๔. รถวินีตสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๔. รถวินีตสูตร ภิกษุชาวชาติภูมิยกย่องพระปุณณมันตานีบุตร
รถวินีตสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อ แก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุชาวชาติภูมิประเทศจำนวนมาก จำพรรษาแล้ว ในชาติภูมิ พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้น ดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในชาติภูมิประเทศ ภิกษุรูปไหนหนอ ที่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิประเทศยกย่องอย่างนี้ว่า ตนเอง เป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัดเงียบ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำพรรณนา ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัดเงียบ ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร ความสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แก่ภิกษุทั้งหลายอีกด้วย เป็นผู้โอวาท แนะนำชี้แจง ชักชวนพวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ให้อาจหาญ ร่าเริง. ภิกษุชาวชาติภูมิประเทศเหล่านั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติภูมิประเทศ ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เป็นผู้ที่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิประเทศยกย่องว่า ตนเอง เป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัดเงียบ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำพรรณนาความมักน้อย ความ สันโดษ ความสงัดเงียบ ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร ความสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แก่ภิกษุทั้งหลายอีกด้วย เป็นผู้โอวาท แนะนำ ชี้แจง ชักชวนพวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ ให้อาจหาญ ร่าเริง.
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข สมฺพหุลา ชาติภูมิกา ภิกฺขู ชาติภูมิยํ วสฺสํ วุฏฺฐา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๒๙๒.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต ภิกฺขู ภควา เอตทโวจ โก นุ โข ภิกฺขเว ชาติภูมิยํ ชาติภูมิกานํ ภิกฺขูนํ สพฺรหฺมจารีนํ เอวํ สมฺภาวิโต อตฺตนา จ อปฺปิจฺโฉ อปฺปิจฺฉกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สนฺตุฏฺโฐ สนฺตุฏฺฐิกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ ปวิวิตฺโต วิเวกกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ อสํสฏฺโฐ อสํสคฺคกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ อารทฺธวิริโย วิริยารมฺภกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สีลสมฺปนฺโน สีลสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สมาธิสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ วิมุตฺติสมฺปนฺโน วิมุตฺติสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺโน วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา โอวาทโก วิญฺญาปโก สนฺทสฺสโก สมาทปโก สมุตฺเตชโก สมฺปหํสโก สพฺรหฺมจารีนนฺติ ฯ ปุณฺโณ นาม ภนฺเต อายสฺมา มนฺตาณิปุตฺโต ชาติภูมิยํ ชาติภูมิกานํ ภิกฺขูนํ สพฺรหฺมจารีนํ เอวํ สมฺภาวิโต อตฺตนา จ อปฺปิจฺโฉ อปฺปิจฺฉกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สนฺตุฏฺโฐ ฯเปฯ อตฺตนา จ ปวิวิตฺโต ... อตฺตนา จ อสํสฏฺโฐ ... อตฺตนา จ อารทฺธวิริโย ... อตฺตนา จ สีลสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ สมาธิสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ วิมุตฺติสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺโน วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา โอวาทโก วิญฺญาปโก สนฺทสฺสโก สมาทปโก สมุตฺเตชโก สมฺปหํสโก สพฺรหฺมจารีนนฺติ ฯ
สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งเฝ้าพระผู้มีพระภาคอยู่ ณ ที่ใกล้ จึงดำริว่า เป็น ลาภของท่านปุณณมันตานีบุตร ความเป็นมนุษย์อันท่านปุณณมันตานีบุตรได้ดีแล้ว ที่พวกภิกษุ เพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชน กล่าวยกย่องพรรณนาคุณเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา และ พระศาสดาก็ทรงอนุโมทนาซึ่งการกระทำนั้น บางทีเราคงได้พบกับท่านปุณณมันตานีบุตรแล้ว สนทนาปราศรัยกันสักครั้งหนึ่ง. พระปุณณมันตานีบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต อวิทูเร นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ ลาภา อายสฺมโต ปุณฺณสฺส มนฺตาณิปุตฺตสฺส สุลทฺธํ อายสฺมโต ปุณฺณสฺส มนฺตาณิปุตฺตสฺส ยสฺส วิญฺญู สพฺรหฺมจารี สตฺถุ สมฺมุขา อนุมาสฺส อนุมาสฺส วณฺณํ ภาสนฺติ ตญฺจ สตฺถา อพฺภนุโมทติ อปฺเปวนาม มยมฺปิ กทาจิ กรหจิ อายสฺมตา ปุณฺเณน มนฺตาณิปุตฺเตน สทฺธึ สมาคมํ คจฺเฉยฺยาม อปฺเปวนาม สิยา โกจิเทว กถาสลฺลาโปติ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ตามสำราญพระอัธยาศัย เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ท่านจึงเก็บงำ เสนาสนะ ถือบาตรและจีวรจาริกไปโดยลำดับตามทางที่จะไปยังพระนครสาวัตถี ถึงพระวิหาร เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถีแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มี พระภาค จึงทรงชี้แจงท่านพระปุณณมันตานีบุตรให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วย ธรรมีกถา. ครั้งนั้น ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้ สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ แล้วเข้าไปสู่ป่าอันธวัน เพื่อพัก ในกลางวัน.
อถ โข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน สาวตฺถี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อสฺโสสิ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต ภควา กิร สาวตฺถึ อนุปฺปตฺโต สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเมติ ฯ อถ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรํ อาทาย เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน สาวตฺถี เชตวนํ อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราโม เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๒๙๔.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ ภควา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน อนฺธวนํ เตนุปสงฺกมิ ทิวาวิหาราย ฯ
ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรแล้วแจ้งข่าวว่า ข้าแต่ท่าน พระสารีบุตร พระปุณณมันตานีบุตร ที่ท่านได้สรรเสริญอยู่เนืองๆ นั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้ท่านเห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ท่านก็ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ หลีกไปสู่ป่าอันธวัน เพื่อพักในกลางวัน. ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรรีบถือผ้านิสีทนะ แล้วติดตามท่านพระปุณณมันตานีบุตรไป ข้างหลังๆ พอเห็นศีรษะกัน ครั้งนั้น ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เข้าไปในป่าอันธวันแล้ว นั่ง พักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง แม้ท่านพระสารีบุตรก็เข้าไปสู่ป่าอันธวันแล้ว ก็นั่งพักกลางวัน อยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่งเหมือนกัน. พระสารีบุตรสนทนากับพระปุณณมันตานีบุตร
อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ ยสฺส โข ตฺวํ อาวุโส สารีปุตฺต ปุณฺณสฺส นาม ภิกฺขุโน มนฺตาณิปุตฺตสฺส อภิณฺหํ กิตฺตยมาโน อโหสิ โส ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน อนฺธวนํ เตน ปกฺกนฺโต ทิวาวิหารายาติ ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตรมานรูโป นิสีทนํ อาทาย อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตตํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิ สีสานุโลกี ฯ อถ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต อนฺธวนํ อชฺโฌคาเหตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ อายสฺมาปิ โข สารีปุตฺโต อนฺธวนํ อชฺโฌคาเหตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ
ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปหาท่านพระ ปุณณมันตานีบุตรถึงสำนัก ได้ปราศรัยกับท่านพระปุณณมันตานีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงถามท่านพระปุณณมัน ตานีบุตรดังนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคของเราหรือ? ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า ถูกแล้ว ท่านผู้มีอายุ? สา. ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อสีลวิสุทธิหรือท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อจิตตวิสุทธิหรือท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อทิฏฐิวิสุทธิหรือ ท่าน ผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิหรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อมัคคามัคคญาณทัสสน วิสุทธิหรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อปฏิปทาญาณทัสสน วิสุทธิหรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อญาณทัสสนวิสุทธิ หรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ? สา. ท่านผู้มีอายุ ผมถามท่านว่า ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อ สีลวิสุทธิหรือ ท่านตอบผมว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อผมถามท่านว่า ท่านประพฤติพรหมจรรย์ใน พระผู้มีพระภาค เพื่อจิตตวิสุทธิหรือ เพื่อทิฏฐิวิสุทธิหรือ เพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิหรือ เพื่อมัคคา มัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เพื่อญาณทัสสนวิสุทธิหรือ ท่าน ก็ตอบผมว่าไม่ใช่อย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อ อะไรเล่า? ปุ. ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน. สา. ท่านผู้มีอายุ สีลวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ จิตตวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ทิฏฐิวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ กังขาวิตรณวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ที่นอกไปจากธรรมเหล่านี้หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ผมถามท่านว่า สีลวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพานจิตตวิสุทธิ หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ทิฏฐิวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพานกังขาวิตรณวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ปฏิปทาญาณ ทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพานญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ที่ นอกไปจากธรรมเหล่านี้หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ท่านก็ตอบผมว่า ไม่ใช่อย่างนั้นๆ เมื่อ เป็นเช่นนี้ จะพึงเห็นเนื้อความของถ้อยคำที่ท่านกล่าวนี้อย่างไรเล่า?
อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา ปุณฺเณน มนฺตาณิปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ เอตทโวจ ภควติ โน อาวุโส พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ {๒๙๖.๑} เอวมาวุโสติ ฯ กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธตฺถํ ภควตํ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธตฺถํ ... กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ... กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสน- วิสุทฺธตฺถํ ... กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กิมตฺถํ จรหาวุโส ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถํ โข อาวุโส ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ {๒๙๖.๒} กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส อญฺญตฺร อิเมหิ ธมฺเมหิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯเปฯ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ ... กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ... กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ... กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส อญฺญตฺร อิเมหิ ธมฺเมหิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ ยถากถํ ปนาวุโส อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
ปุ. ท่านผู้มีอายุ ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงบัญญัติสีลวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทา ปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทาน ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน. ถ้าจักทรงบัญญัติ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิว่า เป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทาน ว่า เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ถ้าหากว่า ธรรมนอกจากธรรมเหล่านี้ จักเป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ปุถุชน จะชื่อว่าปรินิพพาน เพราะว่า ปุถุชนไม่มีธรรมเหล่านี้ ท่านผู้มีอายุ ผมจะอุปมาให้ท่าน ฟัง บุรุษผู้เป็นวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวแล้วด้วยอุปมา. อุปมาด้วยรถ ๗ ผลัด
สีลวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ จิตฺตวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ ทิฏฺฐิวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ กงฺขาวิตรณวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ ญาณทสฺสนวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ อญฺญตฺร เจ อาวุโส อิเมหิ ธมฺเมหิ อนุปาทาปรินิพฺพานํ อภวิสฺส ปุถุชฺชโน ปรินิพฺพาเยยฺย ปุถุชฺชโน หิ อาวุโส อญฺญตฺร อิเมหิ ธมฺเมหิ ฯ เตนหาวุโส อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปิเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ
ท่านผู้มีอายุ เปรียบเหมือน พระเจ้าปเสนทิโกศล กำลังประทับอยู่ในพระนคร สาวัตถี มีพระราชกรณียะด่วนบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองสาเกต และในระหว่างพระนครสาวัตถีกับ เมืองสาเกตนั้น จะต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จออกจาก พระนครสาวัตถี ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่งที่ประตูพระราชวัง ไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สองด้วย รถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง จึงปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สอง เสด็จไปถึง รถพระที่นั่งผลัดที่สาม ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่สอง ทรงปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่สอง ทรงรถ พระที่นั่งผลัดที่สาม เสด็จถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่สาม ปล่อยรถพระที่นั่ง ผลัดที่สาม ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ เสด็จถึงรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ด้วยรถพระที่นั่ง ผลัดที่สี่ ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า เสด็จไปถึงรถพระที่นั่ง ผลัดที่หก ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่หก เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่หก ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่หก ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด เสด็จไปถึงเมืองสาเกตที่ประตูพระราชวัง ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด ถ้าพวกมิตรอำมาตย์ หรือพระญาติสาโลหิต จะพึงทูลถามพระองค์ซึ่งเสด็จถึงประตูพระราชวังว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาจากพระนครสาวัตถีถึงเมืองสาเกตที่ประตูพระราชวัง ด้วยรถ พระที่นั่งผลัดนี้ผลัดเดียวหรือ ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะตรัสตอบอย่างไร จึงจะเป็น อันตรัสตอบถูกต้อง? สา. ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะต้องตรัสตอบอย่างนี้ จึงจะเป็นอันตรัสตอบ ถูกต้อง คือ เมื่อฉันกำลังอยู่ในนครสาวัตถีนั้น มีกรณียะด่วนบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองสาเกต ก็ในระหว่างนครสาวัตถีกับเมืองสาเกตนั้นจะต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด เมื่อเช่นนั้น ฉันจึงออกจาก นครสาวัตถีขึ้นรถผลัดที่หนึ่งที่ประตูวังไปถึงรถผลัดที่สอง ด้วยรถผลัดที่หนึ่ง ปล่อยรถผลัดที่หนึ่ง ขึ้นรถผลัดที่สอง ไปถึงรถผลัดที่สาม ด้วยรถผลัดที่สอง ปล่อยรถผลัดที่สอง ขึ้นรถผลัดที่สาม ไปถึงรถผลัดที่สี่ ด้วยรถผลัดที่สาม ปล่อยรถผลัดที่สาม ขึ้นรถผลัดที่สี่ ไปถึงรถผลัดที่ห้า ด้วยรถผลัดที่สี่ ปล่อยรถผลัดที่สี่ ขึ้นรถผลัดที่ห้า ไปถึงรถผลัดที่หก ด้วยรถผลัดที่ห้า ปล่อย รถผลัดที่ห้า ขึ้นรถผลัดที่หก ไปถึงรถผลัดที่เจ็ด ด้วยรถผลัดที่หก ปล่อยรถผลัดที่หก ขึ้นรถ ผลัดที่เจ็ด ไปถึงเมืองสาเกตที่ประตูวังด้วยรถผลัดที่เจ็ด ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศล จะ ต้องตรัสตอบอย่างนี้ จึงจะเป็นอันตรัสตอบถูกต้อง. ปุ. ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ก็ฉันนั้น สีลวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่จิตตวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ทิฏฐิวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณ ทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ใน พระผู้มีพระภาค เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน. กล่าวชื่นชมสุภาษิตของกันและกัน
เสยฺยถาปิ อาวุโส รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺตสฺส สาเกเต กิญฺจิเทว อจฺจายิกํ กรณียํ อุปฺปชฺเชยฺย ตสฺส อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ สาเกตํ สตฺต รถวินีตานิ อุปฏฺฐเปยฺยุํ อถ โข อาวุโส ราชา ปเสนทิ โกสโล สาวตฺถิยา นิกฺขมิตฺวา อนฺเตปุรทฺวาเร ปฐมํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ปฐเมน รถวินีเตน ทุติยํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ปฐมํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ทุติยํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ทุติเยน รถวินีเตน ตติยํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ทุติยํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ตติยํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ตติเยน รถวินีเตน จตุตฺถํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ตติยํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย จตุตฺถํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย จตุตฺเถน รถวินีเตน ปญฺจมํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย จตุตฺถํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ปญฺจมํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ปญฺจเมน รถวินีเตน ฉฏฺฐํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ปญฺจมํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ฉฏฺฐํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ฉฏฺเฐน รถวินีเตน สตฺตมํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ฉฏฺฐํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย สตฺตมํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย สตฺตเมน รถวินีเตน สาเกตํ อนุปาปุเณยฺย อนฺเตปุรทฺวารํ ตเมนํ อนฺเตปุรทฺวารคตํ สมานํ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อิมินา ตฺวํ มหาราช รถวินีเตน สาวตฺถิยํ สาเกตํ อนุปฺปตฺโต อนฺเตปุรทฺวารนฺติ กถํ พฺยากรมาโน นุ โข อาวุโส มหาราชา ปเสนทิ โกสโล สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺยาติ ฯ {๒๙๘.๑} เอวํ พฺยากรมาโน โข อาวุโส ราชา ปเสนทิ โกสโล สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย อิธ เม สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺตสฺส สาเกเต กิญฺจิเทว อจฺจายิกํ กรณียํ อุปฺปชฺชิ ตสฺส เม อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ สาเกตํ สตฺต รถวินีตานิ อุปฏฺฐเปสุํ อถ ขฺวาหํ สาวตฺถิยา นิกฺขมิตฺวา อนฺเตปุรทฺวาเร ปฐมํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ปฐเมน รถวินีเตน ทุติยํ รถวินีตํ ปาปุณึ ปฐมํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ทุติยํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ทุติเยน รถวินีเตน ตติยํ รถวินีตํ ปาปุณึ ทุติยํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ตติยํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ตติเยน รถวินีเตน จตุตฺถํ รถวินีตํ ปาปุณึ ตติยํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ จตุตฺถํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ จตุตฺเถน รถวินีเตน ปญฺจมํ รถวินีตํ ปาปุณึ จตุตฺถํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ปญฺจมํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ปญฺจเมน รถวินีเตน ฉฏฺฐํ รถวินีตํ ปาปุณึ ปญฺจมํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ฉฏฺฐํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ฉฏฺเฐน รถวินีเตน สตฺตมํ รถวินีตํ ปาปุณึ ฉฏฺฐํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ สตฺตมํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ สตฺตเมน รถวินีเตน สาเกตํ อนุปฺปตฺโต อนฺเตปุรทฺวารนฺติ เอวํ พฺยากรมาโน โข อาวุโส ราชา ปเสนทิ โกสโล สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺยาติ {๒๙๘.๒} เอวเมว โข อาวุโส สีลวิสุทฺธิ ยาวเทว จิตฺตวิสุทฺธตฺถา จิตฺตวิสุทฺธิ ยาวเทว ทิฏฺฐิวิสุทฺธตฺถา ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ยาวเทว กงฺขาวิตรณวิสุทฺธตฺถา กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ ยาวเทว มคฺคามคฺค- ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถา มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ยาวเทว ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถา ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ยาวเทว ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถา ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ยาวเทว อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถา อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถํ โข อาวุโส ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ
เมื่อท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงถามว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และพวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ รู้จักท่านว่าอย่างไร? ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ผมชื่อปุณณะ แต่พวกภิกษุเพื่อน พรหมจรรย์ รู้จักผมว่ามันตานีบุตร. ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์นัก ไม่ เคยมีมาแล้ว ธรรมอันลึกซึ้ง อันท่านพระปุณณมันตานีบุตรเลือกเฟ้นมากล่าวแก้ ด้วยปัญญาอัน ลึกซึ้ง ตามเยี่ยงพระสาวกผู้ได้สดับแล้ว รู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้ จะพึงกล่าว แก้ ฉะนั้น เป็นลาภมากของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์อันเพื่อนพรหมจรรย์ได้ ดีแล้ว ที่ได้พบเห็นนั่งใกล้ท่านพระปุณณมันตานีบุตร แม้หากว่าเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จะ เทิดท่านพระปุณณมันตานีบุตรไว้บนศีรษะด้วยเทริดผ้า จึงจะได้พบเห็น นั่งใกล้ แม้ข้อนั้นก็นับ ว่าเป็นลาภมากของเธอเหล่านั้น ความเป็นมนุษย์อันเธอเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่งนับว่าเป็นลาภ มากของผมด้วย เป็นการได้ดีของผมด้วย ที่ได้พบเห็น นั่งใกล้ท่านพระปุณณมันตานีบุตร.
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ เอตทโวจ โก นาโม อายสฺมา กถญฺจ ปนายสฺมนฺตํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ ปุณฺโณติ โข เม อาวุโส นามํ มนฺตาณิปุตฺโตติ จ ปน มํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ อจฺฉริยํ อาวุโส อพฺภูตํ อาวุโส ยถาตํ สุตวตา สาวเกน สมฺมเทว สตฺถุ สาสนํ อาชานนฺเตน เอวเมวํ อายสฺมตา ปุณฺเณน มนฺตาณิปุตฺเตน คมฺภีรา คมฺภีรา ปญฺญา อนุมาสฺส อนุมาสฺส พฺยากตา ลาภา สพฺรหฺมจารีนํ สุลทฺธํ สพฺรหฺมจารีนํ เย อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ ลภนฺติ ทสฺสนาย ลภนฺติ ปยิรุปาสนาย เวลณฺฑุเกน เจปิ สพฺรหฺมจารี อายสฺมนฺตํ มนฺตาณิปุตฺตํ มุทฺธนา ปริหรนฺตา ลเภยฺยุํ ทสฺสนาย ลเภยฺยุํ ปยิรุปาสนาย เตสมฺปิ ลาภา เตสมฺปิ สุลทฺธํ อมฺหากมฺปิ ลาภา อมฺหากมฺปิ สุลทฺธํ เย มยํ อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ ลภาม ทสฺสนาย ลภาม ปยิรุปาสนายาติ ฯ
เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระปุณณมันตานีบุตรจึงถามดังนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย รู้จักท่านว่าอย่างไร? ท่านพระสารีบุตร ตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ผมชื่ออุปติสสะ แต่พวกเพื่อนพรหมจรรย์ รู้จักผมว่าสารีบุตร. ท่านพระ ปุณณมันตานีบุตรกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ผมกำลังพูดอยู่กับท่านผู้เป็นสาวกทรงคุณคล้ายกับ พระศาสดา มิได้ทราบเลยว่า ท่านชื่อสารีบุตร ถ้าผมทราบว่า ท่านชื่อสารีบุตรแล้ว คำที่พูดไป เพียงเท่านี้ คงไม่แจ่มแจ้งแก่ผมได้ เป็นการน่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาแล้ว ธรรมอันลึกซึ้ง อันท่านพระสารีบุตรเลือกเฟ้นมาถามแล้วด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง ตามเยี่ยงพระสาวกผู้ได้สดับแล้ว รู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้ จะพึงถาม ฉะนั้น เป็นลาภมากของเพื่อนพรหมจรรย์ ความเป็นมนุษย์นับว่าเพื่อนพรหมจรรย์ได้ดีแล้ว ที่ได้พบเห็น นั่งใกล้ท่านพระสารีบุตร แม้ หากว่า เพื่อนพรหมจรรย์จะเทิดท่านพระสารีบุตรไว้บนศีรษะด้วยเทริดผ้าจึงจะได้พบเห็น นั่งใกล้ แม้ข้อนั้นก็เป็นลาภมากของเธอเหล่านั้น ความเป็นมนุษย์นับว่าอันเธอเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่ง นับว่าเป็นลาภมากของผมด้วย เป็นการได้ดีของผมด้วย ที่ได้พบเห็นนั่งใกล้พระสารีบุตร. พระมหานาคทั้งสองนั้น ต่างชื่นชมสุภาษิตของกันและกัน ด้วยประการฉะนี้แล. จบ รถวินีตสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ โก นาโม อายสฺมา กถญฺจ ปนายสฺมนฺตํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ อุปติสฺโสติ โข เม อาวุโส นามํ สารีปุตฺโตติ จ ปน มํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ สตฺถุกปฺเปน วต กิร โภ สาวเกน สทฺธึ มนฺตยมานา น ชานิมฺห อายสฺมา สารีปุตฺโตติ สเจ หิ มยํ ชาเนยฺยาม อายสฺมา สารีปุตฺโตติ เอตฺตกมฺปิ โน นปฺปฏิภาเสยฺย อจฺฉริยํ อาวุโส อพฺภูตํ อาวุโส ยถาตํ สุตวตา สาวเกน สมฺมเทว สตฺถุ สาสนํ อาชานนฺเตน เอวเมวํ อายสฺมตา สารีปุตฺเตน คมฺภีรา คมฺภีรา ปญฺญา อนุมาสฺส อนุมาสฺส ปุจฺฉิตา ลาภา สพฺรหฺมจารีนํ สุลทฺธํ สพฺรหฺมจารีนํ เย อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ลภนฺติ ทสฺสนาย ลภนฺติ ปยิรุปาสนาย เวลณฺฑุเกน เจปิ สพฺรหฺมจารี อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ มุทฺธนา ปริหรนฺตา ลเภยฺยุํ ทสฺสนาย ลเภยฺยุํ ปยิรุปาสนาย เตสมฺปิ ลาภา เตสมฺปิ สุลทฺธํ อมฺหากมฺปิ ลาภา อมฺหากมฺปิ สุลทฺธํ เย มยํ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ลภาม ทสฺสนาย ลภาม ปยิรุปาสนายาติ ฯ อิติห เต อุโภปิ มหานาคา อญฺญมญฺญสฺส สุภาสิตํ สมนุโมทึสูติ ฯ รถวินีตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ -----------