คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๒. ผัคคุณสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๓๒๗พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต1 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๒. ผัคคุณสูตร

๓๒๗

ก็สมัยนั้น ท่านพระผัคคุณะอาพาธ มีทุกข์เป็นไข้หนัก ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระผัคคุณะ อาพาธมีทุกข์เป็นไข้หนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้ มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะเถิด พระ ผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออก จากที่เร้น เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะถึงที่อยู่ ท่านพระผัคคุณะได้เห็นพระ ผู้มีพระภาคกำลังเสด็จมาแต่ไกล แล้วจะลุกจากเตียง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกะท่านพระผัคคุณะว่า อย่าเลยผัคคุณะ เธออย่าลุกขึ้นจากเตียง อาสนะ เหล่านี้ที่ผู้อื่นได้ปูไว้มีอยู่ เราจักนั่งบนอาสนะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ประทับนั่งบน อาสนะที่ได้ปูไว้แล้ว ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระผัคคุณะว่า ดูกรผัคคุณะ เธอพออดทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาย่อมบรรเทา ไม่กำเริบหรือปรากฏว่าบรรเทา ไม่กำเริบขึ้นหรือ ท่านพระผัคคุณะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนักไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบนั้นไม่บรรเทาเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุรุษ มีกำลังพึงเฉือนศีรษะด้วยมีดโกนที่คม ฉันใด ลมกล้าเสียดแทงศีรษะของข้าพระองค์ ฉันนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์ กำเริบหนัก ไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่บรรเทาเลยเปรียบเหมือนบุรุษ ผู้มีกำลังพึงเอาเชือกที่เหนียวแน่นพันศีรษะ ฉันใด ความเจ็บปวดที่ศีรษะของ ข้าพระองค์ก็มีประมาณยิ่ง ฉันนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ เปรียบเหมือนบุรุษฆ่าโค หรือลูกมือของบุรุษฆ่าโค เป็นคนขยันพึงใช้มีด สำหรับชำแหละโคที่คม ชำแหละท้องโค ฉันใด ลมกล้ามีประมาณยิ่งย่อมเสียด แทงท้องของข้าพระองค์ ฉันนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ... เปรียบบุรุษผู้มีกำลังสองคน จับบุรุษผู้อ่อนกำลังคนเดียวที่แขนคนละข้าง แล้วพึง ลนย่างบนหลุมถ่านไฟ ฉันใด ความเร่าร้อนที่กายของข้าพระองค์ก็ประมาณยิ่ง ฉันนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนัก ไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่บรรเทาเลย ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงด้วยธรรมีกถาให้ท่านพระ ผัคคุณะเห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง แล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ท่านพระผัคคุณะได้กระทำกาละ และในเวลาตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะนั้น ผ่องใสยิ่งนัก ฯ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคม แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ พระผู้มีพระภาคเสด็จจากมาไม่นาน ท่านพระผัคคุณะก็กระทำกาละ และในเวลา ตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะผ่องใสยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็อินทรีย์ของผัคคุณภิกษุจักไม่ผ่องใสได้อย่างไร จิตของผัคคุณภิกษุยังไม่หลุดพ้น จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ จิตของผัคคุณภิกษุนั้น ก็หลุดพ้นแล้ว จากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูกรอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดย กาลอันควร ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน ดูกรอานนท์ จิตของภิกษุในธรรม วินัยนี้ ยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ในเวลาใกล้ตาย เธอได้เห็นตถาคต ตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิงแก่เธอ จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ในการฟังธรรม โดยกาลอันควร ฯ อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปใน ส่วนเบื้องต่ำ ๕ ในเวลาใกล้ตาย เธอไม่ได้เห็นตถาคตเลย แต่ได้เห็นสาวก ของพระตถาคต สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามใน ท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่เธอ จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็น ไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๒ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วน เบื้องต่ำ ๕ ในเวลาใกล้ตาย เธอไม่ได้เห็นตถาคต และไม่ได้เห็นสาวกของ ตถาคตเลย แต่ย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา เมื่อ เธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาอยู่ จิตของเธอย่อม หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ ข้อที่ ๓ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร ฯ ดูกรอานนท์ จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้หลุดพ้นจากสังโยชน์อัน เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไป แห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมได้เห็น พระตถาคต พระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น ... แก่เธอ จิตของ เธอย่อมน้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่า มิได้ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ ในการ ฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์ อันเป็นไปในส่วน เบื้องต่ำ ๕ แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ- *กิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต แต่เธอย่อมได้เห็นสาวกของพระตถาคต สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรม อันงามในเบื้องต้น ... แก่เธอ จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่ง อุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วน เบื้องต่ำ ๕ แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ- *กิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต และย่อมไม่ได้เห็นสาวกของพระตถาคตเลย แต่เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่ง ธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมาอยู่ จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อ ๖ ในการใคร่ครวญ เนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร ดูกรอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรม ใน การใคร่ครวญเนื้อความโดยกาลอันควร ๖ ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๒

๕๖ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ผคฺคุโณ อาพาธิโก โหติ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมา ภนฺเต ผคฺคุโณ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน สาธุ ภนฺเต ภควา เยนายสฺมา ผคฺคุโณ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ อถ โข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา ผคฺคุโณ เตนุปสงฺกมิ อทฺทสา โข อายสฺมา ผคฺคุโณ ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน มญฺจเก สมญฺโจปิ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ ผคฺคุณํ เอตทโวจ อลํ ผคฺคุณ มา ตฺวํ มญฺจเก สมญฺโจปิ สนฺติมานิ อาสนานิ ปเรหิ ปญฺญตฺตานิ ตตฺถาหํ นิสีทิสฺสามีติ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ ผคฺคุณํ เอตทโวจ {๓๒๗.๑} กจฺจิ เต ผคฺคุณ ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิ ทุกฺขา เวทนา ปฏิกฺกมนฺติ โน อภิกฺกมนฺติ ปฏิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน อภิกฺกโมติ ฯ น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโม {๓๒๗.๒} เสยฺยถาปิ ภนฺเต พลวา ปุริโส ติเณฺหน สิขเรน มุทฺธนิ อภิมฏฺเฐยฺย เอวเมว โข ภนฺเต อธิมตฺตา วาตา มุทฺธนิ โอหนนฺติ น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโม เสยฺยถาปิ ภนฺเต พลวา ปุริโส ทเฬฺหน วรตฺตกฺขนฺเธน สีเส สีสเวฐนํ ทเทยฺย เอวเมว โข ภนฺเต อธิมตฺตา สีเส สีสเวทนา น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโม เสยฺยถาปิ ภนฺเต ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา ติเณฺหน โควิกนฺตเนน กุจฺฉึ ปริกนฺเตยฺย เอวเมว โข เม ภนฺเต อธิมตฺตา วาตา กุจฺฉึ ปริกนฺตนฺติ น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโม เสยฺยถาปิ ภนฺเต เทฺว พลวนฺโต ปุริสา ทุพฺพลตรํ ปุริสํ นานาพาหาสุ คเหตฺวา องฺคารกาสุยา สนฺตาเปยฺยุํ สมฺปริตาเปยฺยุํ เอวเมว โข ภนฺเต อธิมตฺโต กายสฺมึ ฑาโห น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ ผคฺคุณํ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ อถ โข อายสฺมา ผคฺคุโณ อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต กาลมกาสิ ตมฺหิ จสฺส สมเย มรณกาเล อินฺทฺริยานิ วิปฺปสีทึสุ ฯ {๓๒๗.๓} อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสีนฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมา ภนฺเต ผคฺคุโณ อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต กาลมกาสิ ตมฺหิ จสฺส สมเย มรณกาเล อินฺทฺริยานิ วิปฺปสีทึสูติ ฯ กึ หานนฺท ผคฺคุณสฺส ภิกฺขุโน อินฺทฺริยานิ น วิปฺปสีทิสฺสนฺติ ผคฺคุณสฺส อานนฺท ภิกฺขุโน ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ อโหสิ ตสฺส ตํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ {๓๒๗.๔} ฉยิเม อานนฺท อานิสํสา กาเลน ธมฺมสวเน กาเลน อตฺถุปปริกฺขาย กตเม ฉ อิธานนฺท ภิกฺขุโน ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ โหติ โส ตมฺหิ สมเย มรณกาเล ลภติ ตถาคตํ ทสฺสนาย ตสฺส ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ ตสฺส ตํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อยํ อานนฺท ปฐโม อานิสํโส กาเลน ธมฺมสวเน ฯ {๓๒๗.๕} ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ โหติ โส ตมฺหิ สมเย มรณกาเล นเหว โข ลภติ ตถาคตํ ทสฺสนาย อปิ จ โข ตถาคตสาวกํ ลภติ ทสฺสนาย ตสฺส ตถาคตสาวโก ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ ตสฺส ตํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อยํ อานนฺท ทุติโย อานิสํโส กาเลน ธมฺมสวเน ฯ {๓๒๗.๖} ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ โหติ โส ตมฺหิ สมเย มรณกาเล นเหว โข ลภติ ตถาคตํ ทสฺสนาย นปิ ตถาคตสาวกํ ลภติ ทสฺสนาย อปิ จ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ มนสานุเปกฺขติ ตสฺส ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺกยโต อนุวิจารยโต มนสานุเปกฺขโต ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อยํ อานนฺท ตติโย อานิสํโส กาเลน อตฺถุปปริกฺขาย ฯ {๓๒๗.๗} อิธานนฺท ภิกฺขุโน ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ อนุตฺตเร จ โข อุปธิสงฺขเย จิตฺตํ อวิมุตฺตํ โหติ โส ตมฺหิ สมเย มรณกาเล ลภติ ตถาคตํ ทสฺสนาย ตสฺส ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ฯเปฯ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ ตสฺส ตํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย จิตฺตํ วิมุจฺจติ อยํ อานนฺท จตุตฺโถ อานิสํโส กาเลน ธมฺมสวเน ฯ {๓๒๗.๘} ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ อนุตฺตเร จ โข อุปธิสงฺขเย จิตฺตํ อวิมุตฺตํ โหติ โส ตมฺหิ สมเย มรณกาเล นเหว โข ลภติ ตถาคตํ ทสฺสนาย อปิ จ โข ตถาคตสาวกํ ลภติ ทสฺสนาย ตสฺส ตถาคตสาวโก ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ ฯเปฯ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ ตสฺส ตํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย จิตฺตํ วิมุจฺจติ อยํ อานนฺท ปญฺจโม อานิสํโส กาเลน ธมฺมสวเน ฯ {๓๒๗.๙} ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน ปญฺจหิ โอรมฺภาคิเยหิ สญฺโญชเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ อนุตฺตเร จ โข อุปธิสงฺขเย จิตฺตํ อวิมุตฺตํ โหติ โส ตมฺหิ สมเย มรณกาเล นเหว โข ลภติ ตถาคตํ ทสฺสนาย นปิ ตถาคตสาวกํ ลภติ ทสฺสนาย อปิ จ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ มนสานุเปกฺขติ ตสฺส ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺกยโต อนุวิจารยโต มนสานุเปกฺขโต อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย จิตฺตํ วิมุจฺจติ อยํ อานนฺท ฉฏฺโฐ อานิสํโส กาเลน อตฺถุปปริกฺขาย ฯ อิเม โข อานนฺท ฉ อานิสํสา กาเลน ธมฺมสวเน กาเลน อตฺถุปปริกฺขายาติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๒. ผัคคุณสูตร