อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๖๓

๑. กกจูปมสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๓–๒๗๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 12 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

โอปมฺมวคฺโค -------- กกจูปมสุตฺตํ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ อติเวลํ สํสฏฺโฐ วิหรติ ฯ เอวํ สํสฏฺโฐ อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ วิหรติ ฯ สเจ โกจิ ภิกฺขุ อายสฺมโต โมลิยผคฺคุนสฺส สมฺมุขา ตาสํ ภิกฺขุนีนํ อวณฺณํ ภาสติ เตนายสฺมา โมลิยผคฺคุโน กุปิโต อนตฺตมโน อธิกรณมฺปิ กโรติ ฯ สเจ ปน โกจิ ภิกฺขุ ตาสํ ภิกฺขุนีนํ สมฺมุขา อายสฺมโต โมลิยผคฺคุนสฺส อวณฺณํ ภาสติ เตน ตา ภิกฺขุนิโย กุปิตา อนตฺตมนา อธิกรณมฺปิ กโรนฺติ ฯ เอวํ สํสฏฺโฐ อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ วิหรติ ฯ {๒๖๓.๑} อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมา ภนฺเต โมลิยผคฺคุโน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ อติเวลํ สํสฏฺโฐ วิหรติ เอวํ สํสฏฺโฐ ภนฺเต อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ วิหรติ สเจ โกจิ ภิกฺขุ อายสฺมโต โมลิยผคฺคุนสฺส สมฺมุขา ตาสํ ภิกฺขุนีนํ อวณฺณํ ภาสติ เตนายสฺมา โมลิยผคฺคุโน กุปิโต อนตฺตมโน อธิกรณมฺปิ กโรติ สเจ ปน โกจิ ภิกฺขุ ตาสํ ภิกฺขุนีนํ สมฺมุขา อายสฺมโต โมลิยผคฺคุนสฺส อวณฺณํ ภาสติ เตน ตา ภิกฺขุนิโย กุปิตา อนตฺตมนา อธิกรณมฺปิ กโรนฺติ เอวํ สํสฏฺโฐ ภนฺเต อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ วิหรตีติ ฯ

อถ โข ภควา อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ ภิกฺขุ มม วจเนน โมลิยผคฺคุนํ ภิกฺขุํ อามนฺเตหิ สตฺถา ตํ อาวุโส โมลิยผคฺคุน อามนฺเตตีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา โมลิยผคฺคุโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ โมลิยผคฺคุนํ เอตทโวจ สตฺถา ตํ อาวุโส โมลิยผคฺคุน อามนฺเตตีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา โมลิยผคฺคุโน ตสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๒๖๔.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ โมลิยผคฺคุนํ ภควา เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตฺวํ ผคฺคุน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ อติเวลํ สํสฏฺโฐ วิหรสิ เอวํ สํสฏฺโฐ ตฺวํ ผคฺคุน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ วิหรสิ สเจ โกจิ ภิกฺขุ ตุยฺหํ สมฺมุขา ตาสํ ภิกฺขุนีนํ อวณฺณํ ภาสติ เตน ตฺวํ กุปิโต อนตฺตมโน อธิกรณมฺปิ กโรสิ สเจ ปน โกจิ ภิกฺขุ ตาสํ ภิกฺขุนีนํ สมฺมุขา ตุยฺหํ อวณฺณํ ภาสติ เตน ตา ภิกฺขุนิโย กุปิตา อนตฺตมนา อธิกรณมฺปิ กโรนฺติ เอวํ สํสฏฺโฐ กิร ตฺวํ ผคฺคุน ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ วิหรสีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ นนุ ตฺวํ ผคฺคุน กุลปุตฺโต สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๒๖๔.๒} น โข เต เอตํ ผคฺคุน ปฏิรูปํ กุลปุตฺตสฺส สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตสฺส ยํ ตฺวํ ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ อติเวลํ สํสฏฺโฐ วิหเรยฺยาสิ ฯ {๒๖๔.๓} ตสฺมาติห ผคฺคุน ตว เจปิ โกจิ สมฺมุขา ตาสํ ภิกฺขุนีนํ อวณฺณํ ภาเสยฺย ตตฺราปิ ตฺวํ ผคฺคุน เย เคหสิตา ฉนฺทา เย เคหสิตา วิตกฺกา เต ปชเหยฺยาสิ ตตฺราปิ ผคฺคุน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว เม จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสามิ หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสามิ เมตฺตจิตฺโต น โทสนฺตโรติ เอวญฺหิ เต ผคฺคุน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ฯ {๒๖๔.๔} ตสฺมาติห ผคฺคุน ตว เจปิ โกจิ สมฺมุขา ตาสํ ภิกฺขุนีนํ ปาณินา ปหารํ ทเทยฺย เลฑฺฑุนา ปหารํ ทเทยฺย ทณฺเฑน ปหารํ ทเทยฺย สตฺเถน ปหารํ ทเทยฺย ตตฺราปิ ตฺวํ ผคฺคุน เย เคหสิตา ฉนฺทา เย เคหสิตา วิตกฺกา เต ปชเหยฺยาสิ ตตฺราปิ เต ผคฺคุน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว เม จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสามิ หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสามิ เมตฺตจิตฺโต น โทสนฺตโรติ เอวญฺหิ เต ผคฺคุน สิกฺขิตพฺพํ ฯ {๒๖๔.๕} ตสฺมาติห ผคฺคุน ตว เจปิ โกจิ สมฺมุขา อวณฺณํ ภาเสยฺย ตตฺราปิ ตฺวํ ผคฺคุน เย เคหสิตา ฉนฺทา เย เคหสิตา วิตกฺกา เต ปชเหยฺยาสิ ตตฺราปิ เต ผคฺคุน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว เม จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสามิ หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสามิ เมตฺตจิตฺโต น โทสนฺตโรติ เอวญฺหิ เต ผคฺคุน สิกฺขิตพฺพํ ฯ {๒๖๔.๖} ตสฺมาติห ผคฺคุน ตว เจปิ โกจิ ปาณินา ปหารํ ทเทยฺย เลฑฺฑุนา ปหารํ ทเทยฺย ทณฺเฑน ปหารํ ทเทยฺย สตฺเถน ปหารํ ทเทยฺย ตตฺราปิ ตฺวํ ผคฺคุน เย เคหสิตา ฉนฺทา เย เคหสิตา วิตกฺกา เต ปชเหยฺยาสิ ตตฺราปิ เต ผคฺคุน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว เม จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสามิ หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสามิ เมตฺตจิตฺโต น โทสนฺตโรติ เอวญฺหิ เต ผคฺคุน สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ

อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาราธยึสุ วต เม ภิกฺขเว ภิกฺขู เอกํ สมยํ จิตฺตํ ฯ อิธาหํ ภิกฺขเว ภิกฺขู อามนฺเตสึ อหํ โข ภิกฺขเว เอกาสนโภชนํ ภุญฺชามิ เอกาสนโภชนํ โข อหํ ภิกฺขเว ภุญฺชมาโน อปฺปาพาธตญฺจ สญฺชานามิ อปฺปาตงฺกตญฺจ ลหุฏฺฐานญฺจ พลญฺจ ผาสุวิหารญฺจ ฯ เอถ ตุเมฺหปิ ภิกฺขเว เอกาสนโภชนํ ภุญฺชถ เอกาสนโภชนํ โข ภิกฺขเว ตุเมฺหปิ ภุญฺชมานา อปฺปาพาธตญฺจ สญฺชานิสฺสถ อปฺปาตงฺกตญฺจ ลหุฏฺฐานญฺจ พลญฺจ ผาสุวิหารญฺจาติ ฯ น เม ภิกฺขเว เตสุ ภิกฺขูสุ อนุสาสนี กรณียา อโหสิ สตุปฺปาทกรณียเมว ภิกฺขเว เตสุ ภิกฺขูสุ อโหสิ ฯ {๒๖๕.๑} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สุภูมิยํ จาตุมฺมหาปเถ อาชญฺญรโถ สุทนฺโต ยุตฺโต อสฺส ฐิโต โอธสฺตปโตโท ตเมนํ ทกฺโข โยคฺคาจริโย อสฺสทมฺมสารถิ อภิรูหิตฺวา วาเมน หตฺเถน รสฺมิโย คเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน ปโตทํ คเหตฺวา เยนิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ สาเรยฺยาปิ ปจฺจาสาเรยฺยาปิ เอวเมว โข ภิกฺขเว น เม เตสุ ภิกฺขูสุ อนุสาสนี กรณียา อโหสิ สตุปฺปาทกรณียเมว ภิกฺขเว เตสุ ภิกฺขูสุ อโหสิ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว ตุเมฺหปิ อกุสลํ ปชหถ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อาโยคํ กโรถ เอวญฺหิ ตุเมฺหปิ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสถ ฯ {๒๖๕.๒} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว คามสฺส วา นิคมสฺส วา อวิทูเร มหนฺตํ สาลวนํ ตญฺจสฺส เอลณฺเฑหิ สญฺฉนฺนํ ตสฺส โกจิเทว ปุริโส อุปฺปชฺเชยฺย อตฺถกาโม หิตกาโม โยคกฺเขมกาโม โส ยา ตา สาลลฏฺฐิโย กุฏิลา โอชสารณิโย ตา ตจฺเฉตฺวา พหิทฺธา นีหเรยฺย อนฺโตวนํ สุวิโสธิตํ วิโสเธยฺย ยา ปน ตา สาลลฏฺฐิโย อุชุกา สุชาตา สมฺมา ปริหเรยฺย เอวญหิ ตํ ภิกฺขเว สาลวนํ อปเรน สมเยน วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ตุเมฺหปิ อกุสลํ ปชหถ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อาโยคํ กโรถ เอวญฺหิ ตุเมฺหปิ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสถ ฯ

ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อิมิสฺสาเยว สาวตฺถิยา เวเทหิกา นาม คหปตานี อโหสิ ฯ เวเทหิกาย ภิกฺขเว คหปตานิยา เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต โสรตา เวเทหิกา คหปตานี นิวาตา เวเทหิกา คหปตานี อุปสนฺตา เวเทหิกา คหปตานีติ ฯ เวเทหิกาย โข ปน ภิกฺขเว คหปตานิยา กาฬี นาม ทาสี อโหสิ ทกฺขา อนลสา สุสํวิหิตกมฺมนฺตา ฯ {๒๖๖.๑} อถ โข ภิกฺขเว กาฬิยา ทาสิยา เอตทโหสิ มยฺหํ โข อยฺยาย เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต โสรตา เวเทหิกา คหปตานี นิวาตา เวเทหิกา คหปตานี อุปสนฺตา เวเทหิกา คหปตานีติ กินฺนุโข เม อยฺยา สนฺตํเยว นุ โข อชฺฌตฺตํ โกปํ น ปาตุกโรติ อุทาหุ อสนฺตํ อุทาหุ มยฺหํเปเต กมฺมนฺตา สุสํวิหิตา เยน เม อยฺยา สนฺตํเยว อชฺฌตฺตํ โกปํ น ปาตุกโรติ โน อสนฺตํ ยนฺนูนาหํ อยฺยํ วีมํเสยฺยนฺติ ฯ {๒๖๖.๒} อถ โข ภิกฺขเว กาฬี ทาสี ทิวา อุฏฺฐาสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวเทหิกา คหปตานี กาฬึ ทาสึ เอตทโวจ เห เช กาฬีติ ฯ กึ อยฺเยติ ฯ กึ เช ทิวา อุฏฺฐาสีติ ฯ น ขฺวยฺเย กิญฺจีติ ฯ โน วต เร กิญฺจิ ปาปทาสิ ทิวา อุฏฺฐาสีติ กุปิตา อนตฺตมนา ภกุฏิมกาสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว กาฬิยา ทาสิยา เอตทโหสิ สนฺตํเยว เม อยฺยา อชฺฌตฺตํ โกปํ น ปาตุกโรติ โน อสนฺตํ มยฺหํเปเต กมฺมนฺตา สุสํวิหิตา เยน เม อยฺยา สนฺตํเยว อชฺฌตฺตํ โกปํ น ปาตุกโรติ โน อสนฺตํ ยนฺนูนาหํ ภิยฺโยโส มตฺตาย อยฺยํ วีมํเสยฺยนฺติ ฯ {๒๖๖.๓} อถ โข ภิกฺขเว กาฬี ทาสี ทิวาตรํเยว อุฏฺฐาสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวเทหิกา คหปตานี กาฬึ ทาสึ เอตทโวจ เห เช กาฬีติ ฯ กึ อยฺเยติ ฯ กึ เช ทิวา อุฏฺฐาสีติ ฯ น ขฺวยฺเย กิญฺจีติ ฯ โน วต เร กิญฺจิ ปาปทาสิ ทิวา อุฏฺฐาสีติ กุปิตา อนตฺตมนา อนตฺตมนวาจํ นิจฺฉาเรติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว กาฬิยา ทาสิยา เอตทโหสิ สนฺตํเยว เม อยฺยา อชฺฌตฺตํ โกปํ น ปาตุกโรติ โน อสนฺตํ มยฺหํเปเต กมฺมนฺตา สุสํวิหิตา เยน เม อยฺยา สนฺตํเยว อชฺฌตฺตํ โกปํ น ปาตุกโรติ โน อสนฺตํ ยนฺนูนาหํ ภิยฺโยโส มตฺตาย อหํ วีมํเสยฺยนฺติ ฯ {๒๖๖.๔} อถ โข ภิกฺขเว กาฬี ทาสี ทิวาตรํเยว อุฏฺฐาสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวเทหิกา คหปตานี กาฬึ ทาสึ เอตทโวจ เห เช กาฬีติ ฯ กึ อยฺเยติ ฯ กึ เช ทิวาตรํ อุฏฺฐาสีติ ฯ น ขฺวยฺเย กิญฺจีติ ฯ โน วต เร กิญฺจิ ปาปทาสิ ทิวาตรํ อุฏฺฐาสีติ กุปิตา อนตฺตมนา อคฺคฬสูจึ คเหตฺวา สีเส ปหารํ อทาสิ สีสํ เต ภินฺทิสฺสามีติ ฯ {๒๖๖.๕} อถ โข ภิกฺขเว กาฬี ทาสี ภินฺเนน สีเสน โลหิเตน คฬนฺเตน ปฏิวิสฺสกานํ อุชฺฌาเปสิ ปสฺสถยฺเย โสรตาย กมฺมํ ปสฺสถยฺเย นิวาตาย กมฺมํ ปสฺสถยฺเย อุปสนฺตาย กมฺมํ กถํ หิ นาม เอกทาสิยา ทิวา อุฏฺฐาสีติ กุปิตา อนตฺตมนา อคฺคฬสูจึ คเหตฺวา สีเส ปหารํ ทสฺสติ สีสํ เต ภินฺทิสฺสามีติ ฯ {๒๖๖.๖} อถ โข ภิกฺขเว เวเทหิกาย คหปตานิยา อปเรน สมเยน เอวํ ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ จณฺฑี เวเทหิกา คหปตานี อนิวาตา เวเทหิกา คหปตานี อนุปสนฺตา เวเทหิกา คหปตานีติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ ตาวเทว โสรตโสรโต โหติ นิวาตนิวาโต โหติ อุปสนฺตูปสนฺโต โหติ ยาว น อมนาปา วจนปถา ผุสนฺติ ยโต จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุํ อมนาปา วจนปถา ผุสนฺติ อถ โข ภิกฺขเว โสรโตติ เวทิตพฺโพ นิวาโตติ เวทิตพฺโพ อุปสนฺโตติ เวทิตพฺโพ ฯ นาหนฺตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ สุวโจติ วทามิ โย จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารเหตุ สุวโจ โหติ โสวจสฺสตํ อาปชฺชติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อลภมาโน น สุวโจ โหติ น โสวจสฺสตํ อาปชฺชติ ฯ โย จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํเยว สกฺกโรนฺโต ธมฺมํ ครุกโรนฺโต ธมฺมํ อปจายมาโน สุวโจ โหติ โสวจสฺสตํ อาปชฺชติ ตมหํ สุวโจติ วทามิ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว ธมฺมํเยว สกฺกโรนฺตา ธมฺมํ ครุกโรนฺตา ธมฺมํ อปจายมานา สุวจา ภวิสฺสาม โสวจสฺสตํ อาปชฺชิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

ปญฺจิเม ภิกฺขเว วจนปถา เยหิ โว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ กาเลน วา อกาเลน วา ภูเตน วา อภูเตน วา สเณฺหน วา ผรุเสน วา อตฺถสญฺหิเตน วา อนตฺถสญฺหิเตน วา เมตฺตจิตฺตา วา โทสนฺตรา วา ฯ กาเลน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อกาเลน วา ภูเตน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อภูเตน วา สเณฺหน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ ผรุเสน วา อตฺถสญฺหิเตน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อนตฺถสญฺหิเตน วา เมตฺตจิตฺตา วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ โทสนฺตรา วา ฯ ตตฺราปิ โว ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว โน จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสาม หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสาม เมตฺตจิตฺตา น โทสนฺตรา ตญฺจ ปุคฺคลํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา ผริตฺวา วิหริสฺสาม ตทารมฺมณญฺจ สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อาคจฺเฉยฺย กุทฺทาลปิฏกํ อาทาย โส เอวํ วเทยฺย อหํ อิมํ มหาปฐวึ อปฐวึ กริสฺสามีติ ฯ โส ตตฺร ตตฺร ขเนยฺย ตตฺร ตตฺร วิกีเรยฺย ตตฺร ตตฺร โอฏฺฐุเภยฺย ตตฺร ตตฺร โอมุตฺเตยฺย อปฐวี ภวสิ อปฐวี ภวสีติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ โส ปุริโส อิมํ มหาปฐวึ อปฐวึ กเรยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ อยญฺหิ ภนฺเต มหาปฐวี คมฺภีรา อปฺปเมยฺยา สา น สุกรา อปฐวึ กาตุํ ยาวเทว จ ปน โส ปุริโส กิลมถสฺส วิฆาตสฺส ภาคี อสฺสาติ ฯ {๒๖๘.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจิเม วจนปถา เยหิ โว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ กาเลน วา อกาเลน วา ภูเตน วา อภูเตน วา สเณฺหน วา ผรุเสน วา อตฺถสญฺหิเตน วา อนตฺถสญฺหิเตน วา เมตฺตจิตฺตา วา โทสนฺตรา วา ฯ กาเลน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อกาเลน วา ภูเตน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อภูเตน วา สเณฺหน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ ผรุเสน วา อตฺถสญฺหิเตน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อนตฺถสญฺหิเตน วา เมตฺตจิตฺตา วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ โทสนฺตรา วา ฯ ตตฺราปิ โว ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว โน จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสาม หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสาม เมตฺตจิตฺตา น โทสนฺตรา ตญฺจ ปุคฺคลํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา ผริตฺวา วิหริสฺสาม ตทารมฺมณญฺจ สพฺพาวนฺตํ โลกํ ปฐวีสเมน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ลาขํ วา หลิทฺทํ วา นีลํ วา มญฺเชฏฺฐํ วา อาทาย โส เอวํ วเทยฺย อหํ อิมสฺมึ อากาเส รูปานิ ลิขิสฺสามิ รูปปาตุภาวํ กริสฺสามีติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ โส ปุริโส อิมสฺมึ อากาเส รูปานิ ลิเขยฺย รูปปาตุภาวํ กเรยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ อยญฺหิ ภนฺเต อากาโส อรูปี อนิทสฺสโน ตตฺถ น สุกรํ รูปํ ลิขิตุํ รูปปาตุภาวํ กาตุํ ยาวเทว จ ปน โส ปุริโส กิลมถสฺส วิฆาตสฺส ภาคี อสฺสาติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจิเม วจนปถา เยหิ โว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ กาเลน วา อกาเลน วา ฯเปฯ ตทารมฺมณญฺจ สพฺพาวนฺตํ โลกํ อากาสสเมน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อาคจฺเฉยฺย อาทิตฺตํ ติณุกฺกํ อาทาย โส เอวํ วเทยฺย อหํ อิมาย อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย คงฺคํ นทึ สนฺตาเปสฺสามิ สมฺปริตาเปสฺสามีติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ โส ปุริโส อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย คงฺคํ นทึ สนฺตาเปยฺย สมฺปริตาเปยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ คงฺคา หิ ภนฺเต นที คมฺภีรา อปฺปเมยฺยา สา น สุกรา อาทิตฺตาย ติณุกฺกาย สนฺตาเปตุํ สมฺปริตาเปตุํ ยาวเทว จ ปน โส ปุริโส กิลมถสฺส วิฆาตสฺส ภาคี อสฺสาติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจิเม วจนปถา เยหิ โว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ กาเลน วา อกาเลน วา ฯเปฯ ตทารมฺมณญฺจ สพฺพาวนฺตํ โลกํ คงฺคาสเมน เจตสา วีปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว วิฬารภสฺตา มทฺทิตา สุมทฺทิตา สุปริมทฺทิตา มุทุกา ตูลินี ฉินฺนสสฺสรา ฉินฺนปพฺภรา อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย กฏฺฐํ วา กฐลํ วา อาทาย โส เอวํ วเทยฺย อหํ อิมํ วิฬารภสฺตํ มทฺทิตํ สุมทฺทิตํ สุปริมทฺทิตํ มุทุกํ ตูลินึ ฉินฺนสสฺสรํ ฉินฺนปพฺภรํ กฏฺเฐน วา กฐเลน วา สรสรํ กริสฺสามิ ภรภรํ กริสฺสามีติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ โส ปุริโส อิมํ วิฬารภสฺตํ มทฺทิตํ สุมทฺทิตํ สุปริมทฺทิตํ มุทุกํ ตูลินึ ฉินฺนสสฺสรํ ฉินฺนปพฺภรํ กฏฺเฐน วา กฐเลน วา สรสรํ กเรยฺย ภรภรํ กเรยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ อยญหิ ภนฺเต วิฬารภสฺตา มทฺทิตา สุมทฺทิตา สุปริมทฺทิตา มุทุกา ตูลินี ฉินฺนสสฺสรา ฉินฺนปพฺภรา สา น สุกรา กฏฺเฐน วา กฐเลน วา สรสรํ กาตุํ ภรภรํ กาตุํ ยาวเทว จ ปน โส ปุริโส กิลมถสฺส วิฆาตสฺส ภาคี อสฺสาติ ฯ {๒๗๑.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจิเม วจนปถา เยหิ โว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ กาเลน วา อกาเลน วา ภูเตน วา อภูเตน วา สเณฺหน วา ผรุเสน วา อตฺถสญฺหิเตน วา อนตฺถสญฺหิเตน วา เมตฺตจิตฺตา วา โทสนฺตรา วา ฯ กาเลน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อกาเลน วา ภูเตน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อภูเตน วา สเณฺหน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ ผรุเสน วา อตฺถสญฺหิเตน วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ อนตฺถสญฺหิเตน วา เมตฺตจิตฺตา วา ภิกฺขเว ปเร วทมานา วเทยฺยุํ โทสนฺตรา วา ฯ ตตฺราปิ โว ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว โน จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสาม หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสาม เมตฺตจิตฺตา น โทสนฺตรา ตญฺจ ปุคฺคลํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา ผริตฺวา วิหริสฺสาม ตทารมฺมณญฺจ สพฺพาวนฺตํ โลกํ วิฬารภสฺตสเมน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

อุภโตทณฺฑเกนปิ เจ ภิกฺขเว กกเจน โจรา โวจรกา องฺคมงฺคานิ โอกนฺเตยฺยุํ ตตฺราปิ โย มโน ปทูเสยฺย น เม โส เตน สาสนกโร ฯ ตตฺราปิ โว ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น เจว โน จิตฺตํ วิปริณตํ ภวิสฺสติ น จ ปาปิกํ วาจํ นิจฺฉาเรสฺสาม หิตานุกมฺปี จ วิหริสฺสาม เมตฺตจิตฺตา น โทสนฺตรา ตญฺจ ปุคฺคลํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา ผริตฺวา วิหริสฺสาม ตทารมฺมณญฺจ สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

อิมญฺจ ตุเมฺห ภิกฺขเว กกจูปมํ โอวาทํ อภิกฺขณํ มนสิกเรยฺยาถ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว ตญฺจ วจนปถํ อณุํ วา ถูลํ วา ยํ ตุเมฺห นาธิวาเสยฺยาถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว อิมํ กกจูปมํ โอวาทํ อภิกฺขณํ มนสิกโรถ ตํ โว ภวิสฺสติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ กกจูปมสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ ---------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร ๓. โอปัมมวรรค หมวดว่าด้วยข้ออุปมา ๑. กกจูปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยเลื่อย

ข้อ ๒๒๒

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระโมลิยผัคคุนะอยู่คลุกคลีกับ ภิกษุณีทั้งหลายเกินเวลา ท่านพระโมลิยผัคคุนะอยู่คลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลาย อย่างนี้ ถ้าภิกษุบางรูปติเตียนภิกษุณีเหล่านั้นต่อหน้าท่านพระโมลิยผัคคุนะ ท่าน พระโมลิยผัคคุนะก็โกรธไม่พอใจภิกษุรูปนั้นถึงกับก่ออธิกรณ์ ขึ้นก็มี อนึ่ง ถ้าภิกษุบางรูปติเตียนท่านพระโมลิยผัคคุนะต่อหน้าภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีเหล่านั้นก็พากันโกรธไม่พอใจภิกษุรูปนั้นถึงกับก่ออธิกรณ์ขึ้นก็มี ท่านพระโมลิยผัคคุนะอยู่คลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระโมลิยผัคคุนะอยู่คลุกคลีกับพวกภิกษุณีเกิน เวลา ท่านพระโมลิยผัคคุนะอยู่คลุกคลีกับพวกภิกษุณีอย่างนี้ ถ้าภิกษุบางรูป ติเตียนภิกษุณีเหล่านั้นต่อหน้าท่านพระโมลิยผัคคุนะ ท่านพระโมลิยผัคคุนะก็โกรธ@เชิงอรรถ : @ อธิกรณ์ หมายถึงเรื่องที่สงฆ์จะต้องดำเนินการ มี ๔ อย่าง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับ@พระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (ละเมิดสิกขาบท) (๓) อาปัตตาธิกรณ์@การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขตัวให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่างๆ ที่สงฆ์จะ@ต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท ให้ผ้ากฐิน แต่ในที่นี้หมายถึงอนุวาทาธิกรณ์ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๕/๑๒,@ม.มู.อ. ๒/๒๒๒/๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๓๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร ไม่พอใจภิกษุรูปนั้นถึงกับก่ออธิกรณ์ขึ้นก็มี อนึ่ง ถ้าภิกษุบางรูปติเตียนท่านพระ- โมลิยผัคคุนะต่อหน้าภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีเหล่านั้นก็พากันโกรธไม่พอใจภิกษุรูป นั้นถึงกับก่ออธิกรณ์ขึ้นก็มี ท่านพระโมลิยผัคคุนะอยู่คลุกคลีกับพวกภิกษุณีอย่างนี้” ทรงเตือนพระโมลิยผัคคุนะที่โกรธ

ข้อ ๒๒๓

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาตรัสว่า“มาเถิด ภิกษุ เธอจงไปเรียกโมลิยผัคคุนภิกษุตามคำของเราว่า ‘ท่านผัคคุนะพระศาสดาตรัสเรียกท่าน’” ภิกษุรูปนั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วเข้าไปหาท่านพระโมลิยผัคคุนะถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวกับท่านว่า “ท่านผัคคุนะ พระศาสดาตรัสเรียกท่าน” ท่านพระโมลิยผัคคุนะรับคำภิกษุรูปนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านโมลิยผัคคุนะว่า “ผัคคุนะ จริงหรือที่เขาลือกันว่า เธออยู่คลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลายเกินเวลาเธออยู่คลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ ถ้าภิกษุบางรูปติเตียนภิกษุณีเหล่านั้นต่อหน้าเธอ เธอก็โกรธไม่พอใจภิกษุรูปนั้นถึงกับก่ออธิกรณ์ขึ้นก็มี อนึ่ง ถ้าภิกษุบางรูปติเตียนเธอต่อหน้าภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีเหล่านั้นก็พากันโกรธ ไม่พอใจภิกษุรูปนั้นถึงกับก่ออธิกรณ์ขึ้นก็มี จริงหรือที่เธออยู่คลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้” ท่านพระโมลิยผัคคุนะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามต่อไปว่า “เธอเป็นกุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธามิใช่หรือ” ท่านพระโมลิยผัคคุนะทูลว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

ข้อ ๒๒๔

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ผัคคุนะ การที่เธออยู่คลุกคลีกับภิกษุณี ทั้งหลายเกินเวลานี้ ไม่สมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๓๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร ด้วยศรัทธาเลย เพราะฉะนั้น แม้ถ้าภิกษุบางรูปจะพึงติเตียนภิกษุณีเหล่านั้นต่อหน้าเธอ แม้ในข้อนั้น เธอก็ควรละฉันทะและวิตกอันอาศัยเรือน เสีย แม้ในข้อนั้นเธอควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบและจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ’ ผัคคุนะเธอควรสำเหนียกอย่างนี้แล เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆ จะพึงทำร้ายภิกษุณีเหล่านั้นด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ และศัสตราต่อหน้าเธอ แม้ในข้อนั้น เธอก็ควรละฉันทะและวิตกอันอาศัยเรือนเสีย เธอควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ’ เธอควรสำเหนียกอย่างนี้แล เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆ ติเตียนต่อหน้าเธอ แม้ในข้อนั้น เธอควรละฉันทะและวิตกอันอาศัยเรือนเสีย เธอควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผันเราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ’ เธอควรสำเหนียกอย่างนี้แล ผัคคุนะ เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆ จะพึงทำร้ายเธอด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้และศัสตรา แม้ในข้อนั้น เธอควรละฉันทะและวิตกอันอาศัยเรือนเสีย เธอควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ’ ผัคคุนะเธอควรสำเหนียกอย่างนี้แล” @เชิงอรรถ : @ อาศัยเรือน หมายถึงอาศัยกามคุณ ๕ (คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) (ม.มู.อ. ๒/๒๒๔/๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๓๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร ประโยชน์ของการฉันอาหารมื้อเดียว

ข้อ ๒๒๕

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย สมัยหนึ่ง ภิกษุจำนวนมากได้ทำให้เรามีจิตยินดี เราได้เตือนภิกษุทั้งหลายณ ที่นี้ว่า ‘เราฉันอาหารมื้อเดียว เราเมื่อฉันอาหารมื้อเดียว ย่อมรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุกมาเถิด แม้พวกเธอก็จงฉันอาหารมื้อเดียว แม้เธอทั้งหลายเมื่อฉันอาหารมื้อเดียวจักรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก’ เราไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้นอีก เพียงแต่ทำให้สติเกิดขึ้นในภิกษุเหล่านั้นเท่านั้น รถที่เทียมด้วยม้าอาชาไนย ซึ่งฝึกมาดีแล้ว แล่นไปตามทางใหญ่สี่แพร่ง บนพื้นราบเรียบโดยไม่ต้องใช้แส้ เพียงแต่นายสารถีผู้ฝึกหัดม้าที่ฉลาดขึ้นรถแล้วจับสายบังเหียนด้วยมือซ้าย จับแส้ด้วยมือขวา เตือนม้าให้วิ่งตรงไปหรือเลี้ยวกลับไปตามถนนที่ต้องการได้ตามความปรารถนา แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้นอีก เพียงแต่ทำให้สติเกิดขึ้นในภิกษุ เหล่านั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น แม้เธอทั้งหลายก็จงละอกุศลธรรม จงทำความพากเพียรในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เธอทั้งหลายก็จักถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุทั้งหลาย ป่าสาละอันกว้าง ใกล้บ้านหรือนิคม ป่านั้นรกไปด้วยต้นละหุ่งบุรุษบางคนหวังดี หวังประโยชน์ และหวังความเจริญเติบโตของต้นสาละนั้น เขาจึงตัดหน่อต้นสาละที่คด ซึ่งคอยแย่งอาหารแล้วนำออกไปทิ้งที่ภายนอก แผ้วถางภายในป่าให้สะอาดเรียบร้อย คอยบำรุงรักษาต้นสาละเล็กๆ ซึ่งตรง แข็งแรงดีไว้อย่างดี ด้วยการกระทำดังกล่าวมานี้ ต่อมา ป่าไม้สาละนั้นก็เจริญ งอกงามไพบูลย์ขึ้นโดยลำดับ แม้ฉันใด แม้เธอทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงละอกุศลธรรมจงทำความพากเพียรในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอทั้งหลายก็จักถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ @เชิงอรรถ : @ ฉันอาหารมื้อเดียว หมายถึงการฉันอาหารในเวลาเช้า คือตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาเที่ยงวัน@แม้ภิกษุฉันอาหาร ๑๐ ครั้ง ในช่วงเวลานี้ก็ประสงค์ว่า ฉันอาหารมื้อเดียว (ม.มู.อ. ๒/๒๒๕/๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๓๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร นางเวเทหิกาบันดาลโทสะ

ข้อ ๒๒๖

ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในกรุงสาวัตถีนี้แล ได้มีหญิงแม่ เรือนชื่อเวเทหิกา เธอมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘หญิงแม่เรือนชื่อเวเทหิกาเป็นคนเรียบร้อย เจียมตน ใจเย็น และเธอมีสาวใช้ชื่อกาลีเป็นคนขยันไม่เกียจคร้าน จัดการงานดี’ ต่อมา สาวใช้ชื่อกาลีได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘กิตติศัพท์อันงามของนายหญิง ของเราขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘หญิงแม่เรือนชื่อเวเทหิกาเป็นคนเรียบร้อย เจียมตนใจเย็น นายหญิงของเราไม่แสดงความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏ หรือว่าหล่อนไม่มีความโกรธอยู่เลย หรือนายหญิงของเราไม่แสดงความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏ เพราะเราจัดการงานทั้งหลายเรียบร้อยดี ไม่ใช่หล่อนไม่มีความโกรธ ทางที่ดี เราจะต้องทดลองนายหญิงดู’ วันรุ่งขึ้น นางกาลีก็แกล้งตื่นสาย ฝ่ายหญิงแม่เรือนชื่อเวเทหิกาได้ตวาดสาวใช้ชื่อกาลีว่า ‘เฮ้ย นางกาลี’ นางกาลีขานรับว่า ‘อะไรเจ้าค่ะ นายหญิง’ นางเวเทหิกาถามว่า ‘เฮ้ย ทำไมจึงตื่นสาย’ นางกาลีตอบว่า ‘ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ’ นางจึงกล่าวอีกว่า ‘เฮ้ย นางชาติชั่ว เมื่อไม่มีอะไร ทำไมจึงตื่นสาย’ แล้วโกรธไม่พอใจ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ลำดับนั้น นางกาลีได้คิดว่า‘นายหญิงของเราไม่แสดงความโกรธที่มีอยู่ใน ภายในเท่านั้น ไม่ใช่หล่อนไม่มีความโกรธ ที่ไม่แสดงความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏ ก็เพราะเราจัดการงานทั้งหลายเรียบร้อยดี ไม่ใช่หล่อนไม่มีความโกรธทางที่ดี เราจะต้องทดลองนายหญิงให้ยิ่งขึ้นไป’ ต่อมา นางกาลีก็ตื่นสายกว่าทุกวัน ครั้งนั้น หญิงแม่เรือนชื่อเวเทหิกา ก็ร้องตวาดด่านางกาลีอีกว่า ‘เฮ้ย นางกาลี’ นางกาลีขานรับว่า ‘อะไรเจ้าค่ะ นายหญิง’ นางเวเทหิกาถามว่า ‘เฮ้ย ทำไมจึงตื่นสาย’ นางกาลีตอบว่า ‘ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๓๗}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร นางจึงกล่าวอีกว่า ‘เฮ้ย นางชาติชั่ว เมื่อไม่มีอะไร ทำไมจึงตื่นสายเล่า’ แล้วโกรธ ไม่พอใจ แผดเสียงด้วยความขุ่นเคือง ลำดับนั้น นางกาลีได้คิดว่า ‘นายหญิงของเราไม่แสดงความโกรธที่มีอยู่ใน ภายในเท่านั้น ไม่ใช่หล่อนไม่มีความโกรธ ที่ไม่แสดงความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏ ก็เพราะเราจัดการงานทั้งหลายเรียบร้อยดี ไม่ใช่หล่อนไม่มีความโกรธ ทางที่ดี เราจะต้องทดลองให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก’ ต่อมา นางกาลีก็ตื่นสายยิ่งกว่าทุกวัน ครั้งนั้น หญิงแม่เรือนชื่อเวเทหิกาก็ร้องตวาดด่านางกาลีว่า ‘เฮ้ย นางกาลีชาติชั่ว’ นางกาลีขานรับว่า ‘อะไรเจ้าค่ะ นายหญิง’ นางเวเทหิกาถามว่า ‘เฮ้ย ทำไมจึงตื่นสายนัก’ นางกาลีตอบว่า ‘ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ’ นางจึงกล่าวอีกว่า ‘เฮ้ย นางชาติชั่ว เมื่อไม่มีอะไร ทำไมจึงตื่นสายเล่า’ แล้วโกรธจัด คว้าลิ่มประตูขว้างศีรษะ ปากก็ด่าว่า ‘ข้าจะตีหัวเอ็งให้แตก’ คราวนั้น นางกาลีหัวแตกมีเลือดไหลโชก เที่ยวโพนทะนาแก่คนบ้านใกล้ เรือนเคียงว่า ‘พ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย ขอเชิญดูการกระทำของคนเรียบร้อย เจียมตนใจเย็นเถิด นางโกรธไม่พอใจว่าตื่นสาย จึงคว้าลิ่มประตูขว้างศีรษะของสาวใช้คนหนึ่งปากก็ด่าว่า ‘ข้าจะตีหัวเอ็งให้แตก’ ภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่นั้นมา กิตติศัพท์อันชั่วช้าของหญิงแม่เรือนชื่อเวเทหิกา ก็ขจรไปอย่างนี้ว่า ‘หญิงแม่เรือนชื่อเวเทหิกา เป็นหญิงดุร้าย ไม่เจียมตน ใจร้อน’แม้ฉันใด ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้เรียบร้อยนักเรียบร้อยหนาเจียมตนนักเจียมตนหนา ใจเย็นนักใจเย็นหนา ก็เพียงชั่วเวลาที่ถ้อยคำอันไม่เป็นที่พอใจไม่มากระทบเท่านั้น แต่เมื่อใด ถ้อยคำอันไม่เป็นที่พอใจมากระทบเธอเข้า เมื่อนั้นควรทราบว่า ‘เธอเป็นผู้เรียบร้อย เป็นผู้เจียมตน เป็นผู้ใจเย็นจริง‘ ภิกษุที่ทำตน@เชิงอรรถ : @ ข้อความนี้มีความหมายว่า เมื่อใด ถ้อยคำที่ไม่น่าพอใจมากระทบโสตประสาทเธอเข้า แล้วเธอสามารถ@ดำรงอยู่ในอธิวาสนขันติ(ความอดทนคือความอดกลั้น)ได้ ไม่โกรธ พึงทราบว่า เธอเป็นผู้เรียบร้อย เจียมตน@และใจเย็น (ม.มู.อ. ๒/๒๒๖/๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๓๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร เป็นคนว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เพราะเหตุแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เราไม่เรียกว่า ‘เป็นผู้ว่าง่ายเลย’ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะภิกษุนั้นเมื่อไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้นก็จะไม่เป็นผู้ว่าง่าย ไม่ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย แต่ภิกษุผู้สักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อมธรรม เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เราเรียกว่า ‘เป็นผู้ว่าง่าย’เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจักสักการะ เคารพ นับถือบูชา นอบน้อมธรรม จักเป็นผู้ว่าง่าย จักถึงความเป็นผู้ว่าง่าย’ อุบายระงับความโกรธ

ข้อ ๒๒๗

ภิกษุทั้งหลาย วิธีพูดที่บุคคลอื่นจะใช้พูดกับเธอทั้งหลาย ๕ ประการนี้ คือ ๑. พูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๒. พูดเรื่องที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ๓. พูดคำที่อ่อนหวานหรือหยาบคาย ๔. พูดคำที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ ๕. มีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูด บุคคลอื่นเมื่อพูด จะพึงพูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควรก็ตาม จะพึงพูดเรื่องที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตาม จะพึงพูดคำที่อ่อนหวานหรือหยาบคายก็ตามจะพึงพูดคำที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ก็ตาม จะพึงมีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูดก็ตาม ในข้อนั้น เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผันเราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ เราจักแผ่เมตตาจิตไปให้บุคคลนั้นอยู่ และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนไปยังสัตว์โลกทุกหมู่เหล่าอันเป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นอยู่’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรสำเหนียกด้วยอาการดังกล่าวมานี้ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๒๓ (สัพพาสวสูตร) หน้า ๒๓ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๖๘ (อากังเขยยสูตร) หน้า ๖๐ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๓๙}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร ทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน

ข้อ ๒๒๘

ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้วพูด อย่างนี้ว่า ‘เราจักทำแผ่นดินใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดิน’ เขาขุดลงตรงที่นั้นๆ โกยเศษดินทิ้งลงไปในที่นั้นๆ บ้วนน้ำลายลงในที่นั้นๆ ถ่ายปัสสาวะรดลงในที่นั้นๆแล้วพูดสำทับว่า ‘เอ็งอย่าเป็นแผ่นดิน เอ็งอย่าเป็นแผ่นดิน’ เธอทั้งหลายเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษนั้นพึงทำแผ่นดินใหญ่นี้ไม่ให้เป็นแผ่นดินได้หรือไม่” “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะแผ่นดินใหญ่นี้ลึกหาประมาณมิได้ เขาจะทำแผ่นดินใหญ่นั้นไม่ให้เป็นแผ่นดินไม่ได้ง่าย บุรุษนั้นจะต้องได้รับความเหน็ดเหนื่อยและความลำบากใจเป็นแน่แท้” “ภิกษุทั้งหลาย วิธีพูดที่บุคคลอื่นจะใช้พูดกับเธอทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกันมีอยู่ ๕ ประการนี้ คือ ๑. พูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๒. พูดเรื่องที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ๓. พูดคำที่อ่อนหวานหรือหยาบคาย ๔. พูดคำที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ ๕. มีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูด บุคคลอื่นเมื่อพูด จะพึงพูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควรก็ตาม จะพึงพูดเรื่องที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตาม จะพึงพูดคำที่อ่อนหวานหรือหยาบคายก็ตามจะพึงพูดคำที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ก็ตาม จะพึงมีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูดก็ตาม ในข้อนั้น เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผันเราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ เราจักแผ่เมตตาจิตไปให้บุคคลนั้นอยู่ และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ เสมอด้วยแผ่นดิน เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไปยังสัตว์โลกทุกหมู่เหล่าอันเป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นอยู่’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรสำเหนียกด้วยอาการดังกล่าวมานี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๔๐}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร ทำใจให้ว่างเหมือนอากาศ

ข้อ ๒๒๙

ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาครั่งสีเหลือง สีเขียว หรือสีแดงเลือดนกมาแล้วพูดอย่างนี้ว่า ‘เราจักเขียนรูปในอากาศนี้ ทำให้เป็นรูปปรากฏ’เธอทั้งหลายเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษนั้นจะเขียนรูปในอากาศนี้ ทำให้เป็นรูปปรากฏได้หรือไม่” “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะอากาศนี้ไม่มีรูปร่าง ชี้ให้เห็นไม่ได้ เขาจะเขียนรูปในอากาศนั้น ทำให้เป็นรูปปรากฏไม่ได้ง่ายเลย บุรุษนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากใจเสียเปล่าเป็นแน่” “ภิกษุทั้งหลาย วิธีพูดที่บุคคลอื่นจะใช้พูดกับเธอทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกันมีอยู่ ๕ ประการนี้ คือ ๑. พูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ฯลฯ ๕. มีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูด ฯลฯ และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ เสมอด้วยอากาศ เป็นมหัคคตะไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไปยังสัตว์โลกทุกหมู่เหล่าอันเป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นอยู่’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรสำเหนียกด้วยอาการดังกล่าวมานี้ทำใจให้เย็นเหมือนแม่น้ำ

ข้อ ๒๓๐

ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษถือคบหญ้าที่ลุกโพลงมาแล้วพูด อย่างนี้ว่า ‘เราจักเผาแม่น้ำคงคาให้ร้อนจัด เดือดเป็นควันพุ่งด้วยคบหญ้าที่ลุกโพลงแล้วนี้’ เธอทั้งหลายเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักเผาแม่น้ำคงคาให้ร้อนจัด เดือดเป็นควันพุ่งด้วยคบหญ้าที่ลุกโพลงแล้วได้หรือไม่”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๔๑}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำที่ลึกสุดประมาณ เขาจะทำแม่น้ำคงคานั้นให้ร้อนจัด เดือดเป็นควันพุ่งด้วยคบหญ้าที่ลุกโพลงแล้วไม่ได้ง่ายเลยบุรุษนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากใจเสียเปล่าเป็นแน่” “ภิกษุทั้งหลาย วิธีพูดที่บุคคลอื่นจะใช้พูดกับเธอทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกันมีอยู่ ๕ ประการนี้ คือ ๑. พูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ฯลฯ ๕. มีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูด ฯลฯ และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ เสมอด้วยแม่น้ำ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนไปยังสัตว์โลกทุกหมู่เหล่าอันเป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นอยู่’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรสำเหนียกด้วยอาการดังกล่าวมานี้ ทำใจให้อ่อนโยนเหมือนกระสอบหนังแมว

ข้อ ๒๓๑

ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกระสอบหนังแมวที่ฟอกแล้ว ฟอก สะอาดแล้ว ฟอกเรียบร้อยแล้ว อ่อนนุ่มดังปุยนุ่น ตีไม่มีเสียง ตีไม่ดัง ถ้ามีบุรุษถือเอาไม้หรือกระเบื้องมาแล้วพูดอย่างนี้ว่า ‘เราจักทำกระสอบหนังแมวนี้ที่ฟอกแล้วฟอกสะอาดแล้ว ฟอกเรียบร้อยแล้ว อ่อนนุ่มดังปุยนุ่น ตีไม่มีเสียง ตีไม่ดัง ให้มีเสียงดังก้องด้วยไม้หรือกระเบื้อง’ เธอทั้งหลายเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษนั้นจะทำกระสอบหนังแมวนี้ที่ฟอกแล้ว ฟอกสะอาดแล้ว ฟอกเรียบร้อยแล้ว อ่อนนุ่มดังปุยนุ่น ตีไม่มีเสียง ตีไม่ดัง ให้กลับมีเสียงดังก้องขึ้นด้วยไม้หรือกระเบื้องได้หรือไม่”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๔๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะกระสอบหนังแมวนี้ที่เขาฟอกแล้ว ฟอกสะอาดแล้ว ฟอกเรียบร้อยแล้ว อ่อนนุ่มดังปุยนุ่น ตีไม่มีเสียง ตีไม่ดัง เขาจะทำกระสอบหนังแมวนั้นให้กลับมีเสียงดังก้องขึ้นด้วยไม้หรือกระเบื้องไม่ได้ง่ายเลย บุรุษนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากใจเสียเปล่าเป็นแน่” “ภิกษุทั้งหลาย วิธีพูดที่บุคคลอื่นจะใช้พูดกับพวกเธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีอยู่ ๕ ประการนี้ คือ ๑. พูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๒. พูดเรื่องที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ๓. พูดคำที่อ่อนหวานหรือหยาบคาย ๔. พูดคำที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ ๕. มีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูด บุคคลอื่นเมื่อพูด จะพึงพูดตามกาลอันสมควรหรือไม่สมควรก็ตาม จะพึงพูดเรื่องที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตาม จะพึงพูดคำที่อ่อนหวานหรือหยาบคายก็ตามจะพึงพูดคำที่มีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ก็ตาม จะพึงมีเมตตาจิตพูดหรือมีโทสะพูดก็ตาม ในข้อนั้น เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผันเราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ เราจักแผ่เมตตาจิตไปให้บุคคลนั้นอยู่ และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ เสมอด้วยกระสอบหนังแมว เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนไปยังสัตว์โลกทุกหมู่เหล่าอันเป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นอยู่’ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรสำเหนียกด้วยอาการดังกล่าวมานี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๔๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๑. กกจูปมสูตร โอวาทอุปมาด้วยเลื่อย

ข้อ ๒๓๒

ภิกษุทั้งหลาย หากพวกโจรผู้ประพฤติต่ำทราม จะพึงใช้เลื่อยที่มี ที่จับ ๒ ข้างเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้มีใจคิดร้ายแม้ในพวกโจรนั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น แม้ในข้อนั้น เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ และจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ เราจักแผ่เมตตาจิตไปให้บุคคลนั้นอยู่ และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขตไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนไปยังสัตว์โลกทุกหมู่เหล่าอันเป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นอยู่’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรสำเหนียกด้วยอาการดังกล่าวมานี้

ข้อ ๒๓๓

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรมนสิการถึงโอวาทซึ่งมีอุปมาด้วยเลื่อย นี้เนืองๆ เถิด เธอทั้งหลายเห็นวิธีพูดที่มีโทษน้อยหรือมีโทษมาก ที่เธอทั้งหลายอดกลั้นไม่ได้หรือไม่” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ไม่เห็น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายจงมนสิการถึงโอวาทซึ่งมีอุปมาด้วยเลื่อยนี้เนืองๆ เถิด ข้อนั้นจักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขแก่เธอทั้งหลายสิ้นกาลนาน” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระ-ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล กกจูปมสูตรที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๔๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

โอปัมมวรรค อรรถกถากกจูปมสูตร

กกจูปมสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในกกจูปมสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.

คำว่า โมลิยผัคคุนะ นี้ มวยผม ท่านเรียกว่า โมลี.

เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

เฉตฺวาน โมลี วรคนฺธวาสิตํ

เวหาสยํ อุกฺขิปิ สากฺยปุงฺคโว

รตนจงฺโกฏวเรน วาสโว

สหสฺสเนตฺโต สิรสา ปฏิคฺคหิ.

จอมศากยะผู้ประเสริฐสุด ทรงตัดพระเมาลี (คือมวยผม)

อันอบด้วยของหอมอย่างดีแล้ว โยนขึ้นไปในอากาศ

ท้าววาสวะสหัสสเนตรทรงเอาผอบแก้วอันประเสริฐ

ทูนพระเศียร รับไว้ ดังนี้.

ในเวลาที่ท่านเป็นคฤหัสถ์มีมวยผมใหญ่ เพราะเหตุนั้น เขาจึงเรียกท่านว่า โมลิยผัคคุนะ. แม้บวชแล้วชนทั้งหลายก็ยังจำชื่อนั้นได้.

บทว่า อติเวลํ แปลว่า เกินขอบเขต.

ในบทว่า อติเวลํ นั้นเวลามี ๓ คือ

๑. กาลเวลา ขอบเขตคือเวลา

๒. สีมเวลา ขอบเขตคือเขตแดน

๓. สีลเวลา ขอบเขตคือศีล

จริงอยู่ ในคำว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ดังนี้ เวลานี้ชื่อว่ากาลเวลา.

ในคำว่า ภิกษุผู้มีธรรมอันตั้งอยู่แล้วจะไม่ก้าวล่วงแดน ดังนี้ เวลานี้ชื่อว่าสีมเวลา.

ในคำว่า การไม่ล่วงละเมิดเวลา คือที่ชื่อเสตุฆาตวิรัติ อริยมรรคผู้ฆ่าซึ่งบาปธรรมอันนับเนื่องแล้วในพระอริยมรรค ชื่อว่าเสตุ และในคำว่า ชื่อว่าเวลา เพราะอรรถว่าการไม่ล่วงละเมิดนี้ ดังนี้ เวลานี้ชื่อว่าสีลเวลา.

พระโมลิยผัคคุนะนั้นย่อมก้าวล่วงขอบเขตตามที่กล่าวแล้วนั้นแม้ทั้ง ๓ ทีเดียว.

จริงอยู่ กาลเวลาสำหรับการให้โอวาทภิกษุณีทั้งหลาย มีอยู่. เมื่อพระอาทิตย์อัศดงคตตกแล้ว พระโมลียผัคคุนะนั้นก็ยังกล่าวสอนอยู่ จึงชื่อว่าเกินกาลเวลาแม้นั้น.

ชื่อว่า ประมาณ (การกำหนด) ในการกล่าวสอนภิกษุณีทั้งหลาย มีอยู่ ชื่อว่า สีมมริยาทา แปลว่า เขตแดน.

พระโมลิยผัคคุนะนั้นกล่าวสอนเกินกว่าห้าหกคำขึ้นไป จึงชื่อว่าเกินสีมเวลาแม้นั้น.

ก็พระโมลิยผัคคุนะเมื่อกล่าวธรรมอยู่ ก็กระทำเป็นเล่น (มีการพูดตลกเป็นต้น) ย่อมกล่าวคำมากเพียงพอที่จะเป็นอาบัติหยาบได้. ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าเกินแม้ซึ่งสีลวลา.

บทว่า สํสฏฺโฐ คือ เป็นผู้ปะปนกัน ร่วมสุขทุกข์กัน.

บทว่า สมฺมุขา คือ ข้างหน้า.

บทว่า อวณฺณํ ภาสติ ความว่า ภิกษุรูปไรๆ เห็นพวกภิกษุณีเหล่านั้นทำกิจมีการตำข้าวเป็นต้น ก็จะกล่าวสิ่งที่ไม่เป็นคุณว่า ภิกษุณีพวกนี้ประพฤติไม่ดี ว่ายาก เป็นผู้คะนอง คงไม่ต้องอาบัติ ดังนี้.

บทว่า อธิกรณํปิ กโรติ ความว่า พระโมลิยผัคคุนะย่อมชักอธิกรณ์ (เรื่องราว) แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ว่า จำเดิมแต่เห็นภิกษุณีทั้งหลายเหล่านี้แล้วขัดลูกตา การบูชาด้วยดอกไม้ในวิหารนี้ หรือว่าการกระทำต่างๆ มีการชำระล้างอาสนะและการประพรมเป็นต้น ย่อมดำเนินโดยภิกษุณีเหล่านี้ภิกษุณีเหล่านี้เป็นกุลธิดา เป็นผู้มีความละอาย พวกท่านกล่าวอย่างนี้ๆ แก่ภิกษุณีเหล่านั้น พวกท่านเป็นอาบัติชื่อนี้ พวกท่านจงมาสำนักพระวินัยธร แล้วให้วินิจฉัยแก่เรา.

บทว่า โมลิยผคฺคุนสฺส อวณฺณํ ภาสติ ความว่า ภิกษุไรๆ ย่อมกล่าวสิ่งอันมิใช่คุณว่า ชื่อว่าอาบัติ ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ ที่บริเวณของพระโมลิยผัคคุนะนี้ไม่ว่างภิกษุณีตลอดกาลเป็นนิตย์ดังนี้.

บทว่า อธิกรณํปิ กโรนฺติ ความว่า ย่อมชักอธิกรณ์แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ว่า จำเดิมแต่เราเห็นพระโมลิยผัคคุนะเถระแล้ว ย่อมขัดลูกตา ใครๆ ไม่อาจแม้แต่จะแลดูที่อยู่ของพวกภิกษุอื่นในวิหารนี้ได้พวกภิกษุณีที่มาสู่วิหารนี้ ได้อาศัยพระเถระ (พระโมลิยผัคคุนะ) รูปเดียวแท้ๆ จึงได้โอวาทบ้าง การต้อนรับบ้าง บทอุทเทสบ้างท่านเป็นบุตรของผู้มีตระกูลมีความละอาย มีความรำคาญ พวกท่านจงกล่าวถ้อยคำอย่างนี้ๆ เห็นปานนี้ พวกท่านจงมาให้พระวินัยธรวินิจฉัยแก่เราดังนี้.

ข้อว่า โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ ความว่า ได้กราบทูลเพื่อต้องการจะให้เป็นที่รักก็หาไม่ หรือด้วยประสงค์เพื่อให้เขาแตกกันก็หาไม่ ที่แท้เพื่อมุ่งประโยชน์เท่านั้น.

ได้ยินว่า ภิกษุนั้นคิดว่า เมื่อภิกษุ (โมลิยผัคคุนะ) นี้คลุกคลีอยู่อย่างนี้ ความเสื่อมยศจักเกิดขึ้น สิ่งที่มิใช่ยศนั้นเป็นโทษแม้แก่พระศาสนา ก็พระโมลิยผัคคุนะนี้ถูกภิกษุอื่นตักเตือนแล้วก็จักไม่ยอมงดเว้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมให้โอวาทแล้วก็จักงดเว้น ดังนี้.

เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มุ่งประโยชน์ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อายสฺมา ภนฺเต เป็นต้น แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระโมลิยผัคคุนะคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุณีเกินขอบเขตเป็นต้น.

บทว่า อามนฺเตหิ คือว่า จงให้ทราบ. บทว่า อามนฺเตติ แปลว่า ตรัสเรียก.

บทว่า สทฺธา แปลว่า ด้วยศรัทธา.

บทว่า ตสฺมา ความว่า ก็เพราะเหตุที่เธอเป็นบุตรผู้มีตระกูล เป็นผู้บวชด้วยศรัทธา หรือเหตุที่เธอคลุกคลีอยู่กับภิกษุณีทั้งหลายอย่างนั้น คนพวกใดด่าภิกษุณีหรือประหารภิกษุณี เกิดความโทมนัสขัดใจในคนพวกนั้น เมื่อเธอละความคลุกคลีได้แล้ว ความโทมนัสก็จักไม่เกิด ดังนี้.

บทว่า ตตฺร คือ ในการติเตียนนั้น. บทว่า เคหสิตา คือ อาศัยเบญจกามคุณ.

บทว่า ฉนฺทา คือ พอใจด้วยตัณหาบ้าง พอใจด้วยปฏิฆะบ้าง.

บทว่า วิปริณตํ ความว่า จิตกำหนัดด้วยอำนาจตัณหาก็แปรปรวน ทั้งจิตที่โกรธ ทั้งจิตที่หลง ก็แปรปรวนเป็นอื่น แต่ในที่นี้ จิตที่กำหนดโดยความพอใจด้วยอำนาจตัณหาก็ควร แม้จิตที่โกรธโดยความพอใจ ด้วยอำนาจปฏิฆะก็ควร.

บทว่า หิตานุกมฺปิ ได้แก่ อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล คือแผ่ออกไปด้วยประโยชน์เกื้อกูล.

บทว่า น โทสนฺตโร คือ เราจักไม่เป็นผู้มีโทสจิต.

เพราะเหตุไร ท่านจึงเริ่มคำว่า อถ โข ภควา เป็นต้น.

ได้ยินว่า แม้ความคิดว่า เราให้โอวาทเพียงนี้แล้ว จักงดเว้นจากการคลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลายดังนี้ ของพระโมลิยผัคคุนะมิได้เกิด. ก็พระโมลิยผัคคุนะนั้นเป็นผู้ขัดแย้งกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ราวกะว่าเป็นลิ่มสลัก ผ้าสะดึง. ในครั้งนั้นเพราะทรงเห็นภิกษุผู้ว่ายากรูปนี้ ภาพเหล่าภิกษุผู้ว่าง่ายครั้งปฐมโพธิกาลก็มาปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุคคลผู้หิวปรารถนาอาหารผู้กระหายน้ำปรารถนาน้ำดื่ม ผู้กระทบความหนาวปรารถนาความอุ่น ผู้ประสบทุกข์ปรารถนาสุขฉะนั้น.

ลำดับนั้น ทรงประสงค์จะสรรเสริญพวกภิกษุผู้ว่าง่ายเหล่านั้น จึงเริ่มเทศนานี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาราธยึสุ แปลว่า ให้ยินดี คือให้ถือเอา.

บทว่า เอกํ สมยํ แปลว่า สมัยหนึ่ง.

บทว่า เอกาสนโภชนํ ได้แก่ การฉันอาหารในเวลาปุเรภัตครั้งเดียว.

จริงอยู่ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาเที่ยงวัน แม้ภิกษุจะฉันอาหาร ๑๐ ครั้ง ท่านก็ประสงค์เอาในข้อว่า ฉันอาหารหนเดียวนี้.

บทว่า อปฺปาพาธตํ คือ ปราศจากอาพาธ. บทว่า อปฺปาตงฺกตํ คือ ปราศจากทุกข์.

บทว่า ลหุฏฺฐานํ ได้แก่ มีร่างกายคล่องแคล่ว.

บทว่า พลํ แปลว่า มีกำลังกาย.

บทว่า ผาสุวิหารํ คือ ร่างกายอยู่เป็นสุข.

ถามว่า ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ด้วยสูตรนี้.

ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงกาลให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางวันในสูตรนี้ แต่ในภัททาลิสูตรตรัสถึงกาลให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางคืน.

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ภิกษุละการฉันอาหารในเวลาวิกาลทั้งสองนี้พร้อมกัน.

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า ก็เพราะอาหารในเวลาวิกาลทั้งสองนี้ สัตว์ทั้งหลายประพฤติมาจนชินในวัฏฏะแล้ว กุลบุตรผู้สุขุมาล (ผู้ละเอียดอ่อน) มีอยู่. กุลบุตรเหล่านั้น ถ้าละอาหารในเวลาวิกาลทั้งสองพร้อมกัน ย่อมลำบาก เพราะฉะนั้น จึงไม่ทรงให้ละพร้อมกัน คือให้ละการฉันอาหารนั้นคนละคราวคือให้ละอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางวันคราวหนึ่ง และให้ละอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางคืนคราวหนึ่ง.

ในสองคราวนั้น ในสูตรนี้ตรัสให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางวัน.

พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่ทรงชี้ภัย ให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลเท่านั้น แต่ทรงแสดงอานิสงส์แล้วจึงให้ละ ด้วยเหตุนั้นแหละ สัตว์ทั้งหลายจึงละได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น เมื่อจะแสดงอานิสงส์ จึงตรัสคุณประโยชน์ ๕ เหล่านี้ (คือ มีอาพาธน้อย มีความลำบากน้อยเป็นต้น).

บทว่า อนุสาสนี กรณียา ความว่า ต้องพร่ำสอนบ่อยๆ ว่า พวกเธอจงทำสิ่งนี้ อย่าทำสิ่งนี้ คือมีแต่กิจทำให้เกิดสติเท่านั้น และตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งปฐมโพธิกาล ด้วยเหตุเพียงเท่านั้น ภิกษุเหล่านั้นได้ทำสิ่งที่ควรทำ ได้ละสิ่งที่ควรละ ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่าง่าย เชื่อฟังรับสนองโอวาท.

บัดนี้ เมื่อจะทรงนำอุปมาอันสอนถึงความที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ว่าง่าย จึงตรัสคำว่า เสยฺยถาปิ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภูมิยํ ได้แก่ พื้นที่ดีเรียบ เหมือนในประโยคที่ว่า บุคคลพึงหว่านพืชในพื้นที่ดี ในนาดีอันปราศจากตอไม้เป็นต้น และคำที่มาในประโยคว่า พื้นที่สะอาดเป็นพื้นที่ดี เป็นต้น.

บทว่า จตุมหาปเถ ได้แก่ ในที่ทางใหญ่สองสายตัดผ่านกันไป.

บทว่า อาชญฺญรโถ ได้แก่ รถที่เทียมด้วยม้าที่ฝึกดีแล้ว.

บทว่า โอธสฺตปโตโท ความว่า นายสารถีผู้ฉลาดก้าวขึ้นบนรถแล้วสามารถเพื่อจะถือแซ่ที่วางไว้ทางขวางแล้วห้อยลง.

บทว่า โยคฺคาจริโย ได้แก่ นายสารถี. ผู้ใดย่อมฝึกม้า ผู้นั้นชื่อว่า อสฺสทมฺมสารถิ.

บทว่า เยนิจฺฉกํ คือ ย่อมปรารถนาไปทางใด. บทว่า ยทิจฺฉกํ คือ ย่อมต้องการออกไปที่ใด.

บทว่า สาเรยฺย คือ พึงไปทางตรงข้างหน้า. บทว่า ปจฺฉา สาเรยฺย คือ ให้กลับ.

บทว่า เอวเมว โข ความว่า เหมือนอย่างว่า นายสารถีนั้นย่อมปรารถนาจะไปทางใดๆ ม้าก็จะขึ้นทางนั้นๆ ย่อมปรารถนาโดยคติใดๆ ก็ถือเอาคตินั้นๆ นั่นแหละไป ม้าลากรถไป ก็ไม่ห้ามไม่เฆี่ยน แต่ม้าวางกีบไปในพื้นอันเรียบอย่างดีเท่านั้น.

คำที่เราพึงกล่าวซ้ำซากในภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมิได้มีแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ว่าจงทำการนี้ อย่าทำการนี้ มีกิจที่ควรกระทำก็เพียงเตือนสติเท่านั้น ดังนี้ กิจที่ควรทำก็เป็นอันภิกษุแม้เหล่านั้นทำมาก่อนแล้วทั้งนั้น กิจไม่ควรทำเธอก็ละเสียแล้ว.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เหล่าภิกษุผู้ว่าง่าย เปรียบเทียบด้วยยานที่เทียมด้วยม้าอาชาไนย ก็ละอกุศลธรรมได้ด้วยเพียงให้เกิดสติเท่านั้น เพราะฉะนั้น แม้พวกเธอจงละอกุศลธรรมเสีย.

บทว่า เอลณฺเฑหิ ความว่า ได้ยินว่า ต้นละหุ่งทั้งหลายย่อมประทุษร้ายต้นสาละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแล้วอย่างนั้น.

บทว่า วิโสเธยฺย คือ พึงตัดต้นละหุ่งทั้งหลาย และเถาวัลย์อื่นเสีย แล้วก็ทำความสะอาดโดยนำไปทิ้งภายนอก.

บทว่า สุชาตา ได้แก่ ตั้งอยู่ด้วยดี.

บทว่า สมฺมา ปริหเรยฺย คือว่า พึงกั้นเขตทำให้เจริญ เลี้ยงดูให้ถูกต้อง โดยการรดน้ำบ้าง พรวนดินที่ใกล้โคนตามเวลาอันควรบ้าง ตัดเครือเถาวัลย์และกอไม้เป็นต้นบ้าง นำรังมดดำออกไปบ้าง เอาใยแมงมุมและท่อนไม้แห้งออกไปบ้าง.

ความเจริญเป็นต้น มีเนื้อความกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงโทษแห่งความไม่อดทน จึงตรัสคำว่า ภูตปุพฺพํ เป็นอาทิ.

บรรดาคำเหล่านั้น บทว่า เวเทหิกา นี้เป็นชื่อกุลธิดา ผู้อาศัยอยู่ในเวเทหรัฐ.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกปัญญาว่า เวทะ. ผู้ใดย่อมไป ย่อมดำเนินไปด้วยปัญญา เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่า เวเทหิกา. อธิบายว่า บัณฑิต.

บทว่า คหปตานี คือ หญิงเจ้าเรือน. บทว่า กิตฺติ สทฺโท คือ เกียรติก้อง.

บทว่า โสรตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม. บทว่า นิวาตา คือ ประพฤติถ่อมตน.

บทว่า อุปสนฺตา คือ เป็นผู้เยือกเย็น. บทว่า ทกฺขา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในการงานทั้งหลายมีการหุงข้าว ปูที่นอนและตามไฟเป็นต้น.

บทว่า อนลสา คือ เป็นผู้ลุกขึ้น (ขยัน).

บทว่า สุสํวิหิตกมฺมนฺตา คือ มีการงานอันจัดไว้แล้วอย่างดี. ท่านแสดงว่า ทาสีคนหนึ่งไม่เกียจคร้าน แต่จับภาชนะใดๆ ก็ทำให้ภาชนะนั้นๆ แตกหรือบิ่น ทาสีผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น.

บทว่า ทิวา อุฏฺฐาสิ ความว่า ลุกขึ้นในเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นโด่งแล้ว ไม่กระทำการงานแม้การรีดนมโคเป็นต้นที่ควรกระทำแต่เช้าตรู่.

บทว่า เห เช กาฬิ ความว่า เฮ้ยอีกาลี เพราะเหตุไร เจ้าจึงลุกขึ้นสาย เจ้าไม่สบายเป็นอะไรหรือ.

บทว่า โน วต เร กิญฺจิ ความว่า ความไม่ผาสุกอะไรๆ มีการปวดหัวปวดหลังเป็นต้นมิได้มี เมื่อเป็นเช่นนั้น นางนั้นจึงได้กล่าวว่า แน่ะอีชาติชั่ว เพราะเหตุไร เจ้าจึงลุกขึ้นสาย ดังนี้แล้วโกรธ ขัดใจ หน้านิ่วคิ้วขมวด.

บทว่า ทิวาตรํ อุฏฺฐาสิ คือ ในวันรุ่งขึ้น ก็ลุกขึ้นสายกว่า.

บทว่า อนตฺตมนํ วาจํ ความว่า แม่บ้านนั้นกล่าวว่า เฮ้ยอีคนชาติชั่ว เจ้าไม่รู้จักประมาณของตนเอง สำคัญว่าหนาวจัดหรือ บัดนี้เมื่อจักให้นางกาลี ทาสีนั้นสำนึกตน จึงเปล่งเสียงถ้อยคำของคนที่โกรธ.

บทว่า ปฏิวิสฺสกานํ แปลว่า ผู้อยู่บ้านใกล้เคียง.

บทว่า อุชฺฌาเปสิ คือว่า เที่ยวโพนทะนาให้เขาดูหมิ่น.

บทว่า จณฺฑี คือ ไม่สงบเสงี่ยม เป็นคนชั่ว. อธิบายว่า คุณทั้งหลายมีเพียงเท่านี้ด้วยอาการอย่างนี้ แต่โทษเกิดขึ้นเป็นทวีคูณ มากกว่าคุณนั้น.

ธรรมดาว่าคุณทั้งหลายย่อมค่อยๆ มา. แต่โทษนั้นเพียงวันเดียวก็แผ่ขยายไป.

บทว่า โสรตโสรโต แปลว่า เป็นคนสงบเสงี่ยมอย่างยิ่ง. ถึงกับเขากล่าวว่าเป็นพระโสดาบันหรือหนอ พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์หรือหนอ.

บทว่า ผุสนฺติ ได้แก่ แห่งถ้อยคำที่ปรากฏมาถูกกระทบ ทีนั้น จึงรู้ได้ว่าภิกษุนั้นเป็นผู้สงบเสงี่ยม. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอธิวาสนขันติ พึงทราบว่าเป็นภิกษุผู้สงบเสงี่ยม.

บทว่า โย จีวร ฯเปฯ ปริกฺขารเหตุ ความว่า ภิกษุรูปใด เมื่อได้ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นที่ประณีตๆ เหล่านี้ ย่อมทำการนวดเท้านวดหลังเป็นต้นโดยพูดคำเดียวเท่านั้น. บทว่า อลภมาโน คือ เมื่อไม่ได้อย่างที่เคยได้มาก่อน.

บทว่า ธมฺมํเยว สกฺกโรนฺโต คือ เมื่อกระทำสักการะ คือการที่กระทำให้ดีต่อธรรมนั้นนั่นแหละ.

บทว่า ครุกโรนฺโต คือ กระทำเคารพ คือให้เป็นภาระ.

บทว่า มาเนนฺโต คือ กระทำให้เป็นที่รักด้วยความนอบน้อม.

บทว่า ปูเชนฺโต ได้แก่ บูชาด้วยปัจจัย.

บทว่า อปจายมาโน ได้แก่ นอบน้อม แสดงความยำเกรง ถ่อมตนต่อธรรมนั่นแล.

ทางแห่งถ้อยคำ ๕ ประการ

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงโทษแห่งความไม่อดทนอย่างนี้แล้ว

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงทางแห่งถ้อยคำ ๕ ประการด้วยพระดำรัสว่า เหล่าชนย่อมอดกลั้นอย่างนี้แล้ว ตรัสคำว่า ปญฺจีเม ภิกฺขเว เป็นต้น

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเลน แปลว่า โดยถึงกาลเวลาอันสมควร.

บทว่า ภูเตน แปลว่า ด้วยคำอันเป็นจริง.

บทว่า สณฺเหน คือ ด้วยถ้อยคำที่สุภาพ.

บทว่า อตฺถสญฺหิเตน ด้วยถ้อยคำอันอาศัยประโยชน์ อาศัยเหตุการณะ.

บทว่า อกาเลน เป็นอาทิ แปลว่า โดยกาลอันไม่สมควรเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ.

บทว่า เมตฺตจิตฺตา คือ เกิดเมตตาจิต. บทว่า โทสนฺตรา คือ จิตอันโทสะประทุษร้ายแล้ว คือเกิดโทสะขึ้นแล้วในภายใน.

บทว่า ตตฺราปิ คือ ในทางแห่งถ้อยคำเหล่านั่น. บทว่า ผริตฺวา คือ น้อมไป.

บทว่า ตทารมฺมณํจ คือ กระทำถ้อยคำให้เป็นอารมณ์ของจิตนั้นไปทั่วโลก ภิกษุกระทำบุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ มาแล้วให้เป็นอารมณ์ของเมตตาจิต เมื่อกระทำสัตว์ที่เหลือให้เป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นนั่นแหละอีก จึงชื่อว่ากระทำให้เป็นอารมณ์ของจิตนั้นไปทั่วโลก.

ในข้อนั้น พึงทราบความหมายแห่งถ้อยคำดังนี้ บทว่า ตทารมฺมณญฺจ ว่าได้แก่ กระทำให้เป็นอารมณ์แห่งเมตตาจิตนั้นนั่นแหละ.

บทว่า สพฺพาวนฺตํ ได้แก่ มีสัตว์ทั้งหมด. บทว่า โลกํ ได้แก่ สัตว์โลก.

บทว่า วิปุเลน ได้แก่ มีสัตว์มิใช่น้อยเป็นอารมณ์.

บทว่า มหคฺคเตน คือ ประกอบด้วยจิตมหัคคตภูมิ.

บทว่า อปฺปมาเณน คือ เจริญดีแล้ว.

บทว่า อเวเรน คือ ไม่มีโทษ.

บทว่า อพฺยาปชฺเฌน คือ ไม่มีทุกข์.

บทว่า ผริตฺวา วิหริสฺสาม ความว่า พวกเราน้อมนึกถึงบุคคลนั้นและสัตว์โลกทั้งหมด กระทำให้เป็นอารมณ์ของจิตนั้นด้วยจิตอันสหรคตด้วยเมตตาเห็นปานนี้แล้วอยู่.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงนำอุปมาอันชี้แจงถึงอรรถนั้น จึงตรัสคำว่า เสยฺยยาปิ เป็นอาทิ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฐวึ ได้แก่ จักกระทำไม่ให้มีแผ่นดิน. อธิบายว่า จักให้ถึงความไม่มีแผ่นดิน.

บทว่า ตตฺร ตตฺร แปลว่า ที่นั้นๆ.

บทว่า วิกิเรยฺย คือ เอากระเช้ายกดินขึ้นโปรย ดุจพืชทั้งหลาย.

บทว่า โอฏฺฐเภยฺย คือ ถ่มน้ำลาย.

บทว่า อปฐฺวึ กเรยฺย ความว่า ใครถึงแม้จะทำความเพียรด้วยกายและวาจาอยู่อย่างนี้ ก็ไม่อาจกระทำแผ่นดินใหญ่ไม่ให้เป็นแผ่นดินเลย.

แผ่นดินหนาลึก ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์

____________________________

(แผ่นดินนี้แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ ตอนบนครึ่งหนึ่ง เรียกว่าบังสุปฐวี ตอนล่างครึ่งหนึ่ง เรียกว่าศิลาปฐวี.

ในอังคุตตนิกาย พระบาลีว่า อยํ โข อนนฺท มหาปถวี อุทเก ปติฏฐิตา อุทกํ วาเต ปติฏฺฐิตํ วาโต อากาสฏฺโฐ โหติ

แปลว่า ดูก่อนอานนท์ มหาปฐวีนี้แลตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ.)

บทว่า คมฺภีรา แปลว่า ลึก คือโดยส่วนที่หนาลึกสองแสนสี่หมื่นโยชน์.

บทว่า อปฺปเมยฺย แปลว่า หาประมาณมิได้ คือกำหนดไม่ได้ในทางขวาง.

บทว่า เอวเมว โข นี้เป็นการเทียบเคียงด้วยข้ออุปมาในที่นี้.

เมตตาจิตพึงเห็นเหมือนแผ่นดิน. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้วเหมือนบุรุษถือเอาจอบและตระกร้ามาแล้ว.

บุรุษนั้นย่อมไม่อาจเพื่อทำแผ่นดินใหญ่ไม่ให้เป็นแผ่นดินได้ด้วยจอบและตะกร้าฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้ว ก็จักไม่อาจเพื่อกระทำเมตตาจิตของท่านทั้งหลายให้แปรปรวนได้ฉันนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในอุปมาที่สองดังต่อไปนี้.

บทว่า หลิทฺทึ ได้แก่ สีเหลืองอย่างใด อย่างหนึ่ง.

บทว่า นีลํ ได้แก่ สีเขียว สำริด หรือสีเขียวใบไม้. บทว่า อรูปี แปลว่า ไม่มีรูป.

ถามว่า ก็ปริจฉินนากาส ในระหว่างแห่งหมู่ไม้ทั้งสอง หรือต้นไม้หรือที่นอน หรือศิลา ก็ปรากฏว่ารูป มิใช่หรือ เพราะเหตุไร ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อากาศเป็นของไม่มีรูปร่าง ดังนี้.

____________________________

(อากาศมี ๔ ประเภท คือ

อัชฏากาส ได้แก่อากาศในท้องฟ้า

ปริจฉินนากาส ได้แก่อากาศที่กำหนดได้ในระหว่างแห่งวัตถุ

กสิณุคฆาปฏิกากาส ได้แก่อากาศที่ได้มาเนื่องจากเพิกกสิณ ๙

ปริจเฉทากาส ได้แก่อากาศที่ขึ้นระหว่างรูปกับรูป.)

ตอบว่า เพราะปฏิเสธการเห็นรูป. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงตรัสคำว่า อนิทสฺสโน แปลว่า ชี้ให้เห็นไม่ได้. จริงอยู่ ใครๆ ไม่อาจเขียนรูป แสดงรูปให้ปรากฏในอากาศนั้นได้ ฉะนั้น จึงตรัสว่า อรูปี แปลว่า ไม่มีรูป ดังนี้.

บทว่า อนิทสฺสโน คือ ไม่ใช่วิถีของจักขุวิญญาณที่ทำหน้าที่เห็น.

ก็ในการเปรียบเทียบอุปมาในข้อที่สองนี้

เมตตาจิตเปรียบเหมือนอากาศ. ทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างเปรียบเหมือนเครื่องเขียนสี ๔ อย่างมีปุยฝ้ายเป็นที่ ๕. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้ว เปรียบเหมือนบุรุษผู้ถือเอาเครื่องเขียนสีทั้งหลายมีปุยฝ้ายเป็นที่ ๕ มาแล้ว.

บุรุษนั้นย่อมไม่อาจทำรูปภาพให้ปรากฏในอากาศได้ด้วยเครื่องเขียนสีทั้งหลายซึ่งมีปุยฝ้ายเป็นที่ ๕ ฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำทั้ง ๕ มาแล้ว ก็จักไม่อาจกระทำเมตตาจิตของท่านทั้งหลายให้แปรปรวน คือให้เป็นโทสะเกิดขึ้นได้ฉันนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในอุปมาที่สามดังต่อไปนี้.

บทว่า อาทิตฺตํ คือ ไฟลุกขึ้นโพลงแล้ว.

บทว่า คมฺภีรา อปฺปเมยฺยา ความว่า ส่วนที่ลึกแห่งแม่น้ำคงคานี้มีคาวุตหนึ่ง (หนึ่งร้อยเส้น) ก็มี กึ่งโยชน์ก็มี หนึ่งโยชน์ก็มี ส่วนกว้างของแม่น้ำคงคานี้ก็อย่างนั้นเหมือนกัน. แต่โดยส่วนยาวประมาณ ๕๐๐ โยชน์.

ถามว่า ส่วนลึกนั้นประมาณไม่ได้ เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพราะเปลี่ยนแปลงด้วยความพยายามนั้น ไม่อาจทำแม่น้ำนั้นให้ร้อนได้เหมือนอย่างน้ำเอาตั้งเตาไฟ. ก็น้ำประมาณหนึ่งองคุลีหรือ ๘ องคุลี ใครก็อาจทำมันให้ร้อนได้ด้วยอุบายบางอย่าง แต่แม่น้ำคงคานี้ ใครๆ ไม่อาจทำให้ร้อนได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น.

ก็ในการเทียบเคียงอุปมาในข้อนี้มีดังนี้

เมตตาจิตเปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งวาจา ๕ อย่างมาแล้วเปรียบเหมือนบุรุษผู้ถือคบหญ้ามาแล้ว.

บุรุษนั้นไม่อาจทำแม่น้ำคงคาให้ร้อนด้วยคบหญ้าฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งวาจา ๕ อย่างมาแล้ว ก็จักไม่อาจกระทำเมตตาจิตให้แปรปรวน (คือเป็นโทสะ) ได้ฉันนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยอุปมาที่ ๔ ดังต่อไปนี้

บทว่า วิฬารภสฺตา แปลว่า กระสอบหนังแมว.

บทว่า สุมทฺทิตา แปลว่า ขยำดีแล้ว.

บทว่า สุปริมทฺทิตา คือ ขยำเรียบร้อยแล้วโดยรอบทั้งภายในและภายนอก.

บทว่า ตูลินี คือ เป็นของเสมอกับปุยงิ้ว ปุยเถาวัลย์.

บทว่า ฉินฺนสสฺสรา แปลว่า ขาดสุ้มเสียง.

บทว่า ฉินฺนปพฺภรา แปลว่า ขาดเสียงกังวาน.

ก็ในการเปรียบเทียบอุปมาในข้อนี้มีดังนี้

เมตตาจิตเปรียบเหมือนกระสอบหนังแมว. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้วเปรียบเหมือนบุรุษผู้ถือเอาไม้ หรือกระเบื้องมาแล้ว.

บุรุษนั้นย่อมไม่อาจเอาไม้หรือกระเบื้องตีกระสอบหนังแมวให้มีเสียงดังก้องฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางของถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้วก็จักไม่อาจกระทำเมตตาจิตให้แปรปรวน คือให้เป็นไปตามโทสะได้ฉันนั้น ดังนี้.

บทว่า โอจรา คือ ประพฤติต่ำ. อธิบายว่า ผู้ทำกรรมอันต่ำ.

บทว่า โย มโน ปโทเสยฺย ความว่า ผู้ใดไม่ว่าภิกษุหรือภิกษุณี เคืองใจ อดกลั้นการเลื่อยด้วยเลื่อยนั้นไม่ได้.

บทว่า น เม โส เตน สาสนกโร ความว่า ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้กระทำตามคำสอนของเรา เหตุอดกลั้นไม่ได้นั้น ก็แต่ว่า อาบัติย่อมไม่มีแก่เธอในเพราะอดกลั้นไม่ได้นั้น.

บทว่า อณุํ วา ถูลํ วา แปลว่า มีโทษน้อย หรือว่ามีโทษมาก.

บทว่า ยํ ตุมฺเห นาธิวาเสยฺยาถ ความว่า บุคคลใดที่พึงเป็นผู้ที่พวกเธออดกลั้นไม่ได้.

บทว่า โน เหตํ ภนฺเต อธิบายว่า พวกข้าพระองค์ไม่เห็นทางแห่งถ้อยคำที่ข้าพระองค์อดกลั้นไม่ได้หามิได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอายอดด้วยพระอรหัต จึงให้เทศนาจบลงตามลำดับอนุสนธิว่า ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่พวกเธอสิ้นกาลนาน ด้วยประการฉะนี้แล.

จบอรรถกถากกจูปมสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา