คาถาสังคณิกะ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
คาถาสงฺคณิกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร คาถาสังคณิกะ ท่านพระอุบาลีเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา
เอกํสํ จีวรํ กตฺวา ปคฺคณฺหิตฺวาน อญฺชลึ อาสึสมานรูโป ว กิสฺส ตฺวํ อิธมาคโต ฯ ทฺวีสุ วินเยสุ ปญฺญตฺตา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ อุโปสเถสุ กติ เต สิกฺขาปทา โหนฺติ กตีสุ นคเรสุ ปญฺญตฺตา ฯ ภทฺทโก เต อุมฺมงฺโค โยนิโส ปริปุจฺฉสิ ตคฺฆ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถาปิ กุสโล ตถา ฯ ทฺวีสุ วินเยสุ ปญฺญตฺตา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ อุโปสเถสุ อฑฺฒุฑฺฒสตานิ เต โหนฺติ สตฺตสุ นคเรสุ ปญฺญตฺตา ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ท่านห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือดูเหมือน มีความมุ่ง มา ณ สถานที่นี้ เพื่อประสงค์อะไร? ท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า สิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ในวินัยทั้งสอง ย่อมมาสู่อุเทศทุกวันอุโบสถ สิกขาบทเหล่านั้น มีเท่าไร? ทรงบัญญัติไว้ ณ พระนครกี่แห่ง? พ. ปัญญาของท่านดี ท่านสอบถามโดยแยบคาย เพราะฉะนั้นเราจักบอกแก่ท่านตามที่ท่านเป็นผู้ฉลาดถาม. สิกขาบทที่บัญญัติไว้ในวินัยทั้งสอง ย่อมมาสู่อุเทศทุกวันอุโบสถสิกขาบทเหล่านั้นมี ๓๕๐ สิกขาบท ตถาคตบัญญัติไว้ ณ พระนคร ๗ แห่ง.
กตเมสุ สตฺตสุ นคเรสุ ปญฺญตฺตา ฯ อิงฺฆ เม ตฺวํ พฺยากร นํ ฯ ตว วจนปถํ นิสามยิตฺวา ปฏิปชฺเชม หิตาย โน สิยา ฯ เวสาลิยา ราชคเห สาวตฺถิยา จ อาฬวิยา โกสมฺพิยา จ สกฺเกสุ ภคฺเคสุ เจว ปญฺญตฺตา ฯ
อุ. สิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ ณ พระนคร ๗ แห่งๆ ไหนบ้าง? ของพระองค์ได้โปรดแจ้งพระนคร ๗ แห่งนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้าๆ ได้ฟังทางแห่งพระดำรัสของพระองค์แล้ว จะปฏิบัติข้อนั้นจะพึงมีเพื่อความเกื้อกูลแก่พวกข้าพระพุทธเจ้า. พ. สิกขาบทเหล่านั้น บัญญัติไว้ ณ พระนครเวสาลี ๑ พระนครราชคฤห์ ๑พระนครสาวัตถี ๑ พระนครอาฬวี ๑ พระนครโกสัมพี ๑ สักกชนบท ๑ ภัคคชนบท ๑. สิกขาบทบัญญัติ
กติ เวสาลิยา ปญฺญตฺตา กติ ราชคเห กตา สาวตฺถิยา กติ โหนฺติ กติ อาฬวิยา กตา กติ โกสมฺพิยา ปญฺญตฺตา กติ สกฺเกสุ วุจฺจนฺติ กติ ภคฺเคสุ ปญฺญตฺตา ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ ทสเวสาลิยา ปญฺญตฺตา เอกวีสา ราชคเห กตา ฉอูนตีณิ สตานิ สพฺเพ สาวตฺถิยา กตา ฉ อาฬวิยา ปญฺญตฺตา อฏฺฐ โกสมฺพิยา กตา อฏฺฐ สกฺเกสุ วุจฺจนฺติ ตโย ภคฺเคสุ ปญฺญตฺตา ฯ เย เวสาลิยา ปญฺญตฺตา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ เมถุนํ วิคฺคหุตฺตริ อติเรกญฺจ กาฬกํ ภูตํ ปรมฺปราภตฺตํ ทนฺตโปเณน อเจลโก ภิกฺขุนีสุ จ อกฺโกโส ทเสเต เวสาลิยา กตา ฯ เย ราชคเห ปญฺญตฺตา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ อทินฺนาทานํ ราชคเห เทฺว จ อนุทฺธํสนา เทฺวปิ จ เภทา อนฺตรวาสกํ รูปิยํ สุตฺตํ อุชฺฌาปนเกน จ ปาจิตปิณฺฑํ คณโภชนํ วิกาเล จาริตฺตํ นฺหานํ อูนวีส จีวรํ ทตฺวา โวสาสนฺตี เอเต ราชคเห กตา ฯ คิรคฺคจริยา ตตฺเถว ฉนฺททาเนน เอกวีสติ ฯ เย สาวตฺถิยา ปญฺญตฺตา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ ปาราชิกานิ จตฺตาริ สงฺฆาทิเสสา ภวนฺติ โสฬส อนิยตา เทฺว โหนฺติ นิสฺสคฺคิยา จตุวีสติ ฉปฺปญฺญาสสตญฺเจว ขุทฺทกานิ ปวุจฺจเร ทส คารยฺหา เทฺวสตฺตติ เสขิยา ฯ ฉอูนตีณิ สตานิ สพฺเพ สาวตฺถิยา กตา ฯ เย อาฬวิยา ปญฺญตฺตา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ กุฏิโกสิยเสยฺยา จ ขณเน คจฺฉ เทวเต สปฺปาณกญฺจ สิญฺจนฺติ ฉ เอเต อาฬวิยา กตา ฯ เย โกสมฺพิยา ปญฺญตฺตา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ มหาวิหาโร โทวจสฺสํ อญฺญํ ทฺวารํ สุราย จ อนาทริยํ สหธมฺโม จ ปโยปาเนน อฏฺฐมํ ฯ เย สกฺเกสุ ปญฺญตฺตา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ เอฬกโลมานิ ปตฺโต จ โอวาโทปิ จ เภสชฺชํ สูจิ อารญฺญโก เจว ฉ เอเต กาปิลวตฺถเว ฯ อุทเก สุทฺธิยา โอวาโท ภิกฺขุนีสุ ปวุจฺจติ ฯ เย ภคฺเคสุ ปญฺญตฺตา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ สมาทหิตฺวา วิสิพฺเพนฺติ สามิเสน สสิตฺถกํ ฯ ปาราชิกานิ จตฺตาริ สงฺฆาทิเสสานิ ภวนฺติ สตฺต นิสฺสคฺคิยานิ อฏฺฐ ทฺวตฺตึสติ จ ขุทฺทกา เทฺวคารยฺหา ตโย เสขา ฉปฺปญฺญาส ฉสุ นคเรสุ ปญฺญตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฉอูนตีณิ สตานิ สพฺเพ สาวตฺถิยา กตา โคตเมน ยสสฺสินา ฯ
อุ. สิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ ณ พระนครเวสาลี มีเท่าไร? ณ พระนครราชคฤห์ มีเท่าไร? ณ พระนครสาวัตถี มีเท่าไร? ณ พระนครอาฬวีมีเท่าไร? ณ พระนครโกสัมพี มีเท่าไร? ณ สักกชนบท มีเท่าไร? ณภัคคชนบท มีเท่าไร? พระองค์อันข้าพระพุทธเจ้าทูลถามแล้ว ขอได้โปรดตอบข้อนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า. พ. สิกขาบทที่บัญญัติไว้ ในพระนครเวสาลีมี ๑๐ สิกขาบท. ในพระนครราชคฤห์มี ๒๑ สิกขาบท. ในพระนครสาวัตถี รวมทั้งหมด มี๒๙๔ สิกขาบท. ในพระนครอาฬวี มี ๖ สิกขาบท. ในพระนครโกสัมพี มี๘ สิกขาบท. ในสักกชนบทมี ๘ สิกขาบท. ในภัคคชนบท. มี ๓สิกขาบท. สิกขาบทเหล่าใดได้บัญญัติไว้ในพระนครเวสาลี ท่านจงฟังสิกขาบทเหล่านั้นตามที่จะกล่าวต่อไป. สิกขาบทว่าด้วยเสพเมถุน ๑สิกขาบทว่าด้วยฆ่ามนุษย์ ๑ สิกขาบทว่าด้วยอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีจริง ๑ สิกขาบทว่าด้วยทรงอติเรกจีวร ๑ สิกขาบทว่าด้วยหล่อสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน ๑ สิกขาบทว่าด้วยอวดอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง ๑สิกขาบทว่าด้วยภัตรทีหลัง ๑ สิกขาบทว่าด้วยไม้ชำระฟัน ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้ของเคี้ยวของฉันแก่อเจลก ๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีด่าภิกษุ ๑ รวมสิกขาบทที่บัญญัติไว้ในพระนครเวสาลี เป็น ๑๐ สิกขาบท สิกขาบทเหล่าใดที่บัญญัติไว้ในพระนครราชคฤห์ ท่านจงฟังสิกขาบทเหล่านั้น ตามที่จะกล่าวต่อไป. สิกขาบทว่าด้วยถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ณ พระนครราชคฤห์ ๑ สิกขาบทว่าด้วยตามกำจัดภิกษุรวม ๒สิกขาบทว่าด้วยทำลายสงฆ์และประพฤติตามรวม ๒, สิกขาบทว่าด้วยรับอันตรวาสก ๑, สิกขาบทว่าด้วยแลกเปลี่ยนรูปิยะ ๑, สิกขาบทว่าด้วยขอด้าย ๑, สิกขาบทว่าด้วยบ่นว่า ๑, สิกขาบทว่าด้วยฉันโภชนะที่ภิกษุณีแนะให้เขาถวาย ๑ สิกขาบทว่าด้วยอาหารในโรงทาน ๑ สิกขาบทว่าด้วยฉันหมู่ ๑ สิกขาบทว่าด้วยฉันในเวลาวิกาล ๑ สิกขาบทว่าด้วยเที่ยวไปในสกุล ๑ สิกขาบทว่าด้วยอาบน้ำ ๑ สิกขาบทว่าด้วยบวชคนมีอายุไม่ครบ ๑สิกขาบทว่าด้วยให้จีวร ๑ สิกขาบทว่าด้วยฉันโภชนะที่ภิกษุณียืนสั่งเสีย ๑สิกขาบทว่าด้วยเที่ยวยอดเขา ๑ สิกขาบทว่าด้วยจาริก ๑ สิกขาบทเหล่านี้บัญญัติไว้ในพระนครราชคฤห์ รวมกับการให้ฉันทะในกรรมนั้นแหละ เป็น ๒๑ สิกขาบท. สิกขาบทเหล่าใดบัญญัติไว้ในพระนครสาวัตถี ท่านจงฟังสิกขาบทเหล่านั้น ตามที่กล่าวต่อไป. ปาราชิก ๔ ของภิกษุณี สังฆาทิเลส ๑๖อนิยต ๒ นิสสัคคียะ ๒๔ สิกขาบทที่เรียกว่าขุททกสิกขาบทมี ๑๕๖สิกขาบทที่ควรติเตียน ๑๐ สิกขาบทเสขิยวัตร ๗๒ สิกขาบท รวมสิกขาบททั้งหมดที่บัญญัติไว้ ในพระนครสาวัตถี ๒๙๔ สิกขาบท. สิกขาบทเหล่าใดบัญญัติไว้ในพระนครอาฬวี ท่านจงฟังสิกขาบทเหล่านั้นดังจะกล่าวต่อไป. สิกขาบทว่าด้วยให้ทำกุฎี ๑ สิกขาบทว่าด้วยทำสันถัตเจือไหม ๑ สิกขาบทว่าด้วยนอนร่วมกับอนุปสัมบัน ๑ สิกขาบทว่าด้วยขุดดิน ๑ สิกขาบทว่าด้วยพรากภูตคาม ๑ สิกขาบทว่าด้วยน้ำมีตัว-สัตว์เอารดหญ้าหรือดิน ๑ สิกขาบทเหล่านี้รวม ๖ สิกขาบท บัญญัติไว้ในพระนครอาฬวี. สิกขาบทเหล่าใดบัญญัติไว้ในพระนครโกสัมพี ท่านจงฟังสิกขาบทเหล่านั้น ดังจะกล่าวต่อไป สิกขาบทว่าด้วยให้ทำวิหารใหญ่ ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุว่ายากสอนยาก ๑ สิกขาบทว่าด้วยแกล้งพูดคำอื่นกลบเกลื่อน ๑ สิกขาบทว่าด้วยกรอบประตู ๑ สิกขาบทว่าด้วยดื่มสุราเมรัย ๑ สิกขาบทว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อ ๑ สิกขาบทว่าด้วยว่ากล่าวโดยชอบธรรม ๑ รวมเป็น ๘ สิกขาบททั้งดื่มน้ำนม. สิกขาบทเหล่าใดบัญญัติไว้ในสักกชนบท ท่านจงฟังสิกขาบทเหล่านั้น ดังจะกล่าวต่อไป. สิกขาบทว่าด้วยให้ซักขนเจียม ๑ สิกขาบทว่าด้วยบาตรมีรอยร้าวหย่อน ๕ แห่ง ๑ สิกขาบทว่าด้วยสั่งสอนภิกษุณีถึงที่อยู่ ๑ สิกขาบทว่าด้วยขอเภสัช ๑ สิกขาบทว่าด้วยกล่องเข็ม ๑สิกขาบทว่าด้วยเสนาสนะป่า ๑ รวม ๖ สิกขาบทนี้บัญญัติไว้ ณ พระนครกบิลพัสดุ์ สิกขาบทว่าด้วยทำความสะอาดด้วยน้ำ ๑ สิกขาบทว่าด้วยไม่รับโอวาท ๑ ตถาคตได้กล่าวไว้ในหมู่ภิกษุณี. สิกขาบทเหล่าใดบัญญัติไว้ในภัคคชนบท ท่านจงฟังสิกขาบทเหล่านั้น ดังจะกล่าวต่อไป. สิกขาบทว่าด้วยติดไฟผิง ๑ สิกขาบทว่าด้วยมือเปื้อนอามิส ๑ สิกขาบทว่าด้วยน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวสุก ๑ สิกขาบทเหล่านั้น คือ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๗ นิสสัคคิยะ ๘ ขุททกะ ๓๒ปาฏิเทสนียะสิกขาบทที่น่าติ ๒ เสขิยวัตร ๓ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ บัญญัติไว้ใน ๖ พระนคร รวม ๕๖ สิกขาบทในพระนครสาวัตถี พระโคดมผู้มียศ บัญญัติไว้ทั้งหมดรวม ๒๙๔ สิกขาบท. ทรงพยากรณ์อาบัติหนักและอาบัติเบาเป็นต้น
ยนฺตฺวํ อปุจฺฉิมฺหา อกิตฺตยี โน ตนฺตํ พฺยากตํ อนญฺญถา ฯ อญฺญนฺตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ ฯ ครุกํ ลหุกํ จาปิ สาวเสสํ อนวเสสํ ทุฏฺฐุลฺลญฺจ อทุฏฺฐุลฺลํ เย จ ยาวตติยกา สาธารณํ อสาธารณํ วิปตฺติโย จ เยหิ สมเถหิ สมฺมนฺติ สพฺพานิ เปตานิ วิยากโรหิ ฯ หนฺท วากฺยํ สุโณม เต ฯ เอกตึสา เย ครุกา อฏฺเฐตฺถ อนวเสสา เย ครุกา เต ทุฏฺฐุลฺลา เย ทุฏฺฐุลฺลา สา สีลวิปตฺติ ฯ ปาราชิกํ สงฺฆาทิเสโส สีลวิปตฺตีติ วุจฺจติ ฯ ถุลฺลจฺจยํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ ทุพฺภาสิตํ โยจายํ อกฺโกสติ หสฺสาธิปฺปาโย ฯ อยํ สา อาจารวิปตฺติสมฺมตา ฯ
อุ. ข้าพระพุทธเจ้า ได้ทูลถามปัญหาข้อใดกะพระองค์ พระองค์ได้ทรงแก้ปัญหาข้อนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า ได้ทรงแก้ปัญหานั้นๆ โดยมิได้เป็นอย่างอื่น. ข้าพระพุทธเจ้า ขอทูลถามปัญหาข้ออื่นกะพระองค์ ขอพระองค์โปรดตอบปัญหานั้นต่อไป. คือ อาบัติหนัก ๑ อาบัติเบา ๑ อาบัติมีส่วนเหลือ ๑ อาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ อาบัติชั่วหยาบ ๑ อาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑สิกขาบทเป็นยาวตติยกะ ๑ สิกขาบททั่วไป ๑ สิกขาบทไม่ทั่วไป ๑สิกขาบทที่จำแนกไว้ระงับด้วยสมถะเหล่าใด ๑ ขอพระองค์ได้โปรดชี้แจงสิกขาบทนี้แม้ทั้งมวล. พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะฟังพระดำรัสของพระองค์. พ. อาบัติหนักมี ๓๑ ศีลวิบัติและอาจารวิบัติในอาบัติหนักเหล่า-นั้น อาบัติปาราชิกที่ไม่มีส่วนเหลือมี ๘ อาบัติใดหนัก อาบัตินั้นชั่วหยาบอาบัติใดชั่วหยาบ อาบัตินั้นเป็นศีลวิบัติ. อาบัติปาราชิก อาบัติสังฆาทิเสสเรียกชื่อว่าศีลวิบัติ. อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตติยะ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏทุพภาสิตคือด่าประสงค์จะล้อเล่น อาบัตินี้นั้นรวมเรียกว่า อาจารวิบัติ. ทิฏฐิวิบัติ
วิปรีตทิฏฺฐึ คณฺหนฺติ อสทฺธมฺเมหิ ปุรกฺขตา อพฺภาจิกฺขนฺติ สมฺพุทฺธํ ทุปฺปญฺญา โมหปารุตา อยํ สา ทิฏฺฐิวิปตฺติสมฺมตา ฯ
บุคคลมีปัญญาเขลา อันโมหะครอบงำ ถูกอสัทธรรมรุมล้อมย่อมถือทิฏฐิ-วิบัติกล่าวตู่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาบัตินี้นั้นรวมเรียกว่าทิฏฐิวิบัติ. อาชีววิบัติ
อาชีวเหตุ อาชีวการณา ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อสนฺตํ อภูตํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ อาชีวเหตุ อาชีวการณา สญฺจริตฺตํ สมาปชฺชติ อาชีวเหตุ อาชีวการณา โย เต วิหาเร วสติ โส ภิกฺขุ อรหาติ ภณติ อาชีวเหตุ อาชีวการณา ภิกฺขุ ปณีตโภชนานิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชติ อาชีวเหตุ อาชีวการณา ภิกฺขุนี ปณีตโภชนานิ อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชติ อาชีวเหตุ อาชีวการณา ภิกฺขุ สูปํ วา โอทนํ วา อคิลาโน อตฺตโน อตฺถาย วิญฺญาเปตฺวา ภุญฺชติ ฯ อยํ สา อาชีววิปตฺติสมฺมตา ฯ
ภิกษุผู้ปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ ย่อมอวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มีไม่เป็นจริง เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุถึงความเที่ยวชักสื่อ เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุกล่าวว่าภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่านภิกษุนั้นเป็นอรหันต์ เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุณีขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์ตนมาฉัน เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ ภิกษุไม่อาพาธขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์ตนมาฉัน เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการณ์อาชีวะ อาบัตินี้นั้นรวมเรียกว่า อาชีววิบัติ. ยาวตติยกะสิกขาบท
เอกาทส ยาวตติยกา เต สุโณหิ ยถากถํ ฯ อุกฺขิตฺตานุวตฺติกา อฏฺฐ ยาวตติยกา อริฏฺโฐ จณฺฑกาลี จ อิเม เต ยาวตติยกา ฯ
ยาวตติยกะสิกขาบท ๑๑ นั้น ท่านจงฟัง ดังจะกล่าวต่อไป อุกขิตตานุวัตติกสิกขาบท ๑ ยาวตติยกะสิกขาบท ๘ อริฏฐสิกขาบท ๑ จัณฑกาลิสิกขาบท ๑สิกขาบทเหล่านี้นั้นชื่อยาวตติยกะสิกขาบท. ทรงพยากรณ์เฉทนกสิกขาบทและเภทนกสิกขาบทเป็นต้น
กติ เฉทนกานิ กติ เภทนกานิ กติ อุทฺทาลนกานิ กติ อนญฺญปาจิตฺติยานิ กติ ภิกฺขุสมฺมติโย กติ สามีจิโย กติ ปรมานิ กติ ชานนฺติ ปญฺญตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ ฉ เฉทนกานิ เอกํ เภทนกํ เอกํ อุทฺทาลนกํ จตฺตาริ อนญฺญปาจิตฺติยานิ จตสฺโส ภิกฺขุสมฺมติโย สตฺต สามีจิโย จุทฺทส ปรมานิ โสฬส ชานนฺติ ปญฺญตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ
อุ. สิกขาบทว่าด้วยการตัดมีเท่าไร? สิกขาบทว่าด้วยการทำลายมีเท่าไร?สิกขาบทว่าด้วยการรื้อมีเท่าไร? สิกขาบทว่าเป็นปาจิตตีย์มิใช่อื่นมีเท่าไร? สิกขาบทว่าด้วยการสมมติภิกษุมีเท่าไร? สิกขาบทที่ว่าเป็นความชอบ มีเท่าไร? สิกขาบทที่ว่าอย่างยิ่งมีเท่าไร?สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ทรงบัญญัติว่ารู้อยู่ มีเท่าไร? พ. สิกขาบทว่าด้วยการตัดมี ๖ สิกขาบทว่าด้วยการทำลายมี ๑ สิกขาบทว่าด้วยการรื้อมี ๑ สิกขาบทที่ว่าเป็นปาจิตตีย์มิใช่อื่นมี ๔ สิกขาบทว่าด้วยการสมมติภิกษุมี ๔ สิกขาบทที่ว่าเป็นความชอบมี ๗ สิกขาบทที่ว่าอย่างยิ่งมี ๑๔ สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์บัญญัติไว้ว่ารู้อยู่มี ๑๖.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๑. สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท คาถาสังคณิกะ ว่าด้วยกลุ่มคาถา ๑. สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท ว่าด้วยสิกขาบทที่ทรงบัญญัติใน ๗ พระนคร พระอุบาลีเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “เธอห่มผ้าเฉวียงบ่า ประณมมือ ดูเหมือนมีความมุ่งหวังมา ณ สถานที่นี้เพื่อประโยชน์อะไร” ท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า “สิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ในวินัยทั้งสอง มาสู่อุทเทสทุกวันอุโบสถนั้นมีเท่าไร ทรงบัญญัติ ณ พระนครกี่นคร” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ปัญญาของเธอดี เธอสอบถามอย่างแยบคาย เพราะฉะนั้น เราจักบอกเธอ สมกับที่เธอฉลาดถาม สิกขาบทที่บัญญัติไว้ในวินัยทั้งสองมาสู่อุทเทสทุกวันอุโบสถนั้น มี ๓๕๐ สิกขาบท เราบัญญัติ ณ พระนคร ๗ นคร” พระอุบาลีกราบทูลว่า “สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ณ พระนคร ๗ นคร พระนครไหนบ้าง ขอพระองค์ได้โปรดชี้แจงพระนคร ๗ นครนั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังถ้อยพระดำรัส ของพระองค์แล้วจะปฏิบัติ ข้อนั้นจะพึงมีเพื่อความเกื้อกูลแก่ข้าพระพุทธเจ้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สิกขาบทเหล่านั้น เราบัญญัติ ณ กรุงเวสาลี ณ กรุงราชคฤห์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๐๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๑. สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท ณ กรุงสาวัตถี ณ เมืองอาฬวี ณ กรุงโกสัมพี ณ แคว้นสักกะ ณ ภัคคชนบท” สิกขาบทบัญญัติ พระอุบาลีกราบทูลว่า “สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ณ กรุงเวสาลีมีเท่าไร ณ กรุงราชคฤห์มีเท่าไร ณ กรุงสาวัตถีมีเท่าไร ณ เมืองอาฬวีมีเท่าไร ณ กรุงโกสัมพีมีเท่าไร ณ แคว้นสักกะมีเท่าไร ณ ภัคคชนบทมีเท่าไร พระองค์อันข้าพระพุทธเจ้าทูลถามแล้ว ขอได้โปรดตอบข้อนั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สิกขาบทที่บัญญัติ ณ กรุงเวสาลีมี ๑๐ สิกขาบท ณ กรุงราชคฤห์มี ๒๑ สิกขาบท ณ กรุงสาวัตถี รวมทั้งหมดมี ๒๙๔ สิกขาบท ณ เมืองอาฬวีมี ๖ สิกขาบท ณ กรุงโกสัมพีมี ๘ สิกขาบท ณ แคว้นสักกะมี ๘ สิกขาบท ณ ภัคคชนบทมี ๓ สิกขาบท เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ ณ กรุงเวสาลี ตามลำดับต่อไป สิกขาบทว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม สิกขาบทว่าด้วยการพรากกายมนุษย์สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีจริง สิกขาบทว่าด้วยทรงอติเรกจีวร สิกขาบทว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำล้วน สิกขาบทว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง สิกขาบทว่าด้วยการฉันปรัมปรโภชนะ สิกขาบทว่าด้วยการรับประเคนอาหารนอกจากน้ำและไม้ชำระฟัน สิกขาบทว่าด้วยการให้ของเคี้ยวของฉันแก่อเจลก ในหมู่ภิกษุณี สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีด่า บริภาษภิกษุ รวมสิกขาบทที่บัญญัติ ณ กรุงเวสาลี ๑๐ สิกขาบท
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๐๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๑. สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์ตามลำดับต่อไป สิกขาบทว่าด้วยการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในกรุงราชคฤห์ สิกขาบทว่าด้วยใส่ความภิกษุ ๒ สิกขาบท สิกขาบทว่าด้วยทำลายสงฆ์และประพฤติตาม ๒ สิกขาบท สิกขาบทว่าด้วยการรับอันตรวาสก(จีวร) สิกขาบทว่าด้วยแลกเปลี่ยนรูปิยะ สิกขาบทว่าด้วยการออกปากขอด้าย สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวให้เพ่งโทษ สิกขาบทว่าด้วยฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้จัดเตรียม สิกขาบทว่าด้วยการฉันภัตตาหารในที่พักแรม สิกขาบทว่าด้วยการฉันคณโภชนะ สิกขาบทว่าด้วยการฉันโภชนะในเวลาวิกาล สิกขาบทว่าด้วยการเที่ยวสัญจรไป สิกขาบทว่าด้วยการสรงน้ำนอกสมัย สิกขาบทว่าด้วยการอุปสมบทให้บุคคลมีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี สิกขาบทว่าด้วยการให้จีวร สิกขาบทว่าด้วยการไม่ห้ามภิกษุณีผู้คอยบงการ สิกขาบทว่าด้วยการเที่ยวดูมหรสพบนยอดเขา สิกขาบทว่าด้วยการไม่หลีกจาริกไป(๒ สิกขาบท) สิกขาบทว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาโดยให้ปริวาสิกฉันทะ สิกขาบทเหล่านี้บัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์ รวม ๒๑ สิกขาบท เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ตามลำดับต่อไป ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๖ อนิยต ๒ นิสสัคคีย์ ๒๔ สิกขาบทที่เรียกว่าขุททกสิกขาบทมี ๑๕๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๐๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๑. สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท สิกขาบทว่าด้วยการกระทำที่น่าตำหนิ ๑๐ สิกขาบท เสขิยวัตร ๗๒ สิกขาบท รวมสิกขาบททั้งหมดที่เราบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ๒๙๔ สิกขาบท เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี ตามลำดับต่อไป สิกขาบทว่าด้วยการก่อสร้างกุฎี สิกขาบทว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม สิกขาบทว่าด้วยนอนร่วมกับอนุปสัมบัน สิกขาบทว่าด้วยการขุดดิน สิกขาบทว่าด้วยการพรากภูตคาม สิกขาบทว่าด้วยการเอาน้ำมีสิ่งมีชีวิตรดหญ้าหรือดิน รวมสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี ๖ สิกขาบท เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงโกสัมพี ตามลำดับต่อไป สิกขาบทว่าด้วยการสร้างวิหารใหญ่ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุเป็นคนว่ายากสอนยาก สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวกลบเกลื่อน สิกขาบทว่าด้วยการติดตั้งบานประตู สิกขาบทว่าด้วยการดื่มสุราและเมรัย สิกขาบทว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อ ต่อคำตักเตือน สิกขาบทว่าด้วยกล่าวตักเตือนโดยชอบธรรม สิกขาบทว่าด้วยการฉันน้ำนมเสียงดังซู้ดๆ รวม ๘ สิกขาบท เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ (๘ สิกขาบท)ตามลำดับต่อไป สิกขาบทว่าด้วยการให้ซักขนเจียม สิกขาบทว่าด้วยบาตรมีรอยซ่อม ๕ แห่ง สิกขาบทว่าด้วยเข้าไปสั่งสอนภิกษุณีถึงที่อยู่ สิกขาบทว่าด้วยขอเภสัช @เชิงอรรถ : @ สิกขาบทว่าด้วยการกระทำที่น่าตำหนิ หมายถึงปาฏิเทสนียะ ๑๐ สิกขาบท คือ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบท@ที่ ๑ ที่ ๓ ของภิกษุ (วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๕๒/๖๒๗, ๕๖๒/๖๓๕) และปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๑-๘@ของภิกษุณี (วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๒๒๘/๓๘๕, ๓/๑๒๓๔/๓๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๐๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๒. จตุวิบัติ สิกขาบทว่าด้วยการทำกล่องเข็ม สิกขาบทว่าด้วยการอยู่ในเสนาสนะป่า สิกขาบทว่าด้วยการใช้น้ำชำระ สิกขาบทว่าด้วยการไม่ไปรับโอวาท เรากล่าวไว้ในหมู่ภิกษุณี เธอจงฟังสิกขาบทที่เราบัญญัติ ณ ภัคคชนบท ตามลำดับต่อไป สิกขาบทว่าด้วยก่อไฟผิง สิกขาบทว่าด้วยการจับภาชนะน้ำดื่มด้วยมือเปื้อนอามิส สิกขาบทว่าด้วยการเทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวสุกในละแวกบ้าน สิกขาบททั้งหลาย คือ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๗ นิสสัคคีย์ ๘ ขุททกะ ๓๒ สิกขาบทที่น่าตำหนิ(ปาฏิเทสนียะ) ๒ เสขิยวัตร ๓ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ บัญญัติ ณ ๖ พระนคร รวม ๕๖ สิกขาบท พระโคดมผู้มีพระยศทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี รวมทั้งหมด ๒๙๔ สิกขาบท” ๒. จตุวิบัติ ว่าด้วยวิบัติ ๔ ทรงพยากรณ์อาบัติหนัก และอาบัติเบา เป็นต้น
พระอุบาลีกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทูลถามปัญหาข้อใดกับพระองค์ พระองค์ได้ตรัสแก้ปัญหาข้อนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทูลถามเรื่องใดๆ พระองค์ก็ได้ทรงแก้เฉพาะเรื่องนั้นๆ โดยมิได้ทรงแก้โดยประการอื่น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอทูลถามปัญหาข้ออื่นกับพระองค์ ขอพระองค์โปรดตอบปัญหาข้อนั้นต่อไป คือ อาบัติหนัก อาบัติเบา อาบัติที่มีส่วนเหลือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๐๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๒. จตุวิบัติ อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ อาบัติชั่วหยาบ อาบัติที่ไม่ชั่วหยาบ สิกขาบทเป็นยาวตติยกะ สิกขาบททั่วไป สิกขาบทไม่ทั่วไป สิกขาบทที่จำแนกไว้ระงับด้วยสมถะ ๑ ขอพระองค์ได้โปรดชี้แจงเรื่องนั้นแม้ทั้งหมดเถิด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะฟังพระดำรัสของพระองค์” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อาบัติหนักมี ๓๑ ในอาบัติหนักเหล่านั้น อาบัติไม่มีส่วนเหลือมี ๘ อาบัติหนักจัดเป็นอาบัติชั่วหยาบ อาบัติชั่วหยาบจัดเป็นสีลวิบัติ สีลวิบัติ และอาจารวิบัติ ปาราชิก สังฆาทิเสส เรียกว่า สีลวิบัติ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต คือ ด่าด้วยประสงค์จะล้อเล่น อาบัตินี้นั้น รวมเรียกว่า อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ บุคคลมีปัญญาเขลาทั้งหลาย ถูกโมหะครอบงำ ถูกอสัทธรรมรุมล้อม ยึดถือความเห็นวิปริต กล่าวตู่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้นั้น รวมเรียกว่า ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ ภิกษุมีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยากครอบงำ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุทำหน้าที่ชักสื่อ เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุกล่าวว่า ภิกษุรูปใด@เชิงอรรถ : @ เพราะเหตุแห่งอาชีวะ คือมุ่งเลี้ยงชีวิต (วิสุทฺธิ.มหา.ฏีกา ๑/๑๑๖/๖๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๑๐}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๓. เฉทนกาทิ อยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุรูปนั้น เป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุออกปากขอโภชนะอันประณีตมาเพื่อตนแล้วฉัน เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะ ภิกษุณีออกปากขอโภชนะอันประณีตมาเพื่อตนแล้วฉัน เพราะเหตุแห่งอาชีวะ ภิกษุไม่อาพาธออกปากขอแกงหรือข้าวสุกมาเพื่อตนแล้วฉัน เพราะเหตุแห่งอาชีวะ เพราะการณ์แห่งอาชีวะนี้นั้น รวมเรียกว่า อาชีววิบัติยาวตติยกสิกขาบท ยาวตติยกะ ๑๑ สิกขาบทนั้น เธอจงฟังตามลำดับต่อไป อุกขิตตานุวัตติกาสิกขาบท ยาวตติยกสังฆาทิเสส ๘ สิกขาบท อริฏฐสิกขาบท จัณฑกาลีสิกขาบท สิกขาบทเหล่านี้นั้น ชื่อว่า ยาวตติยกสิกขาบท” ๓. เฉทนกาทิ ว่าด้วยเฉทนกสิกขาบท เป็นต้น ทรงพยากรณ์เฉทนกสิกขาบท และเภทนกสิกขาบท เป็นต้น
พระอุบาลีกราบทูลว่า “สิกขาบทว่าด้วยการตัดมีเท่าไร สิกขาบทว่าด้วยการทำลายมีเท่าไร สิกขาบทว่าด้วยการรื้อมีเท่าไร สิกขาบทในปาจิตตีย์ว่าด้วยไม่มีอะไรอื่นมีเท่าไร สิกขาบทว่าด้วยการสมมติภิกษุมีเท่าไร สิกขาบทว่าด้วยการทำที่สมควรมีเท่าไร สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมีเท่าไร สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ทรงบัญญัติว่า ‘รู้อยู่’ มีเท่าไร” @เชิงอรรถ : @ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๖๖๘/๑๔ @ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐-๑๑-๑๒-๑๓ ของภิกษุและสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗-๘-๙-๑๐ ของภิกษุณี@ สิกขาบทที่ ๖ แห่งตุวัฏฏวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๙๕๕/๒๒๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๑๑}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [คาถาสังคณิกะ] ๔. อสาธารณาทิ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สิกขาบทว่าด้วยการตัดมี ๖ สิกขาบทว่าด้วยการทำลายมี ๑ สิกขาบทว่าด้วยการรื้อมี ๑ สิกขาบทในปาจิตตีย์ว่าด้วยไม่มีอะไรอื่นมี ๔ สิกขาบทว่าด้วยการสมมติภิกษุมี ๔ สิกขาบทว่าด้วยการกระทำที่สมควรมี ๗ สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๑๔ สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ทรงบัญญัติว่า‘รู้อยู่’ มี ๑๖ สิกขาบท”
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปฐมคาถาสังคณิกวัณณนา
บาทคาถาว่า เอกํสํ จีวรํ กตฺวา มีความว่า ท่านกระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง. อธิบายว่า ห่มอุตราสงค์เรียบร้อย.
บาทคาถาว่า ปคฺคณฺหิตฺวานอญฺชลึ มีความว่า ยกอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยประชุมแห่งนิ้วทั้ง ๑๐.
บาทคาถาว่า อาสึสมานรูโปว ความว่า ดูเหมือนจะมุ่งหวัง.
บาทคาถาว่า กิสฺส ตฺวํ อธิมาคโต มีความว่า ท่านปรารถนาประโยชน์อะไร มาในที่นี้ เพราะเหตุไร?
ใครกล่าวอย่างนี้? พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ตรัสอย่างนั้นกะใคร? กะท่านพระอุบาลี. ท่านพระอุบาลี เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามคาถานี้ว่า (สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ) ในวินัยทั้ง ๒ (ย่อมมาสู่อุทเทสในวันอุโบสถทั้งหลาย สิกขาบทเหล่านั้น มีเท่าไร? ทรงบัญญัติในนครเท่าไร?) ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า ปัญญาของท่านดีเป็นต้น ทรงตอบคำถามนั้นของท่าน. มีนัยเหมือนกันทุกปัญหา.
พระอุบาลีเถระทูลถามปัญหาทั้งปวงเหล่านี้ ในพุทธกาล ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบเอง. ส่วนในสังคีติกาล พระมหากัสสปเถระถาม พระอุบาลีเถระตอบ.
บรรดาบทเหล่านั้น บาทคาถาว่า ภทฺทโก เต อุมฺมงฺโค มีความว่า ปัญญาของท่านดี. จริงอยู่ ปัญญาเรียกว่า อุมมังคะ เพราะผุดขึ้นจากมืด คืออวิชชาตั้งอยู่.
ศัพท์ว่า ตคฺฆ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถคือเหตุ. ความว่า ท่านถามเราเพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น เราจักตอบแก่ท่าน.
อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า ตคฺฆ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถ คือยอมรับ. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคำ ด้วยคำว่า เอาเถิด. นี้จึงตรัสว่า เราจักตอบ.
เฉพาะ ๓ สิกขาบทนี้ คือ ติดไฟผิง มือเปื้อนอามิส น้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวสุก ทรงบัญญัติในภัคคชนบท.
สองบทว่า ยนฺตฺวํ อปุจฺฉิมฺหา มีความว่า ข้าพเจ้าได้ทูลถามปัญหาใดกะพระองค์.
บทว่า อกิตฺตยิ คือ พระองค์ได้ตรัสแล้ว.
บทว่า โน คือ แก่ข้าพเจ้า.
สองบทว่า ตนฺตํ พฺยากตํ มีความว่า คำใดๆ อันข้าพเจ้าได้ทูลถามแล้ว คำนั้นๆ อันพระองค์ได้ทรงแก้แล้ว.
บทว่าอนญฺญถา ความว่า มิได้ทรงแก้บ่ายเบี่ยงโดยประการอื่น.
[วิบัติ ๔]
ชื่อว่า สีลวิบัติ ย่อมไม่มีในปัญหาในคำว่า เย ทุฏฺฐุลฺลา สา สีลวิปตฺติ นี้ แม้โดยแท้ ถึงกระนั้น คำว่า เย ทุฏฺฐุลฺลา สา สีลวิปตฺติ นี้ ท่านกล่าวแล้ว ด้วยความเป็นผู้ประสงค์จะแก้ทุฏฐุลลาบัติ.
จริงอยู่ ในวิบัติ ๔ ทุฏฐุลลาบัติ สงเคราะห์ด้วยวิบัติ ๑ อทุฏฐุลลาบัติ สงเคราะห์ด้วยวิบัติ ๓. เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า เย ทุฏฺฐุลฺลา สา สีลวิปตฺติ แล้ว จึงกล่าวว่า ปาราชิก สังฆาทิเสส เรียกว่า สีลวิบัติ เพื่อแสดงสีลวิบัตินั้นเอง โดยพิสดาร.
บัดนี้ ท่านกล่าวคำว่า ถุลฺลจฺจยํ เป็นอาทิ เพื่อแสดงอทุฏฐุลลาบัติด้วยอำนาจวิบัติ ๓.
ในคำเหล่านั้น คำว่า โย จายํ อกฺโกสติ หสฺสาธิปฺปาโย นี้ ท่านกล่าวเพื่อชี้วัตถุแห่งทุพภาสิต.
บทว่า อพฺภาจิกฺขติ มีความว่า เมื่อกล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วอย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวตู่.
หลายบทว่า อยํ สา อาชีววิปตฺติสมฺมตา มีความว่า ชื่อว่าอาชีววิบัติ ที่ประมวลด้วย ๖ สิกขาบทนี้ สมมติว่าวิบัติที่ ๔ ฉะนี้แล.
คำถามว่า อทุฏฺฐุลฺลํ นี้ เป็นอันเฉลยแล้ว ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
[ประมวลสิกขาบท]
บัดนี้ ท่านกล่าวคำว่า เอกาทส เป็นอาทิ เพื่อเฉลยปัญหาที่ว่า เย จ ยาวตติยกา. ก็เพราะปัญหาที่ว่า เย จ ยาวตติยกา นี้ ท่านเฉลยแล้วด้วยอำนาจจำนวน อย่างนี้ว่า ยาวตติยกสิกขาบท ๑๑, เพราะฉะนั้น ท่านจึงถามอันตราปัญหาเหล่าอื่น มีคำว่า เฉทนกสิกขาบทมีเท่าใด? เป็นอาทิ ด้วยอำนาจสืบต่อแห่งจำนวนนั่นเอง.
ท่านกล่าวว่า ฉ เฉทนกานิ เป็นอาทิ ก็เพื่อเฉลยอันตราปัญหาเหล่านั้น. ในคำเฉลยนั้น คำว่า เภทนกสิกขาบท ๑ อุททาลนกสิกขาบท ๑ สิกขาบท ๑๖ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติว่า รู้อยู่ นี้แล ตรัสภายหลัง.
บทที่เหลือ ได้จำแนกไว้ในมหาวัคค์หมดแล้ว.
ก็ในคำที่ตรัสภายหลังนั้น สองบทว่า เอกํ เภทนกํ ได้แก่ สูจิฆรสิกขาบท.
สองบทว่า เอกํ อุทฺทาลนกํ ได้แก่ ตูโลนัทธมัญจปิฐสิกขาบท.
บทว่า โสรส ได้แก่ โสฬส (คือ ๑๖).
สองบทว่า ชานนฺติปญฺญตฺตา ได้แก่ สิกขาบทที่ตรัสอย่างนี้ว่า รู้อยู่ ทรงบัญญัติแล้ว.
สิกขาบทเหล่านั้น พึงทราบอย่างนี้ คือ :-
ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไปจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน รู้อยู่สำเร็จการนอนเบียดภิกษุผู้เข้าไปก่อน รู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์ รดเองก็ตาม ใช้ให้รดก็ตาม ซึ่งหญ้าหรือดิน รู้อยู่ ฉันบิณฑบาต อันภิกษุณีแนะนำให้ถวาย รู้อยู่ มุ่งหมายจะยกโทษ พอเธอฉันแล้วเป็นปาจิตตีย์ รู้อยู่ บริโภคน้ำมีตัวสัตว์ รู้อยู่ ฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินเสร็จแล้วโดยธรรม รู้อยู่ ปิดอาบัติชั่วหยาบ รู้อยู่ ยังบุคคลมีปีหย่อน ๒๐ ให้อุปสมบท รู้อยู่ ชักชวนแล้ว เดินทางสายเดียวกันกับพวกเกวียนพวกต่างที่เป็นโจร รู้อยู่ กินร่วมก็ดี ... กับภิกษุผู้กล่าวอย่างนั้น ยังไม่ได้ทำธรรมอันสมควร รู้อยู่ เกลี้ยกล่อมสมณุทเทสผู้ถูกให้นาสนะแล้ว อย่างนั้น รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไปจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล ภิกษุณี รู้อยู่ ไม่โจทด้วยตนเอง ซึ่งภิกษุณีผู้ล่วงธรรมถึงปาราชิก รู้อยู่ ว่าสตรีเป็นนางโจร อันชนทั้งหลายรู้ว่าต้องโทษประหาร ไม่บอก รู้อยู่ ไม่บอกก่อน เข้าไปสู่อารามที่มีภิกษุ.
[จำแนกสิกขาบท]
บัดนี้ ท่านจะเฉลยปัญหาแรกนี้ว่า สาธารณํ อสาธารณํ จึงกล่าวคำว่า วีสํ เทฺว สตานิ เป็นอาทิ.
บรรดาสิกขาบทที่ทั่วไปและไม่ทั่วไปเหล่านั้น วินิจฉัยในสิกขาบททั้งหลายที่ไม่ทั่วไปด้วยเหล่าภิกษุณี พึงทราบดังนี้ :-
สองบทว่า ฉ สงฺฆาทิเสสา ได้แก่ สุกกวิสัฏฐิสิกขาบท ๑ กายสังสัคคสิกขาบท ๑ ทุฏฐุลลวาจสิกขาบท ๑ อัตตกามปาริจริยสิกขาบท ๑ กุฏิการสิกขาบท ๑ วิหารสิกขาบท ๑.
สองบทว่า เทฺวอนิยเตหิอฏฺฐิเม ได้แก่ สิกขาบทเหล่านี้รวมเป็น ๘ กับอนิยต ๒ สิกขาบท.
สองบทว่า นิสฺสคฺคิยา ทฺวาทส ได้แก่ สิกขาบท ๑๒ เหล่านี้ คือ จีวรโธวนะ ๑ จีวรปฏิคคหะ ๑ โกเสยยะ ๑ สุทธกาฬกะ ๑ เทวภาคะ ๑ ฉัพพัสสะ ๑ นิสีทนสันถัต ๑ โลมสิกขาบท ๒ ปฐมปัตตะ ๑ วัสสิกสาฏิกะ ๑ อารัญญกะ คือ สาสังกะ ๑.
สองบทว่า ทฺวาวีสติ ขุทฺทกา ได้แก่ สิกขา ๒๒ ที่ประกาศแล้วในขุททกกัณฑ์ เหล่านี้ คือ ภิกขุนีวัคค์ทั้งสิ้น ปรัมปรโภชนสิกขาบท อนติริตตสิกขาบท อภิหัฏฐุปวารณาสิกขาบท ปณีตโภชนสิกขาบท อเจลกสิกขาบท โอนวีสติวัสสสิกขาบท ทุฏฐุลลัจฉาทนสิกขาบท มาตุคามสังวิธานสิกขาบท อนิกขันตราชกสิกขาบท ไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่ เข้าบ้านในวิกาล นิสีทนสิกขาบท วัสสิกสาฏิกสิกขาบท.
วินิจฉัยแม้ในสิกขาบทที่ไม่ทั่วไป ด้วยภิกษุทั้งหลาย พึงทราบดังนี้ :-
หลายบทว่า สงฺฆมฺหา ทส นิสฺสเร ได้แก่ สิกขาบทที่ตรัสไว้ในวิภังค์อย่างนี้ว่า ๑๐ สิกขาบท อันสงฆ์พึงขับออกจากหมู่. แต่ ๑๐ สิกขาบทมาในมาติกาอย่างนี้ว่า สังฆาทิเสสที่ต้องเสีย.
สองบทว่า นิสฺสคฺคิยานิ ทฺวาทส ได้แก่ นิสสัคคีย์ที่ทรงจำแนกไว้ในภิกขุนีวิภังค์เท่านั้น.
แม้ขุททกสิกขาบท ก็ได้แก่ ขุททกสิกขาบทที่ทรงจำแนกในภิกขุนีวิภังค์นั้นเอง.
ปาฏิเทสนียะ ๘ ก็เหมือนกัน. สิกขา ๑๓๐ ของพวกภิกษุณี ไม่ทั่วไปด้วยภิกษุทั้งหลายอย่างนี้.
ในตอนที่แก้สิกขาบทที่ทั่วไปนี้ คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.
[กองอาบัติที่ระงับไม่ได้]
บัดนี้ พระอุบาลีเถระ เมื่อจะแก้ปัญหานี้ว่า ก็กองอาบัติเป็นต้น อันท่านจำแนก ย่อมระงับด้วยสมถะเหล่าใด? ดังนี้ จึงกล่าวว่า บุคคลผู้พ่ายแพ้ ๘ พวกแล เป็นอาทิ.
บรรดาบทเหล่านั้น ท่านแสดงข้อที่บุคคลผู้พ่าย ๘ พวกนั้นเป็นผู้มีภัยเฉพาะหน้า ด้วยบทว่า ทุราสทา นี้.
จริงอยู่ ผู้พ่ายเหล่านั้น เป็นราวกะงูเห่าเป็นต้น ยากที่จะเข้าใกล้ คือยากที่จะเข้าเคียง ยากที่จะเข้าหา อันบุคคลเกี่ยวข้องอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อตัดรากเหง้า.
บทว่า ตาลวตฺถุสมูปมา มีความว่า เปรียบสมด้วยการถอนต้นตาลหมดทั้งต้น กระทำให้เป็นสักว่าวัตถุแห่งตาล. ต้นตาลที่บุคคลกระทำให้เป็นสักว่าวัตถุ เป็นต้นไม้ที่กลับคืนเป็นปกติอีกไม่ได้ฉันใด บุคคลผู้พ่าย ๘ พวกนั้น ย่อมเป็นผู้กลับคืนอย่างเดิมอีกไม่ได้ฉันนั้น.
พระอุบาลีเถระ ครั้นแสดงอุปมาที่ทั่วไปอย่างนี้แล้ว จะแสดงอุปมาซึ่งกล่าวเฉพาะสำหรับผู้หนึ่งๆ อีก จึงกล่าวว่า เปรียบเหมือนใบไม้เหลือง เป็นอาทิ.
บาทคาถาว่า อวิรูฬฺหิ ภวนฺติ เต มีความว่า ใบไม้เหลืองเป็นอาทิเหล่านั่น เป็นของมีอันไม่งอกงาม โดยความเป็นของเขียวสดอีกเป็นต้น เป็นธรรมดาฉันใด, แม้บุคคลผู้พ่ายทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่งอกงามโดยความเป็นผู้มีศีลตามปกติอีกเป็นธรรมดา.
ในคำว่า ก็กองอาบัติเป็นต้น อันท่านจำแนก ย่อมระงับด้วยสมถะเหล่าใดนี้ คำอย่างนี้ว่า กองอาบัติเป็นต้น อันท่านจำแนก คือปาราชิก ๘ เหล่านี้ก่อน ย่อมไม่ระงับด้วยสมถะเหล่าใดๆ เป็นอันแสดงแล้ว ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
[กองอาบัติที่ระงับได้]
ส่วนคำว่า เตวีสํ สงฺฆาทิเสสา เป็นอาทิ ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดงอาบัติเครื่องจำแนกเป็นต้นที่ระงับได้.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ตีหิ สมเถหิ นี้ เป็นคำกล่าวครอบสมถะทั้งหมด.
จริงอยู่ สังฆาทิเสส ย่อมระงับด้วยสมถะ ๒ เท่านั้น, หาระงับด้วยติณวัตถารกสมถะไม่, ที่เหลือย่อมระงับด้วยสมถะทั้ง ๓.
คำว่า เทฺว อุโปสถา เทฺว ปวารณา นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจภิกษุและภิกษุณี. จริงอยู่ คำนั่นท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจแสดงสักว่าส่วนอันท่านจำแนกเท่านั้น หาได้กล่าวด้วยอำนาจการระงับด้วยสมถะทั้งหลายไม่.
จริงอยู่ ส่วนอันท่านจำแนก อธิบายว่า ส่วนที่ควรแจกออก ๔ แม้เหล่านี้ คือ ภิกขุอุโบสถ ภิกขุณีอุโบสถ ภิกขุปวารณา ภิกขุณีปวารณา.
สองบทว่า จตฺตาริ กมฺมานิ ได้แก่ อุโบสถกรรม มีที่เป็นวรรคโดยอธรรมเป็นอาทิ.
หลายบทว่า ปญฺเจว อุทฺเทสา จตุโร ภวนฺติอนญฺญถา มีความว่า อุทเทสของภิกษุมี ๕ ของภิกษุณีมี ๔ โดยประการอื่น ไม่มี.
พึงทราบส่วนจำแนกแม้อื่นอีกเหล่านี้ คือ กองอาบัติมี ๗ อธิกรณ์ มี ๔, ก็ส่วนจำแนกเหล่านี้ ย่อมระงับด้วยสมถะทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า สตฺตหิ สมเถหิ เป็นอาทิ.
อีกประการหนึ่ง อาบัติเหล่าใด อาศัยส่วนจำแนกแม้เหล่านี้แล คืออุโบสถ ๒ ปวารณา ๒ กรรม ๔ อุทเทส ๕ อุทเทส ๔ มี, อุทเทสโดยประการอื่น ไม่มี, เกิดขี้นโดยนัยเป็นต้นว่า นสฺสนฺเต เต วินสฺสนฺเต เต, อาบัติเหล่านั้น ย่อมระงับด้วยสมถะทั้งหลาย มีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล, เพราะเหตุนั้น ส่วนจำแนกเหล่านั้น อันบัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดงความระงับอาบัติทั้งหลายที่มีส่วนจำแนกนั้นเป็นมูลบ้าง.
สองบทว่า กิจฺจํ เอเกน มีความว่า กิจจาธิกรณ์ ย่อมระงับด้วยสมถะเดียว.
[วิเคราะห์ปาราชิก]
พระอุบาลี ครั้นแก้ปัญหาทั้งปวงตามลำดับแห่งคำถามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ จะแสดงเพียงคำอธิบายเฉพาะอย่าง แห่งกองอาบัติที่ประมวลไว้ในคำว่า อาปตฺติกฺขนฺธา จ ภวนฺติ สตฺต จึงกล่าวคำว่า ปาราชิกํ เป็นอาทิ.
บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาที่ ๑ ว่า ปาราชิกํ เป็นต้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบุคคลปาราชิก อาบัติปาราชิก และสิกขาบทปาราชิก ชื่ออาบัติปาราชิกนี้ใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว, บุคคลผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้นย่อมเป็นผู้พ่าย คือ ถึงความแพ้ เป็นผู้เคลื่อน ผิด ตก อันความละเมิดทำให้ห่างจากสัทธรรม. เมื่อบุคคลนั้นไม่ถูกขับออก (จากหมู่) ก็ไม่มีสังวาส ต่างโดยอุโบสถและปวารณาเป็นต้นอีก. ด้วยเหตุนั้น ปาราชิกนั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น คือ เพราะเหตุนั้น อาบัติปาราชิกนั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปาราชิก.
ก็ในบทว่า ปาราชิกํ นี้ มีความสังเขปดังนี้ :-
บุคคลย่อมเป็นผู้พ่ายด้วยอาบัติปาราชิกนั้น เพราะเหตุนั้น อาบัติปาราชิกนั่น ท่านจึงกล่าวว่า ปาราชิก.
[วิเคราะห์สังฆาทิเสส]
คำว่า สงฺโฆว เทติ ปริวาสํ เป็นอาทิ ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดงแต่เนื้อความเท่านั้น ไม่เอื้อเฟื้อพยัญชนะ แม้ในคาถาที่ ๒.
ก็ในบทว่า สงฺฆาทิเสโส เป็นอาทินี้ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
การออกจากอาบัตินั้นใด ของภิกษุผู้ต้องอาบัตินี้แล้วใคร่จะออก สงฆ์อันภิกษุนั้นพึงปรารถนา ในกรรมเบื้องต้นแห่งการออกจากอาบัตินั้นเพื่อประโยชน์แก่การให้ปริวาส และในกรรมที่เหลือจากกรรมเบื้องต้น คือในท่ามกลาง เพื่อประโยชน์แก่การให้มานัตต์ หรือเพื่อประโยชน์แก่การให้มานัตต์กับมูลายปฏิกัสสนะและในที่สุดเพื่อประโยชน์แก่อัพภาน. ก็ในกรรมทั้งหลายมีปริวาสกรรมเป็นต้นนี้ กรรมแม้อย่างหนึ่ง เว้นสงฆ์เสีย อันใครๆ ไม่อาจทำได้ ฉะนี้แล.
สงฆ์อันภิกษุพึงปรารถนาในกรรมเบื้องต้น และในกรรมที่เหลือแห่งกองอาบัตินั้น เหตุนั้น กองอาบัตินั้น ชื่อว่าสังฆาทิเสส.
[วิเคราะห์อนิยต]
เนื้อความแห่งคาถาที่ ๓ พึงทราบดังนี้ :-
สองบทว่า อนิยโต น นิยโต มีความว่า เพราะไม่แน่ กองอาบัตินี้ จึงได้ชื่อว่าอนิยต.
คำที่ว่า ไม่แน่ นี้มีอะไรเป็นเหตุ? เพราะสิกขาบทนี้ ปรับอาบัติไม่จำกัดส่วนอันเดียว. อธิบายว่า สิกขาบทนี้ ปรับอาบัติโดยส่วนอันเดียวไม่ได้.
สิกขาบทนี้ ปรับอาบัติโดยส่วนเดียวไม่ได้อย่างไร? อย่างนี้
บรรดาฐานะ ๓ ฐานะอันใดอันหนึ่ง อันพระวินัยธรพึงปรับ.
จริงอยู่ ท่านกล่าวไว้ในอนิยตสิกขาบทนั้นว่า ภิกษุนั้น อันพระวินัยธรพึงปรับด้วยธรรม ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง. เพราะเหตุนั้น กองอาบัตินั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนิยต คือ กล่าวว่า ไม่แน่.
เหมือนอย่างว่า บรรดาฐานะ ๓ ฐานะอันใดอันหนึ่ง ท่านกล่าวในกองอาบัตินั้น กองอาบัติ ชื่อว่าอนิยต ฉันใด. บรรดาฐาน ๒ ฐานะอันใดอันหนึ่ง ท่านกล่าวในกองอาบัติใด กองอาบัติแม้นั้น ก็ชื่อว่าอนิยตเหมือนกันฉันนั้น.
[วิเคราะห์ถุลลัจจัย]
เนื้อความแห่งคาถาที่ ๔ พึงทราบดังนี้ :-
บาทคาถาว่า อจฺจโย เตน สโม นตฺถิ มีความว่า บรรดาโทษที่เป็นเทสนาคามี โทษที่ล่ำ เสมอด้วยถุลลัจจัยนั้นไม่มี ด้วยเหตุนั้น ความละเมิดนั้น ท่านจึงเรียกอย่างนั้น. อธิบายว่า ความละเมิดนั้น ท่านเรียกว่าถุลลัจจัยเพราะเป็นโทษล่ำ.
[วิเคราะห์นิสสัคคีย์]
เนื้อความแห่งคาถาที่ ๕ พึงทราบดังนี้ :-
หลายบทว่า นิสฺสชฺชิตฺวา ยํ เทเสติ เตเนตํ มีความว่า ความละเมิดนั้น ท่านเรียกนิสสัคคิยะ เพราะต้องสละแล้วจึงแสดง.
[วิเคราะห์ปาจิตตีย์]
เนื้อความคาถาที่ ๖ พึงทราบดังนี้ :-
บาทคาถาว่า ปาเตติ กุสลํ ธมฺมํ มีความว่า ความละเมิดนั้นยังกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรม ของบุคคลผู้แกล้งต้องให้ตกไป เพราะเหตุนั้น ความละเมิดนั้น ชื่อว่ายังจิตให้ตกไป เพราะฉะนั้น ความละเมิดนั้น ชื่อว่าปาจิตติยะ.
ก็ปาจิตติยะใด ย่อมยังจิตให้ตกไป, ปาจิตติยะนั้น ย่อมผิดต่ออริยมรรค และย่อมเป็นเหตุแห่งความลุ่มหลงแห่งจิต. เพราะเหตุนั้น คำว่า ผิดต่ออริยมรรค และคำว่า เป็นเหตุแห่งความลุ่มหลงแห่งจิต ท่านจึงกล่าวแล้ว.
[วิเคราะห์ปาฏิเทสนียะ]
ในปาฏิเทสนียคาถาทั้งหลาย คำว่า ภิกษุเป็นผู้ไม่มีญาติ เป็นอาทิ ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดงความกระทำความเป็นธรรมที่น่าติ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แน่ะเธอ ฉันต้องธรรมที่น่าติ. ก็อาบัตินั้น ท่านเรียกว่าปาฏิเทสนียะ เพราะจะต้องแสดงคืน.
[วิเคราะห์ทุกกฏ]
เนื้อความแห่งทุกกฏคาถา พึงทราบดังนี้ :-
คำว่า ผิด แย้ง พลาด นี้ทั้งหมด เป็นคำยักเรียก ทุกกฏที่กล่าวไว้ในคำนี้ว่า ยญฺจ ทุกฺกฏํ.
จริงอยู่ กรรมใด อันบุคคลทำไม่ดี หรือทำผิดรูป กรรมนั้น ชื่อว่าทุกกฏ. ก็ทุกกฏนั้นแล ชื่อว่าผิด เพราะเหตุที่ไม่ทำตามประการที่พระศาสดาตรัส ชื่อว่าแย้ง เพราะเป็นไปแย้งกุศล ชื่อว่าพลาด เพราะไม่ย่างขึ้นสู่ข้อปฏิบัติในอริยมรรค.
ส่วนคำว่า ยํ มนุสฺโส กเร นี้ แสดงข้อควรเปรียบในทุกกฏนี้.
เนื้อความแห่งคำนั้นว่า มนุษย์ในโลก ทำบาปใด ในที่แจ้งหรือในที่ลับ, บัณฑิตทั้งหลายประกาศบาปนั้นว่า ทุกกฏ ฉันใด, ทุกกฏแม้นี้ ก็ฉันนั้น ชื่อว่าบาป เพราะเป็นกรรมลามก อันพระพุทธเจ้าทรงเกลียด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ทุกกฏ.
[วิเคราะห์ทุพภาสิต]
เนื้อความแห่งทุพภาสิตคาถา พึงทราบดังนี้ :-
บาทคาถาว่า ทุพฺภาสิตํทุราภฏฺฐํ มีความว่า บทใดอันภิกษุกล่าว คือพูด เจรจาชั่ว เหตุนั้น บทนั้น ชื่อว่าอันภิกษุกล่าวชั่ว. อธิบายว่า บทใดอันภิกษุกล่าวชั่ว บทนั้น เป็นทุพภาสิต.
มีคำที่จะพึงกล่าวให้ยิ่งน้อยหนึ่ง ; ความว่า อนึ่ง บทใด เศร้าหมอง บทนั้น เป็นบทเศร้าหมอง เพราะเหตุใด ; อนึ่ง วิญญูชนทั้งหลาย ย่อมติ เพราะเหตุใด ; อธิบายว่า ท่านผู้รู้แจ้งทั้งหลาย ติบทนั้น เพราะเหตุใด.
บาทคาถาว่า เตเนตํ อิติ วุจฺจติ มีความว่า เพราะความเป็นบทเศร้าหมอง และแม้เพราะความติแห่งวิญญูชนนั้น บทนั้น ท่านย่อมกล่าวอย่างนั้น คือ บทนั้น ท่านกล่าวว่า ทุพฺภาสิตํ.
[วิเคราะห์เสขิยะ]
เนื้อความแห่งเสขิยคาถา พึงทราบดังนี้ :-
พระอุบาลีเถระแสดงความที่พระเสขะมี โดยนัยมีคำว่า อาทิ เจตํ จรณญฺจ เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ในบทว่า เสขิยํ นี้ จึงมีเนื้อความสังเขปดังนี้ว่า นี้เป็นข้อควรศึกษาของพระเสขะ.
คำว่า ปาราชิกนฺติ ยํ วุตฺตํ เป็นอาทินี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวเพื่อแสดงเนื้อความ ที่มิได้สงเคราะห์ด้วยปัญหาที่ว่า ครุกลหุกญฺจาปิ เป็นต้น แต่สงเคราะห์ด้วยคำอ้อนวอนนี้ว่า หนฺท วากฺยํ สุโณม เต (เอาเถิด เราจะฟังคำของท่าน).
[อุปมาแห่งอาบัติอนาบัติ]
แม้ในบทว่า ฉนฺนมติวสฺสติ เป็นต้น ก็นัยนี้แล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺนมติวสฺสติ มีความว่า เรือนที่มิได้มุงด้วยเครื่องมุงมีหญ้าเป็นต้น ย่อมเปียกก่อน. แต่เรือนกล่าวคืออาบัตินี้ อันภิกษุปิดไว้แล้ว ย่อมเปียก.
จริงอยู่ ภิกษุเมื่อปิดอาบัติแรกไว้ ย่อมต้องอาบัติอื่นใหม่.
สองบทว่า วิวฏํ นาติวสฺสติ มีความว่า เรือนที่ไม่เปิด คือมุงดีแล้ว ย่อมไม่เปียกฝนก่อน. แต่เรือนกล่าวคืออนาบัตินี้ อันภิกษุเปิดแล้ว ย่อมไม่เปียก.
จริงอยู่ ภิกษุเมื่อเปิดเผยอาบัติแรก แสดงอาบัติที่เป็นเทสนาคามินีเสีย ออกจากอาบัติที่เป็นวุฏฐานคามินีเสีย ย่อมประดิษฐานในส่วนหมดจด. เมื่อสำรวมต่อไป ย่อมไม่ต้องอาบัติอื่น.
บาทคาถาว่า ตสฺมา ฉนฺนํ วิวเรถ มีความว่า เพราะเหตุนั้น เมื่อแสดงอาบัติที่เป็นเทสนาคามินี และออกจากอาบัติที่เป็นวุฏฐานคามินี ชื่อว่าเปิดเผยอาบัติที่ปิดไว้.
บาทคาถาว่า เอวนฺตํ นาติวสฺสติ มีความว่า ก็เรือนกล่าวคืออาบัตินั่น อันภิกษุเปิดเผยแล้วอย่างนั้น ย่อมไม่เปียก.
บาทคาถาว่า คติ มิคานํ ปวนํ มีความว่า ป่าใหญ่ คือป่าที่หนาแน่นด้วยต้นไม้เป็นต้น เป็นคติ คือเป็นที่พึ่งของมฤคทั้งหลายผู้อันพาล มฤคมีเสือโคร่งเป็นอาทิให้ล้มในกลางแจ้ง. มฤคเหล่านั้น ถึงป่านั้นแล้ว ย่อมโล่งใจ. โดยนัยนี้แล อากาศเป็นทางไปของเหล่าปักษี, ความเสื่อมเป็นคติของธรรมทั้งหลาย คือว่า ความพินาศเป็นทางของสังขตธรรมแม้ทั้งปวง เพราะอรรถว่าต้องถึงเข้าเป็นแน่.
จริงอยู่ สังขตธรรมเหล่านั้น จะไม่ถึงความพินาศ สามารถทนอยู่หามิได้. ส่วนนิพพานดำรงอยู่แม้นาน เป็นคติของพระอรหันต์. อธิบายว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นทางไปด้านเดียวของพระอรหันตขีณาสพ.
ปฐมคาถาสังคณิกวัณณนา จบ. -----------------------------------------------------