คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๔. อัคคัญญสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๕๑–๗๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค22 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๔. อัคคัญญสูตร

อคฺคญฺญสุตฺตํ

๕๑

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม เป็นปราสาท ของนางวิสาขามิคารมารดา เขตพระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล วาเสฏฐ- *สามเณรกับภารทวาชสามเณร เมื่อจำนงความเป็นภิกษุอยู่ อยู่อบรมในสำนักภิกษุ ทั้งหลาย เย็นวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจาก ปราสาทแล้ว ทรงจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งในร่มเงาปราสาท วาเสฏฐสามเณรได้เห็น พระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจากปราสาทกำลังเสด็จจงกรม อยู่ในที่แจ้ง ในร่มเงาปราสาทในเวลาเย็น ครั้นแล้วจึงเรียกภารทวาชสามเณรมา พูดว่า ดูกรภารทวาชะผู้มีอายุ นี้พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นในเวลา เย็น เสด็จลงจากปราสาททรงจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งในร่มเงาปราสาท เรามาไปกัน เถิด พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางทีเราจะได้ฟังธรรมีกถา เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์บ้างเป็นแม่นมั่น ส่วนภารทวาชสามเณรรับคำของ วาเสฏฐสามเณรแล้ว ทันใดนั้น วาเสฏฐสามเณรกับภารทวาชสามเณร พากัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้ว ชวนกันเดินตามเสด็จพระองค์ผู้กำลังเสด็จจงกรมอยู่ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกวาเสฏฐสามเณรมาแล้วตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสอง มีชาติเป็นพราหมณ์ มีตระกูลเป็นพราหมณ์ ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ พวกพราหมณ์ไม่ด่าว่าเธอทั้งสองบ้างดอกหรือ ฯ สามเณรทั้งสองนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ พากันด่าว่าข้าพระองค์ทั้ง ๒ ด้วยคำเหยียดหยามอย่างสมใจ อย่างเต็มที่ ไม่มีลด- *หย่อนเลย พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามต่อไปว่า ก็พวกพราหมณ์พากันด่าว่าเธอ ทั้งสองด้วยถ้อยคำอันเหยียดหยามอย่างสมใจ อย่างเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนอย่างไร เล่า สามเณรทั้งสองกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันว่า อย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียว บริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจาก อุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาท ของพรหม เจ้าทั้งสองคนมาละวรรณะที่ประเสริฐที่สุดเสียแล้ว ไปเข้ารีตวรรณะ ที่เลวทราม คือ พวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกคฤหบดี เป็นพวกดำ เป็น พวกเกิดจากเท้าของพรหม เจ้าทั้งสองคนมาละพวกที่ประเสริฐที่สุดใดเสีย ไป เข้ารีตวรรณะเลวทราม คือพวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกคฤหบดี เป็นพวกดำ เป็นพวกเกิดจากเท้าของพรหม ข้อนั้นไม่ดี ไม่สมควรเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันด่าว่าข้าพระองค์ทั้งสองด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยาม อย่างสมใจ อย่างเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนเลยอย่างนี้แล พระองค์จึงตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและ ภารทวาชะ พวกพราหมณ์ระลึกถึงเรื่องเก่าของพวกเขาไม่ได้ จึงพากันพูดอย่างนี้ พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์ พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิด จากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม ดังนี้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ตามที่ปรากฏอยู่แล คือ นางพราหมณี ทั้งหลายของพวกพราหมณ์ มีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง ให้ลูกกินนม อยู่บ้าง อันที่จริง พวกพราหมณ์เหล่านั้น ก็ล้วนแต่เกิดจากช่องคลอดของนาง พราหมณีทั้งนั้น พากันอวดอ้างอย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐ ที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็น วรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม เขาเหล่านั้นกล่าวตู่พรหม และพูดเท็จ ก็จะประสบแต่บาปเป็นอันมาก ฯ

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน วาเสฏฺฐภารทฺวาชา ภิกฺขูสุ ปริวสนฺติ ภิกฺขุภาวํ อากงฺขมานา ฯ อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต ปาสาทา โอโรหิตฺวา ปาสาทปจฺฉายายํ อพฺโภกาเส จงฺกมติ ฯ {๕๑.๑} อทฺทสา โข วาเสฏฺโฐ ภควนฺตํ สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิตํ ปาสาทา โอโรหิตฺวา ปาสาทปจฺฉายายํ อพฺโภกาเส จงฺกมนฺตํ ทิสฺวาน ภารทฺวาชํ อามนฺเตสิ อยํ อาวุโส ภารทฺวาช ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต ปาสาทา โอโรหิตฺวา ปาสาทปจฺฉายายํ อพฺโภกาเส จงฺกมติ อายามาวุโส ภารทฺวาช เยน ภควา เตนุปสงฺกมิสฺสาม อปฺเปวนาม ลเภยฺยาม ภควโต สมฺมุขา ธมฺมึ กถํ สวนายาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข ภารทฺวาโช วาเสฏฺฐสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ {๕๑.๒} อถโข วาเสฏฺฐภารทฺวาชา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ภควนฺตํ จงฺกมนฺตํ อนุจงฺกมึสุ ฯ อถโข ภควา วาเสฏฺฐํ อามนฺเตสิ ตุเมฺห ขฺวตฺถ วาเสฏฺฐา พฺราหฺมณชจฺจา พฺราหฺมณกุลีนา พฺราหฺมณกุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตา กจฺจิ โว วาเสฏฺฐา พฺราหฺมณา น อกฺโกสนฺติ น ปริภาสนฺตีติ ฯ ตคฺฆ โน ภนฺเต พฺราหฺมณา อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ อตฺตรูปาย ปริภาสาย ปริปุณฺณาย โน อปริปุณฺณายาติ ฯ ยถากถํ ปน โว วาเสฏฺฐา พฺราหฺมณา อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ อตฺตรูปาย ปริภาสาย ปริปุณฺณาย โน อปริปุณฺณายาติ ฯ พฺราหฺมณา ภนฺเต เอวมาหํสุ พฺราหฺมโณ ว เสฏฺโฐ วณฺโณ หีนา อญฺเญ วณฺณา พฺราหฺมโณ ว สุกฺโก วณฺโณ กณฺหา อญฺเญ วณฺณา พฺราหฺมณา ว สุชฺฌนฺติ โน อพฺราหฺมณา พฺราหฺมณา พฺรหฺมุโน ปุตฺตา โอรสา มุขโต ชาตา พฺรหฺมชา พฺรหฺมนิมฺมิตา พฺรหฺมทายาทา เต ตุเมฺห เสฏฺฐํ วณฺณํ หิตฺวา หีนมตฺถวณฺณํ อชฺฌุปคตา ยทิทํ มุณฺฑเก สมณเก อิพฺเภ กเณฺห พนฺธุปาทา ปจฺเจติ ตยิทํ น สาธุ ตยิทํ นปฺปฏิรูปํ ยํ ตุเมฺห เสฏฺฐํ วณฺณํ หิตฺวา หีนมตฺถวณฺณํ อชฺฌุปคตา ยทิทํ มุณฺฑเก สมณเก อิพฺเภ กเณฺห พนฺธุปาทา ปจฺเจติ ฯ เอวํ โข โน ภนฺเต พฺราหฺมณา อกฺโกสนฺติ ปริภาสนฺติ อตฺตรูปาย ปริภาสาย ปริปุณฺณาย โน อปริปุณฺณายาติ ฯ {๕๑.๓} ตคฺฆ โว วาเสฏฺฐา พฺราหฺมณา โปราณํ อสรนฺตา เอวมาหํสุ พฺราหฺมโณ ว เสฏฺโฐ วณฺโณ หีนา อญฺเญ วณฺณา พฺราหฺมโณ ว สุกฺโก วณฺโณ กณฺหา อญฺเญ วณฺณา พฺราหฺมณา ว สุชฺฌนฺติ โน อพฺราหฺมณา พฺราหฺมณา พฺรหฺมุโน ปุตฺตา โอรสา มุขโต ชาตา พฺรหฺมชา พฺรหฺมนิมฺมิตา พฺรหฺมทายาทาติ ฯ ทิสฺสนฺติ โข ปน วาเสฏฺฐา พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณิโย อุตุนิโยปิ คพฺภินิโยปิ วิชายมานาปิ ปายมานาปิ เต จ พฺราหฺมณา โยนิชา ว สมานา เอวมาหํสุ พฺราหฺมโณ ว เสฏฺโฐ วณฺโณ ฯเปฯ พฺรหฺมทายาทาติ ฯ เต จ พฺรหฺมานญฺเจว อพฺภาจิกฺขนฺติ มุสา จ ภาสนฺติ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวนฺติ ฯ

๕๒

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะเหล่านี้ มีอยู่สี่คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็กษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ มีปรกติฆ่าสัตว์ มีปรกติ ลักทรัพย์ มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรม เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน อกุศลธรรมเหล่านั้น มีปรากฏอยู่แม้ ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้พราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ฯลฯ แม้แพศย์บางคนในโลกนี้ ฯลฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ มีปรกติฆ่าสัตว์ มีปรกติลักทรัพย์ มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรม เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน ธรรมเหล่านั้นมีปรากฏอยู่แม้ในศูทร บางคนในโลกนี้ ฯ

จตฺตาโรเม วาเสฏฺฐา วณฺณา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา ฯ ขตฺติโยปิ โข วาเสฏฺฐา อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี กาเมสุ มิจฺฉาจารี มุสาวาที ปิสุณวาโจ ผรุสวาโจ สมฺผปฺปลาปี อภิชฺฌาลุ พฺยาปนฺนจิตฺโต มิจฺฉาทิฏฺฐี ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เยเม ธมฺมา อกุสลา อกุสลสงฺขาตา สาวชฺชา สาวชฺชสงฺขาตา อเสวิตพฺพา อเสวิตพฺพสงฺขาตา นาลมริยา นาลมริยสงฺขาตา กณฺหา กณฺหวิปากา วิญฺญุครหิตา ฯ ขตฺติเยปิ เต อิเธกจฺเจ สนฺทิสฺสนฺติ ฯ พฺราหฺมโณปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ เวสฺโสปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ สุทฺโทปิ โข วาเสฏฺฐา อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐี ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เยเม ธมฺมา อกุสลา อกุสลสงฺขาตา ฯเปฯ กณฺหา กณฺหวิปากา วิญฺญุครหิตา สุทฺเทปิ เต อิเธกจฺเจ สนฺทิสฺสนฺติ ฯ

๕๓

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ฝ่ายกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจาก การประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูด ส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่ ละโมภมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล เป็นธรรม ไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ เป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม ควรนับว่าเป็นอริยธรรม เป็นธรรมขาว มีวิบากขาว วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านั้นมีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้พราหมณ์บางคนในโลกนี้ ฯลฯ แม้แพศย์บางคน ในโลกนี้ ฯลฯ แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ไม่ ละโมภมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดที่เป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มี โทษ เป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม นับว่า ควรเป็นอริยธรรม เป็นธรรมขาว มีวิบากขาว วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านั้น มีปรากฏอยู่แม้ในศูทรบางคนในโลกนี้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็เมื่อวรรณะ ทั้งสี่เหล่านี้แล รวมเป็นบุคคลสองจำพวก คือพวกที่ตั้งอยู่ในธรรมดำ วิญญูชน ติเตียนจำพวกหนึ่ง พวกที่ตั้งอยู่ในธรรมขาว วิญญูชนสรรเสริญจำพวกหนึ่ง เช่นนี้ ไฉนพวกพราหมณ์จึงพากันอวดอ้างอยู่อย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็น วรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พวกพราหมณ์เป็นวรรณะขาว พวก อื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หา บริสุทธิ์ไม่ พราหมณ์พวกเดียวเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มี กำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม ดังนี้เล่า ท่านผู้รู้ ทั้งหลายย่อมไม่รับรองถ้อยคำของพวกเขา ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูกรวาเสฏฐะและ ภารทวาชะ เพราะว่า บรรดาวรรณะทั้งสี่เหล่านั้น ผู้ใดเป็นภิกษุสิ้นกิเลสและ อาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ได้วางภาระเสีย แล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นไปแล้ว เพราะรู้โดยชอบ ผู้นั้นปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลายโดยชอบธรรมแท้ มิได้ ปรากฏโดยไม่ชอบธรรมเลย ด้วยว่าธรรมเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งใน เวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยบรรยาย นี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ

ขตฺติโยปิ โข วาเสฏฺฐา อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต มุสาวาทา ปฏิวิรโต ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต อนภิชฺฌาลุ อพฺยาปนฺนจิตฺโต สมฺมาทิฏฺฐี ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เยเม ธมฺมา กุสลา กุสลสงฺขาตา อนวชฺชา อนวชฺชสงฺขาตา เสวิตพฺพา เสวิตพฺพสงฺขาตา อลมริยา อลมริยสงฺขาตา สุกฺกา สุกฺกวิปากา วิญฺญุปสตฺถา ฯ ขตฺติเยปิ เต อิเธกจฺเจ สนฺทิสฺสนฺติ ฯ พฺราหฺมโณปิ โข วาเสฏฺฐา ฯ เวสฺโสปิ โข วาเสฏฺฐา ฯ สุทฺโทปิ โข วาเสฏฺฐา อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ อนภิชฺฌาลุ อพฺยาปนฺนจิตฺโต สมฺมาทิฏฺฐี ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เยเม ธมฺมา กุสลา กุสลสงฺขาตา อนวชฺชา อนวชฺชสงฺขาตา เสวิตพฺพา เสวิตพฺพสงฺขาตา อลมริยา อลมริยสงฺขาตา สุกฺกา สุกฺกวิปากา วิญฺญุปสตฺถา ฯ สุทฺเทปิ เต อิเธกจฺเจ สนฺทิสฺสนฺติ ฯ {๕๓.๑} อิเมสุ โข วาเสฏฺฐา จตูสุ วณฺเณสุ เอวํ อุภยโพฺยกิณฺเณสุ วตฺตมาเนสุ กณฺหสุกฺเกสุ ธมฺเมสุ วิญฺญุวิครหิเตสุ เจว วิญฺญุปสตฺเถสุ จ ยเทตฺถ พฺราหฺมณา เอวมาหํสุ พฺราหฺมโณ ว เสฏฺโฐ วณฺโณ หีนา อญฺเญ วณฺณา พฺราหฺมโณ ว สุกฺโก วณฺโณ กณฺหา อญฺเญ วณฺณา พฺราหฺมณา ว สุชฺฌนฺติ โน อพฺราหฺมณา พฺราหฺมณา พฺรหฺมุโน ปุตฺตา โอรสา มุขโต ชาตา พฺรหฺมชา พฺรหฺมนิมฺมิตา พฺรหฺมทายาทาติ ฯ ตนฺเตสํ วิญฺญู นานุชานนฺติ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อิเมสํ หิ วาเสฏฺฐา จตุนฺนํ วณฺณานํ โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณกวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา- วิมุตฺโต โส เนสํ อคฺคมกฺขายติ ธมฺเมเนว โน อธมฺเมน ฯ ธมฺโม หิ วาเสฏฺฐา เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ ตทมินาเปตํ วาเสฏฺฐา ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ธมฺโม เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ

๕๔

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงทราบ แน่ชัดว่า พระสมณโคดมผู้ยอดเยี่ยมได้ทรงผนวชจากศากยตระกูล ดังนี้ ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็พวกศากยตระกูลยังต้องเป็นผู้โดยเสด็จพระเจ้าปเสน- *ทิโกศลอยู่ทุกๆ ขณะและพวกเจ้าศากยะต้องทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมในพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ ดูกรวาเสฏฐะและ ภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล พวกเจ้าศากยะยังต้องกระทำการ นอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมอันใดอยู่ในพระเจ้า ปเสนทิโกศล แต่ถึงกระนั้น กิริยาที่นอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลี กรรม และสามีจิกรรมอันนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยังทรงกระทำอยู่ในตถาคต ด้วยทรงถือว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีพระชาติสูง เรามีชาติต่ำกว่า พระสมณ- *โคดมเป็นผู้มีพระกำลัง เรามีกำลังน้อยกว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีคุณน่าเลื่อมใส เรามีคุณน่าเลื่อมใสน้อยกว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สูงศักดิ์ เราเป็นผู้ต่ำศักดิ์กว่า ดังนี้ แต่ที่แท้ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมพระธรรมนั้นเทียว พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกระทำการนอบน้อม กราบ ไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม ในตถาคตอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยปริยายนี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ธรรม เท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ

ชานาติ โข วาเสฏฺฐา ราชา ปเสนทิ โกสโล สมโณ โคตโม อนุตฺตโร สกฺยกุลา ปพฺพชิโตติ ฯ สกฺยา โข ปน วาเสฏฺฐา รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส อนนฺตรา อนุยนฺตา ภวนฺติ ฯ กโรนฺติ โข วาเสฏฺฐา สกฺยา รญฺเญ ปเสนทิมฺหิ โกสเล นิปจฺจการํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา ยํ กโรนฺติ สกฺยา รญฺเญ ปเสนทิมฺหิ โกสเล นิปจฺจการํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ กโรติ ตํ ราชา ปเสนทิ โกสโล ตถาคเต นิปจฺจการํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ นนุ สุชาโต สมโณ โคตโม ทุชฺชาโตหมสฺมิ พลวา สมโณ โคตโม ทุพฺพโลหมสฺมิ ปาสาทิโก สมโณ โคตโม ทุพฺพณฺโณหมสฺมิ มเหสกฺโข สมโณ โคตโม อปฺเปสกฺโขหมสฺมีติ อถโข นํ ธมฺมํเยว สกฺกโรนฺโต ธมฺมํ ครุกโรนฺโต ธมฺมํ มาเนนฺโต ธมฺมํ ปูเชนฺโต ธมฺมํ อปจยมาโน ฯ เอวํ ราชา ปเสนทิ โกสโล ตถาคเต นิปจฺจการํ กโรติ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ ฯ อิมินา โข เอวํ วาเสฏฺฐา ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ธมฺโม เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ

๕๕

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสต่อไปว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสองคนมีชาติก็ต่างกัน มีชื่อก็เพี้ยนกัน มีโคตรก็แผกกัน มีตระกูลก็ผิดกัน พากันทิ้งเหย้าเรือนเสีย มาบวชเป็นบรรพชิต เมื่อจะมีผู้ถามว่า ท่านทั้งสองนี้เป็น พวกไหน เธอทั้งสองพึงตอบเขาว่า ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นพวกพระสมณศากยบุตร ดังนี้เถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่นเกิดขึ้นแล้วแต่ รากแก้วคืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่า เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรม เนรมิตขึ้น เป็นผู้รับมรดกพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า ธรรมกาย ก็ดี ว่าพรหมกาย ก็ดี ว่าธรรมภูต ก็ดี ว่าพรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต ฯ

ตุเมฺห ขฺวตฺถ วาเสฏฺฐา นานาชจฺจา นานานามา นานาโคตฺตา นานากุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตา เก ตุเมฺหติ ปุฏฺฐา สมานา สมณา สกฺยปุตฺติยามฺหาติ ปฏิชานาถาติ ฯ ยสฺส โข ปนสฺส วาเสฏฺฐา ตถาคเต สทฺธา นิวิฏฺฐา มูลชาตา ปติฏฺฐิตา ทฬฺหา อสํหาริยา สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ ตสฺเสตํ กลฺลํ วาจาย ภควโตมฺหิ ปุตฺโต โอรโส มุขโต ชาโต ธมฺมโช ธมฺมนิมฺมิโต ธมฺมทายาโทติ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ ฯ

๕๖

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วง ระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่า สัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิต อยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้ง บางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญ อยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจฺติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้น ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ใน อากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ก็แหละ สมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และ ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันกลาง คืนก็ยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เท่า นั้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านาน เกิด ง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฏแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยว ให้งวด แล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้ง เล็กอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น ฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลนพูดว่า ท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย นี่จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอา นิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยาก ขึ้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สัตว์พวกอื่นก็พากันกระทำตามอย่างสัตว์นั้น เอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อสัตว์เหล่านั้นพากันเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลอง ลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น ต่อมาสัตว์ เหล่านั้นพยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือแล้วบริโภค ดูกรเสฏฐะ และภารทวาชะ ในคราวที่พวกสัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือ แล้วบริโภคอยู่นั้น เมื่อรัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวง อาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลาย ก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏ เมื่อ กลางคืนและกลางวันปรากฏแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่ง และกึ่งเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วย เหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก ฯ

โหติ โข โส วาเสฏฺฐา สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน อยํ โลโก สํวฏฺฏติ สํวฏฺฏมาเน โลเก เยภุยฺเยน สตฺตา อาภสฺสรสํวตฺตนิกา โหนฺติ เต ตตฺถ มโนมยา ปีติภกฺขา สยํปภา อนฺตลิกฺขจรา สุภฏฺฐายิโน จิรํ ทีฆมทฺธานํ ติฏฺฐนฺติ ฯ โหติ โข โส วาเสฏฺฐา สมโย ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน อยํ โลโก วิวฏฺฏติ วิวฏฺฏมาเน โลเก เยภุยฺเยน สตฺตา อาภสฺสรกายา จวิตฺวา อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉนฺติ เต จ โหนฺติ มโนมยา ปีติภกฺขา สยํปภา อนฺตลิกฺขจรา สุภฏฺฐายิโน จิรํ ทีฆมทฺธานํ ติฏฺฐนฺติ ฯ {๕๖.๑} เอโกทกีกูตํ โข ปน วาเสฏฺฐา เตน สมเยน โหติ อนฺธกาโร อนฺธการติมิสา น จนฺทิมสุริยา ปญฺญายนฺติ น นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ปญฺญายนฺติ น รตฺตินฺทิวา ปญฺญายนฺติ น มาสทฺธมาสา ปญฺญายนฺติ น อุตุสํวจฺฉรา ปญฺญายนฺติ น อิตฺถีปุริสา ปญฺญายนฺติ ฯ สตฺตา สตฺตาเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉนฺติ ฯ อถโข เตสํ วาเสฏฺฐา สตฺตานํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน รสปฐวี อุทกสฺมึ สมนฺตานิ เสยฺยถาปิ นาม ปยตตฺตสฺส นิพฺพายมานสฺส อุปริ สนฺตานกํ โหติ เอวเมวํ ปาตุรโหติ สา อโหสิ วณฺณสมฺปนฺนา คนฺธสมฺปนฺนา รสสมฺปนฺนา เสยฺยถาปิ นาม สมฺปนฺนา วา สปฺปิ สมฺปนฺนํ วา นวนีตํ เอวํวณฺณา อโหสิ เสยฺยถาปิ นาม ขุทฺทมธุํ อเนฬกํ เอวมสฺสาทา อโหสิ ฯ {๕๖.๒} อถโข วาเสฏฺฐา อญฺญตโร สตฺโต โลลชาติโก อมฺโภ กิเมวิทํ ภวิสฺสตีติ รสปฐวึ องฺคุลิยา สายิ ตสฺส รสปฐวึ องฺคุลิยา สายโต อจฺฉาเทสิ ตณฺหาปสฺส โอกฺกมิ ฯ อญฺเญปิ โข วาเสฏฺฐา สตฺตา ตสฺส สตฺตสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชมานา รสปฐวึ องฺคุลิยา สายึสุ ฯ เตสํ รสปฐวึ องฺคุลิยา สายตํ อจฺฉาเทติ ตณฺหา จ เนสํ โอกฺกมิ ฯ {๕๖.๓} อถโข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา รสปฐวึ หตฺเถหิ อาลุปฺปการกํ อุปกฺกมึสุ ปริภุญฺชิตุํ ฯ ยโต โข วาเสฏฺฐา สตฺตา รสปฐวึ หตฺเถหิ อาลุปฺปการกํ อุปกฺกมึสุ ปริภุญฺชิตุํ อถ เตสํ สตฺตานํ สยํปภา อนฺตรธายิ ฯ สยํปภาย อนฺตรหิตาย จนฺทิมสุริยา ปาตุรเหสุํ จนฺทิมสุริเยสุ ปาตุภูเตสุ นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ปาตุรเหสุํ นกฺขตฺเตสุ ตารกรูเปสุ ปาตุภูเตสุ รตฺตินฺทิวา ปญฺญายึสุ รตฺตินฺทิเวสุ ปญฺญายมาเนสุ มาสทฺธมาสา ปญฺญายึสุ มาสทฺธมาเสสุ ปญฺญายมาเนสุ อุตุสํวจฺฉรา ปญฺญายึสุ เอตฺตาวตา โข วาเสฏฺฐา อยํ โลโก ปุน วิวฏฺโฏ โหติ ฯ

๕๗

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมาสัตว์เหล่านั้นพากันบริ- *โภคง้วนดิน รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่านั้นมัวเพลินบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดิน เป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้ง ผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมี ผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงามนั้นพากันดูหมิ่น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิว พรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกันขึ้น เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย ง้วนดินก็หายไป เมื่อง้วนดินหายไป แล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงพากันจับกลุ่ม ครั้นแล้ว ต่างก็บ่นถึงกันว่า รสดีจริง รส ดีจริง ดังนี้ ถึงทุกวันนี้ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมากได้ของที่มีรสดีอย่างใดอย่าง หนึ่ง มักพูดกันอย่างนี้ว่า รสอร่อยแท้ๆ รสอร่อยแท้ๆ ดังนี้ พวกพราหมณ์ ระลึกได้ถึงอักขระ ที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณนั้นเท่านั้น แต่ไม่รู้ชัดถึง เนื้อความแห่งอักขระนั้นเลย ฯ

อถโข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา รสปฐวึ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ฯ ยถา ยถา โข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา รสปฐวึ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ตถา ตถา เตสํ สตฺตานํ ขรตฺตญฺเจว กายสฺมึ โอกฺกมิ วณฺณเววณฺณตา จ ปญฺญายิตฺถ ฯ เอกิทํ สตฺตา วณฺณวนฺโต โหนฺติ เอกิทํ สตฺตา ทุพฺพณฺณา ฯ ตตฺถ เย เต สตฺตา วณฺณวนฺโต เต ทุพฺพณฺเณ สตฺเต อติมญฺญนฺติ มยเมเตหิ วณฺณวนฺตตรา อเมฺหเหเต ทุพฺพณฺณตราติ ฯ เตสํ วณฺณาติมานปจฺจยา มานาติมานชาติกานํ รสปฐวี อนฺตรธายิ ฯ รสปฐวิยา อนฺตรหิตาย สนฺนิปตึสุ สนฺนิปติตฺวา อนุตฺถุนึสุ อโห รสํ อโห รสนฺติ ฯ ตเทตรหิปิ มนุสฺสา กิญฺจิเทว สุรสํ ลภิตฺวา เอวมาหํสุ อโห รสํ อโห รสนฺติ ฯ ตเทว โปราณํ อคฺคญฺญํ อกฺขรํ อนุสฺสรนฺติ น เตฺววสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ

๕๘

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อง้วนดินของสัตว์ เหล่านั้นหายไปแล้ว ก็เกิดมีกระบิดินขึ้น กระบิดินนั้นปรากฏลักษณะคล้ายเห็ด @ หมายถึงเรื่องราว กระบิดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีเหมือนเนยใส หรือเนยข้นอย่างดีฉะนั้น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพยายามจะบริโภคกระบิดิน สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดินอยู่ รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลนาน ดูกรวาเสฏฐะ และภารทวาชะ โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดินอยู่ รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้า ขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์ บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองจำพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงาม พากันดูหมิ่นสัตว์พวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวก ท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้น เกิดมีการไว้ตัวดู หมิ่นกันขึ้น เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย กระบิดินก็หายไป เมื่อกระบิ ดินหายไปแล้ว ก็เกิดมีเครือดินขึ้น เครือดินนั้นปรากฏคล้ายผลมะพร้าวทีเดียว เครือดินนั้น ถึงพร้อมด้วยสี รส กลิ่น มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น ฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพยายามจะบริโภค เครือดิน สัตว์เหล่านั้นบริโภคเครือดินอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็น อาหาร ดำรงมาได้สิ้นกาลช้านาน โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคเครือดินอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินนั้นเป็นอาหาร ดำรงมาได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงาม พากันดูหมิ่นพวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามี ผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสอง พวกนั้นเกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกัน เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย เครือดิน ก็หายไป เมื่อเครือดินหายไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็พากันจับกลุ่ม ครั้นแล้วต่างก็ บ่นถึงกันว่า เครือดินได้เคยมีแก่พวกเราหนอ เดี๋ยวนี้เครือดินของพวกเราได้ สูญหายเสียแล้วหนอ ดังนี้ ถึงทุกวันนี้ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมาก พอถูกความ ระทมทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบ ก็มักบ่นกันอย่างนี้ว่า สิ่งของของเราทั้งหลาย ได้เคยมีแล้วหนอ แต่เดี๋ยวนี้ สิ่งของของเราทั้งหลายได้มาสูญหายเสียแล้วหนอ ดังนี้ พวกพราหมณ์ระลึกได้ถึงอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดีเป็นของโบราณนั้นเท่านั้น แต่ไม่รู้ชัดถึงเนื้อความแห่งอักขระนั้นเลย ฯ

อถโข เตสํ วาเสฏฺฐา สตฺตานํ รสปฐวิยา อนฺตรหิตาย ภูมิปปฺปฏิโก ปาตุรโหสิ ฯ เสยฺยถาปิ นาม อหิจฺฉตฺตโก เอวเมวํ ปาตุรโหสิ ฯ โส อโหสิ วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน เสยฺยถาปิ นาม สมฺปนฺนา วา สปฺปิ สมฺปนฺนํ วา นวนีตํ เอวํวณฺโณ อโหสิ เสยฺยถาปิ นาม ขุทฺทมธุํ อเนฬกํ เอวมสฺสาโท อโหสิ ฯ {๕๘.๑} อถโข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา ภูมิปปฺปฏิกํ อุปกฺกมึสุ ปริภุญฺชิตุํ เต ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ฯ ยถา ยถา โข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา ภูมิปปฺปฏิกํ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ตถา ตถา เตสํ สตฺตานํ ภิยฺโยโส มตฺตาย ขรตฺตญฺเจว กายสฺมึ โอกฺกมิ วณฺณเววณฺณตา จ ปญฺญายิตฺถ ฯ เอกิทํ สตฺตา วณฺณวนฺโต โหนฺติ เอกิทํ สตฺตา ทุพฺพณฺณา ฯ ตตฺถ เย เต สตฺตา วณฺณวนฺโต เต ทุพฺพณฺเณ สตฺเต อติมญฺญนฺติ มยเมเตหิ วณฺณวนฺตตรา อเมฺหเหเต ทุพฺพณฺณตราติ ฯ เตสํ วณฺณาติมาน- ปจฺจยา มานาติมานชาติกานํ ภูมิปปฺปฏิโก อนฺตรธายิ ฯ {๕๘.๒} ภูมิปปฺปฏิเก อนฺตรหิเต ปทาลตา ปาตุรโหสิ ฯ เสยฺยถาปิ นาม กลมฺพกา เอวเมวํ ปาตุรโหสิ ฯ สา อโหสิ วณฺณสมฺปนฺนา คนฺธสมฺปนฺนา รสสมฺปนฺนา เสยฺยถาปิ นาม สมฺปนฺนา วา สปฺปิ สมฺปนฺนํ วา นวนีตํ เอวํวณฺณา อโหสิ เสยฺยถาปิ นาม ขุทฺทมธุํ อเนฬกํ เอวมสฺสาทา อโหสิ ฯ อถโข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา ปทาลตํ อุปกฺกมึสุ ปริภุญฺชิตุํ เต ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ฯ ยถา ยถา โข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา ปทาลตํ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ตถา ตถา เตสํ สตฺตานํ ภิยฺโยโส มตฺตาย ขรตฺตญฺเจว กายสฺมึ โอกฺกมิ วณฺณเววณฺณตา จ ปญฺญายิตฺถ ฯ เอกิทํ สตฺตา วณฺณวนฺโต โหนฺติ เอกิทํ สตฺตา ทุพฺพณฺณา ฯ ตตฺถ เย เต สตฺตา วณฺณวนฺโต เต ทุพฺพณฺเณ สตฺเต อติมญฺญนฺติ มยเมเตหิ วณฺณวนฺตตรา อเมฺหเหเต ทุพฺพณฺณตราติ ฯ เตสํ วณฺณาติมานปจฺจยา มานาติมานชาติกานํ ปทาลตา อนฺตรธายิ ฯ {๕๘.๓} ปทาลตาย อนฺตรหิตาย สนฺนิปตึสุ สนฺนิปติตฺวา อนุตฺถุนึสุ อหุ วต โน อหายิ วต โน ปทาลตาติ ฯ ตเทตรหิ มนุสฺสา เกนจิเทว ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐา เอวมาหํสุ อหุ วต โน อหายิ วต โนติ ฯ ตเทว โปราณํ อคฺคญฺญํ อกฺขรํ อนุสฺสรนฺติ น เตฺววสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ

๕๙

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อเครือดินของสัตว์ เหล่านั้นหายไปแล้ว ก็เกิดมีข้าวสาลีขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวไม่มีรำ ไม่มี แกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นสัตว์เหล่านั้นนำเอา ข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็ งอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าเขาพากันไปนำเอาข้าวสาลีใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเช้า ตอนเย็นข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกแล้วก็งอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่อง ไปเลย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น พวกสัตว์บริโภคข้าวสาลีที่เกิด ขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ พากันรับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ดำรงมาได้สิ้นกาลช้านาน ก็โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคข้าวสาลีอันเกิดขึ้น เองอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ดำรงมาได้สิ้นการช้า นาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่าง กันออกไป สตรีก็มีเพศหญิงปรากฏ และบุรุษก็มีเพศชายปรากฏ นัยว่า สตรีก็ เพ่งดูบุรุษอยู่เสมอ และบุรุษก็เพ่งดูสตรีอยู่เสมอ เมื่อคนทั้งสองเพศ ต่างเพ่งดู กันอยู่เสมอ ก็เกิดความกำหนัดขึ้น เกิดความเร่าร้อนขึ้นในกาย เพราะความเร่า ร้อนเป็นปัจจัย เขาทั้งสองจึงเสพเมถุนธรรมกัน ฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็โดยสมัยนั้นแล สัตว์พวกใดเห็นพวก อื่นเสพเมถุนธรรมกันอยู่ ย่อมโปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยเถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่ บ้าง พร้อมกับพูดว่า คนชาติชั่ว จงฉิบหาย คนชาติชั่ว จงฉิบหาย ดังนี้ แล้ว พูดต่อไปว่า ก็ทำไมขึ้นชื่อว่าสัตว์ จึงทำแก่สัตว์เช่นนี้เล่า ข้อที่ว่ามานั้น จึงได้ เป็นธรรมเนียมมาจนถึงทุกวันนี้ ในชนบทบางแห่ง คนทั้งหลาย โปรยฝุ่นใส่ บ้าง โปรยเถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง ในเมื่อเขาจะนำสัตว์ที่ประพฤติชั่วร้าย ไปสู่ตะแลงแกง พวกพราหมณ์มาระลึกถึงอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดี อันเป็นของ โบราณนั้นเท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้ชัดถึงเนื้อความแห่งอักขระนั้นเลย ฯ

อถโข เตสํ วาเสฏฺฐา สตฺตานํ ปทาลตาย อนฺตรหิตาย อกฏฺฐปาโก สาลิ ปาตุรโหสิ อกโณ อถุโส สุทฺโธ สุคนฺโธ ตณฺฑุลปฺผโล ฯ ยนฺตํ สายํ สายมาสาย อาหรนฺติ ปาโต ตํ โหติ ปกฺกํ ปฏิวิรุฬฺหํ ยนฺตํ ปาโต ปาตราสาย อาหรนฺติ สายํ ตํ โหติ ปกฺกํ ปฏิวิรุฬฺหํ นาปทานํ ปญฺญายติ ฯ อถโข วาเสฏฺฐา สตฺตา อกฏฺฐปากํ สาลึ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ฯ {๕๙.๑} ยถา ยถา โข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา อกฏฺฐปากํ สาลึ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐํสุ ตถา ตถา เตสํ สตฺตานํ ภิยฺโยโส มตฺตาย ขรตฺตญฺเจว กายสฺมึ โอกฺกมิ วณฺณเววณฺณตา จ ปญฺญายิตฺถ ฯ อิตฺถิยา จ อิตฺถีลิงฺคํ ปาตุรโหสิ ปุริสสฺส ปุริสลิงฺคํ ฯ อิตฺถี จ สุทํ อติเวลํ ปุริสํ อุปนิชฺฌายติ ปุริโส จ อิตฺถึ ฯ เตสํ อติเวลํ อญฺญมญฺญํ อุปนิชฺฌายนฺตานํ สาราโค อุทปาทิ ปริฬาโห กายสฺมึ โอกฺกมิ ฯ เต ปริฬาหปจฺจยา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวึสุ ฯ {๕๙.๒} เย โข ปน เต วาเสฏฺฐา เตน สมเยน สตฺตา ปสฺสนฺติ เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวนฺเต อญฺเญ ปํสุํ ขิปนฺติ อญฺเญ เสฏฺฐึ ขิปนฺติ อญฺเญ โคมยํ ขิปนฺติ นสฺส วสลิ นสฺส วสลีติ ฯ กถญฺหิ นาม สตฺโต สตฺตสฺส เอวรูปํ กริสฺสตีติ ฯ ตเทตรหิปิ มนุสฺสา เอกจฺเจสุ ชนปเทสุ วธนิยา นิพฺพุยฺหมานาย อญฺเญ ปํสุํ ขิปนฺติ อญฺเญ เสฏฺฐึ ขิปนฺติ อญฺเญ โคมยํ ขิปนฺติ ฯ ตเทว โปราณํ อคฺคญฺญํ อกฺขรํ อนุสฺสรนฺติ น เตฺววสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ

๖๐

ดูกรวาเสฏฐะและภารวาชะ ก็สมัยนั้นการโปรยฝุ่นใส่กันเป็นต้น นั้นแล สมมติกันว่าไม่เป็นธรรม มาในบัดนี้ สมมติกันว่าเป็นธรรมขึ้น ก็สมัยนั้น สัตว์พวกใด เสพเมถุนกัน สัตว์พวกนั้นเข้าบ้านหรือนิคมไม่ได้ สิ้นสองเดือน บ้าง สามเดือนบ้าง ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เมื่อใดแล สัตว์ทั้งหลายพา กันเสพอสัทธรรมนั่นอยู่เสมอ เมื่อนั้น จึงพยายามสร้างเรือนกันขึ้น เพื่อเป็นที่ กำบังอสัทธรรมนั้น ครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่ง เกิดความเกียจคร้านขึ้น จึงได้มีความ เห็นอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เราช่างลำบากเสียนี่กระไร ที่ต้องไปเก็บข้าวสาลี มา ทั้งในเวลาเย็นสำหรับอาหารเย็น ทั้งในเวลาเช้าสำหรับอาหารเช้า อย่ากระ นั้นเลย เราควรไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพื่อบริโภคทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวเถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อแต่นั้นมา สัตว์ผู้นั้นก็ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้ เพื่อบริโภคทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวกัน ฉะนี้แล ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้นั้นแล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เรา จักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลี มาไว้เพื่อบริโภคพอทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวแล้ว ต่อมา สัตว์ผู้นั้นถือตามแบบ อย่างของสัตว์ผู้นั้น จึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อสองวัน แล้วพูดว่า ได้ยินว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันท่านผู้เจริญ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อ มาสัตว์อีกผู้หนึ่ง เข้าไปหาสัตว์ผู้นั้น แล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เรา จักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลี มาไว้เพื่อบริโภคพอทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวแล้ว ฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้นั้นถือตามแบบอย่างของ สัตว์นั้น จึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพื่อสี่วัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี้ ก็ดีเหมือนกัน ท่านผู้เจริญ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาสัตว์อีกผู้หนึ่ง เข้าไปหาสัตว์ผู้นั้น แล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลี กัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ไปเก็บข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพื่อสี่วันแล้ว ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้นั้น ถือตามแบบอย่างของสัตว์นั้น จึงไปเก็บ ข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพื่อแปดวัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันท่านผู้ เจริญ เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นพยายามเก็บข้าวสาลีสะสมไว้เพื่อบริโภคกัน ขึ้น เมื่อนั้นแล ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็นข้าวมีรำห่อเมล็ดบ้าง มีแกลบหุ้มเมล็ด บ้าง ต้นที่ถูกเกี่ยวแล้วก็ไม่กลับงอกแทน ปรากฏว่าขาดเป็นตอนๆ (ตั้งแต่นั้น มา) จึงได้มีข้าวสาลีเป็นกลุ่มๆ ฯ

อธมฺมสมฺมตํ ตํ โข ปน วาเสฏฺฐา เตน สมเยน โหติ ตเทตรหิ ธมฺมสมฺมตํ ฯ เย โข ปน เต วาเสฏฺฐา เตน สมเยน สตฺตา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวนฺติ เตมาสํปิ เทฺวมาสํปิ น ลภนฺติ คามํ วา นิคมํ วา ปวิสิตุํ ฯ ยโต โข วาเสฏฺฐา เต สตฺตา ตสฺมึ อสทฺธมฺเม อติเวลํ ปาตพฺยตํ อาปชฺชึสุ อถ อคารานิ อุปกฺกมึสุ กาตุํ ตสฺเสว อสทฺธมฺมสฺส ปฏิจฺฉาทนตฺถํ ฯ อถโข วาเสฏฺฐา อญฺญตรสฺส สตฺตสฺส อลสชาติกสฺส เอตทโหสิ อมฺโภ กิเมวาหํ วิหญฺญามิ สาลึ อาหรนฺโต สายํ สายมาสาย ปาโต ปาตราสาย ยนฺนูนาหํ สาลึ อาหเรยฺยํ สกิเทว สายํ ปาตราสายาติ ฯ {๖๐.๑} อถโข โส วาเสฏฺฐา สตฺโต สาลึ อาหาสิ สกิเทว สายํ ปาตราสายาติ ฯ อถโข วาเสฏฺฐา อญฺญตโร สตฺโต เยน โส สตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ สตฺตํ เอตทโวจ เอหิ โภ สตฺต สาลาหารํ คมิสฺสามาติ ฯ อลํ โภ สตฺต อาหโฏ เม สาลิ สกิเทว สายํ ปาตราสายาติ ฯ {๖๐.๒} อถโข โส วาเสฏฺฐา สตฺโต ตสฺส สตฺตสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชมาโน สาลึ อาหาสิ สกิเทว ทฺวีหาย เอวํปิ กิร โภ สาธูติ ฯ {๖๐.๓} อถโข วาเสฏฺฐา อญฺญตโร สตฺโต เยน โส สตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ สตฺตํ เอตทโวจ เอหิ โภ สตฺต สาลาหารํ คมิสฺสามาติ ฯ อลํ โภ สตฺต อาหโฏ เม สาลิ สกิเทว สายํ ปาตราสายาติ ฯ {๖๐.๔} อถโข โส วาเสฏฺฐา สตฺโต ตสฺส สตฺตสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชมาโน สาลึ อาหาสิ สกิเทว จตูหาย เอวํ กิร โภ สาธูติ ฯ อถโข วาเสฏฺฐา อญฺญตโร สตฺโต เยน โส สตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ สตฺตํ เอตทโวจ เอหิ โภ สตฺต สาลาหารํ คมิสฺสามาติ ฯ อลํ โภ สตฺต อาหโฏ เม สาลิ สกิเทว จตูหายาติ ฯ {๖๐.๕} อถโข โส วาเสฏฺฐา สตฺโต ตสฺส สตฺตสฺส ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชมาโน สาลึ อาหาสิ สกิเทว อฏฺฐาหาย เอวํ กิร โภ สาธูติ ฯ {๖๐.๖} ยโต โข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา สนฺนิธิการกํ สาลึ อุปกฺกมึสุ ปริภุญฺชิตุํ ฯ อถโข วาเสฏฺฐา กโณ ตณฺฑุลํ ปริโยนทฺธิ ถุโสปิ ตณฺฑุลํ ปริโยนทฺธิ ลุนํปิ นปฺปฏิวิรุฬฺหํ อปทานํ ปญฺญายิตฺถ สณฺฑสณฺฑา สาลโย อฏฺฐํสุ ฯ

๖๑

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพากันมา จับกลุ่ม ครั้นแล้วต่างก็มาปรับทุกข์กันว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ เกิดมีธรรม ทั้งหลายอันเลวทรามปรากฏขึ้นในสัตว์ทั้งหลายแล้ว ด้วยว่า เมื่อก่อนพวกเราได้ เป็นผู้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในวิมานนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน บาง ครั้งบางคราวโดยระยะยืดยาวช้านาน เกิดง้วนดินลอยขึ้นบนน้ำ ทั่วไปแก่เราทุกคน ง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนพยายามปั้นง้วนดินกระทำให้เป็น คำๆ ด้วยมือทั้งสองเพื่อจะบริโภค เมื่อพวกเราทุกคน พยายามปั้นง้วนดินกระ ทำให้เป็นคำๆ ด้วยมือทั้งสองเพื่อจะบริโภคอยู่ รัศมีกายก็หายไป เมื่อรัศมีกาย หายไปแล้ว ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้น แล้ว ดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงดาวนักษัตรทั้งหลายปรากฏขึ้นแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏขึ้น เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฏขึ้นแล้ว เดือน หนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏขึ้น เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏขึ้นแล้ว ฤดูและ ปีก็ปรากฏ พวกเราทุกคนบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็น อาหารดำรงชีพอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏ ขึ้นแก่พวกเรา ง้วนดินจึงหายไป เมื่อง้วนดินหายไปแล้ว จึงมีกระบิดินปรากฏขึ้น กระบิดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนบริโภคกระบิดิน เมื่อพวกเรา ทุกคนบริโภคกระบิดินนั้นอยู่ รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่พวกเรา กระบิดินจึงหายไป เมื่อกระบิดินหายไปแล้ว จึงมีเครือดินปรากฏขึ้น เครือดินนั้น ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนพยายามบริโภคเครือดิน เมื่อพวกเรา ทุกคนบริโภคเครือดินนั้นอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่พวกเรา เครือดินจึงหายไป เมื่อเครือดินหายไปแล้ว จึงมีข้าวสาลีปรากฏขึ้นเองในที่ไม่ ต้องไถ เป็นข้าวที่ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าว สาร ตอนเย็นพวกเราทุกคนไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็งอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าพวกเราทุกคนไปนำ เอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเช้า ตอนเย็น ข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ด สุกก็งอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคข้าวสาลี ซึ่งเกิดขึ้นเองในที่ไม่ต้องไถอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่ พวกเรา ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็นข้าวมีรำหุ้มเมล็ดบ้าง มีแกลบห่อเมล็ดไว้บ้าง แม้ต้นที่เกี่ยวแล้วก็ไม่งอกขึ้นแทนที่ ปรากฏว่าขาดเป็นตอนๆ จึงได้มีข้าวสาลี เป็นกลุ่มๆ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรมาแบ่งข้าวสาลีและปักปันเขตแดนกัน เสียเถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายจึงแบ่งข้าวสาลี ปักปันเขตแดนกัน ฯ

อถโข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา สนฺนิปตึสุ สนฺนิปติตฺวา อนุตฺถนึสุ ปาปกา วต โภ ธมฺมา สตฺเตสุ ปาตุภูตา มยํ หิ ปุพฺเพ มโนมยา อหุมฺหา ปีติภกฺขา สยํปภา อนฺตลิกฺขจรา สุภฏฺฐายิโน จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐมฺหา เตสํ โน อมฺหากํ กทาจิ กรหจิ จิรํ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน รสปฐวี อุทกสฺมึ สมนฺตานิ สา อโหสิ วณฺณสมฺปนฺนา คนฺธสมฺปนฺนา รสสมฺปนฺนา เต มยํ รสปฐวึ หตฺเถหิ อาลุปฺปการกํ อุปกฺกมิมฺหา ปริภุญฺชิตุํ เตสนฺโน รสปฐวึ หตฺเถหิ อาลุปฺปการกํ อุปกฺกมตํ ปริภุญฺชิตุํ สยํปภา อนฺตรธายิ สยํปภาย อนฺตรหิตาย จนฺทิมสุริยา ปาตุรเหสุํ จนฺทิมสุริเยสุ ปาตุภูเตสุ นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ปาตุรเหสุํ นกฺขตฺเตสุ ตารกรูเปสุ ปาตุภูเตสุ รตฺตินฺทิวา ปญฺญายึสุ รตฺตินฺทิเวสุ ปญฺญายมาเนสุ มาสทฺธมาสา ปญฺญายึสุ มาสทฺธมาเสสุ ปญฺญายมาเนสุ อุตุสํวจฺฉรา ปญฺญายึสุ เต มยํ รสปฐวึ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐมฺหา เตสํ โน ปาปกานํเยว อกุสลานํ ธมฺมานํ ปาตุภาวา รสปฐวี อนฺตรธายิ รสปฐวิยา อนฺตรหิตาย ภูมิปปฺปฏิโก ปาตุรโหสิ โส อโหสิ วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน เต มยํ ภูมิปปฺปฏิกํ อุปกฺกมิมฺหา ปริภุญฺชิตุํ เต มยํ ตํ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐมฺหา เตสํ โน ปาปกานํเยว อกุสลานํ ธมฺมานํ ปาตุภาวา ภูมิปปฺปฏิโก อนฺตรธายิ ภูมิปปฺปฏิเก อนฺตรหิเต ปทาลตา ปาตุรโหสิ สา อโหสิ วณฺณสมฺปนฺนา คนฺธสมฺปนฺนา รสสมฺปนฺนา เต มยํ ปทาลตํ อุปกฺกมิมฺหา ปริภุญฺชิตุํ เต มยํ ตํ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐมฺหา เตสํ โน ปาปกานํเยว อกุสลานํ ธมฺมานํ ปาตุภาวา ปทาลตา อนฺตรธายิ ปทาลตาย อนฺตรหิตาย อกฏฺฐปาโก สาลิ ปาตุรโหสิ อกโณ อถุโส สุทฺโธ สุคนฺโธ ตณฺฑุลปฺผโล ยนฺตํ สายํ สายมาสาย อาหราม ปาโต ตํ โหติ ปกฺกํ ปฏิวิรุฬฺหํ ยนฺตํ ปาโต ปาตราสาย อาหราม สายนฺตํ โหติ ปกฺกํ ปฏิวิรุฬฺหํ นาปทานํ ปญฺญายิตฺถ เต มยํ อกฏฺฐปากํ สาลึ ปริภุญฺชนฺตา ตพฺภกฺขา ตทาหารา จิรํ ทีฆมทฺธานํ อฏฺฐมฺหา เตสนฺโน ปาปกานํเยว อกุสลานํ ธมฺมานํ ปาตุภาวา กโณปิ ตณฺฑุลํ ปริโยนทฺธิ ถุโสปิ ตณฺฑุลํ ปริโยนทฺธิ ลูนํปิ นปฺปฏิวิรุฬฺหํ อปทานมฺปิ ปญฺญายิตฺถ สณฺฑสณฺฑา สาลโย ฐิตา ยนฺนูน มยํ สาลึ วิภเชยฺยาม มริยาทํ ฐเปยฺยามาติ ฯ อถโข วาเสฏฺฐา สตฺตา สาลึ วิภชึสุ มริยาทํ ฐเปสุํ ฯ

๖๒

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้หนึ่งเป็นคน โลภ สงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค สัตว์ ทั้งหลายจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น ครั้นแล้ว ได้ตักเตือนอย่างนี้ว่า แน่ะสัตว์ ผู้เจริญ ก็ท่านกระทำกรรมชั่วช้านัก ที่สงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่ เขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทำกรรมชั่วช้าเห็นปานนี้อีกเลย ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์ผู้นั้นแล รับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้ว แม้ครั้ง ที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ สัตว์นั้นสงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขาไม่ได้ ให้มาบริโภค สัตว์เหล่านั้นจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น ครั้นแล้ว ได้ตักเตือนว่า แน่ะ สัตว์ผู้เจริญ ท่านทำกรรมอันชั่วช้านัก ที่สงวนส่วนของตนไว้ ไปเอาส่วน ที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันชั่วช้าเห็นปานนี้อีกเลย สัตว์ พวกหนึ่งประหารด้วยฝ่ามือ พวกหนึ่งประหารด้วยก้อนดินบ้าง พวกหนึ่งประหาร ด้วยท่อนไม้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็นัยเพราะมีเหตุเช่นนั้นเป็นต้นมา การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้จึงปรากฏ การติเตียนจึงปรากฏ การกล่าวเท็จ จึงปรากฏ การถือท่อนไม้จึงปรากฏ ครั้งนั้นแล พวกสัตว์ที่เป็นผู้ใหญ่จึงประชุม กัน ครั้นแล้ว ต่างก็ปรับทุกข์กันว่า พ่อเอ๋ย ก็การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ ให้จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การพูดเท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จัก ปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรมเหล่านั้นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์ ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราจักสมมติสัตว์ผู้หนึ่งให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ที่ควร ว่ากล่าวได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ขับไล่ ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนพวกเราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น ดังนี้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นแล้ว สัตว์เหล่านั้น พากันเข้าไปหาสัตว์ที่ สวยงามกว่า น่าดูน่าชมกว่า น่าเลื่อมใสกว่า และน่าเกรงขามมากกว่าสัตว์ทุกคน แล้ว จึงแจ้งเรื่องนี้ว่า ข้าแต่สัตว์ผู้เจริญ มาเถิดพ่อ ขอพ่อจงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่า กล่าวได้โดยชอบ จงติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ จงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้ โดยชอบเถิด ส่วนพวกข้าพเจ้าจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่พ่อ ดูกรวาเสฏฐะและ ภารทวาชะ สัตว์ผู้นั้นแลรับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้ว จึงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้ โดยชอบ ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนสัตว์เหล่านั้นก็แบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่สัตว์ที่เป็นหัวหน้านั้น ฯ

อถโข วาเสฏฺฐา อญฺญตโร สตฺโต โลลชาติโก สกํ ภาคํ ปริรกฺขนฺโต อญฺญตรํ ภาคํ อทินฺนํ อาทิยิตฺวา ปริภุญฺชิ ฯ ตเมนํ อคฺคเหสุํ คเหตฺวา เอตทโวจุํ ปาปกํ วต โภ สตฺต กโรสิ ยตฺร หิ นาม สกํ ภาคํ ปริรกฺขนฺโต อญฺญตรํ ภาคํ อทินฺนํ อาทิยิตฺวา ปริภุญฺชสิ มา โภ สตฺต ปุน เอวรูปมกาสีติ ฯ เอวํ โภติ โข วาเสฏฺฐา โส สตฺโต เตสํ สตฺตานํ ปจฺจสฺโสสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข วาเสฏฺฐา โส สตฺโต ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข วาเสฏฺฐา โส สตฺโต สกํ ภาคํ ปริรกฺขนฺโต อญฺญตรํ ภาคํ อทินฺนํ อาทิยิตฺวา ปริภุญฺชิ ฯ ตเมนํ อคฺคเหสุํ คเหตฺวา เอตทโวจุํ ปาปกํ วต โภ สตฺต กโรสิ ยตฺร หิ นาม สกํ ภาคํ ปริรกฺขนฺโต อญฺญตรํ ภาคํ อทินฺนํ อาทิยิตฺวา ปริภุญฺชิ มา โภ สตฺต ปุนปิ เอวรูปํ อกาสีติ ฯ อญฺเญ ปาณินา ปหรึสุ อญฺเญ เลฑฺฑุนา ปหรึสุ อญฺเญ ทณฺเฑน ปหรึสุ ฯ ตทคฺเค โข ปน วาเสฏฺฐา อทินฺนาทานํ ปญฺญายติ ครหา ปญฺญายติ มุสาวาโท ปญฺญายติ ทณฺฑาทานํ ปญฺญายติ ฯ {๖๒.๑} อถโข เสฏฺฐสตฺตา สนฺนิปตึสุ สนฺนิปติตฺวา อนุตฺถนึสุ ปาปกา วต โภ ธมฺมา สตฺเตสุ ปาตุภูตา ยตฺร หิ นาม อทินฺนาทานํ ปญฺญายิสฺสติ ครหา ปญฺญายิสฺสติ มุสาวาโท ปญฺญายิสฺสติ ทณฺฑาทานํ ปญฺญายิสฺสติ ยนฺนูน มยํ เอกํ สตฺตํ สมฺมนฺเนยฺยาม โย โน สมฺมาขียิตพฺพํ ขีเยยฺย สมฺมาครหิตพฺพํ ครเหยฺย สมฺมาปพฺพาเชตพฺพํ ปพฺพาเชยฺย มยํ ปนสฺส สาลีนํ ภาคํ อนุปทสฺสามาติ ฯ {๖๒.๒} อถโข เต วาเสฏฺฐา สตฺตา โย เนสํ สตฺโต อภิรูปตโร จ ทสฺสนียตโร จ ปาสาทิกตโร จ มเหสกฺขตโร จ ตํ สตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจุํ เอหิ โภ สตฺต สมฺมาขียิตพฺพํ ขียิ สมฺมาครหิตพฺพํ ครหิ สมฺมาปพฺพาเชตพฺพํ ปพฺพาเชหิ มยํ ปน โว สาลีนํ ภาคํ อนุปทสฺสามาติ ฯ เอวํ โภติ โข โส วาเสฏฺฐา สตฺโต เตสํ สตฺตานํ ปฏิสฺสุตฺวา สมฺมาขียิตพฺพํ ขียิ สมฺมาครหิตพฺพํ ครหิ สมฺมาปพฺพาเชตพฺพํ ปพฺพาเชสิ ฯ เต ปนสฺส สาลีนํ ภาคํ อนุปทํสุ ฯ

๖๓

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้าอัน มหาชนสมมติ ดังนี้แล อักขระว่า มหาชนสมมติ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก เพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้า เป็นใหญ่ยิ่งแห่งเขตทั้งหลาย ดังนี้แล อักขระว่า กษัตริย์ กษัตริย์ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สอง เพราะเหตุที่ผู้เป็นหัวหน้ายังชน เหล่าอื่นให้สุขใจได้โดยธรรม ดังนี้แล อักขระว่า ราชา ราชา จึงอุบัติขึ้นเป็น อันดับที่สาม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังนี้แล การบังเกิดขึ้น แห่งพวกกษัตริย์นั้น มีขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณ อย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้น จะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือ ไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ดูกรวาเสฏฐะและ ภารทวาชะ ความจริง ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐสุดในประชุมชนทั้งในเวลา ที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ

มหาชนสมฺมโตติ โข วาเสฏฺฐา มหาสมฺมโตเตฺวว ปฐมํ อกฺขรํ อุปนิพฺพตฺตํ ฯ เขตฺตานํ อธิปตีติ โข วาเสฏฺฐา ขตฺติโย ขตฺติโยเตฺวว ทุติยํ อกฺขรํ อุปนิพฺพตฺตํ ฯ ธมฺเมน ปเรสํ รญฺเชตีติ โข วาเสฏฺฐา ราชา ราชาเตฺวว ตติยํ อกฺขรํ อุปนิพฺพตฺตํ ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เอวเมวสฺส ขตฺติยมณฺฑลสฺส โปราเณน อคฺคญฺเญน อกฺขเรน อภินิพฺพตฺติ อโหสิ ฯ เตสํเยว สตฺตานํ อญฺเญสํ สทิสานํเยว โน อสทิสานํ ธมฺเมเนว โน อธมฺเมน ฯ ธมฺโม หิ วาเสฏฺฐา เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ

๖๔

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์บางจำพวกได้มี ความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้จักปรากฏ การ ติเตียนจักปรากฏ การกล่าวเท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จักปรากฏ การขับไล่ จักปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรมเหล่านั้นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์ ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรไปลอยอกุศลธรรมที่ชั่วช้ากันเถิด สัตว์ เหล่านั้นพากันลอยอกุศลธรรมที่ชั่วช้าแล้ว ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะ เหตุที่สัตว์เหล่านั้นพากันลอยอกุศลธรรมที่ชั่วช้าอยู่ ดังนี้แล อักขระว่า พวก พราหมณ์ๆ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก พราหมณ์เหล่านั้นพากันสร้างกระท่อมซึ่ง มุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า เพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ พวกเขา ไม่มีการหุงต้ม และไม่มีการตำข้าว เวลาเย็น เวลาเช้า ก็พากันเที่ยวแสวงหา อาหารตามคามนิคมและราชธานี เพื่อบริโภคในเวลาเย็นเวลาเช้า เขาเหล่านั้น ครั้นได้อาหารแล้ว จึงพากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ใน ราวป่าอีก คนทั้งหลายเห็นพฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นั้นแล้วพากันพูดอย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย สัตว์พวกนี้แลพากันมาสร้างกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า แล้วเพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ ไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการตำข้าว เวลาเย็นเวลาเช้า ก็พากันเที่ยวแสวงหาอาหารตามคามนิคมและราชธานี เพื่อ บริโภคในเวลาเย็นเวลาเช้า เขาเหล่านั้นครั้นได้อาหารแล้วจึงพากันกลับไปเพ่งอยู่ ในกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าอีก ฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุนั้นแล อักขระว่า พวกเจริญ ฌาน พวกเจริญฌาน ดังนี้ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สอง บรรดาสัตว์เหล่านั้นแล สัตว์บางพวกเมื่อไม่อาจสำเร็จฌานได้ ที่กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า จึงเที่ยวไปยังคามและนิคมที่ใกล้เคียงแล้วก็จัดทำพระคัมภีร์มาอยู่ คนทั้งหลายเห็น พฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นี้นั้นแล้ว จึงพูดอย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย ก็สัตว์เหล่านี้ ไม่อาจสำเร็จฌานได้ที่กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า เที่ยวไปยังบ้าน และนิคมที่ใกล้เคียง จัดทำพระคัมภีร์ไปอยู่ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ บัดนี้ พวกชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ บัดนี้ พวกชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ ดังนี้แล อักขระว่า อชฺฌายิกา อชฺฌายิกา จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สาม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็สมัยนั้น การทรงจำ การสอน การบอกมนต์ ถูกสมมติว่าเลว มาในบัดนี้ สมมติว่าประเสริฐ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล การอุบัติขึ้นแห่งพวกพราหมณ์ นั้นมีขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดีเป็นของโบราณอย่างนี้แล เรื่องของ สัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกันจะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรม เท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความจริง ธรรม เท่านั้นเป็นของประเสริฐสุดในประชุมชน ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลา ภายหน้า ฯ

อถโข เตสํ สตฺตานํเยว เอกจฺจานํ เอตทโหสิ ปาปกา วต โภ ธมฺมา สตฺเตสุ ปาตุภูตา ยตฺร หิ นาม อทินฺนาทานํ ปญฺญายิสฺสติ ครหา ปญฺญายิสฺสติ มุสาวาโท ปญฺญายิสฺสติ ทณฺฑาทานํ ปญฺญายิสฺสติ ปพฺพาชนํ ปญฺญายิสฺสติ ยนฺนูน มยํ ปาปเก อกุสเล ธมฺเม วาเหยฺยามาติ ฯ เต ปาปเก อกุสเล ธมฺเม วาเหสุํ ฯ ปาปเก อกุสเล ธมฺเม วาเหนฺตีติ โข วาเสฏฺฐา พฺราหฺมณาเตฺวว ปฐมํ อกฺขรํ อุปนิพฺพตฺตํ ฯ เต อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏิโย จ กริตฺวา ปณฺณกุฏีสุ ฌายนฺติ ฯ วีตงฺคารา วีตธูมา ปณฺณมุสลา สายํ สายมาสาย ปาโต ปาตราสาย คามนิคม- ราชธานิโย โอสรนฺติ ฆาสเมสนา ฯ เต ฆาสํ ปฏิลภิตฺวา ปุนเทว อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏีสุ ฌายนฺติ ฯ ตเมนํ มนุสฺสา ทิสฺวา เอวมาหํสุ อิเม โข โภ สตฺตา อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏิโย กริตฺวา ปณฺณกุฏีสุ ฌายนฺติ วีตงฺคารา วีตธูมา ปณฺณมุสลา สายํ สายมาสาย ปาโต ปาตราสาย คามนิคมราชธานิโย โอสรนฺติ ฆาสเมสนา ฯ เต ฆาสมฺปฏิลภิตฺวา ปุนเทว อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏีสุ ฌายนฺติ ฯ เต โข วาเสฏฺฐา ฌายิกา ฌายิกาเตฺวว ทุติยํ อกฺขรํ อุปนิพฺพตฺตํ เตสํเยว โข วาเสฏฺฐา สตฺตานํ เอกจฺเจ สตฺตา อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏีสุ ฌานํ อนภิสมฺภุนมานา คามสามนฺตํ นิคมสามนฺตํ โอสริตฺวา คณฺเฐ กโรนฺตา อาคจฺฉนฺติ ฯ {๖๔.๑} ตเมนํ มนุสฺสา ทิสฺวา เอวมาหํสุ อิเม โข ปน โภ สตฺตา อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏีสุ ฌานํ อนภิสมฺภุนมานา คามสามนฺตํ นิคมสามนฺตํ โอสริตฺวา คณฺเฐ กโรนฺตา คจฺฉนฺติ ฯ นทานิเม ฌายนฺติ นทานิเม ฌายนฺตีติ โข วาเสฏฺฐา อชฺฌายิกา อชฺฌายิกาเตฺวว ตติยํ อกฺขรํ อุปนิพฺพตฺตํ ฯ หีนสมฺมตํ โข ปน วาเสฏฺฐา เตน สมเยน โหติ ตเทตรหิ เสฏฺฐสมฺมตํ ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เอวเมตสฺส พฺราหฺมณมณฺฑลสฺส โปราเณน อคฺคญฺเญน อกฺขเรน อภินิพฺพตฺติ อโหสิ เตสํเยว สตฺตานํ อญฺเญสํ สทิสานํเยว โน อสทิสานํ ธมฺเมเนว โน อธมฺเมน ฯ ธมฺโม หิ วาเสฏฺฐา เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ

๖๕

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ บรรดาสัตว์เหล่านั้นแล สัตว์บาง จำพวกยึดมั่นเมถุนธรรม แล้วประกอบการงานเป็นแผนกๆ เพราะเหตุที่สัตว์ เหล่านั้นยึดมั่นเมถุนธรรม แล้วประกอบการงานเป็นแผนกๆ นั้นแล อักขระว่า เวสฺสา เวสฺสา ดังนี้ จึงอุบัติขึ้น ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการ ดังที่กล่าวมานี้ การอุบัติขึ้นแห่งพวกแพศย์นั้นมีขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็น ของดี เป็นของโบราณ อย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ฯลฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล การอุบัติขึ้นแห่งพวก ศูทรนั้นมีขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณ อย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความ จริง ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐสุดในประชุมชนทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งใน เวลาภายหน้า ฯ

เตสํเยว โข วาเสฏฺฐา สตฺตานํ เอกจฺเจ สตฺตา เมถุนํ ธมฺมํ สมาทาย วิสุํ กมฺมนฺเต ปโยเชสุํ ฯ เมถุนํ ธมฺมํ สมาทาย วิสุํ กมฺมนฺเต ปโยเชนฺตีติ โข วาเสฏฺฐา เวสฺสา เวสฺสาเตฺวว อกฺขรํ นิพฺพตฺตํ ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เอวเมตสฺส ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อิติ โข วาเสฏฺฐา เอวเมตสฺส สุทฺทมณฺฑลสฺส โปราเณน อคฺคญฺเญน อกฺขเรน อภินิพฺพตฺติ อโหสิ เตสํเยว สตฺตานํ อญฺเญสํ สทิสานํเยว โน อสทิสานํ ธมฺเมเนว โน อธมฺเมน ฯ ธมฺโม หิ วาเสฏฺฐา เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ

๖๖

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยอยู่ ที่กษัตริย์บ้าง พราหมณ์ บ้าง แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง ตำหนิธรรมของตน จึงได้ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ด้วยประสงค์ว่า เราจักเป็นสมณะ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พวก สมณะจะเกิดมีขึ้นได้ จากวรรณะทั้งสี่ นี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกัน หรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นอก ไปจากธรรม ความจริงธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในประชุมชน ทั้งใน เวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ

อหุ โข โส วาเสฏฺฐา สมโย ยํ ขตฺติโยปิ สกํ ธมฺมํ ครหมาโน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ สมโณ ภวิสฺสามีติ ฯ พฺราหฺมโณปิ วาเสฏฺฐา ฯเปฯ เวสฺโสปิ วาเสฏฺฐา ฯเปฯ สุทฺโทปิ โข สกํ ธมฺมํ ครหมาโน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ สมโณ ภวิสฺสามีติ ฯ อิเมหิ โข วาเสฏฺฐา จตูหิ มณฺฑเลหิ สมณมณฺฑลสฺส อภินิพฺพตฺติ อโหสิ เตสํเยว สตฺตานํ อญฺเญสํ สทิสานํเยว โน อสทิสานํ ธมฺเมเนว โน อธมฺเมน ฯ ธมฺโม หิ วาเสฏฺฐา เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ

๖๗

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... สมณะก็ดี ... ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เพราะยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เป็นเหตุเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทั้งสิ้น ฯ

ขตฺติโยปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน ทุจฺจริตญฺจริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตญฺจริตฺวา มนสา ทุจฺจริตญฺจริตฺวา มิจฺฉาทิฏฺฐิโก มิจฺฉาทิฏฺฐิ- กมฺมสมาทาโน มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ พฺราหฺมโณปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ เวสฺโสปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ สุทฺโทปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ สมโณปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน ทุจฺจริตญฺจริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตญฺจริตฺวา มนสา ทุจฺจริตญฺจริตฺวา มิจฺฉาทิฏฺฐิโก มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทาโน มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ

๖๘

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... สมณะก็ดี ... ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เพราะยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

ขตฺติโยปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน สุจริตญฺจริตฺวา วาจาย สุจริตญฺจริตฺวา มนสา สุจริตญฺจริตฺวา สมฺมาทิฏฺฐิโก สมฺมาทิฏฺฐิ- กมฺมสมาทาโน สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ พฺราหฺมโณปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ เวสฺโสปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ สุทฺโทปิ โข วาเสฏฺฐา ฯเปฯ สมโณปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน สุจริตญฺจริตฺวา วาจาย สุจริตญฺจริตฺวา มนสา สุจริตญฺจริตฺวา สมฺมาทิฏฺฐิโก สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทาโน สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ

๖๙

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... สมณะก็ดี ... มีปรกติกระทำกรรมทั้งสอง [คือสุจริตและทุจริต] ด้วย กาย มีปรกติกระทำกรรมทั้งสองด้วยวาจา มีปรกติกระทำกรรมทั้งสองด้วยใจ มี ความเห็นปนกัน ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นปนกัน เพราะยึดถือการ กระทำด้วยอำนาจความเห็นปนกันเป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อม เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ฯ

ขตฺติโยปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน ทฺวยการี วาจาย ทฺวยการี มนสา ทฺวยการี วิมิสฺสทิฏฺฐิโก วิมิสฺสกมฺมสมาทาโน วิมิสฺสกมฺมสมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุขทุกฺขปฏิสํเวที โหติ ฯ พฺราหฺมโณปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน ทฺวยการี วาจาย ทฺวยการี มนสา ทฺวยการี วิมิสฺสทิฏฺฐิโก วิมิสฺสกมฺมสมาทาโน วิมิสฺสกมฺมสมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุขทุกฺขปฏิสํเวที โหติ ฯ เวสฺโสปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน ทฺวยการี วาจาย ทฺวยการี มนสา ทฺวยการี วิมิสฺสทิฏฺฐิโก วิมิสฺสกมฺมสมาทาโน วิมิสฺสกมฺม- สมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุขทุกฺขปฏิสํเวที โหติ ฯ สุทฺโทปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน ทฺวยการี วาจาย ทฺวยการี มนสา ทฺวยการี วิมิสฺสทิฏฺฐิโก วิมิสฺสกมฺมสมาทาโน วิมิสฺสกมฺมสมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุขทุกฺขปฏิสํเวที โหติ ฯ สมโณปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน ทฺวยการี วาจาย ทฺวยการี มนสา ทฺวยการี วิมิสฺสทิฏฺฐิโก วิมิสฺสกมฺมสมาทาโน วิมิสฺสกมฺม- สมาทานเหตุ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุขทุกฺขปฏิสํเวที โหติ ฯ

๗๐

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ... พราหมณ์ก็ดี ... แพศย์ ก็ดี ... ศูทรก็ดี ... สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ทั้ง ๗ แล้ว ย่อมปรินิพพานในปัจจุบันนี้ทีเดียว ฯ

ขตฺติโยปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน สํวุโต วาจาย สํวุโต มนสา สํวุโต สตฺตนฺนํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนมนฺวาย ทิฏฺเฐเยว ธมฺเม ปรินิพฺพายติ ฯ พฺราหฺมโณปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน สํวุโต วาจาย สํวุโต มนสา สํวุโต สตฺตนฺนํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนมนฺวาย ทิฏฺเฐเยว ธมฺเม ปรินิพฺพายติ ฯ เวสฺโสปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน สํวุโต วาจาย สํวุโต มนสา สํวุโต สตฺตนฺนํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนมนฺวาย ทิฏฺเฐเยว ธมฺเม ปรินิพฺพายติ ฯ สุทฺโทปิ โข วาเสฏฺฐา กาเยน สํวุโต วาจาย สํวุโต มนสา สํวุโต สตฺตนฺนํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนมนฺวาย ทิฏฺเฐเยว ธมฺเม ปรินิพฺพายติ ฯ

๗๑

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็บรรดาวรรณะทั้งสี่นี้ วรรณะใด เป็นภิกษุ สิ้นอาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว วางภาระเสียได้แล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว หมดเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ วรรณะนั้นปรากฏว่า เป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลาย โดยธรรมแท้จริง มิใช่นอกไปจากธรรมเลย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความ จริงธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในประชุมชน ทั้งในเวลาเห็นอยู่ ทั้งใน เวลาภายหน้า ฯ

อิเมสํ หิ วาเสฏฺฐา จตุนฺนํ วณฺณานํ โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญาวิมุตฺโต โส เนสํ อคฺคมกฺขายติ ธมฺเมเนว โน อธมฺเมน ฯ ธมฺโม หิ วาเสฏฺฐา เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปรายญฺจ ฯ พฺรหฺมุนาปิ วาเสฏฺฐา สนงฺกุมาเรน คาถา ภาสิตา

๗๒

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สนังกุมารพรหมก็ได้ภาษิต คาถาไว้ว่า กษัตริย์เป็นประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจ ด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ฯ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็คาถานี้สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิต ไว้ถูก ไม่ผิด ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็น ด้วย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ถึงเราก็กล่าวอย่างนี้ว่า กษัตริย์เป็นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจ ด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์แล้ว วาเสฏฐะและภารทวาชะยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ จบ อัคคัญญสูตร ที่ ๔ -----------------------------------------------------

ขตฺติโย เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ เย โคตฺตปฏิสาริโน วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุเสติ ฯ สาปิ โข ปเนสา วาเสฏฺฐา พฺรหฺมุนา สนงฺกุมาเรน คาถา สุคีตา โน ทุคฺคีตา สุภาสิตา โน ทุพฺภาสิตา อตฺถสญฺหิตา โน อนตฺถสญฺหิตา อนุมตา มยา ฯ อหํปิ วาเสฏฺฐา เอวํ วทามิ ขตฺติโย เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ เย โคตฺตปฏิสาริโน วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุเสติ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมนา วาเสฏฺฐภารทฺวาชา ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ อคฺคญฺญสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ -------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๔. อัคคัญญสูตร