๑. สาเลยยกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จูฬยมกวคฺโค ------ สาเลยฺยกสุตฺตํ
๔๘๓เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน สาลํ นาม โกสลานํ พฺราหฺมณคาโม ตทวสริ ฯ อสฺโสสุํ โข สาเลยฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ สาลํ อนุปฺปตฺโต ฯ ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ {๔๘๓.๑} อถ โข สาเลยฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อปฺเปกจฺเจ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสิทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควโต สนฺติเก นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข สาเลยฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ โก นุ โข โภ โคตม เหตุ โก ปจฺจโย เยนมิเธกจฺเจ สตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชนฺติ โก ปน โภ โคตม เหตุ โก ปจฺจโย เยนมิเธกจฺเจ สตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ {๔๘๓.๒} อธมฺมจริยาวิสมจริยาเหตุ โข คหปตโย เอวมิเธกจฺเจ สตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชนฺติ ธมฺมจริยาสมจริยาเหตุ โข คหปตโย เอวมิเธกจฺเจ สตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺตีติ ฯ {๔๘๓.๓} น โข มยํ อิมสฺส โภโต โคตมสฺส สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาม สาธุ โน ภวํ โคตโม ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถา มยํ อิมสฺส โภโต โคตมสฺส สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยามาติ ฯ เตนหิ คหปตโย สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข สาเลยฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
๔๘๔ภควา เอตทโวจ ติวิธํ โข คหปตโย กาเยน อธมฺมจริยาวิสมจริยา โหติ จตุพฺพิธํ วาจาย อธมฺมจริยาวิสมจริยา โหติ ติวิธํ มนสา อธมฺมจริยาวิสมจริยา โหติ ฯ {๔๘๔.๑} กถญฺจ คหปตโย ติวิธํ กาเยน อธมฺมจริยา วิสมจริยา โหติ ฯ อิธ คหปตโย เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ลุทฺโท โลหิตปาณี หตปหเต นิวิฏฺโฐ อลชฺชี อทยาปนฺโน สพฺพปาณภูเตสุ ฯ อทินฺนาทายี โข ปน โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทาตา โหติ ฯ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โข ปน โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุฬปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวํ โข คหปตโย ติวิธํ กาเยน อธมฺมจริยา วิสมจริยา โหติ ฯ {๔๘๔.๒} กถญฺจ คหปตโย จตุพฺพิธํ วาจาย อธมฺมจริยา วิสมจริยา โหติ ฯ อิธ คหปตโย เอกจฺโจ มุสาวาที โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคฺคโต วา ปูคมชฺฌคฺคโต วา ราชกุลมชฺฌคฺคโต วา อภินีโต สกฺขึ ปุฏฺโฐ เอหมฺโภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ ฯ โส อชานํ วา อาห ชานามีติ ชานํ วา อาห น ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ ฯ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ ฯ ปิสุณวาโจ โข ปน โหติ อิโต สุตฺวา อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ สมคฺคานํ วา เภเทตา ภินฺนานํ วา อนุปฺปทาตา วคฺคาราโม วคฺครโต วคฺคนนฺที วคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ ฯ ผรุสวาโจ โข ปน โหติ ยา สา วาจา อณฺฑกา กกฺกสา ปรกฏุกา ปราภิสชฺชนี โกธสามนฺตา อสมาธิสํวตฺตนิกา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ ฯ สมฺผปฺปลาปี โข ปน โหติ อกาลวาที อภูตวาที อนตฺถวาที อธมฺมวาที อวินยวาที อนิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ อกาเลน อนปเทสํ อปริยนฺตวตึ อนตฺถสญฺหิตํ ฯ เอวํ โข คหปตโย จตุพฺพิธํ วาจาย อธมฺมจริยาวิสมจริยา โหติ ฯ {๔๘๔.๓} กถญฺจ คหปตโย ติวิธํ มนสา อธมฺมจริยาวิสมจริยา โหติ ฯ อิธ คหปตโย เอกจฺโจ อภิชฺฌาลุ โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ ตํ อภิชฺฌิตา โหติ อโห วต ยํ ปรสฺส ตํ มม อสฺสาติ ฯ พฺยาปนฺนจิตฺโต โข ปน โหติ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป อิเม สตฺตา หญฺญนฺตุ วา วชฺฌนฺตุ วา อุจฺฉิชฺชนฺตุ วา มา วา อเหสุนฺติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โข ปน โหติ วิปรีตทสฺสโน นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ เอวํ โข คหปตโย ติวิธํ มนสา อธมฺมจริยา วิสมจริยา โหติ ฯ เอวํ อธมฺมจริยา วิสมจริยาเหตุ โข คหปตโย เอวมิเธกจฺเจ สตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชนฺติ ฯ
๔๘๕ติวิธํ โข คหปตโย กาเยน ธมฺมจริยา สมจริยา โหติ ฯ จตุพฺพิธํ วาจาย ธมฺมจริยาสมจริยา โหติ ฯ ติวิธํ มนสา ธมฺมจริยาสมจริยา โหติ ฯ {๔๘๕.๑} กถญฺจ คหปตโย ติวิธํ กาเยน ธมฺมจริยาสมจริยา โหติ ฯ อิธ คหปตโย เอกจฺโจ ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหรติ ฯ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา น ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทาตา โหติ ฯ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุฬปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ น จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวํ โข คหปตโย ติวิธํ กาเยน ธมฺมจริยาสมจริยา โหติ ฯ {๔๘๕.๒} กถญฺจ คหปตโย จตุพฺพิธํ วาจาย ธมฺมจริยา สมจริยา โหติ ฯ อิธ คหปตโย เอกจฺโจ มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคฺคโต วา ปูคมชฺฌคฺคโต วา ราชกุลมชฺฌคฺคโต วา อภินีโต สกฺขึ ปุฏฺโฐ เอหมฺโภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ โส อชานํ วา อาห น ชานามีติ ชานํ วา อาห ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ ฯ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ ฯ ปิสุณํ วาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ อิโต สุตฺวา น อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา น อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ ภินฺนานํ วา สนฺธาตา สหิตานํ วา อนุปฺปทาตา สมคฺคาราโม สมคฺครโต สมคฺคนนฺที สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ ฯ ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ยา สา วาจา เนลา กณฺณสุขา เปมนียา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ ฯ สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ กาเลน สาปเทสํ ปริยนฺตวตึ อตฺถสญฺหิตํ ฯ เอวํ โข คหปตโย จตุพฺพิธํ วาจาย ธมฺมจริยา สมจริยา โหติ ฯ {๔๘๕.๓} กถญฺจ คหปตโย ติวิธํ มนสา ธมฺมจริยา สมจริยา โหติ ฯ อิธ คหปตโย เอกจฺโจ อนภิชฺฌาลุ โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ ตํ นาภิชฺฌิตา โหติ อโห วต ยํ ปรสฺส ตํ มม อสฺสาติ ฯ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โข ปน โหติ อปฺปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป อิเม สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิโก โข ปน โหติ อวิปรีตทสฺสโน อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ เอวํ โข คหปตโย ติวิธํ มนสา ธมฺมจริยาสมจริยา โหติ ฯ เอวํ ธมฺมจริยาสมจริยาเหตุ โข คหปตโย เอวมิเธกจฺเจ สตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺติ ฯ
๔๘๖อากงฺเขยฺย เจ คหปตโย ธมฺมจารี สมจารี อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ขตฺติยมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ขตฺติยมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺย ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ โส ธมฺมจารี สมจารี ฯ {๔๘๖.๑} อากงฺเขยฺย เจ คหปตโย ธมฺมจารี สมจารี อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา พฺราหฺมณมหาสาลานํ ฯเปฯ คหปติมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา คหปติมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺย ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ โส ธมฺมจารี สมจารี ฯ {๔๘๖.๒} อากงฺเขยฺย เจ คหปตโย ธมฺมจารี สมจารี อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺย ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ โส ธมฺมจารี สมจารี ฯ {๔๘๖.๓} อากงฺเขยฺย เจ คหปตโย ธมฺมจารี สมจารี อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ตาวตึสานํ เทวานํ สหพฺยตํ ฯเปฯ ยามานํ เทวานํ ... ตุสิตานํ เทวานํ ... นิมฺมานรตีนํ เทวานํ ... ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ ... พฺรหฺมกายิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา พฺรหฺมกายิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺย ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ โส ธมฺมจารี สมจารี ฯ {๔๘๖.๔} อากงฺเขยฺย เจ คหปตโย ธมฺมจารี สมจารี อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺย ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ โส ธมฺมจารี สมจารี ฯ อากงฺเขยฺย เจ คหปตโย ธมฺมจารี สมจารี อโห วตาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ปริตฺตาภานํ เทวานํ ฯเปฯ อปฺปมาณาภานํ เทวานํ ... อาภสฺสรานํ เทวานํ ... ปริตฺตสุภานํ เทวานํ ... อปฺปมาณสุภานํ เทวานํ ... สุภกิณฺหกานํ เทวานํ ... เวหปฺผลานํ เทวานํ ... อวิหานํ เทวานํ ... อตปฺปานํ เทวานํ ... สุทสฺสานํ เทวานํ ... สุทสฺสีนํ เทวานํ ... อกนิฏฺฐกานํ เทวานํ ... อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ ... วิญฺญาณญฺจายตนูปคานํ เทวานํ ... อากิญฺจญฺญายตนูปคานํ เทวานํ ... เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนูปคานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺยนฺติ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา เนวสญฺญานาสญฺญายตนูปคานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺเชยฺย ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ โส ธมฺมจารี สมจารี ฯ {๔๘๖.๕} อากงฺเขยฺย เจ คหปตโย ธมฺมจารี สมจารี อโห วตาหํ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยนฺติ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยํ โส อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ โส ธมฺมจารี สมจารีติ ฯ
๔๘๗เอวํ วุตฺเต สาเสยฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมว โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอเต มยํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสเก โน ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณงฺคเตติ ฯ สาเลยฺยกสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร ๕. จูฬยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมเป็นคู่ หมวดเล็ก ๑. สาเลยยกสูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลา เหตุปัจจัยนำไปสุคติและทุคติ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลกับภิกษุหมู่ใหญ่ถึงบ้าน พราหมณ์ชื่อสาลาของชาวโกศล พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาได้ฟังข่าวว่า “ท่านพระสมณโคดมเป็นศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จจาริก ไปในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลาโดย ลำดับแล้ว ท่านพระโคดมพระองค์นั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบเพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้ อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกและหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วทรงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน การได้พบพระอรหันต์ทั้งหลายเช่นนี้เป็นความดีอย่างแท้จริง” ครั้งนั้น พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวกถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกได้ทูลสนทนา ปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกัน แล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวก @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.สี. (แปล) ๙/๒๕๕/๘๗ @ ดูเทียบ องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๖๔/๒๔๗, วิ.อ. ๑/๑/๑๐๓-๑๑๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร ประนมมือต่อพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประกาศชื่อและโคตร ในสำนักของพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกก็นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควร แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ หลังจากตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวก ในโลกนี้ หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความประพฤติไม่สม่ำเสมอคือความประพฤติอธรรมเป็นเหตุ พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้ หลังจากตายแล้วไปเกิด ในสุคติโลกสวรรค์ เพราะความประพฤติสม่ำเสมอคือความประพฤติธรรมเป็นเหตุ” พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้นกราบทูลว่า “เนื้อความแห่งธรรมที่ท่านพระโคดม ตรัสไว้โดยย่อไม่ทรงชี้แจงให้พิสดาร ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบโดยพิสดารได้ ขอท่านพระโคดมโปรดแสดงเนื้อความแห่งธรรมที่พระองค์ตรัสไว้โดยย่อไม่ทรงชี้แจงให้พิสดารนี้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย โดยวิธีที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะพึงทราบโดย พิสดารเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” พวกพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มี พระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๖๘ (อากังเขยยสูตร) หน้า ๖๑ ในเล่มนี้ @ ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ(วิสมจริยา) คือ ความประพฤติอธรรม(อธัมมจริยา) หมายถึงอกุศล-@กรรมบถ ๑๐ ประการ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๔๗/๓๔๘) (วิสมจริยา + อธัมมจริยา = อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร อกุศลกรรมบถ ๑๐
“พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือ ความประพฤติอธรรมทางกายมี ๓ ประการ ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางวาจามี ๔ ประการ ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางใจมี ๓ ประการ ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางกายมี ๓ ประการอะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. เป็นผู้ฆ่าสัตว์ คือ เป็นคนหยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ปักใจอยู่ใน การฆ่าและการทุบตี ไม่มีความละอาย ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง ๒. เป็นผู้ลักทรัพย์ คือ เป็นผู้ถือเอาทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ ของผู้อื่น ซึ่งอยู่ในบ้านหรือในป่าที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยจิตเป็นเหตุขโมย ๓. เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ประพฤติล่วงในสตรีที่อยู่ในปกครองของมารดา ที่อยู่ในปกครองของบิดา ที่อยู่ในปกครองของมารดา บิดา ที่อยู่ในปกครองของพี่ชายน้องชาย ที่อยู่ในปกครองของพี่สาว น้องสาว ที่อยู่ในปกครองของญาติ ที่อยู่ในปกครองของโคตร ที่ ประพฤติธรรม มีสามี มีกฎหมายคุ้มครอง โดยที่สุด แม้สตรีที่ บุรุษสวมด้วยพวงมาลัยหมายไว้ ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางกายมี ๓ ประการอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๑/๓๔๖-๓๔๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางวาจามี ๔ ประการอะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. เป็นผู้พูดเท็จ คือ อยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ อยู่ท่ามกลางหมู่ทหาร หรืออยู่ท่ามกลางราชสำนัก ถูกเขาอ้างเป็น พยานซักถามว่า ‘ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าวสิ่งนั้น’ บุรุษนั้นไม่รู้ก็กล่าว ว่า ‘รู้’ หรือรู้ก็กล่าวว่า ‘ไม่รู้’ ไม่เห็นก็กล่าวว่า ‘เห็น’ หรือเห็น ก็กล่าวว่า ‘ไม่เห็น’ กล่าวเท็จทั้งที่รู้เพราะตนเป็นเหตุบ้าง เพราะ บุคคลอื่นเป็นเหตุบ้าง เพราะเหตุคือเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ๒. เป็นผู้พูดส่อเสียด คือ ฟังความฝ่ายนี้แล้วไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลาย ฝ่ายนี้ หรือฟังความฝ่ายโน้นแล้วมาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น ยุยงคนที่สามัคคีกัน ส่งเสริมคนที่แตกแยกกัน ชื่นชมยินดี เพลิดเพลิน ต่อผู้ที่แตกแยกกัน พูดแต่ถ้อยคำที่ก่อความแตกแยกกัน ๓. เป็นผู้พูดคำหยาบ คือ พูดแต่คำหยาบคาย กล้าแข็ง เผ็ดร้อน หยาบคายร้ายกาจแก่ผู้อื่น กระทบกระทั่งผู้อื่น ใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ ๔. เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ คือ พูดไม่ถูกเวลา พูดคำที่ไม่จริง พูดคำที่ไม่ อิงประโยชน์ พูดไม่อิงธรรม พูดไม่อิงวินัย พูดคำที่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้างอิง ไม่มีที่กำหนด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยไม่ เหมาะแก่เวลา ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางวาจามี ๔ ประการอย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางใจมี ๓ ประการอะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. เป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา คือ เพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ‘ทำอย่างไร ทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่อง ปลื้มใจของผู้อื่นจะพึงเป็นของเรา’ ๒. เป็นผู้มีจิตพยาบาท คือ มีจิตคิดร้ายว่า ‘ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกทำลาย จงขาดสูญ จงพินาศไป หรืออย่าได้มี’ ๓. เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ มีความเห็นวิปริตว่า ‘ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ ทำดีและทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ โอปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ก็ไม่มีในโลก’ ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมทางใจมี ๓ ประการอย่างนี้แล พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือความประพฤติอธรรมเป็นเหตุ อย่างนี้ กุศลกรรมบถ ๑๐
พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความ ประพฤติธรรมทางกายมี ๓ ประการ ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความ ประพฤติธรรมทางวาจามี ๔ ประการ ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความ ประพฤติธรรมทางใจมี ๓ ประการ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรมทางกายมี ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ คือ วางทัณฑาวุธ และศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่ ๒. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์ คือ ไม่ถือเอาทรัพย์อันเป็น อุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นซึ่งอยู่ในบ้านหรือในป่าที่เจ้าของมิได้ ให้ด้วยจิตเป็นเหตุขโมย ๓. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม คือ ไม่เป็นผู้ประพฤติ ล่วงในสตรีที่อยู่ในปกครองของมารดา ที่อยู่ในปกครองของบิดา ที่อยู่ในปกครองของมารดาบิดา ที่อยู่ในปกครองของพี่ชายน้องชาย ที่อยู่ในปกครองของพี่สาวน้องสาว ที่อยู่ในปกครองของญาติ ที่อยู่ ในปกครองของโคตร ที่ประพฤติธรรม มีสามี มีกฎหมายคุ้มครอง โดยที่สุด แม้สตรีที่บุรุษสวมด้วยพวงมาลัยหมายไว้ ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรมทางกายมี ๓ ประการ อย่างนี้แล ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรมทางวาจามี ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ อยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ อยู่ท่ามกลางหมู่ทหาร หรืออยู่ท่ามกลาง ราชสำนัก ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า ‘ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าว สิ่งนั้น’ บุรุษนั้นไม่รู้ก็กล่าวว่า ‘ไม่รู้’ หรือรู้ก็กล่าวว่า ‘รู้’ ไม่เห็น ก็กล่าวว่า ‘ไม่เห็น’ หรือเห็นก็กล่าวว่า ‘เห็น’ ไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ เพราะตนเป็นเหตุบ้าง เพราะบุคคลอื่นเป็นเหตุบ้าง เพราะเหตุคือ เห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร ๒. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดส่อเสียด คือ ฟังความฝ่ายนี้แล้วไม่ไป บอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความฝ่ายโน้นแล้วไม่มา บอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกแยกกัน ส่งเสริมคน ที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน พูดแต่ ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี ๓. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ คือ พูดแต่คำไม่มีโทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ ๔. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ คือ พูดถูกเวลา พูดแต่คำจริง พูดอิงประโยชน์ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคำที่มีหลักฐาน มีที่ อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะแก่เวลา ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรมทางวาจามี ๔ ประการ อย่างนี้แล ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรมทางใจมี ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา คือ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์ อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ‘ทำอย่างไร ทรัพย์อัน เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นจะพึงเป็นของเรา’ ๒. เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท คือ ไม่มีจิตคิดร้ายว่า ‘ขอสัตว์เหล่านี้ จง เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีทุกข์ มีสุข รักษาตนเถิด’ ๓. เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ มีความเห็นไม่วิปริตว่า ‘ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดี และทำชั่วมี โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร โอปปาติกสัตว์มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้ง โลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง มีอยู่ ในโลก’ ความประพฤติสม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรมทางใจมีอยู่ ๓ ประการ อย่างนี้แล พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายบางพวกในโลกนี้ หลังจากตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะความประพฤติสม่ำเสมอ คือความประพฤติธรรมเป็นเหตุ อย่างนี้ ผลแห่งความประพฤติสม่ำเสมอ
พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ ประพฤติธรรมจะพึงหวังว่า ‘ทำอย่างไรหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดในพวกขัตติยมหาศาล’ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว บุคคลนั้นจะพึงเกิดในพวก ขัตติยมหาศาล ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแล ถ้าบุคคลผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ประพฤติธรรมจะพึงหวังว่า ‘ทำอย่างไรหลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดในพวกพราหมณมหาศาล ฯลฯ เราพึงเกิดในพวกคหบดีมหาศาล’ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว บุคคลนั้นจะพึงเกิดในพวกคหบดี-มหาศาล ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติสม่ำเสมอคือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแล ถ้าบุคคลผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ประพฤติธรรมจะพึงหวังว่า ‘ทำอย่างไรหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดในเทพชั้นจาตุมหาราช’ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว บุคคลนั้นจะพึงเกิดในเทพชั้นจาตุมหาราช ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติสม่ำเสมอคือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแล ถ้าบุคคลผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ประพฤติธรรมจะพึงหวังว่า ‘ทำอย่างไรหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดในเทพชั้นดาวดึงส์ ฯลฯ เทพชั้นยามา ... เทพชั้นดุสิต ... เทพชั้นนิมมานรดี ... เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ... เทพผู้นับเนื่อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๑. สาเลยยกสูตร ในหมู่พรหม’ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว บุคคลนั้นจะพึงเกิดในเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแล ถ้าบุคคลผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ประพฤติธรรมจะพึงหวังว่า ‘ทำอย่างไรหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดในเทพชั้นอาภา’ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้วบุคคลนั้นจะพึงเกิดในเทพชั้นอาภา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแล ถ้าบุคคลผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ประพฤติธรรมจะพึงหวังว่า ‘ทำอย่างไรหนอ หลังจากตายแล้ว เราพึงเกิดในเทพชั้นปริตตาภา ... เทพชั้นอัปปมาณาภา ... เทพชั้นอาภัสสรา ... เทพชั้นปริตตสุภา ... เทพชั้นอัปปมาณสุภา ... เทพชั้นสุภกิณหา ... เทพชั้นเวหัปผลา ... เทพชั้นอวิหา ... เทพชั้นอตัปปา ... เทพชั้นสุทัสสา... เทพชั้นสุทัสสี ... เทพชั้นอกนิฏฐภพ ... เทพผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ ... เทพผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ ... เทพผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ ... เทพผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ’ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว บุคคลนั้นจะพึงเกิดในเทพผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแล พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ประพฤติ ธรรมจะพึงหวังว่า ‘ทำอย่างไรหนอ เราพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ เป็นไปได้ที่บุคคลนั้นจะพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติสม่ำเสมอ คือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแล” @เชิงอรรถ : @ เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม(เทพชั้นพรหมกายิกา) หมายถึงเทวดาผู้เคยได้บรรลุฌาน มีฌานชั้นปฐมฌาน@เป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๔๔๒/๒๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๗๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๒. เวรัญชกสูตร ชาวบ้านสาลาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พวกพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนักข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดม ประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์ทั้งหลายนี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ทั้งหลายว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” ดังนี้แลสาเลยยกสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พรรณนาความในจุลลยมกวรรค อรรถกถาสาเลยยกสูตร
บาลีใช้ จูฬยมกวรรค
สาเลยยกสูตรมีคำขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
ในคำเหล่านั้น คำว่า "ในแคว้นโกศล" ความว่า ในแคว้นของชาวโกศลทั้งหลาย คือพวกชาวจังหวัด หรือพวกราชกุมารชื่อโกศล. จังหวัดที่เป็นถิ่นอาศัยของคนเหล่านั้น แม้เพียงจังหวัดเดียว ก็เรียกด้วยเสียงคล่องปากว่า "โกศลทั้งหลาย" ได้. ในจังหวัดของพวกชาวโกศลนั้น.
ฝ่ายพวกคนรุ่นเก่าท่านว่า เพราะแต่ก่อนพระราชาได้ทรงฟังว่า มหาปนาทราชกุมารทอดพระเนตรท่าตลกต่างๆแม้แต่ยิ้มก็ไม่ทรงทำ จึงตรัสว่า ใครทำให้ลูกฉันหัวเราะได้ ฉันจะเอาเครื่องสำอางทุกอย่างมาแต่งให้คนนั้น. เมื่อกลุ่มมหาชนทิ้งแม้แต่ไถมาประชุมกัน พวกคนก็พากันแสดงการละเล่นต่างๆ ตั้งเจ็ดปีกว่า ก็ยังไม่อาจทำให้พระราชกุมารนั้นทรงพระสรวลได้.
ลำดับนั้น พระอินทร์ทรงส่งตัวตลกเทวดาไป เทพองค์นั้นแสดงท่าตลกแบบทิพย์จนทำให้ทรงพระสรวลได้. ลำดับนั้น คนเหล่านั้นก็พากันบ่ายหน้าหลีกไปยังถิ่นของตนๆ เมื่อพบเพื่อนฝูงที่สวนทางมา พวกนั้นก็ทักทายปราศรัยกันว่า "ดีไหม?" ฉะนั้น เพราะอาศัยคำว่า "ดีๆ" นั้น ประเทศนั้นจึงเรียกว่า "โกศล"
คำว่า "เสด็จเที่ยวจาริก" คือ กำลังเสด็จเที่ยวจาริกแบบไม่รีบร้อน.
คำว่า "กับหมู่ภิกษุจำนวนมาก" คือ กับหมู่ภิกษุจำนวนมากที่ไม่ได้กำหนดชัดลงไปอย่างนี้ว่า ร้อย พันหรือแสน.
คำว่า "หมู่บ้านของพราหมณ์" ได้แก่ หมู่บ้านชุมชนพวกพราหมณ์ เรียกว่าหมู่บ้านของพราหมณ์. แม้หมู่บ้านโภคของพวกพราหมณ์ก็เป็นหมู่บ้านชุมชนในที่นี้ ไม่ใช่ประสงค์เอาบ้านอยู่ของพวกพราหมณ์.
คำว่า "ระลึกลงที่นั้น" คือระลึกลงไปในที่นั้น หมายถึงความพร้อมแล้ว. ส่วนวิหารไม่ได้จำกัดให้แน่ลงไปในที่นี้. ฉะนั้น จึงคงจะเป็นป่าชัฏแห่งหนึ่งที่เหมาะแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านของพวกพราหมณ์นั้น.
พึงทราบว่า พระศาสดาได้เสด็จพระพุทธดำเนินไปถึงไพรดงนั้น.
คำว่า "ได้ยินแล้ว" แปลว่า ฟังแล้ว คือเข้าไปได้ ได้แก่ทราบโดยทำนองเสียงก้องแห่งคำที่ถึงโสตทวาร.
"โข" เป็นนิบาตลงในอรรถอวธารณะ คือเป็นเพียงทำบทให้เต็ม. พึงทราบอธิบายในข้อนี้อย่างนี้ว่า ได้ฟังแล้วด้วยอวธารณะ อรรถในที่นี้เท่านั้น อันตรายแห่งการฟังไรๆ ไม่ได้มีแก่พวกเขา. ด้วยการทำให้บทเต็มก็เพียงให้พยัญชนะมีความสละสลวยเท่านั้น.
บัดนี้ เมื่อจะประกาศข้อความที่ได้ฟังนั้น. ท่านจึงได้กล่าวว่า "เออนี่ แน่ะ เขาว่าพระสมณโคดม" ดังนี้เป็นต้น. พึงทราบว่า ชื่อว่าสมณะ เพราะระงับบาป.
ในบทเหล่านั้น "ขลุ" เป็นนิบาตลงในอรรถว่าฟังตาม. "โภ" เป็นคำร้องเรียกกันและกันของพวกนั้น. "โคดม" เป็นคำแสดงด้วยพระโคตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น ในคำเหล่านี้ว่า "นี่แน่ะ เขาว่าพระสมณโคดม" จึงพึงเห็นความหมายอย่างนี้ว่า "นี่แน่ะท่าน เขาเล่ากันว่า พระสมณะผู้เป็นโคตมโคตร"
ส่วนคำว่า "โอรสศากยะ" นี้เป็นคำแสดงตระกูลอันสูงของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
คำว่า "บวชจากตระกูลศากยะ" เป็นคำแสดงความเป็นผู้บวชด้วยศรัทธา. มีคำที่กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่ถูกความฉิบหายอย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำ มาละตระกูลที่ยังไม่สูญสิ้น (อะไรๆ ไปเลย) ชื่อว่าบวชด้วยศรัทธา. คำต่อจากนั้นไปก็มีใจความที่ได้กล่าวไว้แล้วทีเดียว.
คำว่า "ก็นั่นแล" เป็นทุติยาวิภัติลงในอรรถ บอกอิตถัมภูตะ ใจความก็คือ "ของพระโคดมผู้เจริญแล."
คำว่า "อันงาม" ได้แก่ผู้ประกอบด้วยพระคุณอันงดงาม มีอธิบายว่าผู้ประเสริฐสุด. เกียรตินั่นแหละ หรือเสียงชมเชยชื่อว่า "เกียรติศัพท์".
คำว่า "ฟุ้งขึ้น" คือขจรขึ้นทับโลกรวมทั้ง (โลกของพวก) เทวดา.
ว่าอย่างไร?
ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ฯลฯ ทรงเป็นผู้ตื่น (ผู้ปลุก ผู้เบิกบานด้วยพระคุณ) ทรงเป็นผู้มีโชคดี (ทรงมีส่วนแห่งการจำแนกธรรม, ทรงจำแนกแจกธรรม).
ต่อไปนี้พึงทราบความเกี่ยวข้องแห่งบทในคำเหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ ฯลฯ ทรงเป็นผู้มีโชคดี แม้เพราะเหตุนี้.
มีคำอธิบายว่า เพราะเหตุนี้และนี้.
บททั้งหมดนี้เองที่ท่านยกขึ้นเป็นแม่บทโดยทำนองเป็นต้นว่า พึงเข้าใจว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงเป็นพระอรหันต์ด้วยเหตุเหล่านี้ก่อน คือทรงไกลจากข้าศึก เพราะทรงหักกำ (แห่งล้อภพ) เพราะควรแก่ปัจจัยเป็นต้น เพราะไม่มีความลับในการทำชั่ว" ได้ให้พิสดารแล้วแล ในพุทธานุสสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
พึงถือเอาความพิสดารแห่งบทเหล่านั้นจากที่นั้นเถิด.
คำว่า "ก็แลเป็นการดีโข" คือ ก็เป็นความงามโข. มีคำอธิบายว่า เป็นการนำเอาประโยชน์มาให้ เป็นการนำเอาความสุขมาให้.
คำว่า "เหล่าพระอรหันต์เห็นปานนั้น." คือ พระอรหันต์ทั้งหลายผู้ได้ความเชื่อถือว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ทั้งหลายในโลก ก็เพราะการบรรลุคุณพิเศษตามที่เป็นจริงของเหล่าพระอรหันต์ ซึ่งเห็นได้ยากด้วยแสนโกฏิกัป แม้ไม่ใช่น้อย มีร่างกายเป็นที่รื่นรมย์ซึ่งเกลื่อนกล่นด้วยรัศมีแห่งมหาปุริสลักษณะสามสิบสองประการ ประดับด้วยแก้วคืออนุพยัญชนะแปดสิบอย่าง แวดล้อมด้วยรัศมีวาหนึ่ง มีการเห็นที่ไม่เร่าร้อน มีเสียงแห่งธรรมที่ไพเราะยิ่ง เหมือนอย่างที่พระโคดมผู้เจริญนั้นท่านเป็น.
คำว่า "ย่อมเป็นการเห็น" คือ กระทำอัธยาศัยอย่างนี้ว่า การลืมตาที่มีประสาทหยาดเยิ้มขึ้นแล้วดูก็เป็นการดี (ยังประโยชน์ให้สำเร็จ) และถ้าเมื่อท่านกำลังแสดงธรรมด้วยเสียงดุจเสียงพรหมที่ประกอบพร้อมไปด้วยองค์แปด ได้ฟังแม้บทเดียวก็จะเป็นการดีกว่า.
คำว่า "เข้าไปเฝ้าถึงที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ" ได้แก่ เลิกกิจทุกอย่าง มีใจยินดีมาแล้ว.
คำว่า "ได้กล่าวคำนี้" ได้แก่ ก็การถามมีสองอย่างคือ การถามแบบชาวบ้าน ๑ การถามแบบนักบวช ๑
ในการถามทั้งสองอย่างนั้น การถามแบบชาวบ้าน มาแล้วโดยแบบนี้ว่า "พระคุณเจ้า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล" การถามแบบนักบวชมาแล้วอย่างนี้ว่า "ท่านผู้เจริญ เหล่านี้หรือหนอ เป็นอุปาทานขันธ์ ๕"
ส่วนพราหมณ์และคฤหบดีเหล่านี้ เมื่อจะทูลถามแบบการถามของชาวบ้านที่เหมาะแก่ตน จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า "พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย?" กะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแก้ปัญหาโดยย่อจริงๆ ก่อน แก่พวกเขาชนิดที่พวกเขายังไม่สามารถกำหนดได้ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า "พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เพราะความประพฤติที่ไม่ถูกต้องและความประพฤติ ที่ไม่สมควรเป็นเหตุ"
ถามว่า "ทำไมเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแก้อย่างที่คนพวกนั้นยังไม่ทันกำหนด"
ตอบว่า "มีผู้กล่าวว่า เพราะคนเหล่านั้นถือตัวว่าเป็นบัณฑิต ย่อมตั้งแม่บทแล้วกำหนดไว้แต่ต้นทีเดียวโดยประการใด เมื่อพระองค์ทรงขยายความให้พิสดารโดยประการนั้น ก็พากันสำคัญเทศนาว่า ตื้นๆ จะพากันดูถูกว่า "แม้เมื่อพวกเราจะกล่าว ก็พึงกล่าวอย่างนี้เหมือนกัน" เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแก้ปัญหาอย่างย่อๆ ก่อนชนิดที่พวกนั้นไม่สามารถจะกำหนดได้. ต่อจากนั้น เมื่อทรงถูกพวกที่ไม่อาจจะกำหนดได้นั้นคะยั้นคะยอขอให้แสดงพิสดารเมื่อทรงแสดงโดยพิสดารจึงตรัสคำเป็นต้นว่า "ถ้าอย่างนั้น พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย"
ในคำเหล่านั้น คำว่า "ถ้าอย่างนั้น" เป็นนิบาตลงในเหตุ หมายความว่า เพราะเหตุที่พวกท่านขอร้องเรา. คำว่า "สามอย่าง" คือ สามส่วน. คำว่า "ด้วยกาย" คือด้วยกายทวาร. คำว่า "ความประพฤติไม่ถูกต้องและความประพฤติไม่สมควร" คือความประพฤติไม่สมควรอันได้แก่ความประพฤติที่ไม่ถูกต้อง. และต่อไปนี้เป็นความหมายของบทในคำเหล่านี้.
"ความประพฤติอธรรม ชื่อว่า อธรรมจริยา" หมายความว่า การกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่ชื่อว่า วิสมจริยาเพราะประพฤติขรุขระ หรือประพฤติลุ่มๆ ดอนๆ ความประพฤติไม่เป็นธรรม และความประพฤติที่ขรุขระนั้นเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าความประพฤติไม่เป็นธรรมและความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอ พึงทราบความหมายในบทฝ่ายดำและฝ่ายขาวทุกบทโดยอุบายนี้.
คำว่า "โหดร้าย" ได้แก่ หยาบคาย เหี้ยมโหด หุนหัน พลันแล่น.
คำว่า "มีมือเปื้อนเลือด" ได้แก่ เปื้อนด้วยเลือดที่มือของผู้ที่กำลังปลงสัตว์อื่นจากชีวิต ถึงแม้จะไม่เปื้อนคนแบบนั้น ท่านก็ยังเรียกว่า "มีมือเปื้อนเลือด" อยู่นั่นเอง.
คำว่า "ตั้งมั่นอยู่ในการฆ่าการประหาร" ได้แก่ ตั้งมั่นในการฆ่า การให้ประหารสัตว์อื่น และในการเข่นฆ่า คือการทำให้สัตว์อื่นตาย.
คำว่า "ไม่ประกอบด้วยความสงสาร" คือมาถึงความเป็นผู้ไม่มีความสงสาร.
คำว่า "ของคนอื่นนั้นใด" คือ สิ่งที่มีอยู่ของคนอื่นนั้นใด.
คำว่า "อุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ" ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของคนอื่นนั่นเอง คือเครื่องบริขารที่ก่อให้เกิดความยินดีแก่คนอื่นนั้น.
คำว่า "หรืออยู่ในหมู่บ้าน" คือหรือที่ตั้งไว้ภายในหมู่บ้าน.
คำว่า "หรืออยู่ในป่า" คือ ตั้งไว้ในป่า หรือบนยอดไม้ยอดภูเขาเป็นต้น.
คำว่า "ที่ไม่ให้" คือ พวกเขาไม่ได้ให้ด้วยกายหรือด้วยวาจา. ผู้ลักชื่อว่า "ขโมย" ในที่นี้. ภาวะแห่งขโมย ชื่อว่าความเป็นขโมย. คำนี้เป็นชื่อแห่งจิตคิดจะขโมย.
คำว่า "ส่วน" นี้ เป็นชื่อของส่วนหนึ่งโดยใจความเหมือนในคำเป็นต้นว่า "ก็ส่วนแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันมีสัญญาเป็นเค้ามูล"ส่วนนั้นด้วย ความเป็นขโมยด้วย เหตุนั้น ชื่อว่าส่วนแห่งความเป็นขโมย หมายความว่า ส่วนแห่งจิตหนึ่งกล่าวคือจิตคิดจะขโมย. และคำว่าส่วนแห่งความเป็นขโมยนี้ เป็นปฐมาวิภัติลงในอรรถตติยาวิภัติ ฉะนั้น จึงควรเห็นโดยความว่า "ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย" ดังนี้.
ในคำว่า "อันแม่ปกครอง" เป็นต้น มีอธิบายว่า เมื่อพ่อหายหรือตายไปแล้ว แม่ดูแลด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น คิดว่าจะให้มีครอบครัวเมื่อเติบโตแล้ว แล้วย่อมปกครองลูกหญิงคนใดไว้ คนนี้ชื่อว่าอันแม่ปกครอง.
แม้ที่พ่อปกครองเป็นต้น ก็พึงทราบโดยอุบายนี้.
ส่วนตระกูลที่ชอบพอกัน ทำข้อตกลงกันตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องว่า "ถ้าฝ่ายฉันเป็นลูกชาย ฝ่ายแกเป็นลูกหญิง ไปที่อื่นไม่ได้ ต้องเป็นของลูกชายฉันเท่านั้น" หญิงที่จับจองตั้งแต่อยู่ในท้องทำนองนี้ ชื่อว่ามีผัว.
ส่วนหญิงที่เขาเจาะจงหมู่บ้าน เรือน หรือถนนแล้ววางโทษอย่างนี้ว่า "ใครไปหาหญิงชื่อนี้ จะถูกปรับโทษเท่านี้" ชื่อว่ามีทัณฑ์โดยรอบ.
คำว่า "โดยที่สุดแม้แต่หญิงที่ซัดพวงมาลัยไป" คือ โดยกำหนดอย่างต่ำสุดกว่าเขาหมด หญิงที่ชายคนใดคนหนึ่งกำลังเหวี่ยงพวงมาลัยไปบนนางด้วยสำคัญว่า "นางนี้จะเป็นภริยาของเรา" แล้วก็ถูกเอาเพียงพวงมาลัยเท่านั้นซัดไป.
คำว่า "ย่อมเป็นผู้ละเมิดจารีต ในพวกหญิงเห็นปานนั้น" ได้แก่ ย่อมเป็นผู้กระทำความก้าวล่วงในเพราะหญิงเห็นปานนั้น ด้วยอำนาจลักษณะความประพฤติผิดอันกล่าวแล้วในสัมมาทิฏฐิสูตร.
คำว่า "อยู่ในที่ประชุม" คือ ยืนอยู่ในสภา.
คำว่า "อยู่ในบริษัท" คือ ยืนอยู่ในบริษัท.
คำว่า "อยู่กลางญาติ" คือ อยู่ท่ามกลางพวกทายาท.
คำว่า "อยู่ท่ามกลางพรรคพวก" คือ อยู่ท่ามกลางกองทหาร.
คำว่า "อยู่กลางราชตระกูล" คือ อยู่ในท้องพระโรงใหญ่กลางราชตระกูล.
คำว่า "ถูกนำพาไป" คือ ถูกนำไปเพื่อต้องการซัก.
คำว่า "ถูกซักพยาน" คือ ถูกทำเป็นพยานแล้วซัก.
คำว่า "มานี่แน่ะ นาย" นี้เป็นคำสำหรับร้องเรียก.
คำว่า "เพราะตนเป็นเหตุหรือเพราะคนอื่นเป็นเหตุ" คือเพราะเหตุแห่งมือและเท้าเป็นต้นของตนหรือของคนอื่น หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์.
คำว่า "ลาภ" ท่านประสงค์ว่า อามิส ในบทว่า "หรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อยเป็นเหตุ" นี้ เพราะฉะนั้น คำว่า "เล็กๆ น้อยๆ" จึงหมายความถึงของไม่สำคัญ คือเล็กๆ น้อยๆ. อธิบายว่า โดยที่สุดเพราะเหตุแห่งสินบนซึ่งมี แค่นกกระทา นกคุ่ม ก้อนเนยใสและก้อนเนยแข็งเป็นต้น.
คำว่า "ย่อมเป็นผู้พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่" คือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แท้ๆ ก็ยังเป็นผู้กระทำให้เป็นคำเท็จ.
คำว่า "เพื่อทำลายพวกนี้" คือได้ยินในสำนักของคนเหล่าใดที่ท่านเรียกว่า "จากนี้" เพื่อทำลายพวกนั้น.
คำว่า "เพื่อทำลายพวกโน้น" คือได้ฟังคำของพวกใดที่ท่านว่า "โน้น" เพื่อทำลายพวกนั้น.
คำว่า "หรือเป็นผู้ทำลายคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วอย่างนี้" ได้แก่ หรือเป็นผู้ทำให้สหายสองฝ่ายที่สมัครสมานกันอย่างนี้แตกกัน.
คำว่า "หรือส่งเสริมคนที่แตกกันแล้ว" คือเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้ที่แตกกันแล้วสมานกันอีกไม่ได้อย่างนี้ว่า "คุณทำดีแล้วที่สละมันได้ อีกสองสามวันเท่านั้นมันจะทำให้คุณฉิบหายใหญ่". อธิบายว่า เป็นผู้ชี้เหตุให้.
"พวกเป็นที่มายินดี" คือเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียิ่งของเขา เหตุนั้นเขาจึงชื่อว่ามีพวกเป็นที่มายินดี.
คำว่า "ผู้ยินดีแล้วในพวก" คือยินดีแล้วในพวกทั้งหลาย. ชื่อว่าบันเทิงในพวกเพราะเห็นหรือได้ยินว่าพวกก็ย่อมบันเทิง.
คำว่า "วาจาทำให้เป็นพวก" คือ วาจาใดทำสัตว์ให้เป็นพวก คือทำลายสัตว์ แม้ที่พร้อมเพรียงกันแล้ว เป็นผู้พูดวาจาที่ก่อการทะเลาะนั้น.
คำว่า "เป็นปม" คือชื่อว่าตะปุ่มตะป่ำ ด้วยคำขู่และคำข่มเป็นต้น เพราะเป็นวาจาที่มีโทษ เหมือนปมที่ตั้งขึ้นที่ต้นไม้มีโทษ (เสีย) ฉะนั้น.
คำว่า "หยาบ" คือเสีย เป็นวาจาที่หยาบคาย เหมือนต้นไม้ที่เสีย เป็นต้นไม้ที่ขรุขระมีขุยไหลออกฉะนั้น. วาจานั้นย่อมเหมือนกับครูดหูเข้าไปฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า หยาบคาย.
คำว่า "เผ็ดร้อนแก่คนอื่น" คือเป็นวาจาที่เผ็ดร้อน ไม่น่าชื่นใจของคนเหล่าอื่น คือเป็นวาจาที่ก่อโทษ.
คำว่า "ทิ่มแทงผู้อื่น" คือได้แก่วาจาที่แทงไปในของรักเหมือนกิ่งไม้คดมีหนามกระทบกระแทกคนเหล่าอื่น ทำให้เกิดความติดขัด เพราะไม่ให้เพื่ออันไปแม้แก่ผู้ที่อยากไป.
คำว่า "ใกล้ต่อความโกรธ" คือใกล้ชิดต่อความโกรธ.
คำว่า "ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ" คือเป็นวาจาที่ไม่เป็นไปเพื่ออัปปนาสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ. อย่างที่ว่ามาทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นคำใช้แทนวาจาที่มีโทษทั้งนั้นแล.
คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็นเวลา" คือเป็นผู้พูดโดยไม่ใช่เวลา.
คำว่า "มีปกติพูดไม่จริง" คือเป็นผู้พูดสิ่งที่ไม่มี.
คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็นผลประโยชน์" คือเป็นผู้พูดถ้อยคำไม่อาศัยเหตุ.
คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็นธรรม" คือเป็นผู้พูดไม่เป็นสภาวะ. (ไม่มีผล?)
คำว่า "มีปกติพูดไม่เป็นวินัย" คือเป็นผู้พูดคำที่ไม่ประกอบด้วยสังวรวินัยเป็นต้น.
คำว่า "ไม่มีหลักฐาน" คือย่อมเป็นผู้พูดวาจาที่ไม่สมควรจะเก็บไว้ในตู้คือหัวใจ.
คำว่า "โดยไม่เลือกเวลา" คือย่อมเป็นผู้พูดในเวลาที่สมควรก่อนหรือหลังเวลาที่ต้องพูด.
คำว่า "ไม่มีที่อ้าง" คือเว้นจากที่อ้างอิงคือสูตร.
คำว่า "ไม่มีที่จบ" คือยกเอาพระสูตรหรือชาดกที่ไม่มีขั้นตอนมาแล้วชักเอาเรื่องที่พอจะเข้ากับพระสูตรหรือชาดกนั้น ได้ข้อเปรียบหรือวัตถุมาแล้วกลับไปกล่าวถ้อยคำที่นอกเรื่องไปเสียหมด. คำที่ยกมาแล้วก็สักแต่ว่ายกขึ้นมาเท่านั้นเอง.
เขาย่อมถึงความเป็นผู้อันผู้อื่นพึงต่อว่าว่า "เขาย่อมกล่าวสูตรหรือหนอ? หรือชาดก. พวกเราไม่เห็นการจบหรือที่สุดของสูตรหรือชาดกนั้น" แม้ผู้นี้ก็ย่อมชื่อว่าเป็นธรรมกถึกย่านไทร ย่อมทำบทที่ยกขึ้นมาตั้งให้สักแต่ว่ายกมาตั้งไว้ เท่านั้นแล้วก็ว่าไปเรื่อยเปื่อยแบบข้างๆ คูๆ อย่างนั้นแหละ เหมือนอย่างรากย้อยของกิ่งต้นไทร ย้อยลงไปในที่ๆ มันไปแล้วๆ ถึงที่ซึ่งมันหย่อนลงแล้วๆ แล้วก็ย่อมเจริญอีกนั่นเทียวมันไปได้แบบนี้นั่นแหละ ตั้งกึ่งโยชน์บ้าง หนึ่งโยชน์บ้าง ตั้งอยู่เป็นแนวทีเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น.
ส่วนผู้ใด แม้จะพูดมากก็ยังสามารถเพื่อให้ชักเอามาๆ แล้วรู้ได้ว่า "ท่านพูดคำนี้เพื่อสิ่งนี้" ผู้นั้นจะกล่าวก็ควร.
คำว่า "ไม่ประกอบด้วยประโยชน์" คือหาประกอบด้วยประโยชน์ไม่.
คำว่า "ย่อมเป็นผู้เพ่งเล็ง" ได้แก่ ย่อมเป็นผู้แลดูด้วยความเพ่งเล็ง.
คำว่า "โอ้หนอ" เป็นนิบาตลงในอรรถว่าปรารถนา.
ก็ในข้อนี้ ด้วยอาการเพียงแต่แลดูด้วยความเพ่งเล็งเท่านั้น การแตกกรรมบถยังไม่มี ต่อเมื่อน้อมมาเป็นของตนว่า "ทำอย่างไรหนอ ของสิ่งนี้จะพึงเป็นของของฉัน ฉันพึงวางอำนาจให้เป็นไปในของสิ่งนี้" ดังนี้ กรรมบถจึงแตก. ท่านหมายการเพ่งเล็งแบบนี้ในที่นี้.
คำว่า "มีจิตพยาบาท" คือมีจิตเสีย ได้แก่มีจิตบูดเน่า. คำว่า "มีความดำริด้วยใจร้าย" ได้แก่มีความดำริด้วยจิตที่ถูกโทสะประทุษร้าย. คำว่า "จงถูกฆ่า" คือจงถูกทำให้ตาย. คำว่า "จงถูกทำให้ตาย" คือจงถึงการฆ่า.
คำว่า "หรืออย่าได้มีแล้ว" คือแม้แต่อะไรๆ ก็อย่าได้มีแล้ว.
แม้ในข้อนี้ ด้วยเหตุเพียงความกำเริบ (โกรธ) กรรมบถก็ไม่มีแตก. จะมีแตกก็เพราะคิดเป็นต้นว่า "จงถูกฆ่า" ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น.
คำว่า "ผู้มีความเห็นผิด" คือ ผู้มีความเห็นเป็นอกุศล.
คำว่า "มีความเห็นวิปริต" คือมีความเห็นในใจคลาดเคลื่อนไป.
คำว่า "ทานที่ให้แล้วไม่มีผล" คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาความไม่มีผลของทานที่ให้แล้ว. การบูชาใหญ่ท่านเรียกว่า "ยิฏฐะการบูชา" สักการะที่เพียงพอทรงประสงค์ว่า "หุตะ=การเซ่นสรวง" เขาหมายเอาความไม่มีผลเท่านั้นจึงห้ามสิ่งทั้งสองแม้นั้น.
คำว่า "แห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่ว" หมายความว่าแห่งกุศลและอกุศลที่ทำดีและทำไม่ดี.
คำที่ว่า "ผลวิบาก" นั้นจะเรียกว่าผลหรือเรียกว่าวิบากก็ได้. เขาพูดว่า ผล (หรือวิบาก) นั้นไม่มี.
คำว่า "โลกนี้ไม่มี" คือไม่มีโลกนี้สำหรับผู้ตั้งอยู่ในโลกอื่น.
คำว่า "โลกอื่นไม่มี" คือไม่มีโลกอื่นแม้สำหรับผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้. เขาชี้แจงว่า ทั้งหมดย่อมขาดสูญในที่นั้นนั่นแหละ.
คำว่า "ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ" หมายถึงว่า เขาย่อมพูดด้วยอำนาจความไม่มีผลแห่งการปฏิบัติชอบและปฏิบัติผิดในท่านเหล่านั้น.
คำว่า "ไม่มีสัตว์ที่ลอยเกิด" นั้นคือ เขาพูดว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่เคลื่อนแล้วเกิดไม่มี.
คำว่า "ทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศ" คือเขาแสดงถึงความไม่มีแห่งหมู่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าว่า ผู้ที่ทำให้แจ่มแจ้งเองด้วยปัญญาอันพิเศษยิ่งแล้วประกาศโลกนี้และโลกหน้านั้นไม่มี. ดังนี้.
ด้วยคำมีประมาณเพียงเท่านี้ ความเห็นผิดซึ่งมีตั้ง ๑๐ อย่างเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว. กรรมบถ ๗ ข้อเป็นต้นว่า "ละการฆ่าสัตว์" ได้ขยายให้พิสดารในจุลลหัตถิปทสูตรแล้ว. ความไม่เพ่งเล็งเป็นต้นก็มีใจความที่ง่ายแล้วแล.
คำว่า "ขอให้เราเข้าถึงความเป็นอันเดียวกัน" คือ ขอให้เราเข้าถึงสหภาพ (ความเป็นพวก เป็นเพื่อน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน).
คำว่า "แห่งหมู่เทพที่เป็นพวกพรหม" ได้แก่ แห่งหมู่เทพชั้นปฐมฌาน.
คำว่า "แห่งหมู่เทพชั้นอาภา" คือชื่ออาภา ที่เป็นแผนกหนึ่งต่างหากไม่มี. คำนี้เป็นชื่อแห่งหมู่เทพชั้นปริตตาภา อัปปมาณาภาและอาภัสสรา. แต่คำ "ปริตตาภา" เป็นต้น เป็นการไม่ถือเอารวมกัน แต่ถือด้วยการแยกหมู่เทพเหล่านั้นนั่นเอง.
แม้ในบทเป็นต้นว่า "ชั้นสุภา ชั้นปริตตสุภา" ก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความสิ้นอาสวะด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ทรงจบเทศนาลงด้วยยอดคือพระอรหัตตผล.
สำหรับในที่นี้ ควรรวมเอาเทวโลกมาตั้งไว้ด้วย คือ
ก. พรหมโลก ๑๘ ชั้น คือ พรหมโลกด้วยอำนาจฌานภูมิ ๓ ชั้นแรก (ชั้นละ ๓) รวมเป็น ๙ สุทธาวาส ๕ รวมกับอรูปภูมิอีก ๔ รวมเป็น ๙ (รวมทั้งหมดเป็น ๑๘) ข. พรหมโลก ๒๐ ชั้น คือ เอาพรหมโลกในข้อ ก. ๑๘ พร้อมกับชั้นเวหัปผลาอีก ๑+๑๘ = ๑๙ ใส่อสัญญีภพเข้ามาใน ๑๙ นั้นอีก ๑+๑๙ = ๒๐ (รวมทั้งหมดเป็น ๒๐) ค. เทวโลก ๒๖ ชั้น คือ เอาพรหมโลกในข้อ ก. และ ข. ๒๐ กับกามาวจรอีก ๖ ๖ (เทวโลกทั้งหมดเป็น ๒๖ ชั้น)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการเกิดของพวกเทพแม้ทั้งหมดนั้นด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ. ใน ๒๖ ชั้น การเกิดในกามาวจร ๖ ชั้นย่อมมีได้ด้วยวิบากแห่งสุจริตทั้งสามอย่างนั่นเอง. ส่วนกรรมบถเหล่านี้ ตรัสด้วยอำนาจเป็นอุปนิสัยแห่งเทวโลกชั้นบน.
จริงอยู่ กุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ข้อ ก็คือศีล, การบริกรรมกสิณย่อมสำเร็จแก่ผู้มีศีลเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อตั้งอยู่ในศีล แล้วก็ทำการบริกรรมกสิณ เมื่อยังปฐมฌานให้เกิดแล้วก็ย่อมเกิดในปฐมฌานภูมิ. อบรมทุติยฌานเป็นต้นแล้วก็ย่อมเกิดในทุติยฌานภูมิเป็นต้นครั้นทำรูปาวจรฌานให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ในอนาคามิผลแล้ว ก็ย่อมเกิดในสุทธาวาสทั้ง ๕ ชั้น เมื่อได้ทำรูปาวจรฌานให้เป็นบาทแล้ว ยังอรูปาวจรสมาบัติให้เกิดขึ้นก็ย่อมเกิดในอรูปภพ ๔ ชั้น ครั้นทำรูปฌานและอรูปฌานให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนา ย่อมบรรลุอรหัตตผล.
ส่วนอสัญญภพ พวกดาบสและปริพาชกภายนอกสะสมกัน ฉะนั้น จึงไม่ทรงแสดงในที่นี้.
ที่เหลือในที่ทุกแห่งตื้นแล้วแล.
จบอรรถกถาสาเลยยกสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------