หมวด ๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๗๙ปญฺจ อาปตฺติโย ฯ ปญฺจ อาปตฺติกฺขนฺธา ฯ ปญฺจ วินีตวตฺถูนิ ฯ ปญฺจ กมฺมานิ อานนฺตริกานิ ฯ ปญฺจ ปุคฺคลา นิยตา ฯ ปญฺจ เฉทนกา อาปตฺติโย ฯ ปญฺจหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ ปญฺจาปตฺติโย มุสาวาทปจฺจยา ฯ ปญฺจหากาเรหิ กมฺมํ น อุเปติ สยํ วา กมฺมํ น กโรติ ปรํ วา นาชฺเฌสติ ฉนฺทํ วา ปาริสุทฺธึ วา น เทติ กยิรมาเน กมฺเม ปฏิกฺโกสติ กเต วา ปน กมฺเม อธมฺมทิฏฺฐิ โหติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ กมฺมํ อุเปติ สยํ วา กมฺมํ กโรติ ปรํ วา อชฺเฌสติ ฉนฺทํ วา ปาริสุทฺธึ วา เทติ กยิรมาเน กมฺเม นปฺปฏิกฺโกสติ กเต วา ปน กมฺเม ธมฺมทิฏฺฐิ โหติ ฯ ปญฺจ ปิณฺฑปาติกสฺส ภิกฺขุโน กปฺปนฺติ อนามนฺตจาโร คณโภชนํ ปรมฺปรโภชนํ อนธิฏฺฐานํ อวิกปฺปนา ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุสฺสงฺกิตปริสงฺกิโต โหติ ปาปภิกฺขุป อกุปฺปธมฺโมปิ เวสิยาโคจโร วา โหติ วิธวโคจโร วา โหติ ถุลฺลกุมารีโคจโร วา โหติ ปณฺฑกโคจโร วา โหติ ภิกฺขุนีโคจโร วา โหติ ฯ {๙๗๙.๑} ปญฺจ เตลานิ ติลเตลํ สาสปเตลํ มธุกเตลํ เอรณฺฑกเตลํ วสาเตลํ ฯ ปญฺจ วสานิ อจฺฉวสํ มจฺฉวสํ สุสุกาวสํ สูกรวสํ คทฺรภวสํ ฯ ปญฺจ พฺยสนานิ ญาติพฺยสนํ โภคพฺยสนํ โรคพฺยสนํ สีลพฺยสนํ ทิฏฺฐิพฺยสนํ ฯ ปญฺจ สมฺปทา ญาติสมฺปทา โภคสมฺปทา อโรคสมฺปทา สีลสมฺปทา ทิฏฺฐิสมฺปทา ฯ ปญฺจ นิสฺสยปฏิปฺปสฺสทฺธิโย อุปชฺฌายมฺหา อุปชฺฌาโย ปกฺกนฺโต วา โหติ วิพฺภนฺโต วา กาลกโต วา ปกฺขสงฺกนฺโต วา อาณตฺติเยว ปญฺจมี ฯ ปญฺจ ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา อทฺธานหีโน องฺคหีโน วตฺถุวิปนฺโน กรณทุกฺกฏโก อปริปูโร ฯ ปญฺจ ปํสุกูลานิ โสสานิกํ อาปณิกํ อุนฺทุรกฺขายิตํ อุปจิกกฺขายิกํ อคฺคิทฑฺฒํ ฯ อปรานิปิ ปญฺจ ปํสุกูลานิ โคขายิตํ อชกฺขายิตํ ถูปจีวรํ อภิเสกิกํ คตปฏิยาคตํ ฯ ปญฺจ อวหารา เถยฺยาวหาโร ปสยฺหาวหาโร ปริกปฺปาวหาโร ปฏิจฺฉนฺนาวหาโร กุสาวหาโร ฯ ปญฺจ มหาโจรา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ฯ ปญฺจ อวิสฺสชฺชนียานิ ฯ ปญฺจ อเวภงฺคียานิ ฯ ปญฺจาปตฺติโย กายโต สมุฏฺฐหนฺติ น วาจโต น จิตฺตโต ฯ ปญฺจาปตฺติโย กายโต จ วาจโต จ สมุฏฺฐหนฺติ น จิตฺตโต ฯ ปญฺจาปตฺติโย เทสนาคามินิโย ฯ ปญฺจ สงฺฆา ฯ {๙๗๙.๒} ปญฺจ ปาติโมกฺขุทฺเทสา ฯ สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ วินยธรปญฺจเมน คเณน อุปสมฺปาเทตพฺพํ ฯ ปญฺจานิสํสา กฐินตฺถาเร ฯ ปญฺจ กมฺมานิ ฯ ยาวตติยเก ปญฺจ อาปตฺติโย ฯ ปญฺจหากาเรหิ อทินฺนํ อาทิยนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯ ปญฺจหากาเรหิ อทินฺนํ อาทิยนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ ปญฺจหากาเรหิ อทินฺนํ อาทิยนฺตสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ปญฺจ อกปฺปิยานิ น ปริภุญฺชิตพฺพานิ อทินฺนญฺจ โหติ อวิทิตญฺจ โหติ อกปฺปิยญฺจ โหติ อปฺปฏิคฺคหิตญฺจ โหติ อกตาติริตฺตญฺจ โหติ ฯ ปญฺจ กปฺปิยานิ ปริภุญฺชิตพฺพานิ ทินฺนญฺจ โหติ วิทิตญฺจ โหติ กปฺปิยญฺจ โหติ ปฏิคฺคหิตญฺจ โหติ กตาติริตฺตญฺจ โหติ ฯ ปญฺจ ทานานิ อปุญฺญานิ ปุญฺญสมฺมตานิ โลกสฺส มชฺชทานํ สมชฺชทานํ อิตฺถีทานํ อุสภทานํ จิตฺตกมฺมทานํ ฯ ปญฺจ อุปฺปนฺนา ทุปฺปฏิวิโนทิยา อุปฺปนฺโน ราโค ทุปฺปฏิวิโนทิโย อุปฺปนฺโน โทโส ทุปฺปฏิวิโนทิโย อุปฺปนฺโน โมโห ทุปฺปฏิวิโนทิโย อุปฺปนฺนํ ปฏิภาณํ ทุปฺปฏิวิโนทิยํ อุปฺปนฺนํ คมิยจิตฺตํ ทุปฺปฏิวิโนทิยํ ฯ ปญฺจานิสํสา สมฺมชฺชนิยา สกจิตฺตํ ปสีทติ ปรจิตฺตํ ปสีทติ เทวตา อตฺตมนา โหนฺติ ปสาทิกสํวตฺตนิยํ กมฺมํ อุปจินติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ อปเรปิ ปญฺจานิสํสา สมฺมชฺชนิยา สกจิตฺตํ ปสีทติ ปรจิตฺตํ ปสีทติ เทวตา อตฺตมนา โหนฺติ สตฺถุสาสนํ กตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ ฯ
๙๘๐ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ น อุคฺคณฺหาติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ อนุคฺคเหตฺวา ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ อนุคฺคเหตฺวา อธมฺเมน กาเรติ อปฺปฏิญฺญาย ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ อุคฺคณฺหาติ ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ อุคฺคณฺหาติ อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ อุคฺคเหตฺวา ปรสฺส ภาสปริยนฺตํ อุคฺคเหตฺวา ธมฺเมน กาเรติ ปฏิญฺญาย ฯ {๙๘๐.๑} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติยา มูลํ น ชานาติ อาปตฺติสมุทยํ น ชานาติ อาปตฺตินิโรธํ น ชานาติ อาปตฺตินิโรธคามินึ ปฏิปทํ น ชานาติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติยา มูลํ ชานาติ อาปตฺติสมุทยํ ชานาติ อาปตฺตินิโรธํ ชานาติ อาปตฺตินิโรธคามินึ ปฏิปทํ ชานาติ ฯ {๙๘๐.๒} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสฺส มูลํ น ชานาติ อธิกรณสมุทยํ น ชานาติ อธิกรณนิโรธํ น ชานาติ อธิกรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ น ชานาติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสฺส มูลํ ชานาติ อธิกรณสมุทยํ ชานาติ อธิกรณนิโรธํ ชานาติ อธิกรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ชานาติ ฯ {๙๘๐.๓} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ อนุปฺปญฺญตฺตึ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ อนุปฺปญฺญตฺตึ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ {๙๘๐.๔} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ญตฺตึ น ชานาติ ญตฺติยา กรณํ น ชานาติ น ปุพฺพกุสโล โหติ น อปรกุสโล โหติ อกาลญฺญู จ โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ญตฺตึ ชานาติ ญตฺติยา กรณํ ชานาติ ปุพฺพกุสโล โหติ อปรกุสโล โหติ กาลญฺญู จ โหติ ฯ {๙๘๐.๕} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อาจริยปรมฺปรา โข ปนสฺส น สุคฺคหิตา โหติ น สุมนสิกตา น สูปธาริตา ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ อาจริยปรมฺปรา โข ปนสฺส สุคฺคหิตา โหติ สุมนสิกตา สูปธาริตา ฯ {๙๘๐.๖} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อุภยานิ โข ปนสฺส ปาติโมกฺขานิ วิตฺถาเรน น สฺวาคตานิ โหนฺติ น สุวิภตฺตานิ น สุปฺปวตฺตีนิ น สุวินิจฺฉิตานิ สุตฺตโส อนุพฺยญฺชนโส ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ อุภยานิ โข ปนสฺส ปาติโมกฺขานิ วิตฺถาเรน สฺวาคตานิ โหนฺติ สุวิภตฺตานิ สุปฺปวตฺตีนิ สุวินิจฺฉิตานิ สุตฺตโส อนุพฺยญฺชนโส ฯ {๙๘๐.๗} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อธิกรเณ จ น วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ อธิกรเณ จ วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ
๙๘๑ปญฺจ อรญฺญกา มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา อารญฺญโก โหติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อารญฺญโก โหติ อุมฺมาทา จิตฺตกฺเขปา อารญฺญโก โหติ วณฺณิโต พุทฺเธหิ พุทฺธสาวเกหีติ อารญฺญโก โหติ อปิจ อปฺปิจฺฉญฺเญว นิสฺสาย สนฺตุฏฺฐิญฺเญว นิสฺสาย สลฺเลขญฺเญว นิสฺสาย ปวิเวกญฺเญว นิสฺสาย อิทมฏฺฐิตญฺเญว นิสฺสาย อารญฺญโก โหติ ฯ ปญฺจ ปิณฺฑปาติกา ฯ ปญฺจ ปํสุกูลิกา ฯ ปญฺจ รุกฺขมูลิกา ฯ ปญฺจ โสสานิกา ฯ ปญฺจ อพฺโภกาสิกา ฯ ปญฺจ เตจีวริกา ฯ ปญฺจ สปทานจาริกา ฯ ปญฺจ เนสชฺชิกา ฯ ปญฺจ ยถาสนฺถติกา ฯ ปญฺจ เอกาสนิกา ฯ ปญฺจ ขลุปจฺฉาภตฺติกา ฯ ปญฺจ ปตฺตปิณฺฑิกา มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ อุมฺมาทา จิตฺตกฺเขปา ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ วณฺณิโต พุทฺเธหิ พุทฺธสาวเกหีติ ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ อปิจ อปฺปิจฺฉญฺเญว นิสฺสาย สนฺตุฏฺฐิญฺเญว นิสฺสาย สลฺเลขญฺเญว นิสฺสาย ปวิเวกญฺเญว นิสฺสาย อิทมฏฺฐิตญฺเญว นิสฺสาย ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ ฯ
๙๘๒ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อุโปสถํ น ชานาติ อุโปสถกมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อุโปสถํ ชานาติ อุโปสถกมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ {๙๘๒.๑} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ปวารณํ น ชานาติ ปวารณากมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ปวารณํ ชานาติ ปวารณากมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ {๙๘๒.๒} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา นานิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อุโปสถํ น ชานาติ อุโปสถกมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺสา โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา อนิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อุโปสถํ ชานาติ อุโปสถกมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺสา วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺสา วา ฯ {๙๘๒.๓} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา นานิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ ปวารณํ น ชานาติ ปวารณากมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺสา โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา อนิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ ปวารณํ ชานาติ ปวารณากมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺสา วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺสา วา ฯ {๙๘๒.๔} อปเรหิปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา นานิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺสา โหติ ฯ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา อนิสฺสิตาย วตฺถพฺพํ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ ปญฺจวสฺสา วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺสา วา ฯ
๙๘๓ปญฺจ อาทีนวา อปาสาทิเก อตฺตาปิ อตฺตานํ อุปวทติ อนุวิจฺจปิ วิญฺญู ครหนฺติ ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ ปญฺจานิสํสา ปาสาทิเก อตฺตาปิ อตฺตานํ น อุปวทติ อนุวิจฺจปิ วิญฺญู ปสํสนฺติ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ อสมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ {๙๘๓.๑} อปเรปิ ปญฺจ อาทีนวา อปาสาทิเก อปฺปสนฺนา นปฺปสีทนฺติ ปสนฺนานํ เอกจฺจานํ อญฺญถตฺตํ โหติ สตฺถุสาสนํ อกตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ จิตฺตมสฺส นปฺปสีทติ ฯ {๙๘๓.๒} ปญฺจานิสํสา ปาสาทิเก อปฺปสนฺนา ปสีทนฺติ ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาโว โหติ สตฺถุสาสนํ กตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ จิตฺตมสฺส ปสีทติ ฯ ปญฺจ อาทีนวา กุลุปเก อนามนฺตาจาเร อาปชฺชติ รโหนิสชฺชาย อาปชฺชติ ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน อาปชฺชติ มาตุคามสฺส อุตฺตริฉปฺปญฺจวาจาหิ ธมฺมํ เทเสนฺโต อาปชฺชติ กามสงฺกปฺปพหุโล จ วิหรติ ฯ ปญฺจ อาทีนวา กุลุปกสฺส ภิกฺขุโน อติเวลํ กุเลสุ สํสฏฺฐสฺส วิหรโต มาตุคามสฺส อภิณฺหทสฺสนํ ทสฺสเน สติ สํสคฺโค สํสคฺเค สติ วิสฺสาโส วิสฺสาเส สติ โอตาโร โอติณฺณจิตฺตสฺเสตํ ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ อนภิรโต วา พฺรหฺมจริยํ จริสฺสติ อญฺญตรํ วา สงฺกิลิฏฺฐํ อาปตฺตึ อาปชฺชิสฺสติ สิกฺขํ วา ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสติ ฯ
๙๘๔ปญฺจ พีชชาตานิ มูลพีชํ ขนฺธพีชํ ผฬุพีชํ อคฺคพีชํ พีชพีชญฺเญว ปญฺจมํ ฯ ปญฺจหิ สมณกปฺเปหิ ผลํ ปริภุญฺชิตพฺพํ อคฺคิปริจิตํ สตฺถปริจิตํ นขปริจิตํ อพีชํ นิพฺพฏพีชญฺเญว ปญฺจมํ ฯ
๙๘๕ปญฺจ วิสุทฺธิโย นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ปฐมา วิสุทฺธิ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ทุติยา วิสุทฺธิ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา เตรส สงฺฆาทิเสเส อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ตติยา วิสุทฺธิ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา เตรส สงฺฆาทิเสเส อุทฺทิสิตฺวา เทฺว อนิยเต อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ จตุตฺถา วิสุทฺธิ ฯ วิตฺถาเรเนว ปญฺจมี ฯ อปราปิ ปญฺจ วิสุทฺธิโย สุตฺตุทฺเทโส ปาริสุทฺธิอุโปสโถ อธิฏฺฐานุโปสโถ สามคฺคีอุโปสโถ ปวารณาเยว ปญฺจมา ฯ
๙๘๖ปญฺจานิสํสา วินยธเร อตฺตโน สีลกฺขนฺโธ สุคุตฺโต โหติ สุรกฺขิโต กุกฺกุจฺจปกตานํ ปฏิสรณํ โหติ วิสารโท สงฺฆมชฺเฌ โวหรติ ปจฺจตฺถิเก สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคณฺหาติ สทฺธมฺมฏฺฐิติยา ปฏิปนฺโน โหติ ฯ ปญฺจ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ปญฺจ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานีติ ฯ ปญฺจกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ
๙๘๗อาปตฺติ อาปตฺติกฺขนฺธา วินีตานนฺตเรน จ ปุคฺคลา เฉทนา เจว อาปชฺชติ จ ปจฺจยา น อุเปติ อุเปติ จ กปฺปนฺตุสฺสงฺกิ เตล จ วสพฺยสนสมฺปทา ปสฺสทฺธิ ปุคฺคเลน จ โสสานิ โคขายิตญฺจ เถยฺยํ โจโร จ วุจฺจติ อวิสฺสชฺชิ อเวภงฺคิ กายโต กายวาจโต เทสนา สงฺฆอุทฺเทสา ปจฺจนฺติ กฐิเนน จ กมฺมานิ ยาวตติยํ ปาราชิกถุลฺลทุกฺกฏํ อกปฺปิยํ กปฺปิยญฺจ อปุญฺญา ทุวิโนทิยา สมฺมชฺชนี อปเร จ ภาสํ อาปตฺติเมว จ อธิกรณํ วตฺถุํ ญตฺติ อาปตฺติ อุภยานิ จ ลหุกฏฺฐมกา เอเต กณฺหสุกฺกา วิชานถ อรญฺญํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปํสุรุกฺขสุสานิกา อพฺโภกาโส จีวรญฺจ สปทาโน นิสชฺชิโก สนฺถติขลุปจฺฉาปิ ปตฺตปิณฺฑิกเมว จ อุโปสถํ ปวารณํ อาปตฺตานาปตฺติปิ จ กณฺหสุกฺกปทา เอเต ภิกฺขุนีนํปิ เต ตถา อปาสาทิกปาสาทิ ตเถว อปเร ทุเว กุลุปเก อติเวลํ พีชํ สมณกปฺปิ จ วิสุทฺธิ อปเร เจว วินยาธมฺมกานิ จ ธมฺมิกา จ ตถา วุตฺตา นิฏฺฐิตา สุทฺธิปญฺจกาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ๕. ปัญจกวาร ว่าด้วยหมวด ๕
อาบัติมี ๕ กองอาบัติมี ๕ วินีตวัตถุมี ๕ อนันตริยกรรมมี ๕ บุคคล ที่แน่นอนมี ๕ อาบัติมีการตัดเป็นวินัยกรรมมี ๕ ต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อาบัติเพราะมุสาวาทเป็นปัจจัยมี ๕ ภิกษุไม่เข้ากรรมด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ตนเองไม่ทำกรรม ๒. ไม่เชิญภิกษุอื่น ๓. ไม่ให้ฉันทะหรือปาริสุทธิ ๔. เมื่อสงฆ์ทำกรรมย่อมคัดค้าน ๕. เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้วกลับเห็นว่าไม่เป็นธรรม ภิกษุเข้ากรรมด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ตนเองทำกรรม ๒. เชิญภิกษุอื่น ๓. ให้ฉันทะหรือปาริสุทธิ ๔. เมื่อสงฆ์ทำกรรมไม่คัดค้าน ๕. เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว ก็เห็นว่าเป็นธรรม กิจ ๕ อย่าง สมควรแก่ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต คือ ๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ๒. ฉันคณโภชนะได้ ๓. ฉันปรัมปรโภชนะได้ ๔. การไม่ต้องอธิษฐาน ๕. การไม่ต้องวิกัป ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ จะเป็นภิกษุเลวทรามก็ดี จะเป็นภิกษุมีธรรมอันไม่กำเริบก็ดี ย่อมถูกระแวง ถูกรังเกียจ คือ ๑. มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ๒. มีหญิงม่ายเป็นโคจร ๓. มีสาวเทื้อเป็นโคจร ๔. มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ๕. มีภิกษุณีเป็นโคจร น้ำมันมี ๕ ชนิด คือ ๑. น้ำมันงา ๒. น้ำมันเมล็ดพันธุ์ผักกาด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๖๓}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ๓. น้ำมันมะซาง ๔. น้ำมันระหุ่ง ๕. น้ำมันเปลวสัตว์ มันเหลวสัตว์มี ๕ ชนิด คือ ๑. มันเหลวหมี ๒. มันเหลวปลา ๓. มันเหลวปลาฉลาม ๔. มันเหลวหมู ๕. มันเหลวลา ความเสื่อมมี ๕ อย่าง คือ ๑. ความเสื่อมญาติ ๒. ความเสื่อมโภคสมบัติ ๓. ความเสื่อมคือโรค ๔. ความเสื่อมศีล ๕. ความเสื่อมทิฏฐิ ความถึงพร้อมมี ๕ อย่าง คือ ๑. ญาติสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งญาติ) ๒. โภคสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งโภคสมบัติ) ๓. อาโรคยสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งความไม่มีโรค) ๔. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งศีล) ๕. ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ) นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์มี ๕ คือ ๑. พระอุปัชฌาย์หลีกไป ๒. พระอุปัชฌาย์สึก ๓. พระอุปัชฌาย์มรณภาพ ๔. พระอุปัชฌาย์ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๕. พระอุปัชฌาย์สั่งบังคับ บุคคล ๕ จำพวก ไม่ควรให้อุปสมบท คือ ๑. มีกาลบกพร่อง ๒. มีอวัยวะบกพร่อง ๓. มีวัตถุวิบัติ ๔. มีการกระทำอันเสียหาย ๕. ไม่บริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๖๔}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ผ้าบังสุกุลมี ๕ อย่าง คือ ๑. ผ้าตกที่ป่าช้า ๒. ผ้าตกที่ตลาด ๓. ผ้าหนูกัด ๔. ผ้าปลวกกัด ๕. ผ้าถูกไฟไหม้ ผ้าบังสุกุลแม้อื่นอีก ๕ อย่าง คือ ๑. ผ้าที่โคกัด ๒. ผ้าที่แพะกัด ๓. ผ้าที่ห่มสถูป ๔. ผ้าที่เขาทิ้งในสถานที่อภิเษก ๕. ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา อวหารมี ๕ อย่าง คือ ๑. เถยยาวหาร ๒. ปสัยหาวหาร ๓. ปริกัปปาวหาร ๔. ปฏิจฉันนาวหาร ๕. กุสาวหาร มหาโจรที่มีปรากฏอยู่ในโลกมี ๕ จำพวก สิ่งของที่ไม่ควรจ่ายมี ๕ อย่าง สิ่งของที่ไม่ควรแบ่งมี ๕ อย่าง อาบัติที่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิตมี ๕ อย่าง อาบัติที่เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิตมี ๕ อย่าง อาบัติที่เป็นเทสนาคามินีมี ๕ อย่าง สงฆ์มี ๕ จำพวก ปาติโมกขุทเทสมี ๕ อย่าง ในปัจจันตชนบททุกแห่ง คณะมีพระวินัยธรครบ ๕ พึงให้กุลบุตรอุปสมบทได้ ในการกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ อย่าง กรรมมี ๕ อย่าง อาบัติมี ๕ อย่าง จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ด้วยอาการ ๕ อย่าง ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ด้วยอาการ ๕ อย่าง ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติทุกกฏ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๖๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ภิกษุไม่ควรบริโภคอกัปปิยวัตถุ ๕ อย่าง คือ ๑. ของที่เขาไม่ให้ ๒. ไม่ทราบ ๓. เป็นอกัปปิยะ ๔. ยังไม่ได้รับประเคน ๕. ไม่ได้ทำให้เป็นเดน ภิกษุควรบริโภคกัปปิยวัตถุ ๕ อย่าง คือ ๑. ของที่เขาให้ ๒. ทราบแล้ว ๓. เป็นกัปปิยะ ๔. รับประเคนแล้ว ๕. ทำให้เป็นเดนแล้ว การให้ที่ไม่จัดเป็นบุญ แต่ชาวโลกสมมติว่าเป็นบุญ มี ๕ อย่าง คือ ๑. ให้น้ำเมา ๒. ให้มหรสพ ๓. ให้สตรี ๔. ให้โคผู้ ๕. ให้รูปภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยากมี ๕ อย่าง คือ ๑. ราคะเกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก ๒. โทสะเกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก ๓. โมหะเกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก ๔. ปฏิภาณเกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก ๕. จิตที่คิดจะไปเกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก การกวาดมีอานิสงส์ ๕ อย่าง คือ ๑. จิตของตนเลื่อมใส ๒. จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๓. เทวดาชื่นชม ๔. สั่งสมกรรมที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส ๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ การกวาดแม้อื่นอีกก็มีอานิสงส์ ๕ อย่าง คือ ๑. จิตของตนเลื่อมใส ๒. จิตของผู้อื่นเลื่อมใส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๖๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ๓. เทวดาชื่นชม ๔. เป็นอันทำตามคำสั่งสอนของพระศาสนา ๕. ชนรุ่นหลังยึดถือเป็นแบบอย่าง ว่าด้วยองค์คุณของพระวินัยธร พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๒. ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๓. ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนทั้งไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น แล้วปรับอาบัติ ๔. ปรับอาบัติโดยไม่ชอบธรรม ๕. ปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๒. กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๓. กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนทั้งกำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น แล้วปรับอาบัติ ๔. ปรับอาบัติตามธรรม ๕. ปรับอาบัติตามปฏิญญา พระวินัยธรประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่รู้อาบัติ ๒. ไม่รู้มูลของอาบัติ ๓. ไม่รู้เหตุเกิดอาบัติ ๔. ไม่รู้การระงับอาบัติ ๕. ไม่รู้ข้อปฏิบัติอันให้ถึงการระงับอาบัติ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. รู้อาบัติ ๒. รู้มูลของอาบัติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๖๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ๓. รู้เหตุเกิดอาบัติ ๔. รู้การระงับอาบัติ ๕. รู้ข้อปฏิบัติ อันให้ถึงการระงับอาบัติ พระวินัยธรประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่รู้อธิกรณ์ ๒. ไม่รู้มูลของอธิกรณ์ ๓. ไม่รู้เหตุเกิดอธิกรณ์ ๔. ไม่รู้การระงับอธิกรณ์ ๕. ไม่รู้ข้อปฏิบัติอันให้ถึงการระงับอธิกรณ์ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. รู้อธิกรณ์ ๒. รู้มูลของอธิกรณ์ ๓. รู้เหตุเกิดอธิกรณ์ ๔. รู้การระงับอธิกรณ์ ๕. รู้ข้อปฏิบัติอันให้ถึงการระงับอธิกรณ์ พระวินัยธรประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่รู้วัตถุ ๒. ไม่รู้เหตุเค้ามูล ๓. ไม่รู้บัญญัติ ๔. ไม่รู้อนุบัญญัติ ๕. ไม่รู้ถ้อยคำแห่งอนุสนธิ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. รู้วัตถุ ๒. รู้เหตุเค้ามูล ๓. รู้บัญญัติ ๔. รู้อนุบัญญัติ ๕. รู้ถ้อยคำแห่งอนุสนธิ พระวินัยธรประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่รู้ญัตติ ๒. ไม่รู้ตั้งญัตติ ๓. ไม่ฉลาดในเบื้องต้น ๔. ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย ๕. ไม่รู้กาล พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. รู้ญัตติ ๒. รู้ตั้งญัตติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๖๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ๓. ฉลาดในเบื้องต้น ๔. ฉลาดในเบื้องปลาย ๕. รู้กาล พระวินัยธรประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. ไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ ไม่ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ให้ดี พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. ยึดถือ ใส่ใจ ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี พระวินัยธรประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. จำปาติโมกข์ทั้ง ๒ โดยพิสดารไม่ดี จำแนกไม่ดี ไม่คล่องแคล่ว วินิจฉัยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะไม่ดี พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๖๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. จำปาติโมกข์ทั้ง ๒ โดยพิสดารได้ดี จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะได้ดี พระวินัยธรประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้โง่เขลา คือ ๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ ๑. รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่า เป็นต้น ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี ๕ จำพวก คือ ๑. เพราะเป็นผู้โง่เขลา งมงาย จึงอยู่ป่า ๒. เป็นผู้ปรารถนาเลวทราม ถูกความอยากครอบงำ จึงอยู่ป่า ๓. เพราะมัวเมา จิตฟุ้งซ่าน จึงอยู่ป่า ๔. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญจึงอยู่ป่า ๕. เพราะอาศัยความมักน้อยสันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และ เพราะอาศัยว่าการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติอันงามนี้ จึงอยู่ป่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๐}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตมี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลมี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้มี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้ามี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถืออยู่กลางแจ้งมี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถือผ้า ๓ ผืนมี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับมี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถือการนั่งมี ๕ จำพวกฯลฯ ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้มี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณอาสนะแห่งเดียวมี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลังมี ๕ จำพวก ฯลฯ ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรมี ๕ จำพวก คือ ๑. เพราะเป็นผู้โง่เขลา งมงาย จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๒. เป็นผู้ปรารถนาเลวทราม ถูกความอยากครอบงำ จึงถือการฉัน เฉพาะในบาตร ๓. เพราะมัวเมา จิตฟุ้งซ่าน จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๔. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญจึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๕. เพราะอาศัยความมักน้อยสันโดษ ขัดเกลา ความเงียบ สงัด และ เพราะอาศัยว่าการฉันเฉพาะในบาตรมีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติอัน งามนี้ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ จะพึงอยู่โดยไม่ถือนิสัยไม่ได้ คือ ๑. ไม่รู้อุโบสถ ๒. ไม่รู้อุโบสถกรรม ๓. ไม่รู้ปาติโมกข์ ๔. ไม่รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาหย่อน ๕ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ควรอยู่ได้ คือ ๑. รู้อุโบสถ ๒. รู้อุโบสถกรรม ๓. รู้ปาติโมกข์ ๔. รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาครบ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๑}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ภิกษุผู้ประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ไม่ควรอยู่ คือ ๑. ไม่รู้ปวารณา ๒. ไม่รู้ปวารณากรรม ๓. ไม่รู้ปาติโมกข์ ๔. ไม่รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาหย่อน ๕ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ควรอยู่ได้ คือ ๑. รู้ปวารณา ๒. รู้ปวารณากรรม ๓. รู้ปาติโมกข์ ๔. รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาครบ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕ ภิกษุผู้ประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ไม่ควรอยู่ คือ ๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. มีพรรษาหย่อน ๕ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ควรอยู่ได้ คือ ๑. รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. มีพรรษาครบ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕ ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ไม่ควรอยู่ คือ ๑. ไม่รู้อุโบสถ ๒. ไม่รู้อุโบสถกรรม ๓. ไม่รู้ปาติโมกข์ ๔. ไม่รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาหย่อน ๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๒}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ควรอยู่ได้ คือ ๑. รู้อุโบสถ ๒. รู้อุโบสถกรรม ๓. รู้ปาติโมกข์ ๔. รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาครบ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕ ภิกษุณีประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ไม่ควรอยู่ คือ ๑. ไม่รู้ปวารณา ๒. ไม่รู้ปวารณากรรม ๓. ไม่รู้ปาติโมกข์ ๔. ไม่รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาหย่อน ๕ ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ควรอยู่ได้ คือ ๑. รู้ปวารณา ๒. รู้ปวารณากรรม ๓. รู้ปาติโมกข์ ๔. รู้ปาติโมกขุทเทส ๕. มีพรรษาครบ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕ ภิกษุณีประกอบแม้ด้วยองค์อื่นอีก ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ไม่ควรอยู่ คือ ๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. มีพรรษาหย่อน ๕ ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ถือนิสัยแล้ว ควรอยู่ได้ คือ ๑. รู้อาบัติและอนาบัติ ๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๕. มีพรรษาครบ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๓}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ว่าด้วยโทษในกรรมไม่น่าเลื่อมใส เป็นต้น กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ ๕ อย่าง คือ ๑. ตนเองก็ติเตียนตน ๒. ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็ติเตียน ๓. กิตติศัพท์อันชั่วย่อมขจรไป ๔. หลงลืมสติตาย ๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กรรมที่น่าเลื่อมใสมีอานิสงส์ ๕ อย่าง คือ ๑. ตนเองก็ไม่ติเตียนตน ๒. ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็สรรเสริญ ๓. กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป ๔. ไม่หลงลืมสติตาย ๕. หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษแม้อื่นอีก ๕ อย่าง คือ ๑. ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ๒. บางพวกที่เลื่อมใสแล้วกลับแปรเป็นอื่นไป ๓. ไม่เป็นอันทำตามคำสอนพระศาสดา ๔. ชนรุ่นหลังย่อมไม่ยึดถือเป็นแบบอย่าง ๕. จิตของเขาไม่เลื่อมใส กรรมที่น่าเลื่อมใสมีอานิสงส์ ๕ อย่าง คือ ๑. ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ๒. ผู้ที่เลื่อมใสแล้วย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ๓. เป็นอันทำตามคำสอนพระศาสดา ๔. ชนรุ่งหลัง ย่อมยึดถือเป็นแบบอย่าง ๕. จิตของเขาย่อมเลื่อมใส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๔}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ ๕ อย่าง คือ ๑. ต้องอาบัติเพราะเที่ยวไปไม่บอกลา ๒. ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ ๓. ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๔. แสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕-๖ คำต้องอาบัติ ๕. เป็นผู้มากด้วยความดำริในกามอยู่ ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา มีโทษ ๕ อย่าง คือ ๑. พบมาตุคามเป็นประจำ ๒. เมื่อมีการพบก็มีการเกี่ยวข้อง ๓. เมื่อมีการเกี่ยวข้องก็มีความสนิทสนม ๔. เมื่อมีความสนิทสนมก็มีจิตกำหนัด ๕. เมื่อมีจิตกำหนัดก็เป็นอันหวังข้อนี้ได้ คือ เธอจักไม่ยินดีประพฤติ พรหมจรรย์ จักต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจัก บอกลาสิกขาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ว่าด้วยพืชและผลไม้ พืชพันธุ์มี ๕ ชนิด คือ ๑. พืชพันธุ์เกิดจากเหง้า ๒. พืชพันธุ์เกิดจากลำต้น ๓. พืชพันธุ์เกิดจากตา ๔. พืชพันธุ์เกิดจากยอด ๕. พืชพันธุ์เกิดจากเมล็ด ผลไม้ที่ควรบริโภคด้วยวิธีอันควรแก่สมณะ มี ๕ คือ ๑. ผลไม้ที่ลนไฟ ๒. ผลไม้ที่กรีดด้วยศัสตรา ๓. ผลไม้ที่จิกด้วยเล็บ ๔. ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด ๕. ผลไม้ที่ปล้อนเอาเมล็ดออกแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๕. ปัญจกวาร ว่าด้วยวิสุทธิ ๕ วิสุทธิมี ๕ แบบ คือ ๑. ยกนิทานขึ้นแสดงจบแล้ว พึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท นี้เป็น วิสุทธิแบบที่ ๑ ๒. ยกนิทานขึ้นแสดง ยกปาราชิก ๔ ขึ้นแสดงจบแล้วพึงสวดอุทเทส ที่เหลือด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิแบบที่ ๒ ๓. ยกนิทานขึ้นแสดง ยกปาราชิก ๔ ขึ้นแสดง ยกสังฆาทิเสส ๑๓ ขึ้น แสดงจบแล้วพึงสวดอุทเทสที่เหลือด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิแบบที่ ๓ ๔. ยกนิทานขึ้นแสดง ยกปาราชิก ๔ ขึ้นแสดง ยกสังฆาทิเสส ๑๓ ขึ้นแสดง ยกอนิยต ๒ ขึ้นแสดงจบแล้ว พึงสวดอุทเทสที่เหลือ ด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิแบบที่ ๔ ๕. ยกขึ้นแสดงโดยพิสดารทั้งหมด เป็นวิสุทธิแบบที่ ๕ วิสุทธิแม้อื่นอีกมี ๕ แบบ คือ ๑. สุตตุทเทสอุโบสถ ๒. ปาริสุทธิอุโบสถ ๓. อธิษฐานอุโบสถ ๔. สามัคคีอุโบสถ ๕. ปวารณา ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัย เป็นต้น การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๕ อย่าง คือ ๑. เป็นอันคุ้มครองรักษากองศีลของตนไว้ดีแล้ว ๒. ผู้ที่ถูกความรังเกียจครอบงำย่อมหวนระลึกได้ ๓. กล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์ ๔. ข่มด้วยดีซึ่งข้าศึกโดยสหธรรม ๕. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรมมี ๕ อย่าง การงดปาติโมกข์ชอบธรรมมี ๕ อย่าง ปัญจกวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] หัวข้อประจำวาร หัวข้อประจำวาร อาบัติ กองอาบัติ วินีตวัตถุ อนันตริยกรรม บุคคลที่แน่นอน อาบัติมีการตัดเป็นวินัยกรรม ต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติเพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย ภิกษุไม่เข้ากรรม ภิกษุเข้ากรรม กิจที่ควร ภิกษุถูกระแวง น้ำมัน มันเหลว ความเสื่อม ความถึงพร้อม นิสัยระงับ บุคคลไม่ควรให้อุปสมบท ผ้าตกที่ป่าช้า ผ้าที่โคกัด การลัก โจร สิ่งของไม่ควรจ่าย สิ่งของไม่ควรแบ่ง อาบัติที่เกิดทางกาย เกิดทางกายกับวาจา อาบัติเป็นเทสนาคามินี สงฆ์ ปาติโมกขุทเทส ปัจจันตชนบท อานิสงส์กฐิน กรรม อาบัติจนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ปาราชิก ถุลลัจจัย ทุกกฏ อกัปปิยวัตถุ กัปปิยวัตถุ สิ่งที่ให้แล้วไม่เป็นบุญ สิ่งที่บรรเทาได้ยาก การกวาด การกวาดอย่างอื่นอีก ถ้อยคำ อาบัติ อธิกรณ์ วัตถุ ญัตติ อาบัติและอนาบัติ ปาติโมกข์ทั้ง ๒ อาบัติเบา จงทราบฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ ภิกษุถืออยู่ป่า ถือเที่ยวบิณฑบาต ถือผ้าบังสุกุล ถืออยู่โคนไม้ ถืออยู่ป่าช้า ถืออยู่กลางแจ้ง ถือผ้า ๓ ผืน ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับ ถือการนั่ง ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว ถือการห้ามภัตรที่ถวายทีหลัง ถือฉันข้าวเฉพาะในบาตร อุโบสถ ปวารณา อาบัติและอนาบัติ บทฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้สำหรับภิกษุณีก็เหมือนกัน กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส กรรมที่น่าเลื่อมใส กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสและน่าเลื่อมใสอื่นอีก ๒ อย่าง ภิกษุเข้าไปสู่สกุลคลุกคลีอยู่เกินเวลา พืชพันธุ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๗๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๖. ฉักกวาร ผลไม้ควรแก่สมณะ วิสุทธิ วิสุทธิแม้อื่นอีก อานิสงส์การทรงพระวินัย การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๕ หมวดล้วนที่กล่าวแล้ว จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
[พรรณนาหมวด ๕]
วินิจฉัยในหมวด ๕ พึงทราบดังนี้ :-
ข้อว่า ปญฺจ ปุคฺคลา นิยตา นี้ บ่งถึงบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมนั่นเอง.
ขึ้นชื่อว่าอาบัติ มีการตัดเป็นวินัยกรรม ๕ พึงทราบในเพราะเตียงตั่งและผ้าปูนั่ง ผ้าปิดฝี ผ้าอาบน้ำฝนและสุคตจีวร ซึ่งเกินประมาณ.
บทว่า ปญฺจหากาเรหิ มีความว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ คือ ความเป็นผู้ไม่ละอาย ความไม่รู้ ความเป็นผู้สงสัยแล้วขืนทำ ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร.
ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย มุสาวาทปจฺจยา ได้แก่ ปาราชิก ถุลลัจจัย ทุกกฏ สังฆาทิเสส และปาจิตตีย์.
บทว่า อนามนฺตจาโร ได้แก่ ความไม่มีแห่งการต้องบอกลาจึงเทียวไปนี้ว่า ภิกษุไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่ ถึงความเป็นผู้เที่ยวไปในสกุลทั้งหลายก่อนฉันก็ดี ทีหลังฉันก็ดี.
บทว่า อนธิฏฺฐานํ มีความว่า การฉันต้องคำนึงถึงสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เว้นไว้แต่สมัย เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉันเป็นหมู่ ชื่อว่าความคำนึง. การที่ไม่ต้องทำอย่างนั้น ชื่อว่าความไม่ต้องคำนึง.
ความหมายอันใด ในโภชนะทีหลัง อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว, การที่ไม่ต้องทำความหมายอันนั้น ชื่อว่าความไม่ต้องหมาย.
จริงอยู่ ๕ วัตถุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วด้วยธุดงค์ของภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั่นเอง.
บทว่า อุสฺสงฺกิตปริสงฺกิโต มีความว่า เป็นผู้อันภิกษุทั้งหลายผู้ได้เห็นได้ฟัง ระแวงแล้วและรังเกียจแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุแม้เป็นพระขีณาสพ ผู้มีอันไม่กำเริบเป็นธรรมดา ก็เป็นผู้ถูกระแวงถูกรังเกียจ. เพราะเหตุนั้น อโคจรทั้งหลาย อันภิกษุพึงเว้น. จริงอยู่ ภิกษุผู้ปรากฏเสมอในอโคจรเหล่านั้น ย่อมไม่พ้นจากความเสื่อมยศ หรือจากความติเตียน.
[ว่าด้วยผ้าบังสุกุลเป็นอาทิ]
บทว่า โสสานิกํ ได้แก่ ผ้าที่ตกที่ป่าช้า.
บทว่า อาปณิกํ ได้แก่ ผ้าที่ตกที่ประตูตลาด.
บทว่า ถูปจีวรํ ได้แก่ ผ้าที่เขาห่มจอมปลวกทำพลีกรรม.
บทว่า อภิเสกิกํ ได้แก่ จีวรที่เขาทิ้งที่สถานที่อาบน้ำ หรือที่สถานที่อภิเษกของพระราชา.
บทว่า คตปฏิยาคตํ ได้แก่ ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมาอีก.
มหาโจร ๕ จำพวก ได้กล่าวแล้วในอุตริมนุสธัมมสิกขาบท.
ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย กายโต สมุฏฺฐหนฺติ มีความว่า ภิกษุต้องอาบัติ ๕ ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๑ ได้แก่ อาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอันตรเปยยาลอย่างนี้ว่า ภิกษุมีความสำคัญว่าควรทำกุฏีด้วยการขอเขาเอง.
ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย กายโต จ วาจโต จ มีความว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ๕ ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๓ คือ ย่อมต้องอาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอันตรเปยยาลนั้นแลอย่างนี้ว่า ภิกษุมีความสำคัญว่าควร ชักชวนกันทำกุฎี ดังนี้.
บทว่า เทสนาคามินิโย มีความว่า เว้นปาราชิกและสังฆาทิเสสเสีย ได้แก่อาบัติที่เหลือ.
สองบทว่า ปญฺจ กมฺมานิ ได้แก่ กรรม ๕ คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรมและปฏิสารณียกรรมรวม ๔ และอุกเขปนียกรรมทั้ง ๓ อย่าง ๑.
สองบทว่า ยาวตติยเก ปญฺจ ได้แก่ อาบัติ ๓ คือ ปาราชิก ถุลลัจจัย ทุกกฏของภิกษุณีผู้ประพฤติตามภิกษุผู้อันสงฆ์ยกวัตร ผู้ไม่ยอมสละ เพราะสมนุภาสน์ เพียงครั้งที่ ๓ สังฆาทิเสส เพราะสมนุภาสน์ในเภทกานุวัตตกสิกขาบทเป็นต้น. ปาจิตตีย์ เพราะไม่ยอมสละทิฏฐิลามก.
บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ ของที่ผู้อื่นไม่ประเคน.
บทว่า อวิทิตํ ได้แก่ ชื่อว่าไม่ทราบ เพราะไม่มีเจตนาว่า เรารับประเคน.
บทว่า อกปฺปิยํ ได้แก่ ของที่ไม่ได้ทำให้ควร ด้วยสมณกัปปะ ๕. ก็หรือว่าเนื้อที่ไม่ควร โภชนะที่ไม่ควร แม้อื่น ก็ชื่อว่าของไม่ควร.
บทว่า อกตาติริตฺตํ ได้แก่ ของภิกษุห้ามโภชนะแล้ว ไม่ได้ทำให้เป็นเดน.
บทว่า สมชฺชทานํ ได้แก่ การให้มหรสพคือฟ้อนเป็นต้น.
บทว่า อุสภทานํ ได้แก่ การปล่อยโคผู้ในภายในแห่งฝูงโค.
บทว่า จิตตกมฺมทานํ มีความว่า การที่ให้สร้างอาวาสแล้วทำจิตรกรรมในอาวาสนั้น สมควร. แต่คำว่า จิตฺตกมฺมทานํ นี้ท่านกล่าวหมายเอาการให้จิตรกรรมที่เป็นลายรูปภาพ.
จริงอยู่ ทาน ๕ อย่างนี้ โลกสมมติกันว่าเป็นบุญก็จริง แต่ที่แท้ หาเป็นบุญไม่ คือเป็นอกุศลนั่นเอง.
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะพูด เรียกว่าปฏิภาณ ในคำว่า อุปฺปนฺนํ ปฏิภาณํ นี้. ความว่า ธรรม ๕ อย่างนี้อันบุคคลบรรเทาได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าบรรเทาได้ไม่ง่าย. แต่บุคคลอาจบรรเทาได้ด้วยเหตุที่เป็นอุบาย คือด้วยการพิจารณาและพร่ำสอนเป็นต้น ที่เหมาะกัน.
____________________________
มหาวิภังค์ ๑/๑๖๙.
[อานิสงส์แห่งการกวาด]
ใน ๒ บทว่า สกจิตฺตํ ปสีทติ นี้ มีเรื่องเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์.
ได้ยินว่า พระปุสสเทวเถระ ผู้อยู่ที่กาฬันทกาฬวิหาร กวาดลานเจดีย์ ทำอุตรางสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แลดูลานเจดีย์ซึ่งเกลี่ยทรายไว้เรียบร้อย ราวกะลาดด้วยดอกย่างทราย ให้เกิดปีติและปราโมทย์มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ได้ยืนอยู่แล้ว. ในขณะนั้น มารได้จำแลงเป็นลิงดำเกิดแล้วที่เชิงเขา เรี่ยรายโคมัยไว้เกลื่อนที่ลานเจดีย์ ไปแล้ว. พระเถระไม่ได้อาจเพื่อบรรลุพระอรหัต, กวาดแล้ว ได้ไปเสีย. แม้ในวันที่ ๒ มาร ได้จำแลงเป็นโคแก่ กระทำประการแปลกเช่นนั้นนั่นแล. ในวันที่ ๓ ได้นิรมิตอัตภาพเป็นมนุษย์ มีเท้าเก เดินเอาเท้าคุ้ยรอบไป.
พระเถระคิดว่า บุรุษแปลกเช่นนี้ ไม่มีในโคจรคามประมาณโยชน์หนึ่งโดยรอบ นี่คงเป็นมารแน่ละ จึงกล่าวว่า เจ้าเป็นมารหรือ?. มารตอบว่า ถูกละผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นมาร บัดนี้ไม่ได้อาจเพื่อจะลวงท่านละ. พระเถระถามว่า ท่านเคยเห็นพระตถาคตหรือ?. มารตอบว่า แน่ละเคยเห็น พระเถระกล่าวว่า ธรรมดามารย่อมเป็นผู้มีอานุภาพใหญ่ เชิญท่านนิรมิตอัตภาพให้คล้ายอัตภาพของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก่อน. มารกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถนิรมิตรูปเช่นนั้น ผู้เจริญ แต่เอาเถอะ ข้าพเจ้าจักนิมิตรูปเทียมที่จะพึงเห็นคล้ายรูปนั้น ดังนี้แล้วได้จำแลงเพศของตนตั้งอยู่ด้วยอัตภาพคล้ายพระรูปของพระพุทธเจ้า. พระเถระแลดูมารแล้วคิดว่า มารนี้ มีราคะ โทสะ โมหะ ยังงามถึงเพียงนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงงามอย่างไรหนอ? เพราะว่า พระองค์ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ โดยประการทั้งปวง ดังนี้แล้ว ได้ปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว. มารกล่าวว่า ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถูกท่านลวงแล้ว. ฝ่ายพระเถระกล่าวว่า มารแก่ จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะลวงคนเช่นท่าน.
ภิกษุหนุ่มชื่อทัตตะ แม้ในโลกันตรวิหาร กวาดลานเจดีย์แล้วแลดู ได้โอทาตกสิณ, ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้ว, ภายหลังเจริญวิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งผล ๓.
ใน ๒ บทว่า ปรจิตฺตํ ปสีทติ นี้ มีเรื่องเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์.
ภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ กวาดลานเจดีย์ใกล้ท่าชัมพุโกละแล้ว ได้เอามือถือตะกร้าเทหยากเยื่อเที่ยวยืนอยู่. ในขณะนั้น พระเถระชื่อติสสทัตตะลงจากเรือ แลดูลานเจดีย์ ทราบว่า เป็นสถานที่เธอผู้มีจิตอบรมแล้วกวาดไว้ จึงถามปัญหาตั้งพันนัย. ฝ่ายพระติสสะแก้ได้ทั้งหมด.
พระเถระในวิหารแม้บางตำบล กวาดลานเจดีย์แล้ว ทำวัตรเสร็จ. พระเถระ ๔ รูปผู้ไหว้เจดีย์มาจากโยนกประเทศ เห็นลานเจดีย์แล้ว ไม่เข้าข้างใน ยืนอยู่ที่ประตูนั่นเอง. พระเถระรูปหนึ่งตามระลึกได้ ๘ กัป รูปหนึ่งตามระลึกได้ ๑๖ กัป รูปหนึ่งตามระลึกได้ ๒๐ กัป รูปหนึ่งตามระลึกได้ ๓๐ กัป.
ในคำว่า เทวตา อตฺตมนา โหนฺติ นี้ มีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่ง ในวิหารตำบล ๑ กวาดลานเจดีย์และลานโพธิ์แล้ว ไปอาบน้ำ. เทพดาทั้งหลายมีจิตเลื่อมใสว่า ตั้งแต่กาลที่สร้างวิหารนี้มา ไม่มีภิกษุที่เคยบำเพ็ญวัตรกวาดอย่างนี้ จึงพากันมา ได้ยืนถือดอกไม้อยู่ในมือ. พระเถระมาแล้วกล่าวว่า พวกท่านเป็นชาวบ้านไหน?เทพดาจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าอยู่ที่นี่เอง เลื่อมใสในวัตรของท่านว่า ตั้งแต่กาลที่สร้างวิหารนี้มา ไม่มีภิกษุที่เคยบำเพ็ญวัตรกวาดอย่างนี้ จึงยืนถือดอกไม้อยู่ในมือ.
ในบทว่า ปสาทิกสํวตฺตนิยํ นี้ มีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์.
ได้ยินว่า ถ้อยคำนี้ปรารภบุตรอมาตย์คนหนึ่งและพระอภัยเถระ เกิดขึ้นว่า บุตรอมาตย์จะเป็นผู้น่าเลื่อมใส หรือว่าพระอภัยเถระจะเป็นผู้น่าเลื่อมใสหนอ? ญาติทั้งหลายพูดกันว่า เราทั้งหลายจักแลดูชนทั้ง ๒ นั้นในที่เดียวกัน จึงแต่งตัวบุตรอมาตย์แล้วได้พากันไปด้วยความคิดว่า จักให้ไหว้พระมหาเจดีย์. ฝ่ายมารดาของพระเถระ ให้ทำจีวรมีราคาบาทหนึ่ง ส่งไปให้บุตรด้วยสั่งว่า บุตรของเราจงให้ปลงผมแล้วห่มจีวรนี้ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมจงไหว้พระมหาเจดีย์. บุตรอมาตย์มีญาติห้อมล้อมขึ้นสู่ลานเจดีย์ ทางประตูด้านปราจีน. พระอภัยเถระมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ขึ้นสู่ลานเจดีย์ทางประตูด้านทักษิณ มาพบกับบุตรอมาตย์นั้นที่ลานเจดีย์ จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านเทหยากเยื่อในที่ซึ่งพระมหัลลกเถระได้กวาดไว้จะจับคู่แข่งกับเราหรือ? ได้ยินว่า ในอัตภาพที่ล่วงไปแล้วพระอภัยเถระเป็นพระมหัลลกเถระ ได้กวาดลานเจดีย์ที่กาชรคาม. บุตรอมาตย์เป็นมหาอุบาสก ถือหยากเยื่อไปเทในที่ซึ่งท่านกวาดไว้.
หลายบทว่า สตฺถุ สาสนํ กตํ โหติ มีความว่า ชื่อว่า วัตรคือการกวาดนี้ อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญ.
เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ทำวัตรคือการกวาดนั้น จึงเป็นอันได้ทำตามคำสอนของพระศาสดา. เรื่องต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์ในข้อนั้น.
ได้ยินว่า พระสารีบุตรไปสู่หิมวันตประเทศ ไม่กวาดก่อนนั่งเข้านิโรธที่เงื้อมตำบลหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระลึกถึง ก็ทรงทราบความที่พระเถระไม่กวาดก่อนนั่ง จึงเสด็จมาทางอากาศทรงแสดงรอยพระบาทไว้ในที่ซึ่งมิได้กวาดข้างหน้าพระเถระแล้วเสด็จกลับ. พระเถระออกจากสมาบัติแล้ว เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประจงตั้งไว้ซึ่งความละอายและและความเกรงกลัวอย่างแรงกล้า คุกเข่าลงคิดว่าพระศาสดาได้ทรงทราบความที่เราไม่กวาดก่อนนั่งแล้วหนอ บัดนี้เราจักขอให้พระองค์ทรงทำการทักท้วงในท่ามกลางสงฆ์ ไปสู่สำนักของพระทศพล ถวายบังคมแล้วนั่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอไปไหน? สารีบุตร แล้วตรัสว่า บัดนี้ การที่ไม่กวาดก่อนนั่ง ไม่สมควรแก่เธอ ผู้ตั้งอยู่ในตำแหน่งเป็นรองถัดเราไป.
จำเดิมแต่นั้นมา พระเถระเมื่อยืน แม้ในสถานที่ปลดลูกดุม ได้เอาเท้าเขี่ยหยากเยื่อแล้วจึงยืน.
____________________________
บาลีบางฉบับเป็น ปาสทิกํ แปลว่า น่าเลื่อมใสก็มี.
[ว่าด้วยองค์ของพระวินัยธร]
หลายบทว่า อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ น อุคฺคณฺหาติ มีความว่า ไม่กำหนดที่สุดแห่งถ้อยคำของตน อย่างนี้ว่า ในคดีนี้ ได้สูตรเท่านี้ ได้วินิจฉัยเท่านี้ เราจักกล่าวสูตรและวินิจฉัยเท่านี้.
แต่เมื่อไม่กำหนดอย่างนี้ว่า นี้เป็นคำต้น นี้เป็นคำหลังของโจทก์ นี้เป็นคำต้น นี้เป็นคำหลังของจำเลย ในคำของโจทก์และจำเลยนี้ คำที่ควรเชื่อถือเท่านี้ คำที่ไม่ควรเชื่อถือเท่านี้ ชื่อว่า ไม่กำหนดที่สุดแห่งถ้อยคำของผู้อื่น.
สองบทว่า อาปตฺตึ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักความทำต่างกันแห่งอาบัติ ๗ กองว่า ปาราชิกหรือสังฆาทิเสส เป็นต้น.
บทว่า มูลํ มีความว่า มูลของอาบัติมี ๒ คือ กายและวาจา ไม่รู้จักมูล ๒ นั้น.
บทว่า สมุทยํ มีความว่า สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ ชื่อว่าเหตุเกิดของอาบัติ ไม่รู้จักเหตุของอาบัติ ๖ นั้น. มีคำอธิบายว่า ไม่รู้จักวัตถุของอาบัติมีปาราชิกเป็นต้นบ้าง.
บทว่า นิโรธํ มีความว่า ไม่รู้จักเหตุดับของอาบัติอย่างนี้ว่า อาบัตินี้ย่อมดับคือย่อมระงับด้วยการแสดง อาบัตินี้ด้วยการอยู่กรรม.
อนึ่ง เมื่อไม่รู้จักสมถะ ๗ ชื่อว่าไม่รู้จักข้อปฏิบัติเป็นทางให้ถึงความดับแห่งอาบัติ.
วินิจฉัยในหมวด ๕ แห่งอธิกรณ์ พึงทราบดังนี้ :-
ความว่า ไม่รู้วิภาคนี้ คือ อธิกรณ์ ๔ ชื่อว่าอธิกรณ์. มูล ๓๓ ชื่อว่ามูลแห่งอธิกรณ์. วิวาทาธิกรณ์มีมูล ๑๒. อนุวาทาธิกรณ์มีมูล ๑๔. อาปัตตาธิกรณ์มีมูล ๖. กิจจาธิกรณ์มีมูล ๑. มูลเหล่านั้นจักมีแจ้งข้างหน้า.
สมุฏฐานแห่งอธิกรณ์ ชื่อว่าเหตุเกิดแห่งอธิกรณ์. วิวาทาธิกรณ์อาศัยเภทกรวัตถุ ๑๘ เกิดขึ้น อนุวาทาธิกรณ์อาศัยวิบัติ ๔ เกิดขึ้น อาปัตตาธิกรณ์อาศัยกองอาบัติ ๗ เกิดขึ้น กิจจาธิกรณ์อาศัยสังฆกิจ ๔ อย่างเกิดขึ้น.
สองบทว่า อธิกรณนิโรธํ น ชานาติ มีความว่า ไม่อาจเพื่อจะหยั่งถึงเค้าเงื่อนจากเค้าเงื่อน ให้วินิจฉัยถึงความระงับโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสนา.
อนึ่ง เมื่อไม่รู้จักสมถะ ๗ อย่างนี้ว่า อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๒ อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๔ อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๓ อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๑ ชื่อว่าไม่รู้จักข้อปฏิบัติเป็นทางให้ถึงความดับแห่งอธิกรณ์.
สองบทว่า วตฺถุํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักวัตถุแห่งอาบัติ ๗ กองอย่างนี้ว่า นี้เป็นวัตถุแห่งปาราชิก นี้เป็นวัตถุแห่งสังฆาทิเสส.
บทว่า นิทานํ ได้แก่ ไม่รู้ว่า สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติแล้วในนครนี้ บรรดานครทั้งหลาย ๗ สิกขาบทนี้ ทรงบัญญัติในนครนี้.
สองบทว่า ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ได้แก่ ผู้ไม่รู้จักบัญญัติแรกในสิกขาบทนั้นๆ.
บทว่า อนุปญฺญตฺตึ ได้แก่ ไม่รู้จักบัญญัติเพิ่มเติม.
บทว่า อนุสนฺธิวจนปถํ ได้แก่ ไม่รู้จักเพื่อจะกล่าวด้วยอำนาจความสืบเนื่องกันแห่งถ้อยคำ และความสืบเนื่องกันแห่งวินิจฉัย.
สองบทว่า ญตฺตึ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักญัตติทุกๆ อย่าง.
หลายบทว่า ญตฺติยา กรณํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้จักกิจที่จะพึงทำด้วยญัตติ. ชื่อว่าญัตติกรรม ย่อมใช้ใน ๙ สถาน มีโอสารณาเป็นต้น. ไม่รู้ว่า เป็นผู้เข้ากรรมแล้วด้วยญัตติ ในญัตติทุติยกรรมและญัตติจตุตถกรรม.
หลายบทว่า น ปุพฺพกุสโล โหติ น อปรกุสโล มีความว่า ไม่รู้จักคำที่จะพึงสวดก่อน และคำที่จะพึงสวดทีหลังบ้าง, ไม่รู้ว่า ธรรมดาญัตติต้องตั้งก่อน ไม่ควรตั้งทีหลัง บ้าง.
สองบทว่า อกาลญฺญู จ โหติ มีความว่า ไม่รู้จักเวลา คือไม่ได้รับเผดียง ไม่ได้รับเชิญ ก็สวด คือไม่รู้จักทั้งกาลญัตติ ทั้งเขตญัตติ ทั้งโอกาสแห่งญัตติ.
[ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ป่า]
สองบทว่า มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา ได้แก่ ไม่รู้จักอานิสงส์ในธุดงค์ เพราะเป็นคนงมงายด้วยไม่รู้ทั่วทุกๆ อย่าง.
บทว่า ปาปิจฺโฉ ได้แก่ ปรารถนาปัจจัยลาภ ด้วยการอยู่ป่านั้น.
บทว่า ปวิเวกํ ได้แก่ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก.
บทว่า อิทมฏฺฐิตํ มีวิเคราะห์ว่า ประโยชน์แห่งการอยู่ป่านั้น ย่อมมีด้วยปฏิบัติงามนี้ เพราะเหตุนั้น การอยู่ป่านั้น ชื่อว่า อิทมฏฺฐิ (มีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติงามนี้). ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติงามนี้ ชื่อว่า อิทมฏฺฐิตา, อาศัยการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติงามนี้นั่นแล. อธิบายว่า ไม่อิงโลกามิสน้อยหนึ่งอื่น.
[ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย]
สองบทว่า อุโปสถํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักอุโบสถ ๙ อย่าง.
บทว่า อุโปสถกมฺมํ ได้แก่ ไม่รู้จักอุโบสถกรรม ๔ อย่าง ต่างโดยชนิดมีเป็นวรรคโดยอธรรมเป็นต้น.
บทว่า ปาฏิโมกฺขํ ได้แก่ ไม่รู้จักมาติกา ๒ อย่าง.
บทว่า ปาฏิโมกฺขุทฺเทสํ ได้แก่ ไม่รู้จักปาฏิโมกขุทเทส ๙ อย่างแม้ทั้งหมด.
บทว่า ปวารณํ ได้แก่ ไม่รู้จักปวารณา ๙ อย่าง. ปวารณากรรมคล้ายกับอุโบสถกรรมนั่นแล.
[วินิจฉัยในอปาสาทิกปัญจกะ]
วินิจฉัยในอปาสาทิกปัญจกะ พึงทราบดังนี้ :-
อกุศลกรรมมีกายทุจริตเป็นต้น เรียกว่ากรรมไม่น่าเลื่อมใส.
กุศลกรรมมีกายสุจริตเป็นต้น เรียกว่ากรรมน่าเลื่อมใส.
บทว่า อติเวลํ มีความว่า คลุกคลีอยู่ในสกุลทั้งหลายเกินเวลา คือสิ้นกาลมากกว่า อยู่ในวิหารน้อย. การที่กิเลสทั้งหลายหยั่งลงในภายใน ชื่อว่าช่อง.
บทว่า สงฺกิลิฏฺฐํ ได้แก่ อาบัติต่างโดยชนิดในเพราะทุฏฐุลลวาจาและอาบัติในเพราะกายสังสัคคะเป็นอาทิ.
วินิจฉัยในวิสุทธิปัญจกะ พึงทราบดังนี้ :-
ปวารณาทั้ง ๙ อย่าง พึงทราบโดยปวารณาศัพท์.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๕ จบ. -----------------------------------------------------