อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๑

๑. สุมนสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑–๓๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. สุมนวรรค ๑. สุมนสูตร ๔. สุมนวรรค หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี ๑. สุมนสูตร ว่าด้วยสุมนาราชกุมารี

ข้อ ๓๑

สมัยหนึ่ง ฯลฯ อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น สุมนาราชกุมารีมีรถ ๕๐๐ คัน และกุมารี ๕๐๐ คนแวดล้อม เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส สาวกของพระผู้มีพระภาค ๒ คน มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน คนหนึ่งเป็นทายก คนหนึ่งไม่ใช่ ทายก คนทั้งสองนั้น หลังจากตายแล้ว ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ท่านทั้งสองผู้เป็นเทวดานั้น พึงมีความพิเศษ มีเหตุแตกต่างกันหรือไม่” @เชิงอรรถ : @ สุมนาราชกุมารี เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งแคว้นโกศล @ที่มีพระนามว่า “สุมนา” เพราะอดีตชาติเคยถวายสักการะด้วยพวงดอกมะลิ(สุมนมาลา)@แด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกุมารี ๕๐๐ คน ซึ่งล้วนแล้วแต่ประสูติในวันเดียวกันเป็นบริวาร@มีรถ ๕๐๐ คันเป็นพาหนะ @ในชมพูทวีป มีกุมารีเพียง ๓ นางเท่านั้นที่มีรถเป็นพาหนะถึง ๕๐๐ คัน คือ จุนทีราชกุมารี@พระธิดาของพระเจ้าพิมพิสาร, นางวิสาขา ธิดาของธนญชัยเศรษฐี และสุมนาราชกุมารี@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๓๑/๑๔-๑๘) @ ที่สมควร (เอกมนฺตํ) ในที่นี้หมายถึงที่เหมาะสม เว้นโทษ ๖ ประการ คือ (๑) ไกลเกินไป (๒) ใกล้เกินไป@(๓) อยู่เหนือลม (๔) อยู่สูงเกินไป (๕) อยู่ตรงหน้าเกินไป (๖) อยู่ข้างหลังเกินไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖/๑๕)@ ทายก ในที่นี้หมายถึงบุคคลผู้แบ่งสิ่งที่ตนได้มาให้แก่ผู้อื่นเสียก่อนแล้วจึงบริโภคเพื่อบำเพ็ญสาราณียธรรม@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๓๑/๑๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๔๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. สุมนวรรค ๑. สุมนสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มี สุมนา คือเทวดาผู้เคยเป็นทายก ย่อมข่มเทวดา ผู้ไม่เคยเป็นทายกด้วยฐานะ ๕ ประการ คือ ๑. อายุที่เป็นทิพย์ ๒. วรรณะที่เป็นทิพย์ ๓. สุขที่เป็นทิพย์ ๔. ยศที่เป็นทิพย์ ๕. อธิปไตยที่เป็นทิพย์ เทวดาผู้เคยเป็นทายก ย่อมข่มเทวดาผู้ไม่เคยเป็นทายกด้วยฐานะ ๕ ประการนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเทวดาทั้งสองนั้น จุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความ เป็นมนุษย์นี้ ท่านทั้งสองผู้เป็นมนุษย์นั้น พึงมีความพิเศษ มีเหตุแตกต่างกันหรือไม่”“มี สุมนา คือมนุษย์ผู้เคยเป็นทายก ย่อมข่มมนุษย์ผู้ไม่เคยเป็นทายกด้วย ฐานะ ๕ ประการ คือ ๑. อายุที่เป็นของมนุษย์ ๒. วรรณะที่เป็นของมนุษย์ ๓. สุขที่เป็นของมนุษย์ ๔. ยศที่เป็นของมนุษย์ ๕. อธิปไตยที่เป็นของมนุษย์ มนุษย์ผู้เคยเป็นทายก ย่อมข่มมนุษย์ผู้ไม่เคยเป็นทายกด้วยฐานะ ๕ ประการนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนทั้งสองนั้นออกบวชเป็นบรรพชิต ท่านทั้งสองผู้ เป็นบรรพชิตนั้น พึงมีความพิเศษ มีเหตุแตกต่างกันหรือไม่” “มี สุมนา บรรพชิตผู้เคยเป็นทายก ย่อมข่มบรรพชิตผู้ไม่เคยเป็นทายกด้วย ฐานะ ๕ ประการ คือ ๑. เมื่อเขาขอร้องจึงใช้สอยจีวรมาก เมื่อเขาไม่ขอร้องจึงใช้สอยน้อย ๒. เมื่อเขาขอร้องจึงฉันบิณฑบาตมาก เมื่อเขาไม่ขอร้องจึงฉันน้อย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๔๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. สุมนวรรค ๑. สุมนสูตร ๓. เมื่อเขาขอร้องจึงใช้สอยเสนาสนะมาก เมื่อเขาไม่ขอร้องจึงใช้สอยน้อย ๔. เมื่อเขาขอร้องจึงใช้สอยคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารมาก เมื่อเขาไม่ ขอร้องจึงใช้สอยน้อย ๕. อยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจารีเหล่าใด เพื่อนพรหมจารีเหล่านั้นก็ ประพฤติต่อเธอด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมเป็นที่พอใจ เป็นส่วนมาก ที่ไม่พอใจเป็นส่วนน้อย นำสิ่งเป็นที่พอใจมาเป็น ส่วนมาก ที่ไม่พอใจเป็นส่วนน้อย บรรพชิตผู้เคยเป็นทายก ย่อมข่มบรรพชิตผู้ไม่เคยเป็นทายกด้วยฐานะ ๕ ประการนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัตตผล ท่านทั้งสองผู้บรรลุ อรหัตตผล พึงมีความพิเศษ มีเหตุแตกต่างกันหรือไม่” “สุมนา เราไม่กล่าวว่าแตกต่างกันเลยในระหว่างวิมุตติกับวิมุตติ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ข้อนี้กำหนดได้ว่า ควรให้ทาน ควรทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่ บรรพชิต” “อย่างนั้น สุมนา ควรให้ทาน ควรทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า @เชิงอรรถ : @ หมายถึงวิมุตติของคนหนึ่งกับวิมุตติของอีกคนหนึ่ง ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องสภาวธรรม ท่านเปรียบว่า@เด็กวัย ๘ ขวบ กับภิกษุเถระ ๑๐๐ พรรษา ก็สามารถรู้แจ้งแทงตลอดวิมุตติได้เสมอกัน@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๓๑/๑๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๔๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. สุมนวรรค ๒. จุนทีสูตร ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาสธาตุ ย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งสิ้นในโลกด้วยรัศมี ฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรุ่งเรืองกว่าผู้ตระหนี่ทั้งหมดในโลกด้วยจาคะ เมฆที่ลอยไปตามอากาศ มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ มียอดตั้งร้อย ให้ฝนตกรดแผ่นดินเต็มที่ดอนและที่ลุ่ม ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ เป็นบัณฑิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมข่มผู้ตระหนี่ได้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และโภคทรัพย์ เขาตายไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์ สุมนสูตรที่ ๑ จบ ๒. จุนทีสูตร ว่าด้วยจุนทีราชกุมารี

ข้อ ๓๒

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น จุนทีราชกุมารีมีรถ ๕๐๐ คัน และกุมารี ๕๐๐ คน แวดล้อม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.ชา. ๒๗/๑๕๙/๔๐๓ @ สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ หมายถึงเป็นพระโสดาบัน (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๓๑/๑๙) @ หมายถึงพระราชธิดาของพระเจ้าพิมพิสาร (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๓๑/๑๘) @ หมายถึงสถานที่สำหรับพระราชทานเหยื่อแก่กระแต (ดูรายละเอียดใน ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๔๑-๔๒, G.P. @MALALASEKERA, Dictionary of Pali Proper Names, London, Luzac Company Ltd, 46 Great@Russell Street, 1960.)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๔๘}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุมนวคฺโค จตุตฺโถ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต สุมนวรรคที่ ๔ ๑. สุมนสูตร

ข้อ ๓๑

อถโข สุมนา ราชกุมารี ปญฺจหิ รถสเตหิ ปญฺจหิ จ ราชกุมารีสเตหิ ปริวุตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข สุมนา ราชกุมารี ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธสฺสุ ภนฺเต ภควโต เทฺว สาวกา สมสทฺธา สมสีลา สมปญฺญา เอโก ทายโก เอโก อทายโก เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺยุํ เทวภูตานํ ปน เนสํ ภนฺเต สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ สิยา สุมเนติ ภควา อโวจ โย โส สุมเน ทายโก โส อมุํ อทายกํ เทวภูโต สมาโน ปญฺจหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ทิพฺเพน อายุนา ทิพฺเพน วณฺเณน ทิพฺเพน สุเขน ทิพฺเพน ยเสน ทิพฺเพน อธิปเตยฺเยน โย โส สุมเน ทายโก โส อมุํ อทายกํ เทวภูโต สมาโน อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาตีติ ฯ {๓๑.๑} สเจ ปน เต ภนฺเต ตโต จุตา อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉนฺติ มนุสฺสภูตานํ ปน เนสํ ภนฺเต สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ สิยา สุมเนติ ภควา อโวจ โย โส สุมเน ทายโก โส อมุํ อทายกํ มนุสฺสภูโต สมาโน ปญฺจหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ มานุสเกน อายุนา มานุสเกน วณฺเณน มานุสเกน สุเขน มานุสเกน ยเสน มานุสเกน อธิปเตยฺเยน โย โส สุมเน ทายโก โส อมุํ อทายกํ มนุสฺสภูโต สมาโน อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาตีติ ฯ สเจ ปน เต ภนฺเต อุโภ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ปพฺพชิตานํ ปน เนสํ ภนฺเต สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ ฯ {๓๑.๒} สิยา สุมเนติ ภควา อโวจ โย โส สุมเน ทายโก โส อมุํ อทายกํ ปพฺพชิโต สมาโน ปญฺจหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ยาจิโตว พหุลํ จีวรํ ปริภุญฺชติ อปฺปํ อยาจิโต ยาจิโตว พหุลํ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชติ อปฺปํ อยาจิโต ยาจิโตว พหุลํ เสนาสนํ ปริภุญฺชติ อปฺปํ อยาจิโต ยาจิโตว พหุลํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปริภุญฺชติ อปฺปํ อยาจิโต เยหิ โข ปน สพฺรหฺมจารีหิ สทฺธึ วิหรติ ตฺยสฺส มนาเปเนว พหุลํ กายกมฺเมน สมุทาจรนฺติ อปฺปํ อมนาเปน มนาเปน พหุลํ วจีกมฺเมน สมุทาจรนฺติ อปฺปํ อมนาเปน มนาเปน พหุลํ มโนกมฺเมน สมุทาจรนฺติ อปฺปํ อมนาเปน มนาปญฺเญว อุปหารํ อุปหรนฺติ อปฺปํ อมนาปํ โย โส สุมเน ทายโก โส อมุํ อทายกํ ปพฺพชิโต สมาโน อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาตีติ ฯ {๓๑.๓} สเจ ปน เต ภนฺเต อุโภ อรหตฺตํ ปาปุณนฺติ อรหตฺตปฺปตฺตานํ ปน เนสํ ภนฺเต สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ เอตฺถ โข ปเนสาหํ สุมเน น กิญฺจิ นานากรณํ วทามิ ยทิทํ วิมุตฺติยา วิมุตฺตนฺติ ฯ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภุตํ ภนฺเต ยาวญฺจิทํ ภนฺเต อลเมว ทานานิ ทาตุํ อลํ ปุญฺญานิ กาตุํ ยตฺร หิ นาม เทวภูตสฺสปิ อุปการานิ ปุญฺญานิ มนุสฺสภูตสฺสปิ อุปการานิ ปุญฺญานิ ปพฺพชิตสฺสปิ อุปการานิ ปุญฺญานีติ ฯ เอวเมตํ สุมเน เอวเมตํ สุมเน อลํ หิ สุมเน ทานานิ ทาตุํ อลํ ปุญฺญานิ กาตุํ เทวภูตสฺสปิ อุปการานิ ปุญฺญานิ มนุสฺสภูตสฺสปิ อุปการานิ ปุญฺญานิ ปพฺพชิตสฺสปิ อุปการานิ ปุญฺญานีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา ยถาปิ จนฺโท วิมโล คจฺฉํ อากาสธาตุยา สพฺเพ ตารคเณ โลเก อาภาย อติโรจติ ตเถว สีลสมฺปนฺโน สทฺโธ ปุริสปุคฺคโล สพฺเพ มจฺฉริโน โลเก จาเคน อติโรจติ ฯ ยถาปิ เมโฆ ถนยํ วิชฺชุมาลี สตกฺกกุ ถลํ นินฺนญฺจ ปูเรติ อภิวสฺสํ วสุนฺธรํ ฯ เอวํ ทสฺสนสมฺปนฺโน สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก มจฺฉรึ อธิคณฺหาติ ปญฺจฏฺฐาเนหิ ปณฺฑิโต อายุนา ยสสา เจว วณฺเณน จ สุเขน จ ส เว โภคปริพฺยุโฬฺห เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ

ครั้งนั้นแล สุมนาราชกุมารี แวดล้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน และ ราชกุมารี ๕๐๐ คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส สาวกของพระผู้มีพระภาค ๒ คน มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเท่าๆกัน คนหนึ่งเป็นผู้ให้ คนหนึ่งไม่ให้ คนทั้งสองนั้น เมื่อตายไปแล้ว พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นเทวดาเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นพึงมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ให้เป็นเทวดาย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการคือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตยที่เป็นทิพย์ ดูกรสุมนา ผู้ที่ให้เป็นเทวดา ย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าเทวดาทั้งสองนั้นจุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นมนุษย์ แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ ฯ พ. ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ให้เป็นมนุษย์ ย่อมข่มคนไม่ให้ได้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วยอายุ วรรณะ สุขยศ และอธิปไตยที่เป็นของมนุษย์ ดูกรสุมนา ผู้ให้เป็นมนุษย์ย่อมข่มคนผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นออกบวช แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นบรรพชิตเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ พ. ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ คนที่ให้เป็นบรรพชิต ย่อมข่มคนที่ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ เมื่อออกปากขอย่อม@ ราชธิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้จีวรมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้บิณฑบาตมากเมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้เสนาสนะมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้บริขารคือยาที่เป็นเครื่องบำบัดไข้มากเมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย และจะอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เหล่าใด เพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้นก็ประพฤติต่อเธอด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก ไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย ย่อมนำสิ่งเป็นที่พอใจมาเป็นส่วนมาก ย่อมนำสิ่งไม่เป็นที่พอใจมาเป็นส่วนน้อย ดูกรสุมนา ผู้ให้เป็นบรรพชิตย่อมข่มผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัตแต่คนทั้งสองนั้นทั้งที่ได้บรรลุอรหัตเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ พ. ดูกรสุมนา เราไม่กล่าวว่ามีเหตุแตกต่างกันใดๆ ในวิมุตติ กับวิมุตติ ข้อนี้ ฯ สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญไม่เคยมีข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้กำหนดได้ว่า ควรให้ทาน ควรทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต ฯ พ. อย่างนั้นสุมนา อย่างนั้นสุมนา ควรให้ทาน ควรทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน เดินไปในอากาศย่อมสว่างกว่า หมู่ดาวทั้งปวงในโลก ด้วยรัศมี ฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย ศีล มีศรัทธา ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวง ในโลกด้วยจาคะ ฯ เมฆที่ลอยไปตามอากาศ มีสายฟ้า ปลาบแปลบ มีช่อตั้งร้อย ตกรดแผ่นดินเต็มที่ดอนและที่ ลุ่ม ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วย ทัสนะ เป็นบัณฑิต ก็ฉันนั้น ย่อมข่มผู้ตระหนี่ได้ด้วย ฐานะ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และเปี่ยม ด้วยโภคะ ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์ในปรโลก ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๑

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/