อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา

เรื่องพระเทวทัต

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๔๙–๓๖๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 12 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 12 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


อถโข เทวทตฺตสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวญฺเจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กํ นุ โข อหํ ปสาเทยฺยํ ยสฺมึ เม ปสนฺเน พหุ ลาภสกฺกาโร อุปฺปชฺเชยฺยาติ ฯ อถโข เทวทตฺตสฺส เอตทโหสิ อยํ โข อชาตสตฺตุ กุมาโร ตรุโณ เจว อายตึ ภทฺโท จ ยนฺนูนาหํ อชาตสตฺตุํ กุมารํ ปสาเทยฺยํ ตสฺมึ เม ปสนฺเน พหุ ลาภสกฺกาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ฯ อถโข เทวทตฺโต เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ราชคหํ เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน เยน ราชคหํ ตทวสริ ฯ อถโข เทวทตฺโต สกวณฺณํ ปฏิสํหริตฺวา กุมารกวณฺณํ อภินิมฺมิตฺวา อหิเมขลิกาย อชาตสตฺตุสฺส กุมารสฺส อุจฺจงฺเก ปาตุรโหสิ ฯ {๓๔๙.๑} อถโข อชาตสตฺตุ กุมาโร ภีโต อโหสิ อุพฺพิคฺโค อุสฺสงฺกี อุตฺรโสฺต ฯ อถโข เทวทตฺโต อชาตสตฺตุํ กุมารํ เอตทโวจ ภายสิ มํ ตฺวํ กุมาราติ ฯ อาม ภายามิ โกสิ ตฺวนฺติ ฯ อหํ เทวทตฺโตติ ฯ สเจ โข ตฺวํ ภนฺเต อยฺโย เทวทตฺโต อิงฺฆ สเกเนว วณฺเณน ปาตุภวสฺสูติ ฯ {๓๔๙.๒} อถโข เทวทตฺโต กุมารกวณฺณํ ปฏิสํหริตฺวา สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธโร อชาตสตฺตุสฺส กุมารสฺส ปุรโต อฏฺฐาสิ ฯ อถโข อชาตสตฺตุ กุมาโร เทวทตฺตสฺส อิมินา อิทฺธิปาฏิหาริเยน อภิปฺปสนฺโน ปญฺจหิ รถสเตหิ สายํ ปาตํ อุปฏฺฐานํ คจฺฉติ ฯ ปญฺจ จ ถาลิปากสตานิ ภตฺตาภิหาโร อภิหริยฺยติ ฯ อถโข เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลเกน อภิภูตสฺส ปริยาทินฺนจิตฺตสฺส เอวรูปํ อิจฺฉาคตํ อุปฺปชฺชิ อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามีติ สห จิตฺตุปฺปาทา ว เทวทตฺโต ตสฺสา อิทฺธิยา ปริหายิ ฯ

เตน โข สมเยน กกฺกุโธ นาม โกฬิยปุตฺโต อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส อุปฏฺฐาโก อธุนา กาลกโต อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน ฯ ตสฺส เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ โหติ เสยฺยถาปิ นาม เทฺว วา ตีณิ วา มาคธิกานิ คามกฺเขตฺตานิ ฯ โส เตน อตฺตภาวปฏิลาเภน เนว อตฺตานํ น ปรํ พฺยาพาเธติ ฯ อถโข กกฺกุโธ เทวปุตฺโต เยนายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข กกฺกุโธ เทวปุตฺโต อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ เทวทตฺตสฺส ภนฺเต ลาภสกฺการสิโลเกน อภิภูตสฺส ปริยาทินฺนจิตฺตสฺส เอวรูปํ อิจฺฉาคตํ อุปฺปชฺชิ อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามีติ สห จิตฺตุปฺปาทา ว ภนฺเต เทวทตฺโต ตสฺสา อิทฺธิยา ปริหีโนติ ฯ อิทมโวจ กกฺกุโธ เทวปุตฺโต อิทํ วตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถว อนฺตรธายิ ฯ

อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควนฺตํ เอตทโวจ กกฺกุโธ นาม ภนฺเต โกฬิยปุตฺโต มม อุปฏฺฐาโก อธุนา กาลกโต อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน ตสฺส เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ เสยฺยถาปิ นาม เทฺว วา ตีณิ วา มาคธิกานิ คามกฺเขตฺตานิ โส เตน อตฺตภาวปฏิลาเภน เนว อตฺตานํ น ปรํ พฺยาพาเธติ อถโข ภนฺเต กกฺกุโธ เทวปุตฺโต เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิโต โข ภนฺเต กกฺกุโธ เทวปุตฺโต มํ เอตทโวจ เทวทตฺตสฺส ภนฺเต ลาภสกฺการสิโลเกน อภิภูตสฺส ปริยาทินฺนจิตฺตสฺส เอวรูปํ อิจฺฉาคตํ อุปฺปชฺชิ อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามีติ สห จิตฺตุปฺปาทา ว ภนฺเต เทวทตฺโต ตสฺสา อิทฺธิยา ปริหีโนติ อิทมโวจ ภนฺเต กกฺกุโธ เทวปุตฺโต อิทํ วตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถว อนฺตรธายีติ ฯ กึ ปน เต โมคฺคลฺลาน กกฺกุโธ เทวปุตฺโต เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต ยงฺกิญฺจิ กกฺกุโธ เทวปุตฺโต ภาสติ สพฺพนฺตํ ตเถว โหติ โน อญฺญถาติ ฯ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต ว เม ภนฺเต กกฺกุโธ เทวปุตฺโต ยงฺกิญฺจิ กกฺกุโธ เทวปุตฺโต ภาสติ สพฺพนฺตํ ตเถว โหติ โน อญฺญถาติ ฯ รกฺขสฺเสตํ โมคฺคลฺลาน วาจํ รกฺขสฺเสตํ โมคฺคลฺลาน วาจํ อิทานิ โส โมฆปุริโส อตฺตนา ว อตฺตานํ ปาตุกริสฺสติ ฯ

ปญฺจิเม โมคฺคลฺลาน สตฺถาโร สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อิธ โมคฺคลฺลาน เอกจฺโจ สตฺถา อปริสุทฺธสีโล สมาโน ปริสุทฺธสีโลมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธํ เม สีลํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ ฯ ตเมนํ สาวกา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข ภวํ สตฺถา อปริสุทฺธสีโล สมาโน ปริสุทฺธสีโลมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธํ เม สีลํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ มยํ เจว โข ปน คิหีนํ อาโรเจยฺยาม นาสฺสสฺส มนาปํ ยํ โข ปนสฺส อมนาปํ กถนฺตํ มยํ เตน สมุทาจเรยฺยาม สมฺมนฺนติ โข ปน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน ยํ ตุโม กริสฺสติ ตุโม ว เตน ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ เอวรูปํ โข โมคฺคลฺลาน สตฺถารํ สาวกา สีลโต รกฺขนฺติ ฯ เอวรูโป จ ปน สตฺถา สาวเกหิ สีลโต รกฺขํ ปจฺจาสึสติ ฯ

ปุน จปรํ โมคฺคลาน อิเธกจฺโจ สตฺถา อปริสุทฺธาชีโว สมาโน ปริสุทฺธาชีโวมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺโธ เม อาชีโว ปริโยทาโต อสงฺกิลิฏฺโฐติ จ ฯ ตเมนํ สาวกา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข ภวํ สตฺถา อปริสุทฺธาชีโว สมาโน ปริสุทฺธาชีโวมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺโธ เม อาชีโว ปริโยทาโต อสงฺกิลิฏฺโฐติ จ มยํ เจว โข ปน คิหีนํ อาโรเจยฺยาม นาสฺสสฺส มนาปํ ยํ โข ปนสฺส อมนาปํ กถนฺตํ มยํ เตน สมุทาจเรยฺยาม สมฺมนฺนติ โข ปน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขาเรน ยํ ตุโม กริสฺสติ ตุโม ว เตน ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ เอวรูปํ โข โมคฺคลฺลาน สตฺถารํ สาวกา อาชีวโต รกฺขนฺติ ฯ เอวรูโป จ ปน สตฺถา สาวเกหิ อาชีวโต รกฺขํ ปจฺจาสึสติ ฯ

ปุน จปรํ โมคฺคลฺลาน อิเธกจฺโจ สตฺถา อปริสุทฺธ- ธมฺมเทสโน สมาโน ปริสุทฺธธมฺมเทสโนมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธา เม ธมฺมเทสนา ปริโยทาตา อสงฺกิลิฏฺฐาติ จ ฯ ตเมนํ สาวกา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข ภวํ สตฺถา อปริสุทฺธธมฺมเทสโน สมาโน ปริสุทฺธธมฺมเทสโนมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธา เม ธมฺมเทสนา ปริโยทาตา อสงฺกิลิฏฺฐาติ จ มยํ เจว โข ปน คิหีนํ อาโรเจยฺยาม นาสฺสสฺส มนาปํ ยํ โข ปนสฺส อมนาปํ กถนฺตํ มยํ เตน สมุทาจเรยฺยาม สมฺมนฺนติ โข ปน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน ยํ ตุโม กริสฺสติ ตุโม ว เตน ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ เอวรูปํ โข โมคฺคลฺลาน สตฺถารํ สาวกา ธมฺมเทสนโต รกฺขนฺติ ฯ เอวรูโป จ ปน สตฺถา สาวเกหิ ธมฺมเทสนโต รกฺขํ ปจฺจาสึสติ ฯ

ปุน จปรํ โมคฺคลฺลาน อิเธกจฺโจ สตฺถา อปริสุทฺธ- เวยฺยากรโณ สมาโน ปริสุทฺธเวยฺยากรโณมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธํ เม เวยฺยากรณํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ ฯ ตเมนํ สาวกา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข ภวํ สตฺถา อปริสุทฺธเวยฺยากรโณ สมาโน ปริสุทฺธเวยฺยากรโณมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธํ เม เวยฺยากรณํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ มยํ เจว โข ปน คิหีนํ อาโรเจยฺยาม นาสฺสสฺส มนาปํ ยํ โข ปนสฺส อมนาปํ กถนฺตํ มยํ เตน สมุทาจเรยฺยาม สมฺมนฺนติ โข ปน จีวรปิณฺฑปาต- เสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน ยํ ตุโม กริสฺสติ ตุโม ว เตน ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ เอวรูปํ โข โมคฺคลฺลาน สตฺถารํ สาวกา เวยฺยากรณโต รกฺขนฺติ ฯ เอวรูโป จ ปน สตฺถา สาวเกหิ เวยฺยากรณโต รกฺขํ ปจฺจาสึสติ ฯ

ปุน จปรํ โมคฺคลฺลาน อิเธกจฺโจ สตฺถา อปริสุทฺธ- ญาณทสฺสโน สมาโน ปริสุทฺธญาณทสฺสโนมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธํ เม ญาณทสฺสนํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ ฯ ตเมนํ สาวกา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข ภวํ สตฺถา อปริสุทฺธญาณทสฺสโน สมาโน ปริสุทฺธญาณทสฺสโนมฺหีติ ปฏิชานาติ ปริสุทฺธํ เม ญาณทสฺสนํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ มยํ เจว โข ปน คิหีนํ อาโรเจยฺยาม นาสฺสสฺส มนาปํ ยํ โข ปนสฺส อมนาปํ กถนฺตํ มยํ เตน สมุทาจเรยฺยาม สมฺมนฺนติ โข ปน จีวรปิณฺฑปาต- เสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน ยํ ตุโม กริสฺสติ ตุโม ว เตน ปญฺญายิสฺสตีติ ฯ เอวรูปํ โข โมคฺคลฺลาน สตฺถารํ สาวกา ญาณทสฺสนโต รกฺขนฺติ ฯ เอวรูโป จ ปน สตฺถา สาวเกหิ ญาณทสฺสนโต รกฺขํ ปจฺจาสึสติ ฯ อิเม โข โมคฺคลาน ปญฺจ สตฺถาโร สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ฯ

อหํ โข ปน โมคฺคลฺลาน ปริสุทฺธสีโล สมาโน ปริสุทฺธสีโลมฺหีติ ปฏิชานามิ ปริสุทฺธํ เม สีลํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ น จ มํ สาวกา สีลโต รกฺขนฺติ น จาหํ สาวเกหิ สีลโต รกฺขํ ปจฺจาสึสามิ ฯ ปริสุทฺธาชีโว สมาโน ฯเปฯ ปริสุทฺธธมฺมเทสโน สมาโน ฯเปฯ ปริสุทฺธเวยฺยากรโณ ฯเปฯ ปริสุทฺธญาณทสฺสโน สมาโน ปริสุทฺธญาณทสฺสโนมฺหีติ ปฏิชานามิ ปริสุทฺธํ เม ญาณทสฺสนํ ปริโยทาตํ อสงฺกิลิฏฺฐนฺติ จ น จ มํ สาวกา ญาณทสฺสนโต รกฺขนฺติ น จาหํ สาวเกหิ ญาณทสฺสนโต รกฺขํ ปจฺจาสึสามีติ ฯ

อถโข ภควา โกสมฺพิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน ราชคหํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน ราชคหํ ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ

อถโข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ เทวทตฺตสฺส ภนฺเต อชาตสตฺตุ กุมาโร ปญฺจหิ รถสเตหิ สายํ ปาตํ อุปฏฺฐานํ คจฺฉติ ปญฺจ จ ถาลิปากสตานิ ภตฺตาภิหาโร อภิหริยฺยตีติ ฯ มา ภิกฺขเว เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลกํ ปิหยิตฺถ ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว เทวทตฺตสฺส อชาตสตฺตุ กุมาโร ปญฺจหิ รถสเตหิ สายํ ปาตํ อุปฏฺฐานํ คมิสฺสติ ปญฺจ จ ถาลิปากสตานิ ภตฺตาภิหาโร อภิหริยฺยิสฺสติ หานิเยว ภิกฺขเว เทวทตฺตสฺส ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน วุฑฺฒิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว จณฺฑสฺส กุกฺกุรสฺส นาสาย ปิตฺตํ ภินฺเทยฺยุํ เอวํ หิ โส ภิกฺขเว กุกฺกุโร ภิยฺโยโส มตฺตาย จณฺฑตโร อสฺส เอวเมว โข ภิกฺขเว ยาวกีวญฺจ เทวทตฺตสฺส อชาตสตฺตุ กุมาโร ปญฺจหิ รถสเตหิ สายํ ปาตํ อุปฏฺฐานํ คมิสฺสติ ปญฺจ จ ถาลิปากสตานิ ภตฺตาภิหาโร อภิหริยฺยิสฺสติ หานิเยว ภิกฺขเว เทวทตฺตสฺส ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน วุฑฺฒิ ฯ {๓๕๙.๑} อตฺตวธาย ภิกฺขเว เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กทลี อตฺตวธาย ผลํ เทติ ปราภวาย ผลํ เทติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เวฬุ อตฺตวธาย ผลํ เทติ ปราภวาย ผลํ เทติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว นโฬ อตฺตวธาย ผลํ เทติ ปราภวาย ผลํ เทติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อสฺสตรี อตฺตวธาย คพฺภํ คณฺหาติ ปราภวาย คพฺภํ คณฺหาติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อตฺตวธาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทิ ปราภวาย เทวทตฺตสฺส ลาภสกฺการสิโลโก อุทปาทีติ ฯ

ผลํ เว กทลึ หนฺติ ผลํ เวฬุํ ผลํ นฬํ สกฺกาโร กาปุริสํ หนฺติ คพฺโภ อสฺสตรึ ยถาติ ฯ ปฐมภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เทวทัตตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องของพระเทวทัต

ข้อ ๓๓๓

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อนุปิยนิคมตามพระอัธยาศัยแล้ว เสด็จจาริกไปทางกรุงโกสัมพี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงโกสัมพี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ในกรุงโกสัมพีนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๗๓}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๗. สังฆเภทขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร ครั้งนั้น พระเทวทัตหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดคำนึงขึ้นในใจว่า “เราจะพึงยังใครหนอให้เลื่อมใส ซึ่งเมื่อเขาเลื่อมใสเราแล้ว ลาภสักการะเป็นอันมากพึงเกิดขึ้น” ลำดับนั้น พระเทวทัตได้มีความคิดดังนี้ว่า “อชาตสัตตุกุมารนี้ยังเป็นหนุ่มจะมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป ถ้ากระไร เราพึงยังอชาตศัตรูกุมารนี้ให้เลื่อมใสเมื่อเขาเลื่อมใสแล้ว ลาภสักการะเป็นอันมากจะเกิดขึ้น” ลำดับนั้น พระเทวทัตเก็บเสนาสนะ ถือบาตรและจีวรจาริกไปทางกรุงราชคฤห์จนถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ครั้งนั้น พระเทวทัตได้แปลงเพศเนรมิตตนเป็นกุมารน้อยเอางูพันเอวปรากฏบนพระเพลา(ตัก)ของอชาตศัตรูกุมาร ครั้งนั้น อชาตศัตรูกุมารทรงกลัว หวาดหวั่น สะดุ้ง ตกพระทัย พระเทวทัตจึงได้ถามดังนี้ว่า “กุมาร ท่านกลัวฉันหรือ” พระกุมารตรัสว่า “ใช่ เรากลัว ท่านเป็นใคร” พระเทวทัตตอบว่า “ฉันคือพระเทวทัต” พระกุมารตรัสว่า “ถ้าท่านเป็นพระคุณเจ้าเทวทัตก็กลับเป็นตามเพศเดิมเถิด” ครั้งนั้น พระเทวทัตเปลี่ยนเพศกุมารน้อย(กลับเป็นภิกษุ) ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ยืนอยู่ข้างหน้าพระกุมาร ลำดับนั้น พระกุมารเลื่อมใสยิ่งนักเพราะอิทธิปาฏิหาริย์นี้ ได้เสด็จไปที่อุปัฏฐากทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า พร้อมด้วยรถ ๕๐๐คัน ได้นำภัตตาหาร ๕๐๐ สำรับไปด้วย ต่อมา พระเทวทัตถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ เกิดความต้องการดังนี้ว่า “เราจะปกครองภิกษุสงฆ์” พระเทวทัตจึงเสื่อมจากฤทธิ์พร้อมกับเกิดความคิดเช่นนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๗๔}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๗. สังฆเภทขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร เรื่องกกุธโกฬิยบุตร สมัยนั้น บุตรเจ้าโกฬิยะนามว่ากกุธะเป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหาโมคคัลลานะสิ้นชีพิตักษัยได้ไม่นาน เข้าถึงชั้นกายมโนมัย ชั้นใดชั้นหนึ่ง เป็นผู้ได้อัตภาพใหญ่เหมือนคามเขตในแคว้นมคธ ๒-๓ หมู่ แต่เขาก็ไม่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อนเพราะการได้อัตภาพนั้น ครั้งนั้น กกุธเทพบุตรได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล้วไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้วยืน ณ ที่สมควร กกุธเทพบุตรผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรได้กล่าวกับท่านพระมหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ พระเทวทัตถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ‘เราจะปกครองภิกษุสงฆ์’ ท่านผู้เจริญ พร้อมกับจิตตุปบาท พระเทวทัตจึงเสื่อมจากฤทธิ์”กกุธเทพบุตรครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ได้ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคนั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้นั่งณ ที่สมควรแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า บุตรของเจ้าโกฬิยะนามว่ากกุธะเป็นอุปัฏฐากของข้าพระองค์ สิ้นชีพิตักษัยได้ไม่นาน เข้าถึงชั้นกายมโนมัยชั้นใดชั้นหนึ่ง เป็นผู้ได้อัตภาพใหญ่เหมือนคามเขตของแคว้นมคธ ๒-๓หมู่ แต่เขาไม่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อนเพราะการได้อัตภาพนั้น ต่อมา กกุธเทพบุตรเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ไหว้แล้วยืน ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับข้าพระองค์ดังนี้ว่า“ท่านผู้เจริญ พระเทวทัตถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ‘เราจะปกครองภิกษุสงฆ์’ พร้อมกับจิตตุปบาท พระเทวทัตจึงเสื่อมจากฤทธิ์’ พระพุทธเจ้าข้า กกุธเทพบุตรครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้ข้าพระองค์กระทำประทักษิณ แล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง” @เชิงอรรถ : @ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๐๐/๑๗๐-๑๗๑ @ กายมโนมัย คือ กายแห่งพรหมที่บังเกิดด้วยฌาน (สารตฺถ. ฏีกา ๓/๓๓๓/๔๙๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๗๕}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๗. สังฆเภทขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “โมคคัลลานะ เธอกำหนดรู้จิตของกกุธเทพบุตรแล้วหรือว่า กกุธเทพบุตรกล่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้นทั้งหมดย่อมเป็นจริงตามนั้นไม่เป็นอย่างอื่น” ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า “ข้าพระองค์กำหนดรู้จิตของกกุธเทพบุตรด้วยจิตแล้วเชื่อว่า กกุธเทพบุตรกล่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้นทั้งหมดย่อมเป็นจริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โมคคัลลานะ เธอจงรักษาวาจานั้น โมคคัลลานะเธอจงรักษาวาจานั้น บัดนี้โมฆบุรุษนั้นจะเปิดเผยตนด้วยตนเองออกมา” ปัญจสัตถุกถา ว่าด้วยพระศาสดา ๕ จำพวก

ข้อ ๓๓๔

โมคคัลลานะ ศาสดา ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก คือ ๑. ศาสดาบางท่านในโลกนี้มีศีลไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่า “เราเป็นผู้มี ศีลบริสุทธิ์ ศีลของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง” พวกสาวก รู้จักเขาอย่างนี้ว่า “ศาสดาท่านนี้เป็นผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญา ว่าเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ศีลของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง แต่ถ้าพวกเราพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พอใจของท่าน พวกเราจะกล่าวถ้อยคำที่ท่านไม่พอใจได้อย่างไร อนึ่ง ศาสดานั้น ยกย่องพวกเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัช บริขาร ท่านทำกรรมใดไว้ ก็จะปรากฏตัวออกมาด้วยกรรมนั้น” โมคคัลลานะ พวกสาวกย่อมรักษาศาสดาเช่นนี้โดยศีล และศาสดาเช่นนี้ก็หวังการรักษาโดยศีลจากพวกสาวก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๗๖}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๗. สังฆเภทขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร ๒. ศาสดาบางท่านในโลกนี้มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่า “เราเป็น ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ อาชีพของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง” พวกสาวกรู้จักเขาอย่างนี้ว่า “ศาสดาท่านนี้มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ แต่ ปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ อาชีพของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง แต่ถ้าพวกเราพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่ พอใจของท่าน พวกเราจะกล่าวถ้อยคำที่ท่านไม่พอใจได้อย่างไร อนึ่ง ศาสดานั้นยกย่องพวกเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลาน ปัจจัยเภสัชบริขาร ท่านทำกรรมใดไว้ ก็จะปรากฏตัวออกมาด้วย กรรมนั้น” โมคคัลลานะ พวกสาวกย่อมรักษาศาสดาเช่นนี้ไว้โดยอาชีพ ศาสดาเช่นนี้ก็หวังการรักษาโดยอาชีพจากพวกสาวก ๓. ศาสดาบางท่านในโลกนี้เป็นผู้มีธรรมเทศนาไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่า “เราเป็นผู้มีธรรมเทศนาบริสุทธิ์ ธรรมเทศนาของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง” พวกสาวกรู้จักเขาอย่างนี้ว่า “ศาสดาท่านนี้เป็นผู้มี ธรรมเทศนาไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่าธรรมเทศนาของตนบริสุทธิ์ ธรรมเทศนาของตนบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง แต่ถ้าพวก เราพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พอใจของท่าน พวกเรา จะกล่าวถ้อยคำที่ท่านไม่พอใจได้อย่างไร อนึ่ง ศาสดานั้นยกย่อง พวกเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ท่านทำกรรมใดไว้ ก็จะปรากฏตัวออกมาด้วยกรรมนั้น” โมคคัลลานะ พวกสาวกย่อมรักษาศาสดาเช่นนี้ไว้โดยธรรมเทศนา ศาสดาเช่นนี้ก็หวังการรักษาโดยธรรมเทศนาจากพวกสาวก ๔. ศาสดาบางท่านในโลกนี้มีเวยยากรณะไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่า “เรา เป็นผู้มีเวยยากรณะบริสุทธิ์ เวยยากรณะของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง” พวกสาวกรู้จักเขาอย่างนี้ว่า “ศาสดาท่านนี้เป็นผู้ มีเวยยากรณะไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีเวยยากรณะบริสุทธิ์ เวยยากรณะของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง แต่ถ้าพวก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๗๗}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๗. สังฆเภทขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร เราพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พอใจของท่าน พวกเรา จะกล่าวถ้อยคำที่ท่านไม่พอใจได้อย่างไร อนึ่ง ศาสดานั้นยกย่อง พวกเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ท่านทำกรรมใดไว้ ก็จะปรากฏตัวออกมา ด้วยกรรมนั้น” โมคคัลลานะ พวกสาวกย่อมรักษาศาสดาเช่นนี้ไว้โดยเวยยากรณะ ศาสดาเช่นนี้ก็หวังการรักษาโดยเวยยากรณะจากพวกสาวก ๕. ศาสดาบางท่านในโลกนี้มีญาณทัสสนะไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่า “เรา เป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์ ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง” สาวกรู้จักเขาอย่างนี้ว่า “ศาสดาท่านนี้เป็นผู้มีญาณ- ทัสสนะไม่บริสุทธิ์ แต่ปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์ ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง แต่ถ้าพวก เราพึงบอกแก่พวกคฤหัสถ์ ก็จะไม่เป็นที่พอใจของท่าน พวกเราจะ กล่าวถ้อยคำที่ท่านไม่พอใจได้อย่างไร อนึ่ง ศาสดานั้นยกย่อง พวกเราด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ท่านทำกรรมใดไว้ ก็จะปรากฏตัวออกมา ด้วยกรรมนั้น” โมคคัลลานะ พวกสาวกย่อมรักษาศาสดาเช่นนี้ไว้โดยญาณทัสสนะ และศาสดาเช่นนี้ ก็หวังการรักษาโดยญาณทัสสนะจากพวกสาวก โมคคัลลานะ ศาสดา ๕ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก โมคคัลลานะ เรามีศีลบริสุทธิ์ จึงปฏิญญาว่า “เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ศีลของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง” พวกสาวกย่อมไม่รักษาเราโดยศีล และเราก็ไม่หวังการรักษาโดยศีลจากพวกสาวก โมคคัลลานะ เรามีอาชีพบริสุทธิ์ ฯลฯ เรามีธรรมเทศนาบริสุทธิ์ ฯลฯ เรามีเวยยากรณะบริสุทธิ์ ฯลฯ เรามีญาณทัสสนะบริสุทธิ์ จึงปฏิญญาว่า “เราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์ ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่เศร้าหมอง” พวกสาวกไม่รักษาเราไว้โดยญาณทัสสนะ และเราก็ไม่หวังการรักษาโดยญาณทัสสนะจาก พวกสาวก”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๗๘}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๗. สังฆเภทขันธกะ] ๑. ปฐมภาณวาร เรื่องลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่ว

ข้อ ๓๓๕

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพีตามพระอัธยาศัยแล้ว เสด็จ จาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงราชคฤห์ ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต ในกรุงราชคฤห์นั้น ครั้งนั้น ภิกษุจำนวนมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ภิกษุเหล่านั้นผู้นั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อชาตศัตรูกุมารเสด็จโดยราชรถ ๕๐๐ คัน ไปบำรุงพระเทวทัต ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า และรับสั่งให้นำภัตตาหารที่สมควรไปพระราชทาน ๕๐๐ สำรับ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ายินดีลาภสักการะและความสรรเสริญของเทวทัตเลย แม้อชาตศัตรูกุมารจักเสด็จโดยราชรถ ๕๐๐ คันไปบำรุงเทวทัต ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า และจักรับสั่งให้นำภัตตาหารที่สมควรไปพระราชทาน ๕๐๐ สำรับเพียงใด เทวทัตก็พึงหวังความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายเพียงนั้น หวังความเจริญไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย อชาตศัตรูกุมารจะไปบำรุงพระเทวทัตในเวลาเย็นเวลาเช้า พร้อมด้วยราชรถ ๕๐๐ คัน จะนำภัตตาหาร ๕๐๐ สำรับไปได้สักกี่วัน ภิกษุทั้งหลายความเสื่อมจากกุศลธรรมเป็นอันเทวทัตหวังได้ ความเจริญอย่าได้หวัง ลาภสักการะและสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตก็เพื่อฆ่าตนเอง ลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัต เพื่อความเสื่อม เหมือนคนเอาดีหมีทาที่จมูกลูกสุนัขดุ ลูกสุนัขก็จะเพิ่มความดุยิ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเองลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อความเสื่อม เหมือนต้นกล้วยออกปลีเพื่อฆ่าตนเอง ออกปลีเพื่อความเสื่อม @เชิงอรรถ : @ สํ.นิ. ๑๖/๑๘๕/๒๓๐-๒๓๑ @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๖๘/๑๑๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๗๙}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๗. สังฆเภทขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเองลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อความเสื่อม เหมือนต้นไผ่ตกขุยเพื่อฆ่าตนเอง ตกขุยเพื่อความเสื่อม ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเองลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อความเสื่อม เหมือนไม้อ้อตกขุยเพื่อฆ่าตนเอง ตกขุยเพื่อความเสื่อม ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและการสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเองลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดขึ้นแก่เทวทัตเพื่อความเสื่อม เหมือนแม่ม้าอัสดรตั้งครรภ์เพื่อฆ่าตนเอง ตั้งครรภ์เพื่อความเสื่อม พระผู้มีพระภาคครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ว่า “ผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ลูกม้าอัสดรฆ่าแม่ม้า ฉันใด สักการะย่อมฆ่าคนชั่ว ฉันนั้น” ปฐมภาณวารที่ ๑ จบ ๒. ทุติยภาณวาร ปกาสนียกัมมะ ว่าด้วยสงฆ์ทำปกาสนียกรรมแก่พระเทวทัต

ข้อ ๓๓๖

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคแวดล้อมด้วยบริษัทหมู่ใหญ่ ประทับนั่งแสดง ธรรมแก่บริษัทซึ่งมีพระราชาประทับอยู่ด้วย ครั้งนั้น พระเทวทัตลุกจากอาสนะ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคแล้วได้กราบทูลพระ@เชิงอรรถ : @ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๘๓/๒๕๔, สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๘๔/๒๘๕ และดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๖๘/๑๑๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๘๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังฆเภทขันธกะทั้งหมดมีเนื้อความอยู่ในข้อ 337. -----------------------------------------------------

อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ สังฆเภทขันธกะ เรื่องมหานามศากยะและอนุรุทธศากยะเป็นต้น

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา