ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ติสฺสเมตฺเตยฺยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านติสสเมตเตยยะ
โกธ สนฺตุสิโต โลเก (อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย) กสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา โก อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ กํ พฺรูสิ มหาปุริโสติ โก อิธ สิพฺพนิมจฺจคาติ ฯ
(ท่านติสสเมตเตยยะทูลถามว่า) ใครสันโดษแล้วในโลกนี้? ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี? ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา? พระองค์ตรัสเรียกใครว่า เป็นมหาบุรุษ? ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหา อันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้?
โกธ สนฺตุสิโต โลเกติ สนฺตุฏฺโฐ อตฺตมโน ปริปุณฺณสงฺกปฺโปติ โกธ สนฺตุสิโต โลเก ฯ อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโยติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ปทสํสคฺโค ปทปาริปูริ อกฺขรสมวาโย พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ปทานุปุพฺพกเมตํ อิจฺจาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ ติสฺสาติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โวหาโร นามํ นามกมฺมํ นามเธยฺยํ นิรุตฺติ พฺยญฺชนํ อภิลาโป ฯ เมตฺเตยฺยาติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส โคตฺตํ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โวหาโรติ อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย ฯ
คำว่า ใครสันโดษแล้วในโลกนี้ ความว่า ใครพอใจ คือ ชอบใจ มีความดำริบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครสันโดษแล้วในโลกนี้? บทว่า อิติ ในอุเทศว่า "อิจฺจา-*ยสฺมา ติสฺสเมตฺเตยโย" ดังนี้ เป็นบทสนธิ คือ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นบทยังเนื้อความให้บริบูรณ์ เป็นความประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพคำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวถึงเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำว่าติสสเมตฺเตยฺโย เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ เป็นเครื่องเรียกร้องเป็นนาม เป็นการตั้งชื่อ เป็นเครื่องทรงชื่อ เป็นภาษาที่เรียกร้องกัน เป็นเครื่องแสดงให้ปรากฏเป็นเครื่องกล่าวเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า "อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย".
กสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตาติ ตณฺหิญฺชิตํ ทิฏฺฐิญฺชิตํ มานิญฺชิตํ กิเลสิญฺชิตํ กมฺมิญฺชิตํ กสฺสิเม อิญฺชิตา นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นูปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ กสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา ฯ
คำว่า ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี ความว่า ความหวั่นไหวเพราะตัณหาความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหวเพราะกรรม ความหวั่นไหวเหล่านี้ของใครย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ คือ ความหวั่นไหว อันใครละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว มีความไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี?
โก อุภนฺตมภิญฺญายาติ โก อุโภ อนฺเต อภิญฺญาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ติรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ โก อุภนฺตมภิญฺญาย ฯ
คำว่า ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ความว่า ใครรู้จัก คือ ทราบ เทียบเคียงพิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครรู้จักส่วนสุดทั้งสองแล้ว?
มชฺเฌ มนฺตา นลิมฺปตีติ อลิตฺโต อนุปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ ฯ
คำว่า ไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา ความว่า ไม่ติด คือ ไม่เข้าไปติด ออกไปสลัดออกไป หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา.
กํ พฺรูสิ มหาปุริโสติ มหาปุริโส อคฺคปุริโส เสฏฺฐปุริโส วิเสฏฺฐปุริโส ปาโมกฺขปุริโส อุตฺตมปุริโส ปวรปุริโสติ กํ พฺรูสิ กํ กเถสิ กํ มญฺเญสิ กํ ภณสิ กํ ปสฺสสิ กํ โวหาเรสีติ กํ พฺรูสิ มหาปุริโสติ ฯ
คำว่า พระองค์ตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ ความว่า พระองค์ตรัสเรียกใครคือ ตรัสใคร ทรงสำคัญใคร ทรงชมเชยใคร ทรงเห็นใคร ทรงบัญญัติใครว่าเป็นมหาบุรุษ คือเป็นอัคคบุรุษ บุรุษสูงสุด บุรุษวิเศษ บุรุษประธาน อุดมบุรุษ บุรุษประเสริฐ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระองค์ตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ?
โก อิธ สิพฺพนิมจฺจคาติ โก สิพฺพนึ ตณฺหํ อจฺจคา อุปจฺจคา อติกฺกนฺโต สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโตติ โก อิธ สิพฺพนิมจฺจคา ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ โกธ สนฺตุสิโต โลเก (อจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย) กสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา โก อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ กํ พฺรูสิ มหาปุริโสติ โก อิธ สิพฺพนิมจฺจคาติ ฯ
คำว่า ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้ ความว่า ใครล่วงแล้ว คือ เข้าไปล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว พ้นแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ใครสันโดษแล้วในโลกนี้? ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี? ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา? พระองค์ย่อมตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ? ใครล่วงแล้วซึ่ง ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้?
กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา (เมตฺเตยฺยาติ ภควา) วีตตโณฺห สทา สโต สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกฺขุ ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา โส อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ ตํ พฺรูมิ มหาปุริโสติ โส อิธ สิพฺพนิมจฺจคาติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเมตเตยยะ) ภิกษุมีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ ทราบแล้ว ดับแล้ว ไม่มีความหวั่นไหว ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสอง และท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ เราเรียกภิกษุนั้นว่า เป็นมหาบุรุษ. ภิกษุนั้น ล่วงเสียแล้วซึ่งตัณหา อันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้.
กาเมสุ พฺรหฺมจริยวาติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ พฺรหฺมจริยวาติ พฺรหฺมจริยํ วุจฺจติ อสฺสทฺธมฺมสมาปตฺติยา อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรณี อกิริยา อกรณํ อนชฺฌาปตฺติ เวลาอนติกฺกโม ฯ อปิจ นิปฺปริยาเยน พฺรหฺมจริยํ วุจฺจติ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ โย อิมินา อริเยน อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ พฺรหฺมจริยวา ฯ ยถา จ ธเนน ธนวาติ วุจฺจติ โภเคน โภควาติ วุจฺจติ ยเสน ยสวาติ วุจฺจติ สิปฺเปน สิปฺปวาติ วุจฺจติ สีเลน สีลวาติ วุจฺจติ วิริเยน วิริยวาติ วุจฺจติ ปญฺญาย ปญฺญวาติ วุจฺจติ วิชฺชาย วิชฺชวาติ วุจฺจติ เอวเมว โย อิมินา อริเยน อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ พฺรหฺมจริยวาติ กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา ฯ เมตฺเตยฺยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ โคตฺเตน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ เมตฺเตยฺยาติ ภควา ฯ
โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า "กาเมสุพฺรหฺมจริยวา" ดังนี้ กามมี ๒ อย่างคือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่าวัตถุกาม เหล่านี้เรียกว่ากิเลสกาม, คำว่ามีพรหมจรรย์ ความว่า ความงด ความเว้น ความเว้นขาด ความขับไล่เวร กิริยาที่ไม่กระทำความไม่ทำ ความไม่ต้อง ความไม่ล่วงแดน ซึ่งความถึงพร้อมด้วยอสัทธรรมเรียกว่า พรหมจรรย์. อีกอย่างหนึ่ง โดยตรงท่านเรียก อริยมรรคมีองค์ ๘ คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิว่าพรหมจรรย์. ภิกษุใดเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ภิกษุนั้น ท่านเรียกว่า มีพรหมจรรย์ เขาเรียกบุคคลว่า มีทรัพย์เพราะทรัพย์ เรียกกันว่า มีโภคะ เพราะโภคะ เรียกกันว่ามียศ เพราะยศ เรียกกันว่า มีศิลปเพราะศิลป เรียกกันว่ามีศีล เพราะศีล เรียกกันว่า มีความเพียร เพราะความเพียร เรียกกันว่ามีปัญญา เพราะปัญญา เรียกกันว่ามีวิชชา เพราะวิชชา ฉันใด ภิกษุใดเข้าไป เข้าไปพร้อมเข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ภิกษุนั้นท่านก็เรียกว่า มีพรหมจรรย์ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยโคตรว่า ดูกรเมตเตยยะ. คำว่า ภควา เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเมตเตยยะ.
วีตตโณฺห สทา สโตติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ยสฺเสสา ตณฺหา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ วีตตโณฺห จตฺตตโณฺห วนฺตตโณฺห มุตฺตตโณฺห ปหีนตโณฺห ปฏินิสฺสฏฺฐตโณฺห วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรติ ฯ สทาติ สทา สพฺพทา สพฺพกาลํ นิจฺจกาลํ ธุวกาลํ สตตํ สมิตํ อพฺโพกิณฺณํ โปขานุโปขํ อวิจิ สมงฺคิ สหิตํ ผุสิตํ ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ ปุริมยามํ มชฺฌิมยามํ ปจฺฉิมยามํ กาเฬ ชุเณฺห วสฺเส เหมนฺเต คิเมฺห ปุริเม วโยขนฺเธ มชฺฌิเม วโยขนฺเธ ปจฺฉิเม วโยขนฺเธ ฯ สโตติ จตูหิ การเณหิ สโต กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานานํ ภาวิตตฺตา สโต เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐานานํ ภาวิตตฺตา สโต จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนา- สติปฏฺฐานานํ ภาวิตตฺตา สโต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐานานํ ภาวิตตฺตา สโต ฯเปฯ โส วุจฺจติ สโตติ วีตตโณฺห สทา สโต ฯ
รูปตัณหา ... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า "ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ". ภิกษุใดละตัณหานี้ขาดแล้ว คือ ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว มีความไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า ปราศจากตัณหา คือ สละตัณหาแล้วคายตัณหาแล้ว ปล่อยตัณหาแล้ว ละตัณหาแล้ว สละคืนตัณหาแล้ว มีราคะไปปราศจากแล้วสละราคะแล้ว คายราคะแล้ว ปล่อยราคะแล้ว ละราคะแล้ว สละคืนราคะแล้ว เป็นผู้ไม่มีความหิว เป็นผู้ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยสุข มีตนเป็นเพียงดังพรหมอยู่. คำว่า สทา ความว่า ทุกเมื่อ คือ ทุกสมัย ตลอดกาลทั้งปวง กาลเป็นนิตย์ กาลยั่งยืน ติดต่อ เนืองๆ เนื่องกัน ต่อลำดับไม่สับสนกัน ไม่ว่าง ประกอบด้วยความพร้อมเพรียงถูกต้องกัน กาลเป็นปุเรภัต กาลเป็นปัจฉาภัต ตลอดยามต้น ตลอดยามกลาง ตลอดยามหลังในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น ในตอนวัยกลางในตอนวัยหลัง. คำว่า มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ชื่อว่า มีสติ เพราะเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน คือการพิจารณาเห็นกายในกาย ๑ ... การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ๑ ... พิจารณาเห็นจิตในจิต ๑ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ๑ ฯลฯ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่าผู้มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ.
สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกฺขูติ สงฺขาติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ สงฺขายาติ สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ติรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ติรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ติรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ฯ {๑๑๐.๑} อถวา อนิจฺจโต สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ติรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต ฯเปฯ อนิสฺสรณโต สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ติรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ฯ นิพฺพุโตติ ราคสฺส นิพฺพาปิตตฺตา นิพฺพุโต โทสสฺส นิพฺพาปิตตฺตา นิพฺพุโต โมหสฺส นิพฺพาปิตตฺตา นิพฺพุโต โกธสฺส อุปานาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ นิพฺพาปิตตฺตา นิพฺพุโต ฯ ภิกฺขูติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ ภินฺนตฺตา ภิกฺขุ ฯเปฯ วุสิตวา ขีณปุนพฺภโว ส ภิกฺขูติ สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกฺขุ ฯ
คำว่า ญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ ความเลือกเฟ้น ฯลฯ ความไม่หลง ความ เลือกเฟ้นธรรม ปัญญาอันเห็นชอบ ชื่อว่า สังขา ในอุทเทศว่า สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกขุ. คำว่า ทราบแล้ว ความว่า ทราบ คือ รู้ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นโรค ... เป็นดังหัวผี ... เป็นลูกศร ฯลฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องออกไป. คำว่า ดับแล้ว ความว่า ชื่อว่าดับแล้ว เพราะเป็นผู้ดับราคะ โทสะ โมหะ ... มทะปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง. คำว่า ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ทำลายธรรม ๗ ประการ ฯลฯ ภิกษุนั้น ... อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีภพใหม่สิ้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ ... ทราบแล้ว ดับแล้ว.
ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตาติ ตสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส อิญฺชิตา ตณฺหิญฺชิตํ ทิฏฺฐิญฺชิตํ มานิญฺชิตํ กิเลสิญฺชิตํ กมฺมิญฺชิตํ ฯ ตสฺสิเม อิญฺชิตา นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นูปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา ฯ
คำว่า ตสฺส ในอุเทศว่า "ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา" ความว่า พระอรหันต-*ขีณาสพไม่มีความหวั่นไหว คือ ความหวั่นไหวเพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหวเพราะกรรม. ความหวั่นไหวเหล่านี้ย่อมไม่มี ได้แก่ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่ภิกษุนั้น คือความหวั่นไหวเหล่านี้ภิกษุนั้นละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ไม่อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภิกษุนั้นไม่มีความหวั่นไหวทั้งหลาย.
โส อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปตีติ อนฺโตติ ผสฺโส เอโก อนฺโต ผสฺสสมุทโย ทุติโย อนฺโต ผสฺสนิโรโธ มชฺเฌ อตีตํ เอโก อนฺโต อนาคตํ ทุติโย อนฺโต ปจฺจุปฺปนฺนํ มชฺเฌ สุขา เวทนา เอโก อนฺโต ทุกฺขา เวทนา ทุติโย อนฺโต อทุกฺขมสุขา เวทนา มชฺเฌ นามํ เอโก อนฺโต รูปํ ทุติโย อนฺโต วิญฺญาณํ มชฺเฌ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ เอโก อนฺโต ฉ พาหิรานิ อายตนานิ ทุติโย อนฺโต วิญฺญาณํ มชฺเฌ สกฺกาโย เอโก อนฺโต สกฺกายสมุทโย ทุติโย อนฺโต สกฺกายนิโรโธ มชฺเฌ ฯ มนฺตา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ เลปาติ เทฺว เลปา ตณฺหาเลโป จ ทิฏฺฐิเลโป จ ฯ กตโม ตณฺหาเลโป ฯ ยาวตา ตณฺหาสงฺขาเตน สีมกตํ มริยาทิกตํ โอธิกตํ ปริยนฺติกตํ ปริคฺคหิตํ มมายิตํ อิทํ มมํ เอตํ มมํ เอตฺตกํ มมํ เอตฺตาวตา มมํ มม รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา อตฺถรณา ปาปุรณา ทาสีทาสา อเชฬกา กุกฺกุฏสูกรา หตฺถิควาสฺสวฬวา เขตฺตํ วตฺถุ หิรญฺญํ สุวณฺณํ คามนิคมราชธานิโย รฏฺฐญฺจ ชนปโท จ โกโส จ โกฏฺฐาคารญฺจ เกวลมฺปิ มหาปฐวึ ตณฺหาวเสน มมายติ ยาวตา อฏฺฐสตตณฺหาวิปรีตํ อยํ ตณฺหาเลโป ฯ กตโม ทิฏฺฐิเลโป ฯ {๑๑๒.๑} วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺตํ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห วิปรีตคฺคาโห วิปลฺลาสคฺคาโห มิจฺฉาคาโห อยาถาวกสฺมึ ยาถาวกนฺติ คาโห ยาวตา ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ อยํ ทิฏฺฐิเลโป ฯ โส อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปตีติ โส อุโภ จ อนฺเต มชฺฌญฺจ มนฺตาย อภิญฺญาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ติรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา น ลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อนุปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ โส อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ ฯ
คำว่า ที่สุด ในอุเทศว่า "โส อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ" ดังนี้ ความว่า ผัสสะเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง เหตุให้เกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่สอง ความดับผัสสะเป็นท่ามกลาง อดีตเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง อนาคตเป็นส่วนสุดที่สอง ปัจจุบัน เป็นท่ามกลางสุขเวทนาเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่สอง อทุกขมสุขเวทนาเป็นท่ามกลางนามเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง รูปเป็นส่วนสุดที่สอง วิญญาณเป็นท่ามกลาง อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่สอง วิญญาณเป็นท่ามกลาง สักกายะเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง เหตุให้เกิดสักกายะเป็นส่วนสุดที่สอง ความดับสักกายะเป็นท่ามกลาง. ปัญญา ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ปัญญาอันเห็นชอบ เรียกว่า มันตา. ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดเพราะตัณหา ๑ ความติดเพราะทิฏฐิ ๑ ชื่อว่า เลปา. ความติดเพราะตัณหาเป็นไฉน? การทำเขต การทำแดน การทำส่วน การทำความกำหนดความหวงแหน ความยึดถือ โดยส่วนแห่งตัณหาว่า นี้ของเรา นั่นของเรา เท่านี้ของเราประมาณเท่านี้ของเรา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาสแพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา ไร่นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้านนิคม ราชธานีแว่นแคว้น ชนบท ฉางข้าว คลังของเรา บุคคลย่อมยึดถือเอามหาปฐพีแม้ทั้งสิ้นว่าเป็นของเราด้วยสามารถแห่งตัณหา และตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ เป็นความติดเพราะตัณหา. ความติดเพราะทิฏฐิเป็นไฉน? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิความเห็น รกชัฏคือทิฏฐิ ทางกันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ ความประกอบไว้คือทิฏฐิ ความถือ ความถือเฉพาะ ความถือมั่น ความลูบคลำ ทางชั่ว ทางผิดความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือด้วยความแสวงหาผิด ความถืออันวิปริต ความถืออันวิปลาส ความถือผิด ความถือในวัตถุอันไม่จริงว่าวัตถุจริง ทิฏฐิ ๖๒ เท่าใด นี้เป็นความติดเพราะทิฏฐิ. คำว่า ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลาง ด้วยปัญญาแล้วไม่ติดอยู่ ความว่าภิกษุนั้นรู้ยิ่ง ทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ คือ ไม่เข้าไปติด ไม่ทา ไม่เปื้อน ออกไป สละไปหลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องแล้ว มีจิตปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสอง และท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่.
ตํ พฺรูมิ มหาปุริโสติ มหาปุริโส อคฺคปุริโส เสฏฺฐปุริโส วิเสฏฺฐปุริโส ปาโมกฺขปุริโส อุตฺตมปุริโส ปวรปุริโสติ ตํ พฺรูมิ ตํ กเถมิ ตํ มญฺญามิ ตํ ภณามิ ตํ ปสฺสามิ ตํ โวหาเรมิ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ มหาปุริโสติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต มหาปุริโส โหตีติ ฯ วิมุตฺตจิตฺตตฺตา ขฺวาหํ สารีปุตฺต มหาปุริโสติ วทามิ อธิมุตฺตจิตฺตตฺตา โน มหาปุริโสติ วทามิ กถญฺจ สารีปุตฺต วิมุตฺตจิตฺโต โหติ อิธ สารีปุตฺต ภิกฺขุ อชฺฌตฺตํ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ตสฺส กาเย กายานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ วิรชฺชติ วิมุจฺจติ อนุปาทาย อาสเวหิ เวทนาสุ จิตฺเต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ตสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ วิรชฺชติ วิมุจฺจติ อนุปาทาย อาสเวหิ เอวํ โข สารีปุตฺต ภิกฺขุ วิมุตฺตจิตฺโต วิมุตฺตจิตฺตตฺตา ขฺวาหํ สารีปุตฺต มหาปุริโสติ วทามิ อธิมุตฺตจิตฺตตฺตา โน มหาปุริโสติ วทามีติ ตํ พฺรูมิ มหาปุริโสติ ฯ
คำว่า ตํ พฺรูมิ มหาปุริโส ความว่า เราย่อมเรียก กล่าว สำคัญ บอก เห็น บัญญัติ ภิกษุนั้นว่า เป็นมหาบุรุษ คือ เป็นอัคคบุรุษ บุรุษสูงสุด บุรุษวิเศษ บุรุษเป็นประธาน อุดมบุรุษ บุรุษประเสริฐ. ท่านพระสารีบุตรทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า มหาบุรุษ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นมหาบุรุษ? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวว่า เป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้มีจิตหลุดพ้น เราไม่กล่าวว่า เป็นมหาบุรุษเพราะเป็นผู้น้อมจิตเชื่อ. ดูกรสารีบุตร ก็ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างไร? ดูกรสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายใน มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... ในจิต ... เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น. ดูกรสารีบุตร ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ดูกรสารีบุตรเรากล่าวว่า เป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว เราไม่กล่าวว่า เป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้น้อมจิตเชื่อ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า "เราย่อมเรียกภิกษุนั้นว่า มหาบุรุษ".
โส อิธ สิพฺพนิมจฺจคาติ สิพฺพนี วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ยสฺเสสา สิพฺพนี ตณฺหา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส สิพฺพนึ ตณฺหํ อจฺจคา อุปจฺจคา อติกฺกนฺโต สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโตติ โส อิธ สิพฺพนิมจฺจคา ฯ เตนาห ภควา กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา (เมตฺเตยฺยาติ ภควา) วีตตโณฺห สทา สโต สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกฺขุ ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา โส อุภนฺตมภิญฺญาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ ตํ พฺรูมิ มหาปุริโสติ โส อิธ สิพฺพนิมจฺจคาติ ฯ
คำว่า ภิกษุนั้นล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้ ความว่า ตัณหาราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้. ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้นั้น อันภิกษุใดละแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ไม่อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นล่วงแล้ว คือ เข้าไปล่วงแล้ว ล่วงไปแล้ว ล่วงเลยไปแล้ว ซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่าล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้; เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ภิกษุมีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย ปราศจากตัณหา มี สติทุกเมื่อ ทราบแล้ว ดับแล้ว ไม่มีความหวั่นไหว. ภิกษุนั้น รู้ส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่ติด อยู่. เราเรียกภิกษุนั้นว่าเป็นมหาบุรุษ. ภิกษุนั้นล่วงเสียแล้ว ซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้.
สห คาถาปริโยสานา เตน พฺราหฺมเณน สทฺธึ เอกจฺฉนฺทา เอกปฺปโยคา เอกาธิปฺปายา เอกวาสนวาสิตา เตสํ อเนกปาณสหสฺสานํ วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ตสฺส จ พฺราหฺมณสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิ ฯ สห อรหตฺตปฺปตฺตา อชินชฏาวากจีรทณฺฑกมณฺฑลุเกสา จ มสฺสู จ อนฺตรหิตา ฯ ภณฺฑกาสายวตฺถวสโน สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธโร อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา ปญฺชลิโก ภควนฺตํ นมสฺสมาโน นิสินฺโน โหติ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ ติสฺสเมตฺเตยฺยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส ทุติโย ฯ
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค) ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีฉันทะร่วมกัน มีประโยคร่วมกันมีความประสงค์ร่วมกัน มีความอบรมวาสนาร่วมกันกับติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. และจิตของติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น. หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรองไม้เท้า ลักจั่นน้ำ ผมและหนวดของติสสเมตเตยยพราหมณ์หายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุอรหัต. ติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นเป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร เพราะการปฏิบัติตามประโยชน์ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. จบติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒ -----------------------------------------------------
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ ๒ มีบทเริ่มต้นว่า โกธ สนฺตุสิโต ใครยินดีแล้วในโลกนี้ ดังนี้.
ก็เมื่ออชิตสูตรจบแล้ว โมฆราชมาณพเริ่มจะทูลถามอย่างนี้ว่า มัจจุราชย่อมไม่เห็นผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อินทรีย์ของโมฆราชมาณพนั้นยังไม่แก่พอ จึงตรัสห้ามว่า หยุดก่อนโมฆราช คนอื่นจงถามเถิด. ลำดับนั้น ติสสเมตเตยยะเมื่อจะทูลถามความสงสัยของตน จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า โกธ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โกธ สนฺตุสิโต คือ ใครยินดีแล้วในโลกนี้.
บทว่า อิญฺชิตา ความหวั่นไหว คือความดิ้นรนด้วยตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า อุภนฺตมภิญฺญาย คือ ใครรู้ส่วนสุดทั้งสอง.
บทว่า มนฺตา น ลิมฺปติ คือ ย่อมไม่ติดด้วยปัญญา.
บทว่า ปริปุณฺณสงฺกปฺโป มีความดำริบริบูรณ์ คือมีความปรารถนาบริบูรณ์ด้วยเนกขัมมวิตกเป็นต้น.
บทว่า ตณฺหิญฺชิตํ คือ ความหวั่นไหวเพราะตัณหา.
แม้ในความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า กามิญฺชิตํ ความหวั่นไหวเพราะกาม คือความหวั่นไหวดิ้นรนเพราะกิเลสกาม. ปาฐะว่า กมฺมิญฺชิตํ บ้าง. บทนั้นไม่ดี.
บุรุษใหญ่ ชื่อว่ามหาบุรุษ บุรุษสูงสุด ชื่อว่าอัครบุรุษ. บุรุษเป็นประธาน ชื่อว่าเสฏฐบุรุษ. บุรุษไม่ลามก ชื่อว่าวิสิฏฐบุรุษ. บุรุษผู้ใหญ่ ชื่อว่าปาโมกขบุรุษ. บุรุษไม่ต่ำ ชื่อว่าอุตตมบุรุษ. บุรุษผู้ถึงความเป็นยอดของบุรุษ ชื่อว่าเป็นบุรุษประธาน. บุรุษผู้อันคนทั้งหมดต้องการ ชื่อว่าบวรบุรุษ.
บทว่า สิพฺพนิมจฺจคา คือ ล่วงตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บ.
บทว่า อุปจฺจคา คือ ล่วงตัณหา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่ติสสเมตเตยยมาณพนั้น จึงตรัสสองคาถาว่า กาเมสุ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา ภิกษุมีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย คือมีพรหมจรรย์มีกามเป็นนิมิต. อธิบายว่า เห็นโทษในกามทั้งหลายแล้วประกอบด้วยมรรคพรหมจรรย์ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเป็นผู้สันโดษ. ทรงแสดงความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว. ด้วยบทมีอาทิว่า วีตตณฺโห คือ เป็นผู้ปราศจากตัณหา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขาย นิพฺพุโต พิจารณาแล้วดับ คือพิจาณาธรรมทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นแล้วดับด้วยการดับราคะเป็นต้น.
บทว่า อสทฺธมฺมสมาปตฺติยา ความถึงพร้อมด้วยอสัทธรรมคือประกอบด้วยธรรมต่ำ.
บทว่า อารตี ความงด คือไกลความยินดี.
บทว่า วิรติ ความเว้น คือเว้นจากความยินดีนั้น.
บทว่า ปฏิวิรติ ความเว้นขาด คือเว้นขาดจากความยินดีนั้น.
บทว่า เวรมณี ความขับไล่เวร คือให้เวรพินาศไป.
บทว่า อกิริยา กิริยาที่ไม่กระทำ คือตัดขาดกิริยา.
บทว่า อกรณํ ความไม่ทำ คือตัดขาดการกระทำ.
บทว่า อนชฺฌาปตฺติ คือ ความไม่ต้อง.
บทว่า เวลาอนติกฺกโม คือ ความไม่ล่วงแดน.
บทที่เหลือชัดดีแล้ว เพราะมีนัยได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้นๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบเทศนา พราหมณ์แม้นี้พร้อมด้วยอันเตวาสิกหนึ่งพันได้ตั้งอยู่ในพระอรหัต. ธรรมจักษุเกิดขึ้นแล้วแก่ชนเหล่าอื่นอีกหลายพัน.
บทที่เหลือเช่นเดียวกันกับบทก่อนนั้นแล.
จบอรรถกถาติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒ -----------------------------------------------------