๓. จูฬมาลุงโกยวาทสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จูฬมาลุงฺโกฺยวาทสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. จูฬมาลุงโกยวาทสูตร เรื่องพระมาลุงกยบุตรดำริถึงมิจฉาทิฏฐิ ๑๐
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมโต มาลุงฺกฺยปุตฺตสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ยานีมานิ ทิฏฺฐิคตานิ ภควตา อพฺยากตานิ ฐปิตานิ ปฏิกฺขิตฺตานิ สสฺสโต โลโกติปิ อสสฺสโต โลโกติปิ อนฺตวา โลโกติปิ อนนฺตวา โลโกติปิ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติปิ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติปิ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ ตานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ยานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ตมฺเม น รุจฺจติ ตมฺเม นกฺขมติ โสหํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ เม ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ โน เจ ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามีติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก-*เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยงโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มี-*พระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์. พระมาลุงกยบุตรทูลบอกความปริวิตก
อถ โข อายสฺมา มาลุงฺกฺยปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มาลุงฺกฺยปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ {๑๔๘.๑} อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ยานีมานิ ทิฏฺฐิคตานิ ภควตา อพฺยากตานิ ฐปิตานิ ปฏิกฺขิตฺตานิ สสฺสโต โลโกติปิ อสสฺสโต โลโกติปิ อนฺตวา โลโกติปิ อนนฺตวา โลโกติปิ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติปิ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติปิ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ ตานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ยานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ตมฺเม น รุจฺจติ ตมฺเม นกฺขมติ โสหํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ โน เจ เม ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามีติ ฯ {๑๔๘.๒} สเจ ภควา ชานาติ สสฺสโต โลโกติ สสฺสโต โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ อสสฺสโต โลโกติ อสสฺสโต โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ สเจ ภควา ชานาติ อนฺตวา โลโกติ อนฺตวา โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ อนนฺตวา โลโกติ อนนฺตวา โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ สเจ ภควา ชานาติ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ {๑๔๘.๓} สเจ ภควา ชานาติ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ สเจ ภควา ชานาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ
ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-*พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงดทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราจักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกเที่ยง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าโลกเที่ยง ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า โลกไม่เที่ยง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าโลกไม่เที่ยง ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่าโลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็นถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกมีที่สุด ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า โลกมีที่สุดถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า โลกไม่มีที่สุด ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า โลกไม่มีที่สุด ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่าโลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุด เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็นก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ถ้าพระผู้มี-*พระภาคทรงทราบว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่าเราไม่รู้ไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.
กินฺนุ โข ตาหํ มาลุงฺกฺยปุตฺต เอวํ อวจํ เอหิ ตฺวํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยิ พฺรหฺมจริยํ จร อหนฺเต พฺยากริสฺสามิ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตฺวํ วา ปน มํ เอวํ อวจ อหํ ภนฺเต ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ภควา เม พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๔๙.๑} อิติ กิร มาลุงฺกฺยปุตฺต เนวาหนฺตํ วทามิ เอหิ ตฺวํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยิ พฺรหฺมจริยํ จร อหนฺเต พฺยากริสฺสามิ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ นปิ กิร ตฺวํ วเทสิ อหํ ภนฺเต ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ภควา เม พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ เอวํ สนฺเต โมฆปุริส โก สนฺโต กํ ปจฺจาจิกฺขสิ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุงกยบุตร เราได้พูดไว้อย่างนี้กะเธอหรือว่าเธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ แก่เธอ ฯลฯ ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. ก็หรือว่า ท่านได้พูดไว้กะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. ดูกรมาลุงกยบุตร ได้ยินว่า เรามิได้พูดไว้กะเธอดังนี้ว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์แก่เธอ ฯลฯ ได้ยินว่า แม้เธอก็มิได้พูดไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาค จักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นอะไร จะมาทวงกะใครเล่า?เปรียบคนที่ถูกลูกศร
โย โข มาลุงฺกฺยปุตฺต เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ยาว เม ภควา น พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ อพฺยากตเมว ตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต ตถาคเตน อสฺส อถ โข โส ปุคฺคโล กาลํ กเรยฺย ฯ {๑๕๐.๑} เสยฺยถาปิ มาลุงฺกฺยปุตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหปเลปเนน ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ขตฺติโย วา พฺราหฺมโณ วา เวสฺโส วา สุทฺโท วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต อิติ วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ทีโฆ วา รสฺโส วา มชฺฌิโม วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ กาโฬ วา สาโม วา มงฺคุรจฺฉวี วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ อสุกสฺมึ คาเม วา นิคเม วา นคเร วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ธนุํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา จาโป ยทิ วา โกทณฺโฑติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ชิยํ ชานามิ ยายมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา อกฺกสฺส ยทิ วา สณฺฐสฺส ยทิ วา นหารุสฺส ยทิ วา มรุวาย ยทิ วา ขีรปณฺณิโนติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา คจฺฉํ ยทิ วา โรปิมนฺติ ฯ {๑๕๐.๒} โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยสฺส ปตฺเตหิ วาชิตํ ยทิ วา คิชฺฌสฺส ยทิ วา กงฺขสฺส ยทิ วา กุลลสฺส ยทิ วา โมรสฺส ยทิ วา สิถิลหนุโนติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยสฺส นหารุนา ปริกฺขิตฺตํ ยทิ วา ควสฺส ยทิ วา มหิสสฺส ยทิ วา โรรุวสฺส ยทิ วา เสมฺหารสฺสาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา สลฺลํ ยทิ วา ขุรปฺปํ ยทิ วา เวกณฺณํ ยทิ วา นาราจํ ยทิ วา วจฺฉทนฺตํ ยทิ วา กรวีรปตฺตนฺติ อญฺญาตเมว ตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต เตน ปุริเสน อสฺส อถ โข โส ปุริโส กาลํ กเรยฺย ฯ {๑๕๐.๓} เอวเมว โข มาลุงฺกฺยปุตฺต โย เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ยาว ตํ เม ภควา น พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ อพฺยากตเมว ตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต ตถาคเตน อสฺส อถ โข โส ปุคฺคโล กาลํ กเรยฺย ฯ
ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดแลจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ตถาคตไม่พึงพยากรณ์ข้อนั้นเลย และบุคคลนั้นพึงทำกาละไปโดยแท้. ดูกรมาลุงกยบุตร เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาผ่า. บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษผู้ยิงเรานั้นว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ... มีชื่อว่าอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ... สูงต่ำหรือปานกลาง ... ดำขาวหรือผิวสองสี ... อยู่บ้าน นิคม หรือนครโน้น เพียงใดเราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักธนูที่ใช้ยิงเรานั้น@ ไม่ใช่ผู้ขอร้อง หรือผู้ถูกขอร้อง เป็นชนิดมีแหล่งหรือเกาทัณฑ์ ... สายที่ยิงเรานั้นเป็นสายทำด้วยปอผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่านหรือเยื่อไม้ ลูกธนูที่ยิงเรานั้น ทำด้วยไม้ที่เกิดเองหรือไม้ปลูก หางเกาทัณฑ์ที่ยิงเรานั้น เขาเสียบด้วยขนปีกนกแร้ง นกตะกรุม เหยี่ยว นกยูงหรือนกชื่อว่า สิถิลหนุ (คางหย่อน) ... เกาทัณฑ์นั้นเขาพันด้วยเอ็นวัว ควาย ค่างหรือลิง ... ลูกธนูที่ยิงเรานั้น เป็นชนิดอะไร ดังนี้ เพียงใดเราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร บุรุษนั้นพึงรู้ข้อนั้นไม่ได้เลย โดยที่แท้บุรุษนั้นพึงทำกาละไป ฉันใด ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ นั้น ฯลฯ แก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี-*พระภาคเพียงนั้น ข้อนั้นตถาคตไม่พยากรณ์เลย โดยที่แท้ บุคคลนั้นพึงทำกาละไป ฉันนั้น.
สสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริย- วาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน อสสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน สสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ อสสฺสโต โลโกติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ สนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ อนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน อนนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน อนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ อนนฺตวา โลโกติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ สนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ ฯเปฯ นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ {๑๕๑.๑} โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ ฯเปฯ เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ สนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกเที่ยง ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกไม่เที่ยง ดังนี้ จักไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า โลกเที่ยง หรือว่า โลกไม่เที่ยงอยู่ ชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด ดังนี้ จักได้มีการอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์หรือก็ไม่ใช่อย่างนั้น. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกไม่มีที่สุด ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด หรือว่า โลกไม่มีที่สุดอยู่ ชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ดังนี้ จักได้มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่งอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ในปัจจุบัน. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ดังนี้จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็มิใช่อย่างนั้น. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ในปัจจุบัน. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มีไม่มีอยู่ก็มี ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ ดังนี้ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และ อุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน. ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์และไม่ทรงพยากรณ์
ตสฺมาติห มาลุงฺกฺยปุตฺต อพฺยากตญฺจ เม อพฺยากตโต ธาเรถ พฺยากตญฺจ เม พฺยากตโต ธาเรถ ฯ กิญฺจ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ สสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ อสสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ อนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ อนนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ มยา อพฺยากตํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ มยา อพฺยากตํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ ฯ {๑๕๒.๑} กสฺมา เจตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ น เหตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต อตฺถสญฺหิตํ นาทิพฺรหฺมจริยกํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตติ ตสฺมา ตํ มยา อพฺยากตํ ฯ กิญฺจ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา พฺยากตํ อิทํ ทุกฺขนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ มยา พฺยากตํ ฯ {๑๕๒.๒} กสฺมา เจตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา พฺยากตํ เอตญฺหิ มาลุงฺกฺยปุตฺต อตฺถสญฺหิตํ เอตํ อาทิพฺรหฺมจริยกํ เอตํ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ตสฺมา ตํ มยา พฺยากตํ ฯ ตสฺมาติห มาลุงฺกฺยปุตฺต อพฺยากตญฺจ เม อพฺยากตโต ธาเรถ พฺยากตญฺจ เม พฺยากตโต ธาเรถาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา มาลุงฺกฺยปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ จูฬมาลุงฺโกฺยวาทสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ -----------
ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่ พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตรทิฏฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ เราไม่พยากรณ์. ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น. ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ เราพยากรณ์. ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ข้อนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตร ยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล. จบ จูฬมาลุงโกฺยวาทสูตร ที่ ๓. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. จูฬมาลุงกยสูตร ว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร สูตรเล็ก เหตุแห่งอัพยากตปัญหา ๑๐ ประการ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระมาลุงกยบุตร หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า “ทิฏฐิที่พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสตอบ ทรงงด ทรงวางเฉยเหล่านี้ คือ ทิฏฐิว่า‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคต เกิดอีก หลังจากตายแล้ว@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.อุ. ๑๔/๑๔๘/๑๓๐-๑๓๑ @ ตถาคต เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้มาก่อนพุทธกาลหมายถึงอัตตา(อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า ในที่@นี้หมายถึงสัตว์ (เทียบ ที.สี.อ. ๑/๖๕/๑๐๘, ม.ม.อ. ๒/๑๒๒/๑๐๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๓๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร ตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ การที่พระผู้มีพระภาค ไม่ทรงตอบทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรา เราไม่ชอบใจ เราไม่พอใจ เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอีกจะทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักตรัสตอบเราว่า ‘โลกเที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคต่อไป ถ้าพระผู้มีพระภาค จักไม่ตรัสตอบเราว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ เราก็จักลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์”
ครั้นเวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เมื่อข้าพระองค์อยู่ใน ที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ได้เกิดความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า ‘ทิฏฐิที่พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสตอบ ทรงงด ทรงวางเฉยเหล่านี้ คือ ทิฏฐิว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ การที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรา เราไม่ชอบใจเราไม่พอใจ เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอีก จะทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักตรัสตอบเราว่า ‘โลกเที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคต่อไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๓๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ตรัสตอบแก่เราว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ เราก็จักลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘โลกเที่ยง’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า‘โลกเที่ยง’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘โลกไม่เที่ยง’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า‘โลกไม่เที่ยง’ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ‘โลกเที่ยง หรือ โลกไม่เที่ยง, เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอให้ตรัสบอกมาตรงๆ เถิดว่า ‘เราไม่รู้ เราไม่เห็น’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘โลกมีที่สุด’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า‘โลกมีที่สุด’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘โลกไม่มีที่สุด’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า ‘โลกไม่มีที่สุด’ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ‘โลกมีที่สุด หรือ โลกไม่มีที่สุด’ เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอให้ตรัสบอกมาตรงๆ เถิดว่า ‘เราไม่รู้ เราไม่เห็น’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน’ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน หรือชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน’ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอให้ตรัสบอกมาตรงๆ เถิดว่า‘เราไม่รู้ เราไม่เห็น’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๓๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก’ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก’ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอให้ตรัสบอกมาตรงๆ เถิดว่า ‘เราไม่รู้ เราไม่เห็น’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ขอจงตรัสตอบข้าพระองค์เถิดว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอให้ตรัสบอกมาตรงๆ เถิดว่า ‘เราไม่รู้ เราไม่เห็น”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มาลุงกยบุตร เราได้พูดไว้อย่างนั้นกับเธอ หรือว่า ‘เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักตอบเธอว่า ‘โลกเที่ยงโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ บ้างไหม” ท่านพระมาลุงกยบุตรกราบทูลว่า “ไม่ พระพุทธเจ้าข้า” “ก็หรือว่าเธอได้พูดไว้กับเราอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักตรัสตอบข้าพระองค์ว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๓๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ บ้างไหม” “ไม่ พระพุทธเจ้าข้า” “มาลุงกยบุตร ได้ยินว่า เรามิได้พูดไว้กับเธอดังนี้ว่า ‘เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักตอบเธอว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ฯลฯ ได้ยินว่า แม้เธอก็มิได้พูดกับเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักตรัสตอบข้าพระองค์ว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ โมฆบุรุษ เมื่อเป็นอย่างนั้น เธอเป็นใคร จะมาทวงอะไรกับใครเล่า ทรงอุปมาด้วยบุคคลผู้ต้องศร
มาลุงกยบุตร บุคคลใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่พระผู้มี พระภาคยังไม่ทรงตอบเราว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ตราบนั้น เราก็จักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคต่อให้บุคคลนั้นสิ้นชีวิตไปตถาคตก็ไม่ตอบเรื่องนั้น เปรียบเหมือนบุรุษต้องลูกศรที่อาบยาพิษอย่างร้ายแรง มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของบุรุษนั้น พึงไปหาแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมารักษาบุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักคนที่ยิงเราเลยว่า เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ @เชิงอรรถ : @ ญาติ หมายถึงบิดามารดาของสามี หรือบิดามารดาของภรรยาและเครือญาติของทั้ง ๒ ฝ่าย@สาโลหิต หมายถึงผู้ร่วมสายเลือดเดียวกัน ได้แก่ ปู่หรือตา เป็นต้น (ม.มู.อ. ๑/๖๕/๑๗๒,@ม.มู.ฏีกา ๑/๖๕/๓๒๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๓๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักคนที่ยิงเราว่ามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักคนที่ยิงเราว่าเป็นคนสูง ต่ำ หรือปานกลาง ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักคนที่ยิงเราว่าเป็นคนผิวดำ ผิวคล้ำ หรือผิวสองสี ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักคนที่ยิงเราว่าอยู่ในบ้าน นิคม หรือนครชื่อโน้น ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักธนูที่เขาใช้ยิงเราว่า เป็นชนิดมีแล่ง หรือชนิดเกาทัณฑ์ ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักสายธนูที่เขาใช้ยิงเราว่า เป็นสายที่ทำด้วยปอ ผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่าน หรือเยื่อไม้ ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักลูกธนูที่เขาใช้ยิงเราว่า เป็นธนูที่ทำด้วยไม้เกิดเองหรือไม้คัดปลูก ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักหางเกาทัณฑ์ที่เขาใช้ยิงเราว่า เป็นหางที่เสียบด้วยขนปีกนกแร้ง นกตระกรุม นกเหยี่ยว นกยูง หรือนกปากห่าง ตราบนั้น เราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักเกาทัณฑ์ที่เขาใช้ยิงเราว่า เป็นสิ่งที่เขาพันด้วยเอ็นวัว เอ็นควาย เอ็นค่าง หรือเอ็นลิง ตราบนั้นเราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ บุรุษผู้ต้องลูกศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักลูกธนูที่เขาใช้ยิงเราว่า เป็นลูกศรธรรมดา ลูกศรคม ลูกศรหัวเกาทัณฑ์ ลูกศรหัวโลหะ ลูกศรหัวเขี้ยวสัตว์ หรือลูกศรพิเศษ ตราบนั้นเราก็จักไม่ถอนลูกศรนี้ออกไป’ ต่อให้บุรุษนั้นตายไป เขาก็จะไม่รู้เรื่องนั้นเลย ฉันใด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๓๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ตราบใดที่พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสตอบว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ตราบนั้น เราก็จักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค’ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป ตถาคตก็ไม่ตอบเรื่องนั้นฉันนั้นเหมือนกัน
มาลุงกยบุตร เมื่อมีความเห็นว่า ‘โลกเที่ยง’ จักได้มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า ‘โลกไม่เที่ยง’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า ‘โลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง’ ชาติ(ความเกิด) ชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ)ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ เราจึงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน เมื่อมีความเห็นว่า ‘โลกมีที่สุด’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า ‘โลกไม่มีที่สุด’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า ‘โลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด’ ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ เราจึงบัญญัติการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน เมื่อมีความเห็นว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๓๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร เมื่อมีความเห็นว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า ‘ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน หรือชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน’ ชาติ ฯลฯ เราจึงบัญญัติเฉพาะการกำจัด ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน เมื่อมีความเห็นว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก’ ชาติ ฯลฯ เราจึงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน เมื่อมีความเห็นว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ มาลุงกยบุตร แม้เมื่อมีความเห็นว่า ‘หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ เราจึงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๔๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๓. จูฬมาลุกยสูตร เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาเชิงปรัชญา
มาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่า เป็นปัญหาที่เราไม่ตอบ และจงจำปัญหาที่เราตอบว่า เป็นปัญหาที่เราตอบเถิด ปัญหาอะไรเล่าที่เราไม่ตอบ คือ ปัญหาว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกหลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ เราไม่ตอบ เพราะเหตุไรเราจึงไม่ตอบ เพราะปัญหานั้นไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่ตอบ ปัญหาอะไรเล่าที่เราตอบ คือ ปัญหาว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’เราตอบ เพราะเหตุไรเราจึงตอบ เพราะปัญหานั้นมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงตอบ มาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่า เป็นปัญหาที่เราไม่ตอบ และจงจำปัญหาที่เราตอบว่า เป็นปัญหาที่เราตอบเถิด” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล จูฬมาลุงกยสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๔๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อรรถกถาจูฬมาลุงกยโอวาทสูตร
อรรถกถาเรียก มาลุงกยสูตร.
จูฬมาลุงกยโอวาทสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า มาสุงฺกฺยปุตฺตสฺส พระเถระมีชื่ออย่างนี้.
บทว่า ฐปิตานิ ปฏิกฺขิตฺตานิ ทรงงดทรงห้าม คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงงดทรงห้ามอย่างนี้ว่าทิฏฐิทั้งหลายไม่ควรพยากรณ์.
บทว่า ตถาคโต คือ สัตว์.
บทว่า ตมฺเม น รุจฺจติ คือการไม่พยากรณ์นั้นไม่ชอบใจแก่เรา.
บทว่า สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย เราจะลาสิกขา.
บทว่า โก สนฺโต กํ ปจฺจาจิกฺขสิ เธอเป็นอะไร จะมาทวงกะใครเล่า. ความว่า ผู้ขอพึงทวงกะผู้ยืม หรือผู้ยืมควรทวงกะผู้ขอ ท่านมิใช่ผู้ขอ มิใช่ผู้ยืม บัดนี้ท่านเป็นอะไร จะมาทวงกะใครเล่า.
บทว่า วิทฺโธ อสฺส บุรุษถูกแทงด้วยศร คือถูกข้าศึกแทงเอา.
บทว่า คาฬฺหเลปเนน คือ ด้วยศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา.
บทว่า ภิสกฺกํ คือ แพทย์ผู้ชำนาญ.
บทว่า สลฺลกตฺตํ คือ ทำการผ่าตัดเย็บบาดแผล.
บทว่า อกฺกสฺส แปลว่า ปอ คือเอาปอทำสายธนู. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อกฺกสฺส ทำด้วยปอ.
บทว่า สณฺฐสฺส คือ ผิวไม้ไผ่. ชนทั้งหลายทำป่านและเยื่อไม้ด้วยปอนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ยทิ วา มรุวาย ยทิ วา ขิรปณฺณิโน ด้วยป่านหรือเยื่อไม้ดังนี้.
บทว่า คจฺฉํ ไม้ที่เกิดเอง คือเกิดที่หลืบภูเขาหรือสายน้ำ.
บทว่า โรปิมํ ไม้ปลูก คือไม้ปลูกที่งอกงามทำเป็นศร.
บทว่า สิถิลหนุโน เป็นชื่อของนกที่มีชื่อว่า สิถิลหนุ.
บทว่า โรรุวรสฺส ได้แก่ ค่าง.
บทว่า เสมฺหารสฺส ได้แก่ ลิง.
บทว่า เอวํ โน ไม่ใช่อย่างนั้น. ความว่า เมื่อทิฏฐิมีอยู่อย่างนั้นก็ไม่ใช่.
บทว่า อตฺเถว ชาติ ชาติยังมีอยู่ คือเมื่อมีทิฏฐิอย่างนั้นการอยู่พรหมจรรย์ย่อมไม่มี แต่ชาติยังมีอยู่.
อนึ่ง ท่านแสดงถึงชราและมรณะเป็นต้นด้วย.
บทว่า เยสาหํ ตัดบทเป็น เยสํ อหํ.
บทว่า นิฆาตํ ความเพิกถอน คือเข้าไปกำจัดให้พินาศ. อธิบายว่า เพราะสาวกทั้งหลายของเราเบื่อหน่ายในชราและมรณะเป็นต้นเหล่านั้น จึงบรรลุนิพพานในศาสนานี้แหละ.
บทว่า ตสฺมาติห ความว่า เพราะฉะนั้นแหละ ข้อนั้นเราไม่พยากรณ์เลย เราพยากรณ์อริยสัจ ๔ เท่านั้น.
บทว่า นเหตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต อตฺถสญฺหิตํ ดูก่อนมาลุงกยบุตร ข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย คือทิฏฐินี้ก็ดีพยากรณ์นี้ก็ดี มิได้อาศัยเหตุเลย.
บทว่า น อาทิพฺรหฺมจริยกํ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์คือแม้เพียงเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ก็ไม่มี แม้เพียงศีลในส่วนเบื้องต้นก็ไม่มี.
ในบทว่า น นิพฺพิทาย ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเป็นต้นมีความดังต่อไปนี้ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายในวัฏฏะ เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อดับวัฏฏะ เพื่อสงบราคะเป็นต้น เพื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้มรรค ๔ หรือเพื่อทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นอสังขตธรรม.
บทว่า เอตญฺหิ คือ การพยากรณ์อริยสัจ ๔ นี้.
บทว่า อาทิพฺรหฺมจริยกํ คือ เป็นเบื้องต้นเป็นพื้นฐานของพรหมจรรย์.
บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงจบพระธรรมเทศนาแม้นี้ด้วยสามารถบุคคลที่ควรแนะนำได้.
จบอรรถกถาจูฬมาลุงกยโอวาทสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------