อานิสังสกถา
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๙ อานิสังสกถา
อานิสํสกถา
สกวาที ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญ- โญชน์ได้ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละ สัญโญชน์ได้ ฯลฯ บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น ทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นหัวฝี โดยความเป็นลูกศร โดย ความเป็นของลำเค็ญ โดยความเป็นอาพาธ โดยความเป็นดังคนอื่น โดย ความเป็นของหลอกลวง โดยความเป็นของเสนียด โดยความเป็นเครื่อง เบียดเบียน โดยความเป็นภัย โดยความเป็นอุปสรรค โดยความเป็นของ หวั่นไหว โดยความเป็นของเปื่อยพัง โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน โดย ความไม่เป็นที่ต้านทาน โดยความไม่เป็นที่หลีกเร้น โดยความไม่เป็นที่ พึ่ง โดยความไม่เป็นที่ขจัดภัย โดยความเป็นของว่าง โดยความเป็นของ เปล่า โดยความเป็นของสูญ โดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นโทษ ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ มิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของมีความแปร ไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ใน นิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย เป็น ผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความ อานิเป็นโรค ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดาด้วย เห็น สงส์ในนิพพานด้วย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของแปรไปเป็นธรรมดา ด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สงฺขาเร อนิจฺจโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สงฺขาเร อนิจฺจโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯเปฯ นนุ สงฺขาเร ทุกฺขโต ฯเปฯ โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต อีติโต อุปทฺทวโต ภยโต อุปสคฺคโต จลโต ปภงฺคุโต อธุวโต อตาณโต อเลณโต อสรณโต อสรณีภูตโต ริตฺตโต ตุจฺฉโต สุญฺญโต อนตฺตโต อาทีนวโต ฯเปฯ วิปริณามธมฺมโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สงฺขาเร วิปริณามธมฺมโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ สงฺขาเร จ อนิจฺจโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขาเร จ อนิจฺจโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขาเร จ ทุกฺขโต ฯเปฯ โรคโต ฯเปฯ วิปริณามธมฺมโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขาเร จ วิปริณามธมฺมโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข หมายรู้ว่าเป็นสุข มีความรู้สึกว่าเป็นสุข น้อมใจไปเนืองนิตย์สม่ำเสมอ ไม่สับสน หยั่งปัญญาลงในพระ นิพพานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ก็ละสัญโญชน์ได้น่ะสิ อานิสังสกถา จบ -----------------------------------------------------
น วตฺตพฺพํ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ นิพฺพาเน สุขานุปสฺสี วิหรติ สุขสญฺญี สุขปฏิสํเวที สตตํ สมิตํ อพฺโพกิณฺณํ เจตสา อธิมุจฺจมาโน ปญฺญาย ปริโยคาหมาโนติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ อานิสํสกถา ฯ -------