พระพุทธบัญญัติห้ามใช้ที่นั่งและที่นอนสูงใหญ่ เป็นต้น
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ พระพุทธบัญญัติห้ามใช้ที่นั่งและที่นอนสูงใหญ่
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อุจฺจาสยน- มหาสยนานิ ธาเรนฺติ เสยฺยถีทํ อาสนฺทึ ปลฺลงฺกํ โคณกํ จิตฺตกํ ปฏิกํ ปฏิลิกํ ตูลิกํ วิกติกํ อุทฺธโลมึ เอกนฺตโลมึ กฏิสฺสํ โกเสยฺยํ กุตฺตกํ หตฺถตฺถรํ อสฺสตฺถรํ รถตฺถรํ อชินปฺปเวณึ กทฺทลิมิค- ปวรปจฺจถรณํ สอุตฺตรจฺฉทํ อุภโตโลหิตกูปธานํ ฯ มนุสฺสา วิหารจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ปสฺสิตฺวา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อุจฺจาสยนมหาสยนานิ ธาเรตพฺพานิ เสยฺยถีทํ อาสนฺทิ ปลฺลงฺโก โคณโก จิตฺตโก ปฏิกา ปฏลิกา ตูลิกา วิกติกา อุทฺธโลมี เอกนฺตโลมี กฏิสฺสํ โกเสยฺยํ กุตฺตกํ หตฺถตฺถรํ อสฺสตฺถรํ รถตฺถรํ อชินปฺปเวณิ กทฺทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณํ สอุตฺตรจฺฉทํ อุภโตโลหิตกูปธานํ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ใช้ที่นั่งและที่นอนอันสูงใหญ่ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ชาวบ้านเที่ยวชมวิหารไปพบเข้า จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ที่นั่งและที่นอนอันสูงใหญ่ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาวเครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะ มีขนอ่อนนุ่มเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติห้ามใช้หนังผืนใหญ่
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ภควตา อุจฺจาสยนมหาสยนานิ ปฏิกฺขิตฺตานีติ มหาจมฺมานิ ธาเรนฺติ สีหจมฺมํ พฺยคฺฆจมฺมํ ทีปิจมฺมํ ฯ ตานิ มญฺจปฺปมาเณนปิ ฉินฺนานิ โหนฺติ ปีฐปฺปมาเณนปิ ฉินฺนานิ โหนฺติ อนฺโตปิ มญฺเจ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ พหิปิ มญฺเจ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ อนฺโตปิ ปีเฐ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ พหิปิ ปีเฐ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ ฯ มนุสฺสา วิหารจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ปสฺสิตฺวา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว มหาจมฺมานิ ธาเรตพฺพานิ สีหจมฺมํ พฺยคฺฆจมฺมํ ทีปิจมฺมํ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์รู้ว่าพระผู้มีพระภาค ทรงห้ามที่นั่งและที่นอนอันสูงใหญ่ จึงใช้หนังผืนใหญ่ คือ หนังสีหะ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง หนังเหล่านั้นตัดตามขนาดเตียงบ้าง ตัดตามขนาดตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้างปูลาดไว้ภายในตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้าง ชาวบ้านเที่ยวชมวิหารไปพบเข้า จึงเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หนังผืนใหญ่คือ หนังสีหะ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ. เรื่องภิกษุใจร้าย
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ภควตา มหาจมฺมานิ ปฏิกฺขิตฺตานีติ โคจมฺมานิ ธาเรนฺติ ฯ ตานิ มญฺจปฺปมาเณนปิ ฉินฺนานิ โหนฺติ ปีฐปฺปมาเณนปิ ฉินฺนานิ โหนฺติ อนฺโตปิ มญฺเจ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ พหิปิ มญฺเจ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ อนฺโตปิ ปีเฐ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ พหิปิ ปีเฐ ปญฺญตฺตานิ โหนฺติ ฯ อญฺญตโรปิ ปาปภิกฺขุ อญฺญตรสฺส ปาปุปาสกสฺส กุลุปโก โหติ ฯ อถโข โส ปาปภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ตสฺส ปาปุปาสกสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข โส ปาปุปาสโก เยน ปาปภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปาปภิกฺขุํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๑๗.๑} เตน โข ปน สมเยน ตสฺส ปาปุปาสกสฺส วจฺฉโก โหติ ตรุโณ อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก จิโตฺร เสยฺยถาปิ ทีปิจฺฉาโป ฯ อถโข โส ปาปภิกฺขุ ตํ วจฺฉกํ สกฺกจฺจํ อุปนิชฺฌายติ ฯ อถโข โส ปาปุปาสโก ตํ ปาปภิกฺขุํ เอตทโวจ กิสฺส ภนฺเต อยฺโย อิมํ วจฺฉกํ สกฺกจฺจํ อุปนิชฺฌายตีติ ฯ อตฺโถ เม อาวุโส อิมสฺส วจฺฉกสฺส จมฺเมนาติ ฯ {๑๗.๒} อถโข โส ปาปุปาสโก ตํ วจฺฉกํ วธิตฺวา จมฺมํ วิธูนิตฺวา ตสฺส ปาปภิกฺขุโน อทาสิ ฯ อถโข โส ปาปภิกฺขุ ตํ จมฺมํ สงฺฆาฏิยา ปฏิจฺฉาเทตฺวา อคมาสิ ฯ อถโข สา คาวี วจฺฉคิทฺธินี ตํ ปาปภิกฺขุํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ กิสฺส ตฺยายํ อาวุโส คาวี ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพทฺธาติ ฯ อหํปิ โข อาวุโส น ชานามิ เกน มฺยายํ คาวี ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพทฺธาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ตสฺส ปาปภิกฺขุโน สงฺฆาฏิ โลหิเตน มกฺขิตา โหติ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ อยํ ปน เต อาวุโส สงฺฆาฏิ กึ กตาติ ฯ {๑๗.๓} อถโข โส ปาปภิกฺขุ ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึ ปน ตฺวํ อาวุโส ปาณาติปาเต สมาทเปสีติ ฯ เอวํ อาวุโสติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุ ปาณาติปาเต สมาทเปสฺสติ นนุ ภควตา อเนกปริยาเยน ปาณาติปาโต ครหิโต ปาณาติปาตา เวรมณี ปสตฺถาติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์รู้ว่าพระผู้มีพระภาคทรงห้ามหนังผืนใหญ่ จึงใช้หนังโค หนังเหล่านั้นตัดตามขนาดเตียงบ้าง ตัดตามขนาดตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้างปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายในตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้าง. มีภิกษุใจร้ายรูปหนึ่ง เป็นกุลุปกะของอุบาสกใจร้ายคนหนึ่ง ครั้นเวลาเช้า ภิกษุใจร้ายรูปนั้นนุ่งอันตรวาสก ถือบาตรจีวรแล้วเดินเข้าไปในบ้านของอุบาสกใจร้ายคนนั้น แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ จึงอุบาสกใจร้ายคนนั้น เข้าไปหาภิกษุใจร้ายรูปนั้น นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น ลูกโคของอุบาสกใจร้ายคนนั้น เป็นสัตว์กำลังรุ่น รูปร่างเข้าทีน่าดูน่าชม งามคล้ายลูกเสือเหลือง จึงภิกษุใจร้ายรูปนั้นจ้องมองดูมันด้วยความสนใจ ทีนั้นอุบาสกใจร้ายได้กล่าวกะภิกษุใจร้ายว่า พระคุณเจ้าจ้องมองดูมันด้วยความสนใจเพื่อประสงค์อะไรขอรับ? ภิกษุใจร้ายรูปนั้น ตอบว่า อาวุโส อาตมาต้องประสงค์หนังของมัน ทีนั้น อุบาสกใจร้ายจึงฆ่ามันแล้วได้ถลกหนังถวายแก่ภิกษุใจร้ายรูปนั้น ภิกษุใจร้ายรูปนั้นได้เอาผ้าสังฆาฏิห่อหนังเดินไป ครั้งนั้น แม่โค มีความรักลูก จึงเดินตามภิกษุใจร้ายรูปนั้นไปข้างหลังๆภิกษุทั้งหลายถามภิกษุใจร้ายรูปนั้นว่า อาวุโส ทำไมแม่โคตัวนี้จึงเดินตามท่านมาข้างหลังๆ ขอรับ?ภิกษุใจร้ายรูปนั้นตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย แม้ผมเองก็ไม่ทราบว่า มันเดินตามผมมาข้างหลังๆด้วยเหตุอะไร ขณะนั้นผ้าสังฆาฏิของภิกษุใจร้ายรูปนั้นเปื้อนเลือด ภิกษุทั้งหลาย จึงถามภิกษุใจร้ายรูปนั้นว่า อาวุโส ก็ผ้าสังฆาฏิผืนนี้ท่านห่ออะไรไว้ ขอรับ? ภิกษุใจร้ายรูปนั้นได้แจ้งความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโสก็ท่านชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์หรือขอรับ? ภิกษุใจร้ายตอบว่า อย่างนั้นขอรับ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุจึงชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์เล่า พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนการฆ่าสัตว์ ทรงสรรเสริญการงดจากการฆ่าสัตว์ โดยอเนกปริยายมิใช่หรือ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระพุทธบัญญัติห้ามใช้หนังโค
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ตํ ปาปภิกฺขุํ ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ ปาณาติปาเต สมาทเปสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส ปาณาติปาเต สมาทเปสฺสสิ นนุ มยา โมฆปุริส อเนกปริยาเยน ปาณาติปาโต ครหิโต ปาณาติปาตา เวรมณี ปสตฺถา เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว ปาณาติปาเต สมาทเปตพฺพํ โย สมาทเปยฺย ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพ ฯ น จ ภิกฺขเว โคจมฺมํ ธาเรตพฺพํ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ น ภิกฺขเว กิญฺจิ จมฺมํ ธาเรตพฺพํ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๑๘.๑} เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสานํ มญฺจํปิ ปีฐํปิ จมฺโมนทฺธานิ โหนฺติ จมฺมวินทฺธานิ ฯ ภิกฺขู กุกฺกุจฺจายนฺตา นาภินิสีทนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คิหิวิกตํ อภินิสีทิตุํ น เตฺวว อภินิปชฺชิตุนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน วิหารา จมฺมพนฺเธหิ โอคุมฺผิยนฺติ ฯ ภิกฺขู กุกฺกุจฺจายนฺตา นาภินิสีทนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว พนฺธนมตฺตํ อภินิสีทิตุนฺติ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้นในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุใจร้ายนั้นว่า ดูกรภิกษุ ข่าวว่า เธอชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์ จริงหรือ? ภิกษุใจร้ายนั้นกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์เล่า ดูกรโมฆบุรุษ เราติเตียนการฆ่าสัตว์ สรรเสริญการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ไว้ โดยอเนกปริยายมิใช่หรือ การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงชักชวนในการฆ่าสัตว์รูปใดชักชวน พึงปรับอาบัติตามธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง หนังโคอันภิกษุไม่พึงใช้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ หนังอะไรๆภิกษุไม่พึงใช้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ. สมัยต่อมา เตียงก็ดี ตั่งก็ดี ของชาวบ้าน เขาหุ้มด้วยหนัง ถักด้วยหนัง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งทับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งที่เป็นอย่างคฤหัสถ์ แต่ไม่อนุญาตให้นอนทับ. สมัยต่อมา วิหารทั้งหลายเขาผูกรัดด้วยเชือกหนัง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งพิงแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งพิงเฉพาะเชือก. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าเข้าบ้าน
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สอุปาหนา คามํ ปวิสนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว สอุปาหเนน คาโม ปวิสิตพฺโพ โย ปวิเสยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ น สกฺโกติ วินา อุปาหเนน คามํ ปวิสิตุํ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลาเนน ภิกฺขุนา สอุปาหเนน คามํ ปวิสิตุนฺติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าเข้าบ้าน คนทั้งหลาย เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าเข้าบ้าน รูปใดสวมเข้าไป ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธานุญาตให้ภิกษุอาพาธสวมรองเท้าเข้าบ้าน สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเว้นรองเท้าเสียไม่อาจเข้าบ้านได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธสวมรองเท้าเข้าบ้านได้.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๕๔. อุจจาสยนมหาสยนาปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามที่นอนสูงใหญ่ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้ที่นอนสูงใหญ่
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้ที่นอนสูงใหญ่ คือ ๑. เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด ๒. เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย ๓. พรมขนสัตว์ ๔. เครื่องลาดขนแกะลายวิจิตร ๕. เครื่องลาดขนแกะสีขาว ๖. เครื่องลาดมีรูปดอกไม้ ๗. เครื่องลาดยัดนุ่น ๘. เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย เช่นราชสีห์และเสือ ๙. เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒ ด้าน ๑๐. เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว ๑๑. เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ ๑๒. เครื่องลาดผ้าไหมประดับรัตนะ ๑๓. เครื่องลาดขนแกะขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายรำได้ ๑๔. เครื่องลาดบนหลังช้าง ๑๕. เครื่องลาดบนหลังม้า ๑๖. เครื่องลาดในรถ ๑๗. เครื่องลาดทำด้วยหนังเสือดาว ๑๘. เครื่องลาดหนังชะมด ๑๙. เครื่องลาดมีเพดาน ๒๐. เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง @เชิงอรรถ : @ ที่นอนสูงใหญ่ หมายถึงเตียงเกินประมาณและเครื่องลาดที่ไม่สมควร (วิ.อ. ๓/๒๕๔/๑๖๙)@ วิ.จู. ๗/๓๒๐/๙๒-๙๓, ที.สี. (แปล) ๙/๑๕/๖-๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๕. สัพพจัมมปฏิกเขปะ คนทั้งหลายเดินเที่ยวไปตามวิหารพบเห็น จึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า“เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ที่นอนสูงใหญ่ คือ ๑. เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด ๒. เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย ๓. พรมขนสัตว์ ๔. เครื่องลาดขนแกะลายวิจิตร ๕. เครื่องลาดขนแกะสีขาว ๖. เครื่องลาดมีรูปดอกไม้ ๗. เครื่องลาดยัดนุ่น ๘. เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย เช่นราชสีห์และเสือ ๙. เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒ ด้าน ๑๐. เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว ๑๑. เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ ๑๒. เครื่องลาดผ้าไหมประดับรัตนะ ๑๓. เครื่องลาดขนแกะขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายรำได้ ๑๔. เครื่องลาดบนหลังช้าง ๑๕. เครื่องลาดบนหลังม้า ๑๖. เครื่องลาดในรถ ๑๗. เครื่องลาดทำด้วยหนังเสือดาว ๑๘. เครื่องลาดหนังชะมด ๑๙. เครื่องลาดมีเพดาน ๒๐. เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ” ๑๕๕. สัพพจัมมปฏิกเขปะ ว่าด้วยทรงห้ามแผ่นหนัง เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้หนังผืนใหญ่
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์รู้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามที่นอน สูงใหญ่” จึงใช้หนังผืนใหญ่ คือ หนังสีหะ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง แผ่นหนังเหล่านั้นตัดตามขนาดเตียงบ้าง ตัดตามขนาดตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้างปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายในตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๘}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๕. สัพพจัมมปฏิกเขปะ คนทั้งหลายเดินเที่ยวไปตามวิหารพบเข้า จึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า“เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หนังผืนใหญ่ คือ หนังสีหะ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ” ต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์รู้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามหนังผืนใหญ่” จึงใช้หนังโค ตัดตามขนาดเตียงบ้าง ตัดตามขนาดตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้างปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายในตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้างเรื่องภิกษุใจบาปขอหนังลูกโค มีภิกษุใจบาปรูปหนึ่งเป็นพระใกล้ชิดตระกูลของอุบาสกใจบาปคนหนึ่ง เช้าวันหนึ่ง ภิกษุนั้นครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเดินไปบ้านของอุบาสกนั้น นั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ ลำดับนั้น อุบาสกใจบาปนั้นเข้าไปหาภิกษุใจบาปถึงอาสนะไหว้แล้วนั่งลง ณ ที่สมควร อุบาสกใจบาปนั้นมีลูกโครุ่นรูปร่างงดงาม น่าดู น่าชมคล้ายลูกเสือเหลือง ภิกษุใจบาปนั้นจึงมองลูกโคนั้นด้วยความสนใจ อุบาสกถามภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านมองดูลูกโคอย่างสนใจ เพื่ออะไรกัน” ภิกษุตอบว่า “อุบาสก อาตมาอยากได้หนังของมัน” เขาจึงฆ่าลูกโคแล้วถลกหนังมาถวายภิกษุใจบาปนั้น ลำดับนั้น ภิกษุใจบาปนั้นใช้สังฆาฏิห่อหนังเดินจากไป แม่โคจึงเดินตามภิกษุเพราะความรักลูก ภิกษุทั้งหลายถามภิกษุใจบาปนั้นว่า “ทำไมแม่โคจึงเดินตามท่านเล่า” ภิกษุนั้นตอบว่า “ผมเองก็ไม่ทราบว่า มันเดินตามมาเพราะเหตุใด” พอดีสังฆาฏิของภิกษุใจบาปนั้นเปื้อนเลือด ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าวอย่างนี้ว่า“สังฆาฏิผืนนี้ท่านห่ออะไรไว้” ภิกษุนั้นจึงบอกเรื่องนั้นให้ภิกษุทั้งหลายทราบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๙}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๖. คิหิวิกตานุญญาตาทิ พวกภิกษุถามว่า “ท่านชักชวนให้ฆ่าสัตว์หรือ” ภิกษุนั้นกล่าวว่า “อย่างนั้น ท่านทั้งหลาย” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุจึง ชักชวนให้ฆ่าสัตว์เล่า พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิการฆ่าสัตว์ ทรงสรรเสริญการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์มิใช่หรือ” แล้วนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบเรื่องทรงห้ามใช้หนังโคเป็นต้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามภิกษุใจบาปรูปนั้นว่า “ภิกษุ ทราบว่าเธอชักชวนให้ฆ่าสัตว์ จริงหรือ” ภิกษุนั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงชักชวนให้ฆ่าสัตว์เล่า โมฆบุรุษ เราตำหนิการฆ่าสัตว์ สรรเสริญการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ โดยประการต่างๆ มิใช่หรือ โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงชักชวนให้ฆ่าสัตว์ รูปใดชักชวน พึงปรับอาบัติตามธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หนังโค รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลายหนังอะไรก็ตาม ภิกษุไม่พึงใช้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ” ๑๕๖. คิหิวิกตานุญญาตาทิ ว่าด้วยทรงอนุญาตเครื่องคิหิวิกัต เป็นต้น
สมัยนั้น เตียงก็ดี ตั่งก็ดีของคนทั้งหลาย หุ้มด้วยหนังบ้าง รัดด้วย หนังบ้าง ภิกษุทั้งหลายยำเกรงอยู่จึงไม่นั่งทับ @เชิงอรรถ : @ คิหิวิกัต หมายถึงเครื่องใช้สอยของพวกคฤหัสถ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๐}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๖. คิหิวิกตานุญญาตาทิ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งที่เป็นคิหิวิกัต แต่ไม่อนุญาตให้นอนทับ” ต่อมา วิหารทั้งหลายเขาผูกรัดด้วยเชือกหนัง ภิกษุทั้งหลายยำเกรงอยู่จึงไม่นั่งพิง ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งพิงเฉพาะเชือก”ทรงห้ามและอนุญาตให้สวมรองเท้าเข้าหมู่บ้าน เรื่องพระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าเข้าหมู่บ้านและภิกษุเป็นไข้ สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าเข้าหมู่บ้าน คนทั้งหลายจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าเข้าหมู่บ้านรูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ” ต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเป็นไข้ ไม่สวมรองเท้าไม่อาจเข้าหมู่บ้านได้ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุไข้สวมรองเท้าเข้าหมู่บ้านได้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ว่าด้วยอุจจาสยนะและมหาสยนะ
วินิจฉัยในข้อว่า อุจฺจาสยนมหาสยนานิ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
ที่นอนสูง นั้นได้แก่ เตียงที่เกินประมาณ.
ที่นอนใหญ่ นั้นได้แก่ เครื่องลาดเป็นอกัปปิยะ.
ในอาสันทิเป็นต้น อาสันทิ นั้นได้แก่ ที่นั่งอันเกินประมาณ.
บัลลังก์ นั้นได้แก่ ที่นั่งที่เขาทำรูปสัตว์ร้ายติดไว้ที่เท้า.
โคณกะ นั้นได้แก่ ผ้าโกเชาว์ ผืนใหญ่มีขนยาว.
ได้ยินว่า ขนผ้าแห่งโกเชาว์นั้น ยาวเกินสี่นิ้ว.
จิตตกะ นั้นได้แก่ เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะซึ่งวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย.
ปฏิกา นั้นได้แก่ เครื่องลาดขาว ทำด้วยขนแกะ.
ปฏลิกา นั้นได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะมีลายดอกไม้แน่นเนื่องกัน เรียกกันว่า ผ้าชาวโยนก ผ้าคนทมิฬ.
ตูลิกา นั้นได้แก่ ฟูกที่ยัดนุ่นตามปกตินั่นเอง.
วิกติกา นั้นได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น.
อุทฺธโลมี นั้นได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ มีขนขึ้นข้างเดียว.
ปาฐะว่า อุทฺธํโลมี ก็มี.
เอกันตโลมี นั้นได้แก่ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะ มีขนขึ้นทั้งสองข้าง.
กฏิสสะ นั้นได้แก่ เครื่องปูนอนที่ทอด้วยด้ายทองแกมไหมขลิบด้วยทอง.
โกเสยยะ นั้นได้แก่ ผ้าปูที่นอนที่ทอด้วยเส้นไหมขลิบด้วยทอง. แต่เป็นไหมล้วนใช้ได้.
กุตตกะ นั้นได้แก่ เครื่องปูนอนที่ทำด้วยขนแกะ ใหญ่พอนางฟ้อน ๑๖ คนยืนรำได้.
หัตถัตถระและอัสสัตถระ ได้แก่ เครื่องลาดบนหลังช้างและหลังม้านั่นเอง.
และในรถัตถระ ก็มีนัยเหมือนกัน.
อชินปเวณิ นั้นได้แก่ เครื่องลาดที่ทำเป็นชั้น ซึ่งเย็บซ้อนกันด้วยหนังเสือ โดยขนาดเท่าตัวเตียง.
กทลีมิคปวรปัจจัตถรณะ นั้นได้แก่ เครื่องปูนอนอย่างดีที่สุด.
ได้ยินว่า ชนทั้งหลายทาบหนังชะมดบนผ้าขาวแล้วเย็บติดกัน ทำเป็นเครื่องลาดนั้น.
สอุตตรัจฉทัง นั้นได้แก่ ที่นอนที่มีเพดาน ข้างบนพร้อม.
อธิบายว่า ที่นอนที่พร้อมด้วยเพดานแดงซึ่งติดไว้ข้างบน. ถึงมีเพดานขาว เมื่อมีเครื่องลาดที่เป็นอกัปปิยะอยู่ข้างใต้ ย่อมไม่ควร แต่เมื่อไม่มี ควรอยู่.
อุภโตโลหิตกุปธานะ นั้นได้แก่ ที่นอนมีหมอนแดงสองข้างแห่งเตียง คือหมอนศีรษะหนึ่ง หมอนหนุนเท้าหนึ่ง ที่นอนชนิดนี้ไม่ควร. แต่ว่า หมอนใดลูกเดียวเท่านั้น ที่หน้าสองข้างจะแดงก็ตาม มีสีดังดอกบัวหลวงก็ตาม วิจิตรก็ตาม ถ้าประกอบด้วยประมาณ หมอนนั้นย่อมควร. ส่วนหมอนใหญ่ทรงห้าม.
ทีปิจฉาปะ ได้แก่ ลูกเสือเหลือง.
บทว่า โอคุมฺผิยนฺติ มีความว่า ชนทั้งหลายใช้เชือกหนังร้อยผูกที่พรึงรองฝาเป็นต้น.
บทว่า อภินิสีทิตุํ มีความว่า (เราอนุญาต) เพื่อภิกษุนั่งทับ คือพิงได้.
วินิจฉัยในข้อว่า คิลาเนน ภิกฺขุนา สอุปาหเนน นี้ พึงทราบดังนี้ :-
ภิกษุใดจัดว่าผู้อาพาธไม่สวมรองเท้า ไม่สามารถจะเข้าบ้านได้.
-----------------------------------------------------