ข้อ ๕๕๓–๕๕๘
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๕๓เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขุนิโย ทีฆานิ กายพนฺธนานิ ธาเรนฺติ เตเหว ผาสุเก นเมนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหิกามโภคินิโยติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ทีฆํ กายพนฺธนํ ธาเรตพฺพํ ยา ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา เอกปริยายกตํ กายพนฺธนํ น จ เตน ผาสุกา นเมตพฺพา ยา นเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๕๕๔เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขุนิโย วิลิเวน ปฏฺเฏน ผาสุเก นเมนฺติ จมฺมปฏฺเฏน ผาสุเก นเมนฺติ ทุสฺสปฏฺเฏน ผาสุเก นเมนฺติ ทุสฺสเวณิยา ผาสุเก นเมนฺติ ทุสฺสวฏฺฏิยา ผาสุเก นเมนฺติ โจฬปฏฺเฏน ผาสุเก นเมนฺติ โจฬเวณิยา ผาสุเก นเมนฺติ โจฬวฏฺฏิยา ผาสุเก นเมนฺติ สุตฺตเวณิยา ผาสุเก นเมนฺติ สุตฺตวฏฺฏิยา ผาสุเก นเมนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหิกามโภคินิโยติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา วิลิเวน ปฏฺเฏน ผาสุกา นเมตพฺพา น จมฺมปฏฺเฏน ผาสุกา นเมตพฺพา น ทุสฺสปฏฺเฏน ผาสุกา นเมตพฺพา น ทุสฺสเวณิยา ผาสุกา นเมตพฺพา น ทุสฺสวฏฺฏิยา ผาสุกา นเมตพฺพา น โจฬปฏฺเฏน ผาสุกา นเมตพฺพา น โจฬเวณิยา ผาสุกา นเมตพฺพา น โจฬวฏฺฏิยา ผาสุกา นเมตพฺพา น สุตฺตเวณิยา ผาสุกา นเมตพฺพา น สุตฺตวฏฺฏิยา ผาสุกา นเมตพฺพา ยา นเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๕๕๕เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขุนิโย อฏฺฐิลฺเลน ชฆนํ ฆํสาเปนฺติ โคหนุเกน ชฆนํ โกฏฺฏาเปนฺติ หตฺถํ โกฏฺฏาเปนฺติ หตฺถโกจฺฉํ โกฏฺฏาเปนฺติ ปาทํ โกฏฺฏาเปนฺติ ปาทโกจฺฉํ โกฏฺฏาเปนฺติ อูรุํ โกฏฺฏาเปนฺติ มุขํ โกฏฺฏาเปนฺติ ทนฺตมํสํ โกฏฺฏาเปนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหิกามโภคินิโยติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา อฏฺฐิลฺเลน ชฆนํ ฆํสาเปตพฺพํ น โคหนุเกน ชฆนํ โกฏฺฏาเปตพฺพํ น หตฺโถ โกฏฺฏาเปตพฺโพ น หตฺถโกจฺโฉ โกฏฺฏาเปตพฺโพ น ปาโท โกฏฺฏาเปตพฺโพ น ปาทโกจฺโฉ โกฏฺฏาเปตพฺโพ น อูรุ โกฏฺฏาเปตพฺโพ น มุขํ โกฏฺฏาเปตพฺพํ น ทนฺตมํสํ โกฏฺฏาเปตพฺพํ ยา โกฏฺฏาเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๕๕๖เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย มุขํ อาลิมฺปนฺติ มุขํ อุมฺมทฺเทนฺติ มุขํ จุณฺเณนฺติ มโนสิลิกาย มุขํ ลญฺเจนฺติ องฺคราคํ กโรนฺติ มุขราคํ กโรนฺติ องฺคราคมุขราคํ กโรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหิกามโภคินิโยติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา มุขํ อาลิมฺปิตพฺพํ น มุขํ อุมฺมทฺเทตพฺพํ น มุขํ จุณฺเณตพฺพํ น มโนสิลิกาย มุขํ ลญฺเจตพฺพํ น องฺคราโค กาตพฺโพ น มุขราโค กาตพฺโพ น องฺคราคมุขราโค กาตพฺโพ ยา กเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๕๕๗เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อวงฺคํ กโรนฺติ วิเสสกํ กโรนฺติ โอโลกนเกน โอโลเกนฺติ สาโลเก ติฏฺฐนฺติ สนจฺจํ การาเปนฺติ เวสึ วุฏฺฐาเปนฺติ ปานาคารํ ฐเปนฺติ สูนํ ฐเปนฺติ อาปณํ ปสาเรนฺติ วฑฺฒึ ปโยเชนฺติ วณิชฺชํ ปโยเชนฺติ ทาสํ อุปฏฺฐาเปนฺติ ทาสึ อุปฏฺฐาเปนฺติ กมฺมกรํ อุปฏฺฐาเปนฺติ กมฺมกรึ อุปฏฺฐาเปนฺติ ติรจฺฉานคตํ อุปฏฺฐาเปนฺติ หริตกปตฺติกํ ปกิณนฺติ นมตกํ ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหิกามโภคินิโยติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา อวงฺคํ กาตพฺพํ น วิเสสกํ กาตพฺพํ น โอโลกนเกน โอโลเกตพฺพํ น สาโลเก ฐาตพฺพํ น สนจฺจํ การาเปตพฺพํ น เวสี วุฏฺฐาเปตพฺพา น ปานาคารํ ฐเปตพฺพํ น สูนํ ฐเปตพฺพํ น อาปโณ ปสาเรตพฺโพ น วฑฺฒิ ปโยเชตพฺพา น วณิชฺชา ปโยเชตพฺพา น ทาโส อุปฏฺฐาเปตพฺโพ น ทาสี อุปฏฺฐาเปตพฺพา น กมฺมกโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ น กมฺมกรี อุปฏฺฐาเปตพฺพา น ติรจฺฉานคโต อุปฏฺฐาเปตพฺโพ น หริตกปตฺติกํ ปกิณิตพฺพํ น นมตกํ ธาเรตพฺพํ ยา ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๕๕๘เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย สพฺพนีลกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพปีตกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพโลหิตกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพมญฺเชฏฺฐกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพกณฺหานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพมหารงฺครตฺตานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพมหานามรตฺตานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ อจฺฉินฺนทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ ทีฆทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ ปุปฺผทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ ผลทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ กญฺจุกํ ธาเรนฺติ ติรีฏํ ธาเรนฺติ ฯ {๕๕๘.๑} มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหิกามโภคินิโยติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา สพฺพนีลกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพปีตกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพโลหิตกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพมญฺเชฏฺฐกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพกณฺหานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพมหารงฺครตฺตานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพมหานามรตฺตานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น อจฺฉินฺนทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น ทีฆทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น ปุปฺผทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น ผลทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น กญฺจุกํ ธาเรตพฺพํ น ติรีฏํ ธาเรตพฺพํ ยา ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๐. ภิกขุนีขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร เรื่องภิกษุณีรัดสีข้าง
สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายใช้ประคดเอวผืนยาว ภิกษุณีเหล่านั้นใช้ผ้านั้น รัดสีข้าง คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงใช้ประคดเอวผืนยาว รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตประคดเอวที่รัดได้รอบเดียวแก่ภิกษุณี ภิกษุณีไม่พึงใช้ประคดเอวนั้นรัดสีข้าง รูปใดรัด ต้องอาบัติทุกกฏ” สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายใช้แผ่นไม้สานรัดสีข้าง ใช้แผ่นหนังรัดสีข้าง ใช้แผ่นผ้าขาวรัดสีข้าง ใช้ช้องผ้ารัดสีข้าง ใช้เกลียวผ้ารัดสีข้าง ใช้ผ้าผืนเล็กรัดสีข้าง ใช้ช้องผ้าผืนเล็กรัดสีข้าง ใช้เกลียวผ้าผืนเล็กรัดสีข้าง ใช้ช้องถักด้วยด้ายรัดสีข้าง ใช้เกลียวด้ายรัดสีข้าง คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงใช้แผ่นไม้สานรัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้แผ่นหนังรัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้แผ่นผ้าขาวรัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้ช้องผ้ารัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้เกลียวผ้ารัดสีข้าง .... ไม่พึงใช้ผ้าผืนเล็กรัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้ช้องผ้าผืนเล็กรัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้เกลียวผ้าผืนเล็กรัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้ช้องถักด้วยด้ายรัดสีข้าง ... ไม่พึงใช้เกลียวด้ายรัดสีข้าง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องภิกษุณีนวดกาย สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายใช้กระดูกแข้งโคขัดสีตะโพก ใช้ไม้มีสัณฐานดุจคางโคนวดตะโพก นวดมือ นวดหลังมือ นวดเท้า นวดหลังเท้า นวดขาอ่อน นวดหน้า นวด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๓๓๗}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๐. ภิกขุนีขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ริมฝีปาก คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงใช้กระดูกแข้งโคสีตะโพก... ไม่พึงใช้ไม้มีสัณฐานดุจคางโคนวดตะโพก ... ไม่พึงนวดมือ ... ไม่พึงนวดหลังมือ ... ไม่พึงนวดเท้า ... ไม่พึงนวดหลังเท้า ... ไม่พึงนวดขาอ่อน ... ไม่พึงนวดหน้า ... ไม่พึงนวดริมฝีปาก รูปใดนวด ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องภิกษุณีทาหน้า
สมัยนั้น พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ทาหน้า ... ถูหน้า ... ผัดหน้า ... เจิมหน้าด้วยมโนศิลา ... ย้อมตัว ... ย้อมหน้า ... ย้อมทั้งตัวและหน้า คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงทาหน้า ... ไม่พึงถูหน้า... ไม่พึงผัดหน้า ... ไม่เจิมหน้าด้วยมโนศิลา ... ไม่พึงย้อมตัว ... ไม่พึงย้อมหน้า... ไม่พึงย้อมทั้งตัวและหน้า รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ” สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายแต้มหน้า ... ทาแก้ม .... เล่นหูเล่นตา ... ยืนแอบที่ประตู .... ให้ผู้อื่นฟ้อนรำ ... ตั้งสำนักหญิงแพศยา ... ตั้งร้านขายสุรา ... ตั้งร้านขายเนื้อออกร้านขายของเบ็ดเตล็ด ... ประกอบการค้ากำไร ... ประกอบการค้าขาย ... ใช้ทาสให้ปรนนิบัติ ... ใช้ทาสีให้ปรนนิบัติ ... ใช้กรรมกรชายให้ปรนนิบัติ... ใช้กรรมกรหญิงให้ปรนนิบัติ... ใช้สัตว์ดิรัจฉานให้ปรนนิบัติ... ขายของสดและของสุก ... ใช้สันถัตขนเจียมหล่อ คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๓๓๘}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๐. ภิกขุนีขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายไม่พึงแต้มหน้า ... ไม่พึงทาแก้ม ... ไม่พึงเล่นหูเล่นตา ... ไม่พึงยืนแอบที่ประตู ... ไม่พึงให้ผู้อื่นฟ้อนรำ ... ไม่พึงตั้งสำนักหญิงแพศยา ... ไม่พึงตั้งร้านขายสุรา ... ไม่พึงตั้งร้านขายเนื้อ ... ไม่พึงออกร้านขายของเบ็ดเตล็ด ... ไม่พึงประกอบการค้ากำไร ... ไม่พึงประกอบการค้าขาย... ไม่พึงใช้ทาสให้ปรนนิบัติ ... ไม่พึงใช้ทาสีให้ปรนนิบัติ ... ไม่พึงใช้กรรมกรชายให้ปรนนิบัติ ... ไม่พึงใช้กรรมกรหญิงให้ปรนนิบัติ ... ไม่พึงใช้สัตว์ดิรัจฉานให้ปรนนิบัติ ... ไม่พึงขายของสดและของสุก ... ไม่พึงใช้สันถัตขนเจียมหล่อ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ”เรื่องภิกษุณีใช้จีวรสีเขียวล้วน
สมัยนั้น พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ห่มจีวรสีเขียวล้วน ... ห่มจีวรสีเหลืองล้วน ... ห่มจีวรสีแดงล้วน ... ห่มจีวรสีบานเย็นล้วน ... ห่มจีวรสีดำล้วน ... ห่มจีวรสีแสด ... ห่มจีวรสีชมพู ... ห่มจีวรไม่ตัดชาย ... ห่มจีวรมีชายยาว ... ห่มจีวรมีชายเป็นลายดอกไม้ ...ห่มจีวรมีชายเป็นแผ่น ... สวมเสื้อ ... สวมหมวก คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงห่มจีวรสีเขียวล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีเหลืองล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีแดงล้วน ... ไม่พึงจีวรสีบานเย็นล้วน... ไม่พึงห่มจีวรสีดำล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีแสดล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีชมพูล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรไม่ตัดชาย ... ไม่พึงห่มจีวรมีชายยาว ... ไม่พึงห่มจีวรมีชายเป็นลายดอกไม้... ไม่พึงห่มจีวรมีชายเป็นแผ่น ... ไม่พึงสวมเสื้อ ... ไม่พึงสวมหมวก รูปใดสวมต้องอาบัติทุกกฏ”
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาภิกขุนีขันธกะทั้งหมดมีเนื้อความอยู่ในข้อ 513. -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ ภิกขุนีขันธกะ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้น