๑๒. ทักขิณาวิภังคสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๑๒. ทักขิณาวิภังคสูตร (๑๔๒)
ทกฺขิณาวิภงฺคสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธาราม เขตพระ- *นครกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท สมัยนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงถือ ผ้าห่มคู่หนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มี- *พระภาค ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉัน กรอด้าย ทอเอง ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความ อนุเคราะห์ โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของหม่อมฉันเถิด ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ นิโคฺรธาราเม ฯ อถ โข มหาปชาปตี โคตมี นวํ ทุสฺสยุคํ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข มหาปชาปตี โคตมี ภควนฺตํ เอตทโวจ อิทํ เม ภนฺเต นวํ ทุสฺสยุคํ ภควนฺตํ อุทฺทิสฺส สามํ กนฺตํ สามํ วายิตํ ตํ เม ภนฺเต ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ
เมื่อพระนางกราบทูลแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรโคตมี พระนางจงถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันพระนาง ได้บูชาทั้งอาตมภาพและสงฆ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉันกรอด้าย ทอเอง ตั้งใจ อุทิศพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ โปรดรับผ้า ใหม่ทั้งคู่นี้ของหม่อมฉันเถิด แม้ในครั้งที่ ๒ แม้ในครั้งที่ ๓ แล พระผู้มี- *พระภาคก็ตรัสกะพระนาง แม้ในครั้งที่ ๒ แม้ในครั้งที่ ๓ ดังนี้ว่า ดูกรโคตมี พระนางถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตม- *ภาพและสงฆ์ ฯ
เอวํ วุตฺเต ภควา มหาปชาปตึ โคตมึ เอตทโวจ สงฺเฆ โคตมิ เทหิ สงฺเฆ เต ทินฺเน อหญฺเจว ปูชิโต ภวิสฺสามิ สงฺโฆ จาติ ฯ ทุติยมฺปิ โข มหาปชาปตี โคตมี ภควนฺตํ เอตทโวจ อิทํ เม ภนฺเต นวํ ทุสฺสยุคํ ภควนฺตํ อุทฺทิสฺส สามํ กนฺตํ สามํ วายิตํ ตํ เม ภนฺเต ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา มหาปชาปตึ โคตมึ เอตทโวจ สงฺเฆ โคตมิ เทหิ สงฺเฆ เต ทินฺเน อหญฺเจว ปูชิโต ภวิสฺสามิ สงฺโฆ จาติ ฯ ตติยมฺปิ โข มหาปชาปตี โคตมี ภควนฺตํ เอตทโวจ อิทํ เม ภนฺเต นวํ ทุสฺสยุคํ ภควนฺตํ อุทฺทิสฺส สามํ กนฺตํ สามํ วายิตํ ตํ เม ภนฺเต ภควา ปฏิคฺคณฺหาตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา มหาปชาปตึ โคตมึ เอตทโวจ สงฺเฆ โคตมิ เทหิ สงฺเฆ เต ทินฺเน อหญฺเจว ปูชิโต ภวิสฺสามิ สงฺโฆ จาติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค โปรดรับ ผ้าใหม่ทั้งคู่ ของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถิด พระนางมหาปชาบดีโคตมี มี อุปการะมาก เป็นพระมาตุจฉาผู้ทรงบำรุงเลี้ยง ประทานพระขีรรสแด่พระผู้มีพระภาค เมื่อพระชนนีสวรรคตแล้ว ได้โปรดให้พระผู้มีพระภาคทรงดื่มเต้าพระถัน แม้ พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระนางทรง อาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะได้ ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงงดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จาก กาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่ม น้ำเมาคือสุราและเมรัยได้ ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงประกอบด้วยความ เลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงประกอบด้วยศีล ที่พระอริยะมุ่งหมายได้ ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงเป็นผู้หมดความสงสัย ในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีพระอุปการะมากแก่พระนางมหาปชา- *บดีโคตมี ฯ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ ปฏิคฺคณฺหาตุ ภนฺเต ภควา มหาปชาปติยา โคตมิยา นวํ ทุสฺสยุคํ พหุการา ภนฺเต มหาปชาปตี โคตมี ภควโต มาตุจฺฉา อาปาทิกา โปสิกา ขีรสฺส ทายิกา ภควนฺตํ ชเนตฺติยา กาลกตาย ถญฺญํ ปาเยสิ ภควาปิ ภนฺเต พหุกาโร มหาปชาปติยา โคตมิยา ภควนฺตํ ภนฺเต อาคมฺม มหาปชาปตี โคตมี พุทฺธํ สรณํ คตา ธมฺมํ สรณํ คตา สงฺฆํ สรณํ คตา ภควนฺตํ ภนฺเต อาคมฺม มหาปชาปตี โคตมี ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา ภควนฺตํ ภนฺเต อาคมฺม มหาปชาปตี โคตมี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตา ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตา สงฺเฆ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตา อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคตา ภควนฺตํ ภนฺเต อาคมฺม มหาปชาปตี โคตมี ทุกฺเข นิกฺกงฺขา ทุกฺขสมุทเย นิกฺกงฺขา ทุกฺขนิโรเธ นิกฺกงฺขา ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย นิกฺกงฺขา ภควาปิ ภนฺเต พหุกาโร มหาปชาติยา โคตมิยาติ ฯ
พ. ถูกแล้วๆ อานนท์ จริงอยู่บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็น ผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร บุคคลใด อาศัยบุคคลใดแล้ว งดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉา- *จาร จากมุสาวาท จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัยได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน- *ปัจจยเภสัชบริขาร บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะ มุ่งหมายได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจยเภสัชบริขาร บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้ เราไม่กล่าวการที่ บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี เพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามี จิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ฯ
เอวเมตํ อานนฺท เอวเมตํ อานนฺท ยํ หานนฺท ปุคฺคโล ปุคฺคลํ อาคมฺม พุทฺธํ สรณํ คโต โหติ ธมฺมํ สรณํ คโต โหติ สงฺฆํ สรณํ คโต โหติ อิมสฺสานนฺท ปุคฺคลสฺส อิมินา ปุคฺคเลน น สุปฏิการํ วทามิ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานุปฺปทาเนน ฯ {๗๐๙.๑} ยํ หานนฺท ปุคฺคโล ปุคฺคลํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ อิมสฺสานนฺท ปุคฺคลสฺส อิมินา ปุคฺคเลน น สุปฏิการํ วทามิ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานุปฺปทาเนน ฯ {๗๐๙.๒} ยํ หานนฺท ปุคฺคโล ปุคฺคลํ อาคมฺม พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ สงฺเฆ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต โหติ อิมสฺสานนฺท ปุคฺคลสฺส อิมินา ปุคฺคเลน น สุปฏิการํ วทามิ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานุปฺปทาเนน ฯ {๗๐๙.๓} ยํ หานนฺท ปุคฺคโล ปุคฺคลํ อาคมฺม ทุกฺเข นิกฺกงฺโข โหติ ทุกฺขสมุทเย นิกฺกงฺโข โหติ ทุกฺขนิโรเธ นิกฺกงฺโข โหติ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย นิกฺกงฺโข โหติ อิมสฺสานนฺท ปุคฺคลสฺส อิมินา ปุคฺคเลน น สุปฏิการํ วทามิ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานุปฺปทาเนน ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง คือ ให้ ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑ ให้ทาน ในพระปัจเจกสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๒ ให้ทานในสาวก ของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๓ ให้ทาน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๔ ให้ทานแก่พระอนาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๕ ให้ทานในท่าน ผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๖ ให้ทาน แก่พระสกทาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๗ ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติ เพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๘ ให้ทาน ในพระโสดาบัน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๙ ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติ เพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๐ ให้ทาน ในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก ประการที่ ๑๑ ให้ทานในบุคคลผู้มีศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๒ ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๓ ให้ทานในสัตว์- *เดียรัจฉาน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๔ ฯ
จุทฺทส โข ปนิมานนฺท ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ ตถาคเต อรหนฺเต สมฺมาสมฺพุทฺเธ ทานํ เทติ อยํ ปฐมา ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ ปจฺเจกสมฺพุทฺเธ ทานํ เทติ อยํ ทุติยา ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ ตถาคตสาวเก อรหนฺเต ทานํ เทติ อยํ ตติยา ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน ทานํ เทติ อยํ จตุตฺถา ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ อนาคามิสฺส ทานํ เทติ อยํ ปญฺจมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน ทานํ เทติ อยํ ฉฏฺฐา ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ สกทาคามิสฺส ทานํ เทติ อยํ สตฺตมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน ทานํ เทติ อยํ อฏฺฐมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ โสตาปนฺเน ทานํ เทติ อยํ นวมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน ทานํ เทติ อยํ ทสมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ พาหิรเก กาเมสุ วีตราเค ทานํ เทติ อยํ เอกาทสมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ ปุถุชฺชนสีลวนฺเต ทานํ เทติ อยํ ทฺวาทสมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ ปุถุชฺชนทุสฺสีเล ทานํ เทติ อยํ เตรสมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณา ฯ ติรจฺฉานคเต ทานํ เทติ อยํ จุทฺทสมี ปาฏิปุคฺคลิกา ทกฺขิณาติ ฯ
ดูกรอานนท์ ใน ๑๔ ประการนั้น บุคคลให้ทานในสัตว์เดีย- *รัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณา ได้พันเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า ให้ทานในบุคคล ภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า ให้ ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาจนนับไม่ได้ จนประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำ สกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็น พระอรหันต์ ในพระปัจเจกสัมพุทธ และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ฯ
ตตฺรานนฺท ติรจฺฉานคเต ทานํ ทตฺวา สตคุณา ทกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา ฯ ปุถุชฺชนทุสฺสีเล ทานํ ทตฺวา สหสฺสคุณา ทกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา ฯ ปุถุชฺชนสีลวนฺเต ทานํ ทตฺวา สตสหสฺสคุณา ทกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา ฯ พาหิรเก กาเมสุ วีตราเค ทานํ ทตฺวา โกฏิสตสหสฺสคุณา ทกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา ฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน ทานํ ทตฺวา อสงฺเขยฺยา อปฺปเมยฺยา ทกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา ฯ โก ปน วาโท โสตาปนฺเน โก ปน วาโท สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน โก ปน วาโท สกทาคามิสฺส โก ปน วาโท อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน โก ปน วาโท อนาคามิสฺส โก ปน วาโท อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺเน โก ปน วาโท ตถาคตสาวเก อรหนฺเต โก ปน วาโท ปจฺเจกสมฺพุทฺเธ โก ปน วาโท ตถาคเต อรหนฺเต สมฺมาสมฺพุทฺเธ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง คือ ให้ ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ ๑ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็น ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็นทักษิณา ที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๒ ให้ทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ ประการที่ ๓ ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๔ เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๕ เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้ โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณา- *ที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๖ เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๗ ฯ
สตฺต โข ปนิมานนฺท สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ พุทฺธปฺปมุเข อุภโตสงฺเฆ ทานํ เทติ อยํ ปฐมา สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ ตถาคเต ปรินิพฺพุเต อุภโตสงฺเฆ ทานํ เทติ อยํ ทุติยา สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ ภิกฺขุสงฺเฆ ทานํ เทติ อยํ ตติยา สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ ภิกฺขุนีสงฺเฆ ทานํ เทติ อยํ จตุตฺถา สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ เอตฺตเก เม ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ สงฺฆโต อุทฺทิสฺสถาติ ทานํ เทติ อยํ ปญฺจมี สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ เอตฺตเก เม ภิกฺขู สงฺฆโต อุทฺทิสฺสถาติ ทานํ เทติ อยํ ฉฏฺฐา สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ เอตฺติกา เม ภิกฺขุนิโย สงฺฆโต อุทฺทิสฺสถาติ ทานํ เทติ อยํ สตฺตมี สงฺฆคตา ทกฺขิณา ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู มี ผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะ สงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น ดูกรอานนท์ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้น เราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่า มีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย ฯ
ภวิสฺสนฺติ โข ปนานนฺท อนาคตมทฺธานํ โคตฺรภุโน กาสาวกณฺฐา ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา เตสุ ทุสฺสีเลสุ สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ทานํ ทสฺสนฺติ ตทาปหํ อานนฺท สงฺฆคตํ ทกฺขิณํ อสงฺเขยฺยํ อปฺปเมยฺยํ วทามิ น เตฺววาหํ อานนฺท เกนจิ ปริยาเยน สงฺฆคตาย ทกฺขิณาย ปาฏิปุคฺคลิกทานํ มหปฺผลตรํ วทามิ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณานี้มี ๔ อย่าง ๔ อย่าง เป็นไฉน ดูกรอานนท์ ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก บางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก บางอย่างฝ่ายทายกก็ไม่ บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์ บางอย่างบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ฯ
จตสฺโส โข ปนิมานนฺท ทกฺขิณาวิสุทฺธิโย ฯ กตมา จตสฺโส ฯ อตฺถานนฺท ทกฺขิณา ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต อตฺถานนฺท ทกฺขิณา ปฏิคฺคาหกโต วิสุชฺฌติ โน ทายกโต อตฺถานนฺท ทกฺขิณา เนว ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต อตฺถานนฺท ทกฺขิณา ทายกโต เจว วิสุชฺฌติ ปฏิคฺคาหกโต จ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่าย ปฏิคาหกอย่างไร ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ ทายกมีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหก เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหก ฯ
กถญฺจานนฺท ทกฺขิณา ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ฯ อิธานนฺท ทายโก โหติ สีลวา กลฺยาณธมฺโม ปฏิคฺคาหกา โหนฺติ ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา เอวํ โข อานนฺท ทกฺขิณา ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายทายกอย่างไร ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ ทายกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ
กถญฺจานนฺท ทกฺขิณา ปฏิคฺคาหกโต วิสุชฺฌติ โน ทายกโต ฯ อิธานนฺท ทายโก โหติ ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม ปฏิคฺคาหกา โหนฺติ สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา เอวํ โข อานนฺท ทกฺขิณา ปฏิคฺคาหกโต วิสุชฺฌติ โน ทายกโต ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหก ก็ไม่บริสุทธิ์อย่างไร ดูกรอานนท์ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่ บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์ ฯ
กถญฺจานนฺท ทกฺขิณา เนว ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ฯ อิธานนฺท ทายโก จ โหติ ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม ปฏิคฺคาหกา จ โหนฺติ ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา เอวํ โข อานนฺท ทกฺขิณา เนว ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก และฝ่าย ปฏิคาหกอย่างไร ดูกรอานนท์ ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม ปฏิคา- *หกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก และฝ่ายปฏิคาหก ฯ ดูกรอานนท์ นี้แล ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง ฯ
กถญฺจานนฺท ทกฺขิณา ทายกโต เจว วิสุชฺฌติ ปฏิคฺคาหกโต จ ฯ อิธานนฺท ทายโก จ โหติ สีลวา กลฺยาณธมฺโม ปฏิคฺคาหกา จ โหนฺติ สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา เอวํ โข อานนฺท ทกฺขิณา ทายกโต เจว วิสุชฺฌติ ปฏิคฺคาหกโต จ ฯ อิมา โข อานนฺท จตสฺโส ทกฺขิณาวิสุทฺธิโยติ ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ต่อไปอีกว่า (๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ (๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ (๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ (๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทาน ของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ฯ (๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใส ดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจาก ราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯ จบ ทักขิณาวิภังคสูตร ที่ ๑๒ จบ วิภังควรรค ที่ ๔ ----------------------------------------------------- หัวข้อเรื่องของวิภังควรรคนั้น ดังนี้ เรื่องผู้มีชีวิตเจริญเป็นประโยชน์ ๒ เรื่อง เรื่องท่านพระสมิทธิ เรื่องจันทนเทพบุตร เรื่องมาณพพวกอัคคิเวสสนะ เรื่อง ผู้มีความรู้ธรรมอันประเสริฐ เรื่องสารถีกับเรื่องอุทเทสวิภังค์ และอรณวิภังค์ เรื่องท่านปุกกุสาติ เรื่องสัจจะอันประเสริฐ และเรื่องทาน ฯ รวมพระสูตรในวรรคนี้ ดังนี้ ๑. ภัทเทกรัตตสูตร ๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร ๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร ๔. โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร ๕. จูฬกัมมวิภังคสูตร ๖. มหากัมมวิภังคสูตร ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๘. อุทเทสวิภังคสูตร ๙. อรณวิภังคสูตร ๑๐. ธาตุวิภังคสูตร ๑๑. สัจจวิภังคสูตร ๑๒. ทักขิณาวิภังคสูตร -----------------------------------------------------
อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา โย สีลวา ทุสฺสีเลสุ ททาติ ทานํ ธมฺเมน ลทฺธํ สุปสนฺนจิตฺโต อภิสทฺทหํ กมฺมผลํ อุฬารํ สา ทกฺขิณา ทายกโต วิสุชฺฌติ โย ทุสฺสีโล สีลวนฺเตสุ ททาติ ทานํ อธมฺเมน ลทฺธํ อปฺปสนฺนจิตฺโต อนภิสทฺทหํ กมฺมผลํ อุฬารํ สา ทกฺขิณา ปฏิคฺคาหกโต วิสุชฺฌติ โย ทุสฺสีโล ทุสฺสีเลสุ ททาติ ทานํ อธมฺเมน ลทฺธํ อปฺปสนฺนจิตฺโต อนภิสทฺทหํ กมฺมผลํ อุฬารํ น ตํ ทานํ วิปุลผลนฺติ พฺรูมิ โย สีลวา สีลวนฺเตสุ ททาติ ทานํ ธมฺเมน ลทฺธํ สุปสนฺนจิตฺโต อภิสทฺทหํ กมฺมผลํ อุฬารํ ตํ เว ทานํ วิปุลผลนฺติ พฺรูมิ โย วีตราโค วีตราเคสุ ททาติ ทานํ ธมฺเมน ลทฺธํ สุปสนฺนจิตฺโต อภิสทฺทหํ กมฺมผลํ อุฬารํ ตํ เว ทานํ อามิสทานานมคฺคนฺติ ฯ ทกฺขิณาวิภงฺคสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทฺวาทสมํ ฯ วิภงฺควคฺโค จตุตฺโถ ฯ ------- ตสฺสุทฺทานํ ภทฺทิสาล สมิทฺธิ จนฺทโน อคฺคิเวสฺสมาณโว วรญาณี สารถิ อุทฺทิสฺสินา อรเณน ปุกฺกุส สจฺจวโร วทานํ ฯ -------