อุทยมาณวกปัญหานิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อุทยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส
๔๓๓ฌายึ วิรชมาสีนํ (อิจฺจายสฺมา อุทโย) กตกิจฺจํ อนาสวํ ปารคุํ สพฺพธมฺมานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ
๔๓๔ฌายึ วิรชมาสีนนฺติ ฌายินฺติ ภควา ปฐเมนปิ ฌาเนน ฌายี ทุติเยนปิ ฌาเนน ฌายี ตติเยนปิ ฌาเนน ฌายี จตุตฺเถนปิ ฌาเนน ฌายี สวิตกฺกสวิจาเรนปิ ฌาเนน ฌายี อวิตกฺกวิจารมตฺเตนปิ ฌาเนน ฌายี อวิตกฺกวิจาเรนปิ ฌาเนน ฌายี สปฺปีติเกนปิ ฌาเนน ฌายี นิปฺปีติเกนปิ ฌาเนน ฌายี สาตสหคเตนปิ ฌาเนน ฌายี อุเปกฺขาสหคเตนปิ ฌาเนน ฌายี สุญฺญเตนปิ ฌาเนน ฌายี อนิมิตฺเตนปิ ฌาเนน ฌายี อปฺปณิหิเตนปิ ฌาเนน ฌายี โลกิเยนปิ ฌาเนน ฌายี โลกุตฺตเรนปิ ฌาเนน ฌายี ฌานรโต เอกตฺตมนุยุตฺโต สทตฺถครุโกติ ฌายึ ฯ {๔๓๔.๑} วิรชนฺติ ราโค รโช โทโส รโช โมโห รโช โกโธ รโช อุปนาโห รโช ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา รชา ฯ เต รชา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อรโช วิรโช รชาปคโต รชวิปฺปหีโน รชวิปฺปมุตฺโต ฯ ราโค รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ ราคสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว จกฺขุมา ตสฺมา ชิโน วิคตรโชติ วุจฺจติ โทโส รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ โทสสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว จกฺขุมา ตสฺมา ชิโน วิคตรโชติ วุจฺจติ โมโห รโช น จ ปน เรณุ วุจฺจติ โมหสฺเสตํ อธิวจนํ รโชติ เอตํ รชํ วิปฺปชหิตฺว จกฺขุมา ตสฺมา ชิโน วิคตรโชติ วุจฺจตีติ ฯ วิรชํ ฯ อาสีนนฺติ นิสินฺโน ภควา ปาสาณเก เจติเยติ อาสีโน ฯ นคสฺส ปสฺเส อาสินํ มุนึ ทุกฺขสฺส ปารคุํ สาวกา ปยิรุปาสนฺติ เตวิชฺชา มจฺจุหายิโนติ ฯ เอวมฺปิ ภควา อาสีโน ฯ อถวา ภควา สพฺโพสฺสุกฺกปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อาสีโน วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ เอวมฺปิ ภควา อาสีโนติ ฌายึ วิรชมาสีนํ ฯ อิจฺจายสฺมา อุทโยติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพกเมตํ อิจฺจาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ อุทโยติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อุทโย ฯ
๔๓๕กตกิจฺจํ อนาสวนฺติ พุทฺธสฺส ภควโต กิจฺจํ กรณียากรณียํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวงฺคตํ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมํ ตสฺมา พุทฺโธ กตกิจฺโจ ฯ ยสฺส ปริปตา นตฺถิ ฉินฺนโสตสฺส ภิกฺขุโน กิจฺจากิจฺจํ ปหีนสฺส ปริฬาโห น วิชฺชตีติ ฯ กตกิจฺจํ อนาสวนฺติ อาสวาติ จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ เต อาสวา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อนาสโวติ กตกิจฺจํ อนาสวํ ฯ
๔๓๖ปารคุํ สพฺพธมฺมานนฺติ ภควา สพฺพธมฺมานํ อภิญฺญาปารคู ปริญฺญาปารคู ปหานปารคู ภาวนาปารคู สจฺฉิกิริยาปารคู สมาปตฺติปารคู อภิญฺญาปารคู สพฺพธมฺมานํ ปริญฺญาปารคู สพฺพทุกฺขานํ ปหานปารคู สพฺพกิเลสานํ ภาวนาปารคู จตุนฺนํ มคฺคานํ สจฺฉิกิริยาปารคู นิโรธสฺส สมาปตฺติปารคู สพฺพสมาปตฺตีนํ ฯ โส วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สีลสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยสฺมึ สมาธิสฺมึ วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย ปญฺญาย วสิปฺปตฺโต ปารมิปฺปตฺโต อริยาย วิมุตฺติยา โส ปารคโต ปารปฺปตฺโต อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ปริยนฺตคโต ปริยนฺตปฺปตฺโต โวสานคโต โวสานปฺปตฺโต ตาณคโต ตาณปฺปตฺโต เลณคโต เลณปฺปตฺโต จรณคโต จรณปฺปตฺโต อภยคโต อภยปฺปตฺโต อจฺจุตคโต อจฺจุตปฺปตฺโต อมตคโต อมตปฺปตฺโต นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ปารคุํ สพฺพธมฺมานํ ฯ
๔๓๗อตฺถี ปเญฺหน อาคมนฺติ ปญฺหตฺถิกมฺหา อาคตา ปญฺหาปุจฺฉกมฺหา อาคตา ปญฺหํ โสตุกามา อาคตมฺหาติ เอวมฺปิ อตฺถี ปญฺเหน อาคมํ ฯ อถวา ปญฺหตฺถิกานํ ปญฺหาปุจฺฉกานํ ปญฺหํ โสตุกามานํ อาคมํ อภิกฺกมนํ อุปสงฺกมนํ อตฺถีติ เอวมฺปิ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ ฯ อถวา ปญฺหาคโม ตุยฺหํ อตฺถิ ตฺวมฺปิ ปหุ วิสวี อลมตฺโต มยา สทฺธึ ปุจฺฉิตุํ กเถตุํ วิชฺเสชตุํ สนฺทสฺเสตุํ ภณิตุนฺติ เอวมฺปิ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ ฯ
๔๓๘อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหีติ อญฺญาวิโมกฺโข วุจฺจติ อรหตฺตวิโมกฺโข ฯ อรหตฺตวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ ฯ
๔๓๙อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ อวิชฺชาย เภทนํ ปเภทนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ฌายึ วิรชมาสีนํ (อิจฺจายสฺมา อุทโย) กตกิจฺจํ อนาสวํ ปารคุํ สพฺพธมฺมานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ ฯ
๔๔๐ปหานํ กามฉนฺทานํ (อุทยาติ ภควา) โทมนสฺสาน จูภยํ ถีนสฺส จ ปนูทนํ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ ฯ
๔๔๑ปหานํ กามฉนฺทานนฺติ ฉนฺทาติ โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท กามราโค กามนนฺทิ กามตณฺหา กามสิเนโห กามปิปาสา กามปริฬาโห กามมุจฺฉา กามชฺโฌสานํ กาโมโฆ กามโยโค กามุปาทานํ กามจฺฉนฺทนีวรณํ ฯ ปหานํ กามฉนฺทานนฺติ กามจฺฉนฺทานํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ปหานํ กามฉนฺทานํ ฯ อุทยาติ ภควาติ อุทยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุทยาติ ภควา ฯ
๔๔๒โทมนสฺสาน จูภยนฺติ โทมนสฺสาติ ยํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา ฯ โทมนสฺสาน จูภยนฺติ กามจฺฉนฺทสฺส จ โทมนสฺสสฺส จ อุภินฺนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ โทมนสฺสาน จูภยํ ฯ
๔๔๓ถีนสฺส จ ปนูทนนฺติ ยา จิตฺตสฺส อกลฺลตา อกมฺมญฺญตา โอลียนา สลฺลียนา ลีนํ ลียนา ลียิตตฺตํ ถีนํ ถียนา ถียิตตฺตํ ฯ ถีนสฺส จ ปนูทนนฺติ ถีนสฺส จ ปนูทนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ถีนสฺส จ ปนูทนํ ฯ
๔๔๔กุกฺกุจฺจานํ นิวารณนฺติ กุกฺกุจฺจานนฺติ หตฺถกุกฺกุจฺจมฺปิ กุกฺกุจฺจํ ปาทกุกฺกุจฺจมฺปิ กุกฺกุจฺจํ หตฺถปาทกุกฺกุจฺจมฺปิ กุกฺกุจฺจํ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญิตา กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญิตา วชฺเช อวชฺชสญฺญิตา อวชฺเช วชฺชสญฺญิตา ยํ เอวรูปํ กุกฺกุจฺจํ กุกฺกุจฺจายนา กุกฺกุจฺจายิตตฺตํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข อิทํ วุจฺจติ กุกฺกุจฺจํ ฯ อปิจ ทฺวีหิ การเณหิ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข กตตฺตา จ อกตตฺตา จ ฯ กถํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ กตํ เม กายทุจฺจริตํ อกตํ เม กายสุจริตนฺติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ กตํ เม วจีทุจฺจริตํ อกตํ เม วจีสุจริตนฺติ กตํ เม มโนทุจฺจริตํ อกตํ เม มโนสุจริตนฺติ กโต เม ปาณาติปาโต อกตา เม ปาณาติปาตา เวรมณีติ กตํ เม อทินฺนาทานํ อกตา เม อทินฺนาทานา เวรมณีติ กโต เม กาเมสุ มิจฺฉาจาโร อกตา เม กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณีติ กโต เม มุสาวาโท อกตา เม มุสาวาทา เวรมณีติ กตา เม ปิสุณา วาจา อกตา เม ปิสุณาย วาจาย เวรมณีติ กตา เม ผรุสา วาจา อกตา เม ผรุสาย วาจาย เวรมณีติ กโต เม สมฺผปฺปลาโป อกตา เม สมฺผปฺปลาปา เวรมณีติ กตา เม อภิชฺฌา อกตา เม อนภิชฺฌาติ กโต เม พฺยาปาโท อกโต เม อพฺยาปาโทติ กตา เม มิจฺฉาทิฏฺฐิ อกตา เม สมฺมาทิฏฺฐีติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ เอวํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ {๔๔๔.๑} อถวา สีเลสุมฺหิ อปริปูริการีติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ อินฺทฺริเยสุมฺหิ อคุตฺตทฺวาโรติ โภชเน อมตฺตญฺญุมฺหีติ ชาคริยมนนุยุตฺโตมฺหีติ น สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคโตมฺหีติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สติปฏิฐานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ อภาวิตานิ เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ อภาวิตานิ เม ปญฺจ พลานีติ อภาวิตา เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ อภาวิโต เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ทุกฺขํ เม อปริญฺญาตนฺติ สมุทโย เม อปฺปหีโนติ มคฺโค เม อภาวิโตติ นิโรโธ เม อสจฺฉิกโตติ อุปฺปชฺชติ กุกฺกุจฺจํ เจตโส วิปฺปฏิสาโร มโนวิเลโข ฯ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณนฺติ กุกฺกุจฺจานํ อาวรณํ นิวารณํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ ฯ เตนาห ภควา ปหานํ กามฉนฺทานํ (อุทยาติ ภควา) โทมนสฺสาน จูภยํ ถีนสฺส จ ปนูทนํ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณนฺติ ฯ
๔๔๕อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ
๔๔๖อุเปกฺขาสติสํสุทฺธนฺติ อุเปกฺขาติ ยา จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขา อุเปกฺขนา อชฺฌุเปกฺขนา จิตฺตสมโถ จิตฺตปฺปสาทตา มชฺฌตฺตตา จิตฺตสฺส ฯ สตีติ ยา จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขํ อารพฺภ สติ อนุสฺสติ ฯเปฯ สมฺมาสตีติ อุเปกฺขาสติ ฯ สํสุทฺธนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน อุเปกฺขา จ สติ จ สุทฺธา โหนฺติ สํสุทฺธา ปริโยทาตา อนงฺคณา วิคตุปกฺกิเลสา มุทุภูตา กมฺมนิยา ฐิตา อาเนญฺชปฺปตฺตาติ อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ฯ
๔๔๗ธมฺมตกฺกปุเรชวนฺติ ธมฺมตกฺโก วุจฺจติ สมฺมาสงฺกปฺโป ฯ โส อาทิโต โหติ ปุรโต โหติ ปุพฺพงฺคโม โหติ อญฺญาวิโมกฺขสฺสาติ เอวมฺปิ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ฯ อถวา ธมฺมตกฺโก วุจฺจติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ สา อาทิโต โหติ ปุรโต โหติ ปุพฺพงฺคมา โหติ อญฺญาวิโมกฺขสฺสาติ เอวมฺปิ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ฯ อถวา ธมฺมตกฺโก วุจฺจติ จตุนฺนํ มคฺคานํ ปุพฺพภาเค วิปสฺสนา ฯ สา อาทิโต โหติ ปุรโต โหติ ปุพฺพงฺคมา โหติ อญฺญาวิโมกฺขสฺสาติ เอวมฺปิ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ฯ
๔๔๘อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมีติ อญฺญาวิโมกฺโข วุจฺจติ อรหตฺตวิโมกฺโข ฯ อรหตฺตวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมีติ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ ฯ
๔๔๙อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ อวิชฺชายาติ ทุกฺเข อญาณํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ ฯ อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ อวิชฺชาย เภทนํ ปเภทนํ ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ เตนาห ภควา อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํพฺรูมิ อวิชฺชาย ปเภทนนฺติ ฯ
๔๕๐กึสุสญฺโญชโน โลโก กึสุ ตสฺส วิจารณํ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ
๔๕๑กึสุสญฺโญชโน โลโกติ กึ โลกสฺส สํโยชนํ ลคฺคนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส เกน โลโก ยุตฺโต ปยุตฺโต อายุตฺโต สมายุตฺโต ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธติ กึสุสญฺโญชโน โลโก ฯ
๔๕๒กึสุ ตสฺส วิจารณนฺติ กึ ตสฺส จารณํ วิจารณํ ปฏิวิจารณํ เกน โลโก จรติ วิจรติ ปฏิวิจรตีติ กึสุ ตสฺส วิจารณํ ฯ
๔๕๓กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน วูปสเมน ปฏินิสฺสคฺเคน ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ปวุจฺจติ กถิยติ ภณิยติ ทีปิยติ โวหริยตีติ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ กึสุสญฺโญชโน โลโก กึสุ ตสฺส วิจารณํ กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ฯ
๔๕๔นนฺทิสญฺโญชโน โลโก วิตกฺกสฺส วิจารณา ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ
๔๕๕นนฺทิสญฺโญชโน โลโกติ นนฺทิ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ยา นนฺทิ โลกสฺส สญฺโญชนํ ลคฺคนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส อิมาย นนฺทิยา โลโก ยุตฺโต ปยุตฺโต อายุตฺโต สมายุตฺโต ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธติ นนฺทิสญฺโญชโน โลโก ฯ
๔๕๖วิตกฺกสฺส วิจารณาติ วิตกฺกาติ นว วิตกฺกา กามวิตกฺโก พฺยาปาทวิตกฺโก วิหึสาวิตกฺโก ญาติวิตกฺโก ชนปทวิตกฺโก อมรวิตกฺโก ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก ลาภสกฺการสิโลกปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก อิเม วุจฺจนฺติ นว วิตกฺกา ฯ อิเม นว วิตกฺกา อสฺส โลกสฺส จารณา วิจารณา ปฏิวิจารณา อิเมหิ นวหิ วิตกฺเกหิ โส โลโก จรติ วิจรติ ปฏิวิจรตีติ วิตกฺกสฺส วิจารณา ฯ
๔๕๗ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ตณฺหายาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ตณฺหาย วิปฺปหาเนน วูปสเมน ปฏินิสฺสคฺเคน ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ปวุจฺจติ กถิยติ ภณิยติ ทีปิยติ โวหริยตีติ ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ เตนาห ภควา นนฺทิสญฺโญชโน โลโก วิตกฺกสฺส วิจารณา ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจตีติ ฯ
๔๕๘กถํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา ตํ สุโณม วโจ ตว ฯ
๔๕๙กถํสตสฺส จรโตติ กถํสตสฺส สมฺปชานสฺส จรโต วิจรโต อิริยโต วตฺตยโต ปาลยโต ยปยโต ยาปยโตติ กถํสตสฺส จรโต
๔๖๐วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌตีติ วิญฺญาณํ นิรุชฺฌติ วูปสมฺมติ อตฺถํ คจฺฉติ ปฏิปฺปสฺสมฺภตีติ วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ฯ
๔๖๑ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหาติ พุทฺธํ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุํ ปุจฺฉิตุํ ยาจิตุํ อชฺเฌสิตุํ ปสาเทตุํ อาคมฺหา อาคตมฺหา อุปาคตมฺหา สมฺปตฺตมฺหา ตยา สทฺธึ สมาคตมฺหาติ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา ฯ
๔๖๒ตํ สุโณม วโจ ตวาติ ตนฺติ ตุยฺหํ วจนํ พฺยปถํ เทสนํ อนุสนฺธึ สุโณม อุคฺคณฺหาม อุปธาเรม อุปลกฺเขมาติ ตํ สุโณม วโจ ตว ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ กถํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺหา ตํ สุโณม วโจ ตวาติ ฯ
๔๖๓อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต เอวํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ฯ
๔๖๔อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโตติ อชฺฌตฺตํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ พหิทฺธา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ อชฺฌตฺตํ สมุทยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตํ วยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตํ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต พหิทฺธา สมุทยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต พหิทฺธา วยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต พหิทฺธา สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตพหิทฺธา สมุทยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตพหิทฺธา วยธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต อชฺฌตฺตพหิทฺธา สมุทยวย- ธมฺมานุปสฺสี เวทนาสุ วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ {๔๖๔.๑} อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ ฯเปฯ อนภาวงฺคเมติ ฯ อถวา เวทนํ อนิจฺจโต ปสฺสนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ เวทนํ ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ฯเปฯ อนิสฺสรณโต ปสฺสนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมติ ฯ อิเมหิ ทฺวาจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต เวทนํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ อภินนฺทนํ อภิวทนํ อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต ฯ
๔๖๕เอวํสตสฺส จรโตติ เอวํสตสฺส สมฺปชานสฺส จรโต วิจรโต อิริยโต วตฺตยโต ปาลยโต ยปยโต ยาปยโตติ เอวํสตสฺส จรโต ฯ
๔๖๖วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌตีติ ปุญฺญาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ อปุญฺญาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ อาเนญฺชาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ นิรุชฺฌติ วูปสมฺมติ อตฺถํ คจฺฉติ ปฏิปฺปสฺสมฺภตีติ วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ฯ เตนาห ภควา อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต เอวํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ อุทยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส เตรสโม ฯ ------------
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในอุทยสูตรที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺญาวิโมกฺขํ คือ อรหัตวิโมกข์. อุทยมาณพทูลถามถึงวิโมกข์อันสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งพระอรหัต.
บทว่า ปฐเมนปิ ฌาเนน ฌายี พระผู้มีพระภาคเจ้ามีฌานแม้ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่ามีฌาน เพราะเพ่งด้วยปฐมฌานมีองค์ ๕ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา.
บทว่า ทุติเยน คือ เพ่งด้วยทุติยฌาน สัมปยุตด้วยปิติ สุข จิตเตกัคคตา.
บทว่า ตติเยน คือ เพ่งด้วยตติยฌาน สัมปยุตด้วยสุข และจิตเตกัคคตา.
บทว่า จตุตฺเถน คือ เพ่งด้วยจตุตถฌาน สัมปยุตด้วยอุเบกขาจิตเตกัคคตา.
บทว่า สวิตกฺกสวิจาเรนปิ ฌาเนน ฌายี เพ่งด้วยฌานแม้มีวิตกมีวิจาร คือ ชื่อว่ามีฌาน เพราะเพ่งฌานมีวิตกมีวิจาร ด้วยปฐมฌานในจตุตกนัยและปัญจกนัย.
บทว่า อวิตกฺกวิจารมตฺเตน ด้วยฌานสักว่าไม่มีวิตกมีแต่วิจาร คือด้วยทุติยฌานในปัญจกนัย.
บทว่า อวิตกฺกอวิจาเรน ด้วยฌานอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร คือด้วยฌานที่เหลือ มีทุติยฌานและตติยฌานเป็นต้น.
บทว่า สปฺปีติ เกน ด้วยฌานมีปิติ คือด้วยทุกฌานและติกฌานอันสัมปยุตด้วยปีติ.
บทว่า นิปฺปีติเกน ด้วยฌานไม่มีปีติ คือด้วยฌานอันเหลือจากนั้นเว้นแล้วจากปีติ.
บทว่า สาตสหคเตน ด้วยฌานอันสหรคตด้วยสุข คือด้วยติกฌานจตุกกฌานอันสหรคตด้วยสุข.
บทว่า อุเปกฺขาสหคเตน ด้วยฌานอันสหรคตด้วยอุเบกขา คือด้วยจตุตถฌานและปัญจมฌาน.
บทว่า สุญฺญเตน ด้วยฌานอันเป็นสุญญตะ คือด้วยฌานอันประกอบด้วยสุญญตวิโมกข์.
บทว่า อนิมิตฺเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอนิมิตตะ.
ชื่อว่ามีฌาน เพราะเพิกนิมิตว่าเที่ยง นิมิตว่ายั่งยืน และนิมิตว่าตนออกเสีย แล้วเพ่งด้วยฌานอันเป็นอนิมิตที่ตนได้แล้ว.
บทว่า อปฺปณิหิเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอัปปณิหิตะ คือด้วยฌานอันไม่มีที่ตั้ง เพราะผลสมาบัติ เพราะชำระถือเอาซึ่งความปรารถนาด้วยการถึงมรรค.
บทว่า โลกิเยปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกิยะ คือด้วยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานและจตุตถฌานอันเป็นโลกิยะ.
บทว่า โลกุตฺตเรนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกุตระ คือด้วยฌานอันสัมปยุตด้วยโลกุตระนั่นเอง.
บทว่า ฌานรโต คือ เป็นผู้ยินดีแล้วในฌานทั้งหลาย.
บทว่า เอกตฺตมนุยุตฺโต ทรงขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว คือทรงขวนขวายประกอบความเป็นผู้เดียว.
บทว่า สทตฺถครุโก คือ เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน.
แปลง ก อักษรเป็น ท อักษร.
อนึ่ง บทว่า สทตฺโถ พึงทราบว่า คือพระอรหัต.
จริงอยู่ พระอรหัตนั้นท่านกล่าวว่า ประโยชน์ตน เพราะอรรถว่าเข้าไปผูกพันกับตน เพราะอรรถว่าไม่ละตน และเพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของตน. เป็นผู้หนักในประโยชน์ตนด้วยอำนาจการเข้าถึงผลสมาบัติ. อาจารย์พวกนี้กล่าวว่า เป็นผู้หนักในนิพพาน.
บทว่า อรโช คือ ไม่มีกิเลส.
บทว่า วิรโช คือ ปราศจากกิเลส.
บทว่า นิรโช คือ นำกิเลสออกไปแล้ว. ปาฐะว่า วีตรโช บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน.
บทว่า รชาปคโต คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส.
บทว่า รชวิปฺปหีโน คือ เป็นผู้ละกิเลสได้แล้ว.
บทว่า รชวิปฺปมุตฺโต คือ เป็นผู้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า ปาสาณเก เจติเย ณ ปาสาณกเจดีย์ คือ ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตรบนหลังแผ่นหิน.
บทว่า สพฺโพสฺสุกฺกปฏิปสฺสทฺธตฺตา เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวายทั้งปวงแล้ว คือ พระองค์ชื่อว่าประทับอยู่ เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวาย คืออาสวะทั้งปวงได้แล้ว คือทำให้สูญสิ้นไป.
บทว่า กิจฺจากิจฺจํ กิจน้อยใหญ่ คือพึงคิดด้วยใจอย่างนี้ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ดังนี้.
บทว่า กรณียากรณียํ คือ กรรมที่ควรทำและกรรมที่ไม่ควรทำอย่างนี้ว่า กรรมนี้เป็นไปทางกายทวารควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ.
บทว่า ปหีนํ ละแล้ว คือสละแล้ว.
บทว่า วสิปฺปตฺโต ถึงความชำนาญ คือถึงความเป็นผู้คล่องแคล่ว.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอุทยมาณพได้จตุตถฌาน ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงวิโมกข์คือพระอรหัตโดยประการต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งฌานที่อุทยมาณพนั้นได้แล้ว จึงตรัสพระคาถาทั้งหลายต่อไป.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปหานํ กามฉนฺทานํ เป็นเครื่องละกามฉันทะทั้งหลาย คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอุทยมาณพว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์เป็นเครื่องละกามฉันทะแก่ผู้ที่ยังปฐมฌานให้เกิด.
พึงประกอบบททั้งปวงด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ยาจิตฺตสฺส อกลฺลตา ความที่จิตไม่ควร คือความที่จิตเป็นไข้. เพราะความไข้ท่านเรียกว่า อกลฺลโก.
แม้ในวินัยท่านก็กล่าวไว้ว่า นาหํ ภนฺเต อกลฺลิโก กระผมมิได้เป็นไข้ขอรับ.
บทว่า อกมฺมญฺญตา ความที่จิตไม่สมควรแก่การงาน คือความที่จิตเป็นไข้.
บทว่า โอลิยนา ความท้อ คืออาการท้อ.
จริงอยู่ จิตที่เป็นไปในอิริยาบถ ไม่สามารถจะทรงอิริยาบถไว้ได้ ย่อมติดแน่นดุจค้างคาวติดที่ต้นไม้ และดุจน้ำอ้อยแขวนอยู่ที่เสา ท่านกล่าวว่า โอลิยนา หมายถึงอาการของจิตนั้น.
บทที่ ๒ เพิ่มอุปสัคลงไปเป็น สลฺลียนา ความถอย.
บทว่า ถีนํ ความหดหู่ คือความเป็นผู้ก้มหน้าไม่ผึ่งผาย.
อีก ๒ บทแสดงความเป็นอาการ.
บทว่า ถีนํ ความง่วงเหงา คือตั้งอยู่เป็นก้อนไม่กระจายดุจก้อนเนยใส.
บทว่า ถียนา อาการง่วงเหงา แสดงถึงอาการ. ความเป็นผู้ง่วงเหงา ชื่อว่า ถียิตตฺตํ อธิบายว่า ติดแน่นไม่กระจัดกระจาย.
บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ อันมีอุเบกขาและสติหมดจดดี คือหมดจดด้วยอุเบกขาและสติในจตุตถฌาน.
ท่านกล่าวถึงอรหัตวิโมกข์ที่ได้บรรลุอย่างวิเศษ ถึงองค์ฌานอันตั้งอยู่แล้วในวิโมกข์ คือจตุตถฌานนั้น ด้วยบทนี้ว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า.
บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ เป็นเครื่องทำลายอวิชชา คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์นั้นนั่นแลว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา โดยการณะและอุปจาระอันเกิดเพราะอาศัยนิพพานอันเป็นเครื่องทำลายอวิชชาให้สิ้นไป.
ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะเห็นตั้งแต่การเกิดขึ้นในบทนี้ว่า ยา จตุตฺเถ ฌาเน อุเปกฺขา ความวางเฉยในฌานที่ ๔. อธิบายว่า เห็นชอบ คือเห็นโดยไม่ตกไปเป็นฝักฝ่าย.
บทว่า อุเปกฺขนา กิริยาที่วางเฉยแสดงถึงอาการ.
บทว่า อชฺฌุเปกฺขนา ความเพิกเฉย เป็นบทเพิ่มอุปสัค.
บทว่า จิตฺตสมโถ ความสงบแห่งจิต คือความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
บทว่า จิตฺตปฺปวตฺติตา ความที่จิตเป็นไป คือความที่จิตเว้นจากความพร่องความเกินและความเปล่า.
บทว่า มชฺฌตฺตา ความที่จิตเป็นกลาง คือความที่จิตตั้งอยู่ในท่ามกลาง.
อุทยมาณพครั้นสดับถึงนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วยพระดำรัสอันเป็นประเภทแห่งอวิชชาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลถามว่า พระองค์ตรัสว่านิพพานเพราะละอะไรเสียได้ จึงกล่าวคาถาว่า กึสุ สญฺโญชโน โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า วิจารณํ อะไรเป็นเครื่องเที่ยวไป คือทำการท่องเที่ยว.
บทว่า กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน คือ เพราะละธรรมชื่ออะไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่อุทยมาณพ จึงตรัสพระคาถาว่า นนฺทิสญฺโญชโน โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า วิตกฺกสฺส คือ วิตกมีกามวิตกเป็นต้นพึงมี บัดนี้อุทยมาณพเมื่อจะทูลถามทางแห่งนิพพานนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กถํ สตสฺส เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า วิญฺญาณํ คือ วิญญาณอันเป็นอภิสังขาร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงบอกทางแก่อุทยมาณพนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า อชฺฌตฺตญฺจ ในภายใน ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอวํ สตสฺส คือมีสติรู้อยู่อย่างนี้.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้ และเมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรม เช่นกับที่กล่าวมาแล้วในครั้งก่อนๆ นั้นแล.
จบอรรถกถาอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓ -----------------------------------------------------