ทางนี้เป็นโลกิยะ ทางนี้เป็นโลกุตตระดังนี้ เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้อยู่ซึ่งทางและมิใช่ทางฉะนั้น เมื่อเธอไม่รู้ตั้งมั่นแล้วในทางที่เป็นโลกิยะ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ชัดสติปัฏฐาน ๔ ตามเป็นจริงว่า ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตตระ เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้อยู่ซึ่งคราวละ ๕ วันและ ๗ วันฉะนั้น เมื่อเธอไม่รู้ปลูกฝังญาณของตนไว้ในธรรมอันที่สุขุม ตั้งมั่นในสติปัฏฐานเป็นโลกิยะ ย่อมไม่สามารถเพื่อจะยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า อนวเสสโทหี ความว่า ภิกษุเมื่อไม่รู้จักประมาณในการรับ ย่อมรีดเสียหมดมิได้เหลือไว้.
ส่วนในนิทเทสวาร พวกคฤหบดีผู้มีศรัทธามาปวารณาแก่ภิกษุนั้นว่า อภิหฏฺฐุํ ปวาเรนฺติ ในที่ปวารณานี้ ปวารณามี ๒ คือ ปวารณาด้วยวาจา ๑ ปวารณาด้วยปัจจัย ๑.
พวกมนุษย์ไปยังสำนักของภิกษุแล้ว ปวารณาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านพึงบอกสิ่งที่ต้องการดังนี้ ชื่อว่าปวารณาด้วยวาจา. พวกมนุษย์ถือผ้าหรือเภสัชมีน้ำนมและน้ำอ้อยเป็นต้น ไปสำนักของภิกษุ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรับตามความต้องการเถิด ดังนี้ ชื่อว่าปวารณาด้วยปัจจัย.
บทว่า ตตฺร ภิกฺขุ มตฺตํ น ชานาติ มีอธิบายว่า ภิกษุไม่รู้จักประมาณในปัจจัยเหล่านั้น ไม่รับแต่พอประมาณโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในรถวินีตสูตรว่า พึงรู้ความสามารถของทายก ความสามารถของไทยธรรม พึงรู้กำลังของตน รับสิ่งที่เขานำมาถวายทั้งหมด. มนุษย์เดือดร้อนจะไม่มาปวารณาอีก. เธอเมื่อลำบากด้วยปัจจัย ย่อมไม่สามารถจะถือกัมมัฏฐานไปเจริญได้ ฯลฯ เขาย่อมห่างไกล.
บทว่า เต น อติเรกปูชาย ปูชิตา โหติ ความว่า ภิกษุไม่บูชาพระภิกษุเหล่านั้นผู้เป็นพระเถระด้วยบูชาเป็นอดิเรกมีเมตตากายกรรมเป็นต้นนี้ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ เหมือนนายโคบาลไม่ปรนปรือโคใหญ่ด้วยการปรนปรือเป็นพิเศษอยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระเถระคิดว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ทำความเคารพและความยำเกรงในพวกเราเหล่านี้แล้ว จึงมิได้สงเคราะห์พวกนวกภิกษุด้วยการสงเคราะห์ ๒ คือ ไม่สงเคราะห์ด้วยธรรม ๑ ด้วยอามิส ๑ ไม่บำรุงนวกภิกษุผู้ลำบาก เหี่ยวแห้งอยู่ด้วยจีวรหรือบาตร สิ่งของเนื่องด้วยบาตรหรือที่อยู่ ไม่ให้ศึกษาบาลี หรืออรรถกถาคัมภีร์เนื่องด้วยธรรมกถา หรือคัมภีร์ที่ลี้ลับ.
พวกนวกภิกษุเมื่อไม่ได้การสงเคราะห์ ๒ อย่างเหล่านี้ แต่สำนักของพระเถระทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ย่อมไม่อาจเพื่อจะดำรงอยู่ในศาสนานี้ได้. พวกเธอย่อมไม่เจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เหมือนฝูงโคของนายโคบาล ย่อมไม่เจริญฉะนั้น. นายโคบาลนั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากปัญจโครสฉันใด เธอย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากธรรมขันธ์ ๕ ฉันนั้น.
สุกกปักษ์ ท่านประกอบไว้แล้ว พึงทราบด้วยสามารถตรงกันข้ามที่กล่าวแล้วในกัณหปักษ์.
จบอรรถกถามหาโคปาลสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------