หมวด ๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๕๔อตฺถาปตฺติ ติฏฺฐนฺเต ภควติ อาปชฺชติ โน ปรินิพฺพุเต อตฺถาปตฺติ ปรินิพฺพุเต ภควติ อาปชฺชติ โน ติฏฺฐนฺเต อตฺถาปตฺติ ติฏฺฐนฺเตปิ ภควติ อาปชฺชติ ปรินิพฺพุเตปิ ฯ อตฺถาปตฺติ กาเล อาปชฺชติ โน วิกาเล อตฺถาปตฺติ วิกาเล อาปชฺชติ โน กาเล อตฺถาปตฺติ กาเล เจว อาปชฺชติ วิกาเล จ ฯ อตฺถาปตฺติ รตฺตึ อาปชฺชติ โน ทิวา อตฺถาปตฺติ ทิวา อาปชฺชติ โน รตฺตึ อตฺถาปตฺติ รตฺติญฺเจว อาปชฺชติ ทิวา จ ฯ อตฺถาปตฺติ ทสวสฺโส อาปชฺชติ โน อูนทสวสฺโส อตฺถาปตฺติ อูนทสวสฺโส อาปชฺชติ โน ทสวสฺโส อตฺถาปตฺติ ทสวสฺโส เจว อาปชฺชติ อูนทสวสฺโส จ ฯ อตฺถาปตฺติ ปญฺจวสฺโส อาปชฺชติ โน อูนปญฺจวสฺโส อตฺถาปตฺติ อูนปญฺจวสฺโส อาปชฺชติ โน ปญฺจวสฺโส อตฺถาปตฺติ ปญฺจวสฺโส เจว อาปชฺชติ อูนปญฺจวสฺโส จ ฯ อตฺถาปตฺติ กุสลจิตฺโต อาปชฺชติ โน อกุสลจิตฺโต อตฺถาปตฺติ อกุสลจิตฺโต อาปชฺชติ โน กุสลจิตฺโต อตฺถาปตฺติ อพฺยากตจิตฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ สุขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ ทุกฺขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ อทุกฺขมสุขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ ฯ
๙๕๕ตีณิ โจทนาวตฺถูนิ ทิฏฺเฐน สุเตน ปริสงฺกาย ฯ ตโย สลากคาหา คูฬฺหโก วิวฏโก สกณฺณชปฺปโก ฯ ตโย ปฏิกฺเขปา มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฺฐตา อสลฺเลขตา ฯ ตโย อนุญฺญาตา อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐตา สลฺเลขตา ฯ อปเรปิ ตโย ปฏิกฺเขปา มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฺฐตา อมตฺตญฺญุตา ฯ ตโย อนุญฺญาตา อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐตา มตฺตญฺญุตา ฯ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย ปญฺญตฺติ อนุปฺปญฺญตฺติ อนุปฺปนฺนปญฺญตฺติ ฯ อปราปิ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย สพฺพตฺถปญฺญตฺติ ปเทสปญฺญตฺติ สาธารณปญฺญตฺติ ฯ อปราปิ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย อสาธารณปญฺญตฺติ เอกโตปญฺญตฺติ อุภโตปญฺญตฺติ ฯ
๙๕๖อตฺถาปตฺติ พาโล อาปชฺชติ โน ปณฺฑิโต อตฺถาปตฺติ ปณฺฑิโต อาปชฺชติ โน พาโล อตฺถาปตฺติ พาโล เจว อาปชฺชติ ปณฺฑิโต จ ฯ อตฺถาปตฺติ กาเฬ อาปชฺชติ โน ชุเณฺห อตฺถาปตฺติ ชุเณฺห อาปชฺชติ โน กาเฬ อตฺถาปตฺติ กาเฬ เจว อาปชฺชติ ชุเณฺห จ ฯ อตฺถิ กาเฬ กปฺปติ โน ชุเณฺห อตฺถิ ชุเณฺห กปฺปติ โน กาเฬ อตฺถิ กาเฬ เจว กปฺปติ ชุเณฺห จ ฯ อตฺถาปตฺติ เหมนฺเต อาปชฺชติ โน จ คิเมฺห โน จ วสฺเส อตฺถาปตฺติ คิเมฺห อาปชฺชติ โน จ เหมนฺเต โน จ วสฺเส อตฺถาปตฺติ วสฺเส อาปชฺชติ โน จ คิเมฺห โน จ เหมนฺเต ฯ อตฺถาปตฺติ สงฺโฆ อาปชฺชติ โน คโณ โน ปุคฺคโล อตฺถาปตฺติ คโณ อาปชฺชติ โน สงฺโฆ โน ปุคฺคโล อตฺถาปตฺติ ปุคฺคโล อาปชฺชติ โน สงฺโฆ โน คโณ ฯ อตฺถิ สงฺฆสฺส กปฺปติ น คณสฺส น ปุคฺคลสฺส อตฺถิ คณสฺส กปฺปติ น สงฺฆสฺส น ปุคฺคลสฺส อตฺถิ ปุคฺคลสฺส กปฺปติ น สงฺฆสฺส น คณสฺส ฯ
๙๕๗ติสฺโส ฉาทนา วตฺถุํ ฉาเทติ โน อาปตฺตึ อาปตฺตึ ฉาเทติ โน วตฺถุํ วตฺถุญฺเจว ฉาเทติ อาปตฺติญฺจ ฯ ติสฺโส ปฏิจฺฉาทิโย ชนฺตาฆรปฏิจฺฉาทิ อุทกปฏิจฺฉาทิ วตฺถปฏิจฺฉาทิ ฯ ตีณิ ปฏิจฺฉนฺนานิ วหนฺติ โน วิวฏานิ มาตุคาโม ปฏิจฺฉนฺโน วหติ โน วิวโฏ พฺราหฺมณานํ มนฺตา ปฏิจฺฉนฺนา วหนฺติ โน วิวฏา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปฏิจฺฉนฺนา วหติ โน วิวฏา ฯ ตีณิ วิวฏานิ วิโรจนฺติ โน ปฏิจฺฉนฺนานิ จนฺทมณฺฑลํ วิวฏํ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺนํ สุริยมณฺฑลํ วิวฏํ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺนํ ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย วิวโฏ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺโน ฯ ตโย เสนาสนคาหา ปุริมโก ปจฺฉิมโก อนฺตรามุตฺตโก ฯ
๙๕๘อตฺถาปตฺติ คิลาโน อาปชฺชติ โน อคิลาโน อตฺถาปตฺติ อคิลาโน อาปชฺชติ โน คิลาโน อตฺถาปตฺติ คิลาโน เจว อาปชฺชติ อคิลาโน จ ฯ
๙๕๙ตีณิ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ตีณิ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ตโย ปริวาสา ปฏิจฺฉนฺนปริวาโส อปฺปฏิจฺฉนฺนปริวาโส สุทฺธนฺตปริวาโส ฯ ตโย มานตฺตา ปฏิจฺฉนฺนมานตฺตํ อปฺปฏิจฺฉนฺนมานตฺตํ ปกฺขมานตฺตํ ฯ ตโย ปาริวาสิกสฺส ภิกฺขุโน รตฺติจฺเฉทา สหวาโส วิปฺปวาโส อนาโรจนา ฯ
๙๖๐อตฺถาปตฺติ อนฺโต อาปชฺชติ โน พหิ อตฺถาปตฺติ พหิ อาปชฺชติ โน อนฺโต อตฺถาปตฺติ อนฺโต เจว อาปชฺชติ พหิ จ ฯ อตฺถาปตฺติ อนฺโตสีมาย อาปชฺชติ โน พหิสีมาย อตฺถาปตฺติ พหิสีมาย อาปชฺชติ โน อนฺโตสีมาย อตฺถาปตฺติ อนฺโตสีมาย เจว อาปชฺชติ พหิสีมาย จ ฯ
๙๖๑ตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ กาเยน อาปชฺชติ วาจาย อาปชฺชติ กาเยน วาจาย อาปชฺชติ ฯ อปเรหิปิ ตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ สงฺฆมชฺเฌ คณมชฺเฌ ปุคฺคลสฺส สนฺติเก ฯ ตีหากาเรหิ อาปตฺติยา วุฏฺฐาติ กาเยน วุฏฺฐาติ วาจาย วุฏฺฐาติ กาเยน วาจาย วุฏฺฐาติ ฯ อปเรหิปิ ตีหากาเรหิ อาปตฺติยา วุฏฺฐาติ สงฺฆมชฺเฌ คณมชฺเฌ ปุคฺคลสฺส สนฺติเก ฯ ติณี อธมฺมิกานิ อมูฬฺหวินยสฺส ทานานิ ฯ ตีณิ ธมฺมิกานิ อมูฬฺหวินยสฺส ทานานิ ฯ
๙๖๒ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ตชฺชนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๑} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ นิยสฺสกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกห คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๒} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปพฺพาชนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน กุลทูสโก โหติ ปาปสมาจาโร ฯ {๙๖๒.๓} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปฏิสารณียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหึ อกฺโกสติ ปริภาสติ ฯ {๙๖๒.๔} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวา น อิจฺฉติ อาปตฺตึ ปสฺสิตุํ ฯ {๙๖๒.๕} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวา น อิจฺฉติ อาปตฺตึ ปฏิกาตุํ ฯ {๙๖๒.๖} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาพตฺติปหุโล อนปทาโน น อิจฺฉติ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ ปฏินิสฺสชฺชิตุํ ฯ {๙๖๒.๗} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาคาฬฺหาย เจเตยฺย ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๘} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ ฯ {๙๖๒.๙} อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหทิ กายิกวาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อาปตฺตึ อาปนฺโน กมฺมกโต อุปสมฺปาเทติ นิสฺสยํ เทติ สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน กมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ ฯ {๙๖๒.๑๐} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ กาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ {๙๖๒.๑๑} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ ปวารณํ ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน น กาจิ สงฺฆสมฺมติ ทาตพฺพา อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺโฆ น โวหริตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ น กิสฺมิญฺจิ ปจฺเจกฏฺฐาเน ฐเปตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน นิสฺสาย น วตฺถพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน นิสฺสโย น ทาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ {๙๖๒.๑๒} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สวจนียํ นาทาตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน วินโย น ปุจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา วินโย น ปุจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน วินโย น วิสฺสชฺเชตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา วินโย น วิสฺสชฺเชตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค น ทาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย น สากจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ
๙๖๓ตโย อุโปสถา จาตุทฺทสิโก ปณฺณรสิโก สามคฺคีอุโปสโถ ฯ อปเรปิ ตโย อุโปสถา สงฺเฆ อุโปสโถ คเณ อุโปสโถ ปุคฺคเล อุโปสโถ ฯ อปเรปิ ตโย อุโปสถา สุตฺตุทฺเทโส ปาริสุทฺธิอุโปสโถ อธิฏฺฐานุโปสโถ ฯ ติสฺโส ปวารณา จาตุทฺทสิกา ปณฺณรสิกา สามคฺคีปวารณา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปวารณา สงฺเฆ ปวารณา คเณ ปวารณา ปุคฺคเล ปวารณา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปวารณา เตวาจิกา ปวารณา เทฺววาจิกา ปวารณา สมานวสฺสิกา ปวารณา ฯ {๙๖๓.๑} ตโย อาปายิกา เนรยิกา อิทมปฺปหาย โย จ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ โย จ สุทฺธํ พฺรหฺมจารึ สุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จรนฺตํ อมูลเกน อพฺรหฺมจริเยน อนุทฺธํเสติ โย จายํ เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ นตฺถิ กาเมสุ โทโสติ โส กาเมสุ ปาตพฺยตํ อาปชฺชติ ฯ ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ อกุสลมูลํ โทโส อกุสลมูลํ โมโห อกุสลมูลํ ฯ ตีณิ กุสลมูลานิ อโลโภ กุสลมูลํ อโทโส กุสลมูลํ อโมโห กุสลมูลํ ฯ ตีณิ ทุจฺจริตานิ กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ ฯ ตีณิ สุจริตานิ กายสุจริตํ วจีสุจริตํ มโนสุจริตํ ฯ {๙๖๓.๒} ตโย อตฺถวเส ปฏิจฺจ ภควตา กุเลสุ ติกโภชนํ ปญฺญตฺตํ ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย มา ปาปิจฺฉา ปกฺขํ นิสฺสาย สงฺฆํ ภินฺเทยฺยุํ กุลานุทฺทยตาย จ ฯ ตีหิ อสทฺธมฺเมหิ อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต เทวทตฺโต อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ปาปิจฺฉตา ปาปมิตฺตตา โอรมตฺตเกน วิเสสาธิคเมน อนฺตรา โวสานํ อาปาทิ ฯ ติสฺโส สมฺมติโย ทณฺฑสมฺมติ สิกฺกาสมฺมติ ทณฺฑสิกฺกาสมฺมติ ฯ ติสฺโส ปาทุกา ธุวฏฺฐานิยา อสงฺกมนียา วจฺจปาทุกา ปสฺสาวปาทุกา อาจมนปาทุกา ฯ ติสฺโส ปาทฆํสนิโย สกฺขรา กถลา สมุทฺทเผณกาติ ฯ ติกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ
๙๖๔ติฏฺฐนฺเต กาเล รตฺตึ จ ทส ปญฺจ จ กุสลา เวทนา โจทนาวตฺถู สลากา เทฺว ปฏิกฺขิปา ปญฺญตฺติ อปเร เทฺว จ พาโล กาเฬ จ กปฺปติ เหมนฺเต สงฺโฆ สงฺฆสฺส ฉาทนา จ ปฏิจฺฉทิ ปฏิจฺฉนฺนา วิวฏฺฏา จ เสนาสนคิลายนา ปาติโมกฺขปริวาสา มานตฺตา ปาริวาสิกา อนฺโต อนฺโต จ สีมาย อาปชฺชติ ปุนาปเร วุฏฺฐาติ อปเร เจว อมูฬฺหวินยา ทุเว ตชฺชนียา นิยสฺสา จ ปพฺพาชปฏิสารณี อทสฺสนาปฏิกฺกมฺเม อนิสฺสคฺเค จ ทิฏฺฐิยา อาคาฬฺหกมฺมาธิสีเล ทวานาจารฆาติกา อาชีวาปนฺนา ตาทิสิกา อวณฺณุโปสเถน จ ปวารณา สมฺมติ จ โวหารปจฺจเกน จ น วตฺถพฺพํ น ทาตพฺพํ โอกาสํ น กเร ตถา น กเร สวจนียํ น ปุจฺฉิตพฺพกา ทุเว น วิสฺสชฺเช ทุเว เจว อนุโยคมฺปิ โน ทเท สากจฺฉา อุปสมฺปทา นิสฺสาย สามเณร จ อุโปสถติกา ตีณิ ปวารณาติกา ตโย อาปายิกา อกุสลา กุสลา จริเตน จ ติกโภชนสทฺธมฺเม สมฺมติ ปาทุเกน จ ปาทฆํสนิกา เจว อุทฺทานํ ติกเก อิทนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ติกวาร ว่าด้วยหมวด ๓
๑. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุจึงต้อง เมื่อ ปรินิพพานแล้วไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้อง เมื่อทรง พระชนม์อยู่ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี ภิกษุก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกาล ไม่ต้องในเวลาวิกาล มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในเวลาวิกาล ไม่ต้องในกาล มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาล ทั้งในเวลาวิกาล มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางคืน ไม่ต้องในกลางวัน มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกลางคืน ทั้งในกลางวัน มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ จึงต้อง มีพรรษา ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๑๐ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๑๐ ก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ต้อง มีอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ จึงต้อง มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๕ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๕ ก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นอกุศลไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นกุศลไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤตจึงต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยทุกขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจท เป็นต้น วัตถุแห่งการโจทมี ๓ อย่าง คือ ๑. เห็น ๒. ได้ยิน ๓. นึกสงสัย การจับสลากมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปกปิด ๒. เปิดเผย ๓. กระซิบที่หู ข้อห้ามมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ ๓. ความไม่ขัดเกลา ข้ออนุญาตมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ ๓. ความขัดเกลา ข้อห้ามแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ ๓. ความไม่รู้จักประมาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ ๓. ความรู้จักประมาณ บัญญัติมี ๓ คือ ๑. บัญญัติ ๒. อนุบัญญัติ ๓. อนุปปันนบัญญัติ บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ ๑. สัพพัตถบัญญัติ ๒. ปเทสบัญญัติ ๓. สาธารณบัญญัติ บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ ๑. อสาธารณบัญญัติ ๒. เอกโตบัญญัติ ๓. อุภโตบัญญัติ ว่าด้วยภิกษุโง่เขลาและฉลาด เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุผู้โง่เขลาจึงต้อง ผู้ฉลาดไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุผู้ฉลาดจึงต้อง ผู้โง่เขลาไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุทั้งผู้โง่เขลาทั้งผู้ฉลาดก็ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในกาฬปักษ์ ไม่ต้องในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในชุณหปักษ์ ไม่ต้องในกาฬปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่ การเข้าพรรษาย่อมสำเร็จในกาฬปักษ์ ไม่สำเร็จในชุณหปักษ์ มีอยู่ ปวารณาในวันมหาปวารณาย่อมสำเร็จในชุณหปักษ์ ไม่สำเร็จในกาฬปักษ์ มีอยู่ สังฆกิจที่เหลือย่อมสำเร็จทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูหนาว ไม่ต้องทั้งในฤดูร้อน ทั้งในฤดูฝน มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูร้อน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูฝน มีอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูฝน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูร้อน มีอยู่ อาบัติที่สงฆ์ต้อง คณะและบุคคลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่คณะต้อง สงฆ์และบุคคลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่บุคคลต้อง สงฆ์และคณะไม่ต้อง มีอยู่ สังฆอุโบสถและสังฆปวารณาย่อมสำเร็จแก่สงฆ์ ไม่สำเร็จแก่คณะและบุคคล มีอยู่ คณะอุโบสถและคณะปวารณาย่อมสำเร็จแก่คณะ ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และบุคคล มีอยู่ อธิษฐานอุโบสถและอธิษฐานปวารณาย่อมสำเร็จแก่บุคคล ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และคณะ มีอยู่ ว่าด้วยการปิด เป็นต้น การปิดมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ ๒. ปิดอาบัติ ไม่ปิดวัตถุ ๓. ปิดทั้งวัตถุ ทั้งอาบัติ เครื่องปกปิดมี ๓ อย่าง คือ ๑. เครื่องปกปิดคือเรือนไฟ ๒. เครื่องปกปิดคือน้ำ ๓. เครื่องปกปิดคือผ้า สิ่งที่ปิดบังไม่เปิดเผยไปมี ๓ อย่าง คือ ๑. มาตุคาม ปิดบังไม่เปิดเผยไป ๒. มนต์ของพวกพราหมณ์ ปิดบังไม่เปิดเผยไป ๓. มิจฉาทิฏฐิ ปิดบังไม่เปิดเผยไป สิ่งที่เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ อย่าง คือ ๑. ดวงจันทร์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง ๒. ดวงอาทิตย์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง ๓. ธรรมวินัย ที่พระตถาคตประกาศแล้ว เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๐}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร การให้ถือเสนาสนะมี ๓ อย่าง คือ ๑. ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น ๒. ให้ถือในวันเข้าพรรษาหลัง ๓. ให้ถือในช่วงพ้นจากระยะนั้น ว่าด้วยอาพาธ เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุอาพาธจึงต้อง ไม่อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุไม่อาพาธจึงต้อง อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุทั้งอาพาธ ทั้งไม่อาพาธก็ต้อง มีอยู่ ว่าด้วยงดปาติโมกข์ เป็นต้น การงดปาติโมกข์ที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ การงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรมมี ๓ ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนปริวาส ๒. อัปปฏิจฉันนปริวาส ๓. สุทธันตปริวาส มานัตมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนมานัต ๒. อัปปฏิจฉันนมานัต ๓. ปักขมานัต รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ ๑. สหวาสะ(การอยู่ร่วมกัน) ๒. วิปปวาสะ(การอยู่ปราศ) ๓. อนาโรจนา(การไม่บอก) ว่าด้วยต้องอาบัติภายใน เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุต้องภายใน ไม่ต้องภายนอก มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอก ไม่ต้องภายใน มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายใน ทั้งภายนอก มีอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๑}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อาบัติที่ภิกษุต้องภายในสีมา ไม่ต้องภายนอกสีมา มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอกสีมา ไม่ต้องภายในสีมา มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายในสีมา ทั้งภายนอกสีมา มีอยู่ ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง เป็นต้น ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ต้องทางกาย ๒. ต้องทางวาจา ๓. ต้องทางกายกับวาจา ภิกษุต้องอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ต้องในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ต้องในท่ามกลางคณะ ๓. ต้องในสำนักบุคคล ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ออกด้วยกาย ๒. ออกด้วยวาจา ๓. ออกด้วยกายกับวาจา ภิกษุออกจากอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ออกในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ออกในท่ามกลางคณะ ๓. ออกในสำนักบุคคล ให้อมูฬหวินัยที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ ให้อมูฬหวินัยที่ชอบธรรมมี ๓ ว่าด้วยข้อที่สงฆ์มุ่งหวัง เป็นต้น สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความ อื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๒}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อเรื่องอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ประทุษร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทราม เขาได้เห็นและได้ยินกันทั่ว สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ด่าบริภาษคฤหัสถ์ สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นว่าเป็นอาบัติ @เชิงอรรถ : @ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร (วิ.จู. (แปล) ๖/๒๗/๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๓}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่ทำคืนอาบัติแก่ภิกษุผู้ ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่สละทิฏฐิบาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ไม่ปรารถนาจะสละทิฏฐิบาป สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงตั้งใจมั่นลงอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. เป็นผู้โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อีกอย่าง คือ ๑. มีสีลวิบัติในอธิศีล ๒. มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๓. มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อีกอย่าง คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางกายและทางวาจา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๔}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. ต้องอาบัติถูกสงฆ์ลงโทษ แล้วให้อุปสมบท ๒. ให้นิสัย ๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. ต้องอาบัติที่สงฆ์ลงโทษ ๒. ต้องอาบัติอื่นเช่นนั้น ๓. ต้องอาบัติที่เลวทรามกว่านั้น สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๒. กล่าวติเตียนพระธรรม ๓. กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร งดอุโบสถในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า “พอทีภิกษุ อย่าก่อความบาดหมาง อย่าก่อความทะเลาะ อย่าก่อความแก่งแย่ง อย่าก่อความวิวาท” แล้วจึงทำอุโบสถ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ งดปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า “พอทีภิกษุ อย่าก่อความบาดหมาง อย่าก่อความทะเลาะ อย่าก่อความแก่งแย่ง อย่าก่อความวิวาท” แล้วพึงปวารณา สงฆ์ไม่พึงให้สังฆสมมติอะไรๆ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์ไม่พึงว่ากล่าวแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์ไม่พึงแต่งตั้งภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไว้ในตำแหน่งเฉพาะไรๆ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงอาศัยภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้นิสัยแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้โอกาสภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ที่ขอโอกาส คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. มิใช่เป็นปกตัตตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ไม่พึงเชื่อถือคำให้การของภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงถามวินัยภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงถามวินัย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงวิสัชนาวินัยแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงวิสัชนาวินัย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้คำซักถามแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงสนทนาวินัยด้วย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น อุโบสถมี ๓ อย่าง คือ ๑. อุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. อุโบสถในวัน ๑๕ ค่ำ ๓. อุโบสถสามัคคี อุโบสถแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สังฆอุโบสถ ๒. คณอุโบสถ ๓. บุคคลอุโบสถ อุโบสถแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สัตตุทเทสอุโบสถ ๒. ปาริสุทธิอุโบสถ ๓. อธิฐานอุโบสถ ปวารณามี ๓ อย่าง คือ ๑. ปวารณาในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. ปวารณาในวัน ๑๕ ค่ำ ๓. สามัคคีปวารณา ปวารณาแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สังฆปวารณา ๒. คณปวารณา ๓. บุคคลปวารณา ปวารณาแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปวารณา ๓ หน ๒. ปวารณา ๒ หน ๓. ปวารณามีพรรษาเท่ากัน บุคคลต้องไปเกิดในอบาย ต้องไปเกิดในนรกมี ๓ จำพวก คือ ๑. บุคคลที่ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี ๒. บุคคลผู้ใส่ความพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยอพรหมจรรย์ไม่มีมูล ๓. บุคคลผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มีแล้วถึง ความเป็นผู้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ องฺ.ติก (แปล) ๒๐/๑๑๔/๓๕๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อกุศลมูลมี ๓ อย่าง คือ ๑. อกุศลมูลคือโลภะ ๒. อกุศลมูลคือโทสะ ๓. อกุศลมูลคือโมหะ กุศลมูลมี ๓ อย่าง คือ ๑. กุศลมูลคืออโลภะ ๒. กุศลมูลคืออโทสะ ๓. กุศลมูลคืออโมหะ ทุจริตมี ๓ อย่าง คือ ๑. กายทุจริต ๒. วจีทุจริต ๓. มโนทุจริต สุจริตมี ๓ อย่าง คือ ๑. กายสุจริต ๒. วจีสุจริต ๓. มโนสุจริต พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติติกโภชนะในตระกูล โดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ประการ คือ ๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๒. เพื่ออยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ด้วยประสงค์ว่า “พวกมักมากอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์” ๓. เพื่อทรงอนุเคราะห์ตระกูล พระเทวทัตมีจิตถูกอสัทธรรม ๓ อย่าง คือ ๑. ความปรารถนาชั่ว ๒. ความมีมิตรชั่ว ๓. การได้บรรลุคุณวิเศษขั้นต่ำแล้วเลิกเสียกลางคัน ครอบงำย่ำยี จึงไปเกิดในอบาย ไปเกิดในนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ สมมติมี ๓ อย่าง คือ ๑. สมมติไม้เท้า ๒. สมมติสาแหรก ๓. สมมติไม้เท้าและสาแหรก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] หัวข้อประจำวาร ฐานวางเท้า มี ๓ อย่าง คือ ๑. ฐานวางเท้าถ่ายอุจจาระ ๒. ฐานวางเท้าถ่ายปัสสาวะ ๓. ฐานวางเท้าชำระ สิ่งของสำหรับถูเท้ามี ๓ อย่าง คือ ๑. ศิลา ๒. กรวด ๓. ศิลาฟองน้ำ ติกวาร จบ หัวข้อประจำวาร อาบัติที่ต้องเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์ อาบัติที่ต้องในกาล ในกลางคืน อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ ต้อง อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ ต้อง อาบัติที่ภิกษุมีกุศลจิตต้อง อาบัติที่ภิกษุมีเวทนาต้อง วัตถุแห่งการโจท การจับสลาก ข้อห้าม ๒ เรื่อง ข้อบัญญัติ ข้อบัญญัติอื่นอีก ๒ เรื่อง ภิกษุโง่เขลา การสำเร็จในกาฬปักษ์ การต้องอาบัติในฤดูหนาว สังฆอุโบสถสำเร็จแก่สงฆ์ การปิด เครื่องปกปิด สิ่งปิดบัง สิ่งเปิดเผย การให้ถือเสนาสนะ ภิกษุอาพาธ การงดปาติโมกข์ ปริวาส มานัต ปริวาสิกภิกษุ อาบัติที่ต้องภายใน อาบัติที่ต้องภายในสีมา การต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ การต้องอาบัติอื่นอีก ๓ การออกจากอาบัติ ๓ การออกจากอาบัติอื่นอีก ๓ อมูฬหวินัย ๒ อย่าง ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิ การตั้งใจมั่นลงอุกเขปนียกรรม ผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ผู้คะนอง การประพฤติไม่สมควร การทำลาย อาชีววิบัติ ต้องอาบัติ ต้องอาบัติเช่นนั้น การกล่าวติเตียน การงดอุโบสถ การงดปวารณา สมมติ ว่ากล่าว ตำแหน่งเฉพาะ ไม่อาศัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๕๐}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๔. จตุกกวาร ไม่ให้นิสัย ไม่ให้โอกาส ไม่เชื่อถือคำให้การ ไม่ถาม ๒ เรื่อง ไม่ตอบ ๒ เรื่อง ไม่พึงให้ซักถาม ไม่สนทนา ไม่พึงอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก อุโบสถ ๓ หมวด ปวารณา ๓ หมวด ผู้ไปเกิดในอบาย อกุศล กุศล ทุจริต สุจริต ติกโภชนะ อสัทธรรม สมมติ ฐานวางเท้า สิ่งของถูเท้า หัวข้อตามที่กล่าวมานี้ จัดเข้าในหมวด ๓
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
[พรรณนาหมวด ๓]
วินิจฉัยในหมวด ๓ พึงทราบดังนี้ :-
หลายบทว่า อตฺถาปตฺติ ติฏฺฐนฺเต ภควติ อาปชฺชติ มีความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงอยู่ ภิกษุจึงต้องอาบัติใด อาบัตินั้นมีอยู่. มีนัยเหมือนกันทุกบท.
บรรดาอาบัติเหล่านั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงอยู่ ภิกษุจึงต้องอาบัติ เพราะโลหิตุปบาท. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้องยังทรงอยู่ไม่ต้องอาบัติ เพราะร้องเรียกพระเถระด้วยวาทะว่า อาวุโส เป็นปัจจัย เพราะพระบาลีว่า อานนท์ ก็บัดนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ย่อมร้องเรียกกันและกัน ด้วยวาทะว่า อาวุโส โดยเวลาที่เราล่วงไปเสีย ท่านทั้งหลายไม่พึงร้องเรียกกันและกันอย่างนั้น, อานนท์ ภิกษุผู้เถระอันภิกษุผู้ใหม่ พึงร้องเรียกด้วยวาทะว่า ภทนฺเต หรือว่า อายสฺมา ดังนี้.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงอยู่ก็ตาม ปรินิพพานแล้วก็ตาม เว้นอาบัติ ๒ เหล่านี้เสีย ภิกษุย่อมต้องอาบัติที่เหลือ.
เมื่อห้ามเสียแล้ว ฉันของเคี้ยวของฉันที่ไม่เป็นเดน ชื่อว่าต้องอาบัติในกาล หาต้องในวิกาลไม่. แต่ย่อมต้องอาบัติเพราะวิกาลโภชน์ในวิกาล หาต้องในกาลไม่. ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ ทั้งในกาลและวิกาล.
ในเวลากลางคืน ย่อมต้องอาบัติเพราะนอนในเรือนร่วมกัน, ในเวลากลางวัน ย่อมต้องอาบัติเพราะไม่ปิดประตูเร้นอยู่. ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ ทั้งกลางคืนและกลางวัน.
ภิกษุผู้พาล ไม่ฉลาด เมื่อให้บริษัทอุปัฏฐาก ด้วยคิดว่า เรามีพรรษา ๑๐ เรามีพรรษาเกิน ๑๐ ผู้มีพรรษาครบ ๑๐ ย่อมต้อง ผู้มีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่ต้อง.
ภิกษุใหม่หรือปูนกลาง เมื่อให้บริษัทอุปัฏฐาก ด้วยคิดว่า เราเป็นบัณฑิต เราเป็นคนฉลาด ผู้มีพรรษาหย่อน ๑๐ ย่อมต้อง ผู้มีพรรษาครบ ๑๐ ไม่ต้อง.
ทั้งภิกษุผู้มีพรรษาครบ ๑๐ ทั้งภิกษุผู้มีพรรษาหย่อน ๑๐ ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ.
ภิกษุผู้พาล ไม่ฉลาด เมื่อไม่ถือนิสัยอยู่ ด้วยคิดว่า เรามีพรรษาครบ ๕ ผู้มีพรรษาครบ ๕ ย่อมต้อง.
ภิกษุใหม่ไม่ถือนิสัยอยู่ ด้วยคิดว่า เราเป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด ผู้มีพรรษาหย่อน ๕ ย่อมต้อง. ทั้งภิกษุผู้มีพรรษาครบ ๕ ทั้งภิกษุผู้มีพรรษาหย่อน ๕ ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ.
ภิกษุผู้มีจิตเป็นกุศล ย่อมต้องอาบัติเห็นปานนี้ คือ บอกธรรมกะอนุปสัมบันว่าโดยบท, แสดงธรรมแก่มาตุคาม.
ภิกษุผู้มีจิตเป็นอกุศล ย่อมต้องอาบัติต่างโดยชนิด มีปาราชิก, สุกกวิสัฏฐิ, กายสังสัคคะ, ทุฏฐุลละ, อัตตกามปาริจริยา, ทุฏฐโทสะ, สังฆเภทะ, ปหารทานะ, ตลสัตติกะ เป็นต้น.
ผู้มีจิตเป็นอัพยากฤต ย่อมต้องอาบัติ มีไม่แกล้งนอนในเรือนร่วมกันเป็นต้น. พระอรหันต์ย่อมต้องอาบัติใด ภิกษุผู้มีจิตเป็นอัพยากฤต ย่อมต้องอาบัตินั้นทั้งหมด.
ภิกษุผู้พร้อมเพรียงด้วยสุขเวทนา ย่อมต้องอาบัติต่างชนิดมีเมถุนธรรมเป็นต้น. ผู้พร้อมเพรียงด้วยทุกขเวทนา ย่อมต้องอาบัติต่างชนิดมีทุฏฐโทสะเป็นต้น.
ผู้พร้อมเพรียงด้วยสุขเวทนา ย่อมต้องอาบัติใด ภิกษุผู้มีตนมัธยัสถ์ (วางเฉย) เมื่อต้องอาบัตินั้นแล ชื่อว่าผู้พร้อมเพรียงด้วยอทุกขมสุขเวทนาต้อง (อาบัติ).
ข้อว่า ตโย ปฏิกฺเขปา มีความว่า ข้อห้าม ๓ อย่าง ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า คือ ความเป็นผู้มักมาก ความเป็นผู้ไม่สันโดษในปัจจัย ๔ ความไม่รักษาข้อปฏิบัติอันขูดเกลากิเลส, ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงห้ามแล้ว.
ส่วนธรรม ๓ อย่าง มีความเป็นผู้มักน้อยเป็นต้น อันพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงอนุญาตแล้ว. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธรรม ๓ อย่าง ทรงอนุญาต.
ภิกษุให้บริษัทอุปัฏฐาก ด้วยคิดว่า เรามีพรรษาครบ ๑๐ ไม่ถือนิสัย ด้วยคิดว่า เรามีพรรษาครบ ๕ ผู้โง่เขลาต้อง ผู้ฉลาดไม่ต้อง.
ผู้มีพรรษาหย่อน ๑๐ คิดว่า เราเป็นผู้ฉลาด เมื่อให้บริษัทอุปัฏฐาก เพราะความเป็นพหุสุตบุคคล และผู้มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ถือนิสัย ผู้ฉลาดต้องผู้โง่เขลาไม่ต้อง.
ทั้งผู้ฉลาด ทั้งผู้โง่เขลา ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ.
เมื่อไม่เข้าพรรษา ย่อมต้องในกาฬปักข์ ไม่ต้องในชุณหปักข์. เมื่อไม่ปวารณาในวันมหาปวารณา ย่อมต้องในชุณหปักข์ ไม่ต้องในกาฬปักข์. ย่อมต้องอาบัติที่เหลือทั้งในกาฬปักข์และชุณหปักข์.
การเข้าพรรษา ย่อมสำเร็จในกาฬปักข์ ไม่สำเร็จในชุณหปักข์.
ปวารณาในวันมหาปวารณา ย่อมสำเร็จ ในชุณหปักข์ ไม่สำเร็จในกาฬปักข์.
สังฆกิจที่ทรงอนุญาตที่เหลือ ย่อมสำเร็จทั้งในกาฬปักข์และชุณหปักข์.
ภิกษุนุ่งผ้าอาบน้ำฝนที่วิกัปป์เก็บไว้ในวันปาฏิบทหลัง แต่เพ็ญเดือนกัตติกาหลัง ย่อมต้องในฤดูเหมันต์.
แต่ในกุรุนที กล่าวว่า ไม่ถอนในวันเพ็ญเดือนกัตติกาหลัง ย่อมต้องในฤดูเหมันต์. คำในอรรถกถากุรุนทีแม้นั้นท่านกล่าวชอบ. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เราอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐานตลอด ๔ เดือน ต่อแต่นั้นไป อนุญาตให้วิกัปป์.
เมื่อฤดูร้อนยังเหลือกว่า ๑ เดือน ภิกษุแสวงหา และเมื่อฤดูร้อนยังเหลือกว่ากึ่งเดือน ภิกษุทำนุ่ง ชื่อว่าย่อมต้องอาบัติในคิมหฤดู.
เมื่อมีผ้าอาบน้ำฝน แต่เปลือยกายอาบน้ำฝน ชื่อว่าย่อมต้องอาบัติในฤดูฝน.
สงฆ์เมื่อทำปาริสุทธิอุโบสถหรืออธิษฐานอุโบสถ ย่อมต้องอาบัติ.
คณะเมื่อทำสุตตุทเทสและอธิฏฐานอุโบสถ ย่อมต้องอาบัติ.
ภิกษุผู้เดียว เมื่อทำสุตตุทเทส ย่อมต้องอาบัติ. แม้ในปวารณาก็นัยนี้แล.
สังฆอุโบสถ และสังฆปวารณา ย่อมสำเร็จแก่สงฆ์เท่านั้น.
คณะอุโบสถ และคณะปวารณา ย่อมสำเร็จแก่คณะเท่านั้น.
อธิษฐานอุโบสถและอธิษฐานปวารณา ย่อมสำเร็จแก่บุคคลเท่านั้น.
[ว่าด้วยการปิด ๓ อย่างเป็นต้น]
เมื่อกล่าวคำว่า ข้าพเจ้าต้องปาราชิก เป็นต้น ชื่อว่าปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ.
เมื่อกล่าวคำว่า ข้าพเจ้าได้เสพเมถุนธรรม เป็นต้น ชื่อว่าปิดอาบัติไม่ปิดวัตถุ.
ภิกษุใด ไม่บอกวัตถุ ไม่บอกอาบัติ, ภิกษุนี้ ชื่อว่าปิดทั้งวัตถุทั้งอาบัติ.
ที่ชื่อว่าที่กำบัง เพราะปกปิดไว้.
ที่กำบัง คือเรือนไฟ ชื่อว่า ชนฺตาฆรปฏิจฺฉาทิ. แม้ในที่กำบังนอกนี้ ก็มีนัยเหมือนกัน.
ภิกษุผู้ปิดประตูอยู่ภายในเรือนไฟ ควรทำบริกรรม. แม้ภิกษุผู้แช่อยู่ในน้ำ ก็ควรทำบริกรรมนั้นเหมือนกัน. แต่ไม่ควรขบเคี้ยวหรือฉันในสถานทั้ง ๒.
ของอันปกปิด คือ ผ้า ควรในที่ทั้งปวง.
ภิกษุผู้ปกปิด (กาย) ด้วยของปกปิด คือ ผ้านั้นแล้ว สมควรทำกิจทั้งปวง.
บทว่า วหนฺติ มีความว่า ย่อมไป คือย่อมออกไป ได้แก่ไม่ได้ความติเตียนหรือคำคัดค้าน. ดวงจันทร์พ้นจากเมฆ หมอก ควัน ธุลีและราหูแล้ว เปิดเผยดี ย่อมรุ่งเรือง, อันสิ่งเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง กำบังแล้ว ย่อมไม่รุ่งเรือง. ดวงอาทิตย์ก็เหมือนกัน. แม้ธรรมวินัยที่ภิกษุเปิดเผยจำแนก แสดงอยู่แล จึงรุ่งเรือง, ปกปิดไว้หารุ่งเรืองไม่.
[ว่าด้วยอาบัติที่ผู้อาพาธต้องเป็นต้น]
ภิกษุผู้อาพาธ เมื่อออกปากขอเภสัชอย่างอื่น ในเมื่อจำเป็นต้องทำด้วยเภสัชอย่างอื่น ย่อมต้อง (อาบัติ).
ผู้ไม่อาพาธ เมื่อออกปากขอเภสัช ในเมื่อไม่จำเป็นต้องทำด้วยเภสัช ย่อมต้อง.
ภิกษุทั้งอาพาธและไม่อาพาธ ย่อมต้องอาบัติที่เหลือ.
ข้อว่า อนฺโต อาปชฺชติ โน พหิ มีความว่า เมื่อสำเร็จการนอนเข้าไปเบียด (ภิกษุเข้าไปก่อน) ย่อมต้อง.
ข้อว่า พหิ อาปชฺชติ โน อนฺโต มีความว่า เมื่อตั้งเตียงเป็นต้นของสงฆ์ไว้กลางแจ้งแล้วหลีกไป ชื่อว่าย่อมต้องในภายนอก. ย่อมต้องอาบัติที่เหลือทั้งภายในและภายนอก.
ข้อว่า อนฺโต สีมาย มีความว่า ภิกษุอาคันตุกะ เมื่อไม่แสดงอาคันตุกวัตร กางร่มสวมรองเท้า เข้าสู่วิหาร แต่พอเข้าอุปจารสีมา ก็ต้อง.
ข้อว่า พหิ สีมาย มีความว่า ภิกษุเตรียมจะไป เมื่อไม่บำเพ็ญคมิกวัตร มีเก็บงำภัณฑะไม้เป็นต้น หลีกไป แต่พอก้าวล่วงอุปจารสีมาก็ต้อง. ย่อมต้องอาบัติที่เหลือทั้งภายในสีมาและภายนอกสีมา.
[ว่าด้วยอาบัติที่ต้องในท่ามกลางสงฆ์เป็นต้น]
เมื่อภิกษุผู้แก่กว่า มีอยู่ ภิกษุไม่ได้รับเผดียงกล่าวธรรมชื่อว่าต้องในท่ามกลางสงฆ์. ในท่ามกลางคณะก็ดี ในสำนักบุคคลก็ดี ก็นัยนี้แล.
ออก (จากอาบัติ) ด้วยติณวัตถารกสมถะ ชื่อว่าออกด้วยกาย.
เมื่อภิกษุไม่ยังกายให้ไหว แสดงด้วยวาจา อาบัติชื่อว่าออกด้วยวาจา.
เมื่อทำกิริยาทางกายประกอบกับวาจาแสดง อาบัติชื่อว่าออกด้วยกายด้วยวาจา.
อาบัติที่เป็นทั้งเทสนาคามินีทั้งวุฏฐานคามินี ย่อมออกในท่ามกลางสงฆ์. แต่ว่า เพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินีเท่านั้น ย่อมออกในท่ามกลางคณะและบุคคล.
[ว่าด้วยองค์เป็นเหตุลงโทษและเพิ่มโทษ]
สองบทว่า อาคาฬฺหาย เจเตยฺย มีความว่า สงฆ์พึงตั้งใจเพื่อความแน่นเข้า คือเพื่อความมั่นคง. อธิบายว่า สงฆ์เมื่อปรารถนา พึงลงอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมเป็นต้นแล้ว ไม่ยังวัตรให้เต็ม.
ในคำว่า อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ นี้ มีความว่า ไม่พึงลงโทษด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ว่า ผู้นี้เป็นผู้โง่ ไม่รู้จักธรรมและอธรรม หรือว่า ผู้นี้มิใช่ปกตัตต์ ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ. พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ ซึ่งมีความเป็นผู้โง่เป็นมูลและมีความเป็นไม่ใช่ผู้ปกตัตต์เป็นมูล.
ผู้ต้องอาบัติ ๒ กอง ชื่อว่าผู้เสียศีลในอธิศีล.
ผู้ต้องอาบัติ ๕ กอง ชื่อว่าผู้เสียอาจาระ.
ผู้ประกอบด้วยอันตคาหิกทิฏฐิ ชื่อว่าผู้เสียทิฏฐิ.
พึงลงโทษแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้ไม่เห็น ไม่ทำคืนอาบัติ และผู้ไม่ยอมสละทิฏฐิเท่านั้น.
อนาจารต่างโดยชนิดมีเล่นการพนันเป็นต้น ด้วยเครื่องเล่นมีสกา เป็นอาทิ ชื่อว่าเล่นทางกาย.
อนาจารต่างโดยชนิดมีทำเปิงมางปากเป็นต้น ชื่อว่าเล่นทางวาจา.
อนาจารทางทวารทั้ง ๒ ต่างโดยชนิดมีฟ้อนและขับเป็นต้น ชื่อว่าเล่นทางวาจา.
อนาจารทวารทั้ง ๒ ต่างโดยชนิดมีฟ้อนและขับเป็นต้น ชื่อว่าเล่นทางกายและทางวาจา.
ความก้าวล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติในกายทวาร ชื่อว่าอนาจารทางกาย
ความก้าวล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติในวจีทวาร ชื่อว่าอนาจารทางวาจา
ความก้าวล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติในทวารทั้ง ๒ ชื่อว่าอนาจารทางกายทวารและทางวจีทวาร.
สองบทว่า กายิเกน อุปฆาติเกน ได้แก่ ด้วยการไม่ศึกษาสิกขาบทที่ทรงบัญญัติในกายทวาร.
จริงอยู่ ภิกษุใดไม่ศึกษาสิกขาบทนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าผลาญสิกขาบทนั้น. เพราะเหตุนั้น การไม่ศึกษานั้น ของภิกษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การผลาญเป็นไปทางกาย. แม้ใน ๒ สิกขาบทที่เหลือ ก็นัยนี้แล.
ข้อว่า กายิเกน มิจฺฉาชีเวน ได้แก่ ด้วยการรับใช้ของคฤหัสถ์มีเดินส่งข่าวเป็นต้นก็ดี ด้วยเวชกรรมมีผ่าฝีเป็นต้นก็ดี.
บทว่า วาจสิเกน ได้แก่ ด้วยรับหรือบอกข่าว (ของคฤหัสถ์) เป็นต้น.
บทที่ ๓ ท่านกล่าวด้วยอำนาจประกอบบททั้ง ๒ เข้าด้วยกัน.
หลายบทว่า อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มีความว่า อย่าเลยภิกษุ เธออย่าทำความบาดหมาง อย่าทำความทะเลาะ อย่าทำความแก่งแย่ง อย่าก่อวิวาท.
บทว่า น โวหริตพฺโพ ได้แก่ ไม่พึงว่ากล่าวอะไรเลย.
จริงอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่สำคัญที่จะพึงฟังถ้อยคำของภิกษุเช่นนั้น แม้ว่ากล่าวอยู่.
ข้อว่า น กิสฺมิญฺจิ ปจฺเจกฏฺฐาเน มีความว่า (ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือเป็นอลัชชีเป็นต้น) อันสงฆ์ไม่พึงตั้งไว้ในตำแหน่งหัวหน้าไรๆ คือแม้ตำแหน่งเดียว มีถือพัด (อนุโมทนา) เป็นต้น.
สองบทว่า โอกาสํ การาเปนฺตสฺส มีความว่า (ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือเป็นอลัชชีเป็นต้น) ซึ่งขอโอกาสอยู่อย่างนี้ว่า ขอท่านจงให้โอกาส ข้าพเจ้าอยากพูดกะท่าน.
ข้อว่า นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ มีความว่า โอกาสอันภิกษุไม่พึงทำว่า ท่านจักทำอะไร? ดังนี้.
ข้อว่า สวจนียํ นาทาตพฺพํ มีความว่า คำให้การ ไม่ควรเชื่อถือ คือแม้ถ้อยคำ ก็ไม่ควรฟัง ไม่ควรไปในที่ซึ่งเธอประสงค์จะเกาะตัวไป.
หลายบทว่า ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน วินโย มีความว่า ภิกษุนั้นย่อมรู้วินัยใด วินัยนั้นย่อมเป็นวินัยของเธอ วินัยนั้น อันสงฆ์ไม่พึงถาม.
สองบทว่า อนุโยโค น ทาตพฺโพ มีความว่า สงฆ์ไม่พึงให้โอกาสเพื่อถาม แก่ภิกษุพาลนั้น ผู้ถามอยู่ว่า นี้ควรหรือ? เธออันสงฆ์พึงตอบว่า จงถามภิกษุอื่น. แม้ภิกษุใด ย่อมถามภิกษุนั้น ภิกษุนั้น อันภิกษุผู้บัณฑิตพึงกล่าวว่า ท่านจงถามภิกษุอื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุพาลนั้น อันภิกษุอื่นไม่พึงถามเลยทีเดียว คือคำถามของภิกษุพาลนั้น อันใครๆ ไม่พึงฟัง.
สองบทว่า วินโย น สากจฺฉิตพฺโพ มีความว่า ปัญหาวินัยอันใครๆ ไม่พึงสนทนา คือเรื่องที่ควรหรือไม่ควร ก็ไม่พึงสนทนา (กับภิกษุพาลนั้น).
____________________________
ปาสกาทีหิ, ปาสก = Throw = ทอดลูกบาท - เล่นสกา
[ว่าด้วยชาวอบาย ๓ พวกเป็นต้น]
สองบทว่า อิทมปฺปหาย ได้แก่ ไม่สละลัทธิมีความเป็นผู้ปฏิญญาว่า ตนเป็นพรหมจารีบุคคลเป็นต้นนั่น.
สองบทว่า สุทฺธํ พฺรหฺมจารึ ได้แก่ ภิกษุผู้ขีณาสพ.
สองบทว่า ปาตพฺยตํ อาปชฺชติ ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ตกไปคือการเสพ.
แต่เพราะพระบาลีว่า อิทมปฺปหาย บุคคลนั้น พึงละความปฏิญญาว่าตนเป็นพรหมจารีบุคคลนั้นเสียแล้ว ขอขมาพระขีณาสพเสียว่า ข้าพเจ้ากล่าวเท็จ ขอท่านจงอดโทษแก่ข้าพเจ้า แล้วสละลัทธิที่ว่า โทษในกามทั้งหลายไม่มีเสีย ทำการชำระคติให้สะอาด.
อกุศลทั้งหลายด้วย รากเหง้าทั้งหลาย ชื่อว่าอกุศลมูล. อีกอย่างหนึ่ง รากเหง้าของอกุศลทั้งหลาย ชื่อว่าอกุศลมูล. แม้ในกุศลมูล ก็นัยนี้แล.
ความประพฤติชั่วหรือความประพฤติผิดรูป ชื่อว่าทุจริต.
ความประพฤติเรียบร้อยหรือความประพฤติที่ดี ชื่อว่าสุจริต.
ทุจริต ที่ทำด้วยกายอันเป็นทางสำหรับทำ ชื่อว่ากายทุจริต.
ในบททั้งปวง ก็นัยนี้แล. คำที่เหลือ นับว่าชัดเจนแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในที่นั้นๆ ฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๓ จบ. -----------------------------------------------------