๙. อุทายีสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๙. อุทายีสูตร
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอุทายีมาถามว่า ดูกรอุทายี อนุสสติมีเท่าไรหนอแล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้นิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระอุทายีแม้ครั้งที่ ๒ ว่า ดูกรอุทายี อนุสสติมีเท่าไรหนอแล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้นิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระอุทายีแม้ครั้งที่ ๓ ว่า ดูกรอุทายี อนุสสติมีเท่าไรหนอแล แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอุทายีก็ได้นิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์จึงกล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ดูกรท่านอุทายี พระ- *ศาสดาตรัสถามท่าน ท่านพระอุทายีได้กล่าวว่า ดูกรท่านอานนท์ ผมได้ยิน พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคอยู่ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคต่อไปว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็น อันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เราได้รู้แล้วว่า อุทายีภิกษุนี้เป็นโมฆบุรุษ ไม่เป็นผู้ประกอบอธิจิตอยู่ แล้วตรัส ถามท่านพระอานนท์ต่อไปว่า ดูกรอานนท์ อนุสสติมีเท่าไรหนอแล ท่านพระ- *อานนท์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนุสสติมี ๕ ประการ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุตติยฌานที่ พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมทำอาโลกสัญญาไว้ในใจ ย่อมตั้งสัญญาว่า เป็นกลางวันอยู่ เธอกระทำอาโลกสัญญาว่ากลางวันไว้ในใจ ฉันใด กลางคืน ก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น เธอมีใจปลอดโปร่ง อันนิวรณ์ไม่ พัวพัน ย่อมเจริญจิตที่มีความสว่างด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ ญาณทัสสนะ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้า ขึ้นไป เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มเต็มด้วยสิ่งไม่สะอาดมีประการ ต่างๆ ว่า ในกายนี้ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสมหะ หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็น อนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อละกามราคะ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงเห็นสรีระเหมือนถูกทิ้งไว้ในป่าช้าตายแล้ว วันหนึ่ง สองวัน หรือสามวัน พองขึ้น มีสีเขียวพราว มีหนองไหลออก เธอย่อมน้อมซึ่งกายนี้เข้าไปเปรียบอย่างนี้ว่า กายแม้นี้แลย่อมมีอย่างนั้นเป็น ธรรมดา ย่อมเป็นอย่างนั้น ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้ อนึ่ง พึงเห็น สรีระเหมือนถูกทิ้งไว้ในป่าช้า ฝูงกา นกตะกรุม แร้ง สุนัข สุนัขจิ้งจอก หรือสัตว์ปาณชาติต่างๆ กำลังกัดกิน เธอย่อมน้อมกายนี้เข้าไปเปรียบอย่างนี้ว่า กายแม้นี้แล ย่อมมีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ย่อมเป็นอย่างนั้น ไม่ล่วงพ้นความ เป็นอย่างนั้นไปได้ อนึ่ง พึงเห็นสรีระเหมือนถูกทิ้งไว้ในป่าช้า มีโครงกระดูก มีเนื้อและเลือด มีเอ็นเป็นเครื่องผูก มีโครงกระดูก ไม่มีเนื้อ และเลือด มีเอ็นเป็นเครื่องผูก มีโครงกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือด มีเอ็นเป็นเครื่องผูก เป็นท่อนกระดูก ปราศจากเครื่องผูก เรี่ยรายไปตามทิศต่างๆ คือ กระดูกมือ ทางหนึ่ง กระดูกเท้าทางหนึ่ง กระดูกแข้งทางหนึ่ง กระดูกขาทางหนึ่ง กระดูก เอวทางหนึ่ง กระดูกสันหลังทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะทางหนึ่ง เธอย่อมน้อม กายนี้แลเข้าไปเปรียบอย่างนี้ว่า กายแม้นี้แล ย่อมมีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ย่อม เป็นอย่างนั้น ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้ อนึ่ง พึงเห็นสรีระเหมือนถูก เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นกระดูกมีสีขาวเหมือนสีสังข์ เป็นท่อนกระดูก เรี่ยราด เป็นกองเกินหนึ่งปี เป็นท่อนกระดูกผุ เป็นจุรณ เธอย่อมน้อมกายนี้เข้าไป เปรียบอย่างนี้ว่า กายแม้นี้แล ย่อมมีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ย่อมเป็นอย่างนั้น ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อถอนอัสมิมานะ ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละ สุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้บริสุทธิ์อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่งธาตุหลายประการ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนุสสติ ๕ ประการนี้แล ฯ พ. ดีละ ดีละ อานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงจำอนุสสติข้อที่ ๖ แม้นี้ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีสติก้าวไป มีสติถอยกลับ มีสติยืนอยู่ มีสติ นั่งอยู่ มีสตินอน มีสติประกอบการงาน ดูกรอานนท์ นี้เป็นอนุสสติซึ่งภิกษุ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ ฯ จบสูตรที่ ๙
๒๙ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อุทายึ อามนฺเตสิ กติ นุ โข อุทายิ อนุสฺสติฏฺฐานานีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อุทายึ อามนฺเตสิ กติ นุ โข อุทายิ อนุสฺสติฏฺฐานานีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อุทายึ อามนฺเตสิ กติ นุ โข อุทายิ อนุสฺสติฏฺฐานานีติ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา อุทายิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท อายสฺมนฺตํ อุทายึ เอตทโวจ สตฺถา ตํ อาวุโส อุทายิ อามนฺเตตีติ ฯ สุณามหํ อาวุโส อานนฺท ภควโต อิธ ภนฺเต ภิกฺขุ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ อิทํ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานนฺติ ฯ {๓๐๐.๑} อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อญฺญาสึ โข อหํ อานนฺท เนวายํ อุทายิ โมฆปุริโส อธิจิตฺตมนุยุตฺโต วิหรตีติ กติ นุ โข อานนฺท อนุสฺสติฏฺฐานานีติ ฯ ปญฺจ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานานิ กตมานิ ปญฺจ อิธ ภนฺเต ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทํ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานํ เอวํ ภาวิตํ เอวํ พหุลีกตํ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ ฯ {๓๐๐.๒} ปุน จปรํ ภนฺเต ภิกฺขุ อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ ทิวา สญฺญํ อธิฏฺฐาติ ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา อิติ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สมฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ อิทํ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานํ เอวํ ภาวิตํ เอวํ พหุลีกตํ ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ ฯ {๓๐๐.๓} ปุน จปรํ ภนฺเต ภิกฺขุ อิมเมว กายํ อุทฺธํ ปาทตลา อโธเกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท อสฺสุ วสา เขโล สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตนฺติ อิทํ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานํ เอวํ ภาวิตํ เอวํ พหุลีกตํ กามราคสฺส ปหานาย สํวตฺตติ ฯ {๓๐๐.๔} ปุน จปรํ ภนฺเต ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย สรีรํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ เอกาหมตํ วา ทฺวีหมตํ วา ตีหมตํ วา อุทฺธุมาตกํ วินีลกํ วิปุพฺพกชาตํ โส อิมเมว กายํ เอวํ อุปสํหรติ อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ เสยฺยถา วา ปน ปสฺเสยฺย สรีรํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ กาเกหิ วา ขชฺชมานํ กุลเลหิ วา ขชฺชมานํ คิชฺเฌหิ วา ขชฺชมานํ สุวาเณหิ วา ขชฺชมานํ สิงฺคาเลหิ วา ขชฺชมานํ วิวิเธหิ วา ปาณกชาเตหิ ขชฺชมานํ โส อิมเมว กายํ เอวํ อุปสํหรติ อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ {๓๐๐.๕} เสยฺยถา วา ปน ปสฺเสยฺย สรีรํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ อฏฺฐิกสงฺขลิกํ สมํสโลหิตํ นหารุสมฺพนฺธํ อฏฺฐิกสงฺขลิกํ นิมฺมํสโลหิตมกฺขิตํ นหารุสมฺพนฺธํ อฏฺฐิกสงฺขลิกํ อปคตมํสโลหิตํ นหารุสมฺพนฺธํ อฏฺฐิกานิ อปคตสมฺพนฺธานิ ทิสา วิทิสา วิกฺขิตฺตานิ อญฺเญน หตฺถฏฺฐิกํ อญฺเญน ปาทฏฺฐิกํ อญฺเญน ชงฺฆฏฺฐิกํ อญฺเญน อูรุฏฺฐิกํ อญฺเญน กฏิฏฺฐิกํ อญฺเญน ปิฏฺฐิกณฺฏกฏฺฐิกํ อญฺเญน สีสกฏาหํ โส อิมเมว กายํ เอวํ อุปสํหรติ อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ เสยฺยถา วา ปน ปสฺเสยฺย สรีรํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ อฏฺฐิกานิ เสตานิ สงฺขวณฺณูปนิภานิ อฏฺฐิกานิ ปุญฺชกิตานิ เตโรวสฺสิกานิ ปูตีนิ จุณฺณกชาตานิ โส อิมเมว กายํ เอวํ อุปสํหรติ อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ อิทํ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานํ เอวํ ภาวิตํ เอวํ พหุลีกตํ อสฺมิมานสมุคฺฆาตาย สํวตฺตติ ฯ {๓๐๐.๖} ปุน จปรํ ภนฺเต ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทํ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานํ เอวํ ภาวิตํ เอวํ พหุลีกตํ อเนกธาตุปฏิเวธาย สํวตฺตติ อิมานิ โข ภนฺเต ปญฺจ อนุสฺสติฏฺฐานานีติ ฯ {๓๐๐.๗} สาธุ สาธุ อานนฺท เตนหิ ตฺวํ อานนฺท อิทมฺปิ ฉฏฺฐํ อนุสฺสติฏฺฐานํ ธาเรหิ อิธานนฺท ภิกฺขุ สโตว อภิกฺกมติ สโตว ปฏิกฺกมติ สโตว ติฏฺฐติ สโตว นิสีทติ สโตว เสยฺยํ กปฺเปติ สโตว กมฺมํ อธิฏฺฐาติ อิทํ อานนฺท อนุสฺสติฏฺฐานํ เอวํ ภาวิตํ เอวํ พหุลีกตํ สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตตีติ ฯ