คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๔. กิรสูตร ที่ ๑

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๓๖–๑๓๘พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต3 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๔. กิรสูตรที่ ๑

๑๓๖

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล สมณะ พราหมณ์ ปริพาชกมากด้วยกัน ผู้มีลัทธิต่างๆ กัน มีทิฐิต่างกัน มีความพอใจต่างกัน มี ความชอบใจต่างกัน อาศัยทิฐินิสัยต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี สมณ- *พราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๑. โลกเที่ยง นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ ส่วนสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๒. โลกไม่เที่ยง นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๓. โลกมีที่สุด ... ๔. โลกไม่มีที่สุด ... ๕. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ๖. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ... ๗. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก ... ๘. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก ... ๙. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี นี้ แหละจริง อื่นเปล่า ฯ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๑๐. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็ หามิได้ นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่ม แทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่ เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ

๔ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา นานาติตฺถิยา สมณพฺราหฺมณา ปริพฺพาชกา สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺติ นานาทิฏฺฐิกา นานาขนฺติกา นานารุจิกา นานาทิฏฺฐินิสฺสยนิสฺสิตา ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๑ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๒ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๓ อนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๔ อนนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ {๑๓๖.๑} สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๕ ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๖ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๗ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๘ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๙ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๑๐ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ เต ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ

๑๓๗

ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกัน นุ่งแล้วถือบาตรและ จีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส สมณะ พราหมณ์ ปริพาชกมาก ด้วยกัน ผู้มีลัทธิต่างๆ กัน มีทิฐิต่างกัน มีความพอใจต่างกัน มีความชอบใจ ต่างกัน อาศัยทิฐินิสัยต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี สมณพราหมณ์พวก หนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง นี้แหละจริง ... ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อัญญเดียรถีย์เป็นคนบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จัก ความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรมไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม เมื่อไม่รู้จัก ประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม ก็บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรม เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ

อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสึสุ ฯ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๑๓๗.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต สมฺพหุลา นานาติตฺถิยา สมณพฺราหฺมณา ปริพฺพาชกา สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺติ นานาทิฏฺฐิกา นานาขนฺติกา นานารุจิกา นานาทิฏฺฐินิสฺสยนิสฺสิตา สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อนนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เต ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ {๑๓๗.๒} อญฺญติตฺถิยา ภิกฺขเว ปริพฺพาชกา อนฺธา อจกฺขุกา อตฺถํ น ชานนฺติ อนตฺถํ น ชานนฺติ ธมฺมํ น ชานนฺติ อธมฺมํ น ชานนฺติ เต อตฺถํ อชานนฺตา อนตฺถํ อชานนฺตา ธมฺมํ อชานนฺตา อธมฺมํ อชานนฺตา ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ

๑๓๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้ แล มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ครั้งนั้นแล พระราชาพระองค์นั้นตรัสเรียกบุรุษคน หนึ่งมาสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ นี่แน่ะเธอ คนตาบอดในพระนครสาวัตถีมีประมาณ เท่าใด ท่านจงบอกให้คนตาบอดเหล่านั้นทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน บุรุษนั้นทูล รับพระราชดำรัสแล้ว พาคนตาบอดในพระนครสาวัตถีทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระราชา ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบบังคมทูลพระราชาพระองค์นั้นว่า ขอเดชะ พวกคน ตาบอดในพระนครสาวัตถีมาประชุมกันแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พระราชาพระองค์นั้น ตรัสว่า แนะพนาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงแสดงช้างแก่พวกคนตาบอดเถิด บุรุษ นั้นทูลรับพระราชดำรัสแล้วแสดงช้างแก่พวกคนตาบอด คือ แสดงศีรษะช้างแก่ คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงหูช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้าง เป็นเช่นนี้ แสดงงาช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงงวงช้าง แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงตัวช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงเท้าช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดง หลังช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงโคนหางช้างแก่คนตาบอด พวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงปลายหางช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็น เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล บุรุษนั้น ครั้นแสดงช้างแก่พวกคนตา บอดแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชาพระองค์นั้นถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ คนตาบอดเหล่านั้นเห็นช้างแล้วแล บัดนี้ ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงสำคัญเวลาอันควรเถิด พระเจ้าข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล พระ- *ราชาพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปถึงที่คนตาบอดเหล่านั้น ครั้นแล้วได้ตรัสถามว่า ดูกร คนตาบอดทั้งหลาย พวกท่านได้เห็นช้างแล้วหรือ คนตาบอดเหล่านั้น กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้ว พระเจ้าข้า ฯ รา. ดูกรคนตาบอดทั้งหลาย ท่านทั้งหลายกล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลายได้เห็นช้างแล้ว ดังนี้ ช้างเป็นเช่นไร ฯ คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำศีรษะช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนหม้อ พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำหูช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนกะด้ง พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำงาช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนผาล พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำงวงช้างได้กราบทูลอย่างนี้ ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนงอนไถ พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ ได้ลูบคลำตัวช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือน ฉางข้าว พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำเท้าช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนเสา พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ หลังช้างได้กราบทูลว่าอย่างนี้ ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนครกตำข้าว พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำโคนหางช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนสาก พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำปลาย หางช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนไม้กวาด พระเจ้าข้า คนตาบอดเหล่านั้นได้ทุ่มเถียงกันและกันว่า ช้างเป็นเช่นนี้ ช้างไม่ใช่ เป็นเช่นนี้ ช้างไม่ใช่เป็นเช่นนี้ ช้างเป็นเช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระราชา พระองค์นั้นได้ทรงมีพระทัยชื่นชมเพราะเหตุนั้นแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นคนบอด ไม่มีจักษุ ย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม ก็บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็น เช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทาน นี้ในเวลานั้นว่า ได้ยินว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมข้องอยู่ เพราะทิฐิ ทั้งหลายอันหาสาระมิได้เหล่านี้ ชนทั้งหลายผู้เห็นโดยส่วน เดียว ถือผิดซึ่งทิฐินิสัยนั้น ย่อมวิวาทกัน ฯ จบสูตรที่ ๔

ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อิมิสฺสา เยว สาวตฺถิยา อญฺญตโร ราชา อโหสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว โส ราชา อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธา เต สพฺเพ เอกชฺฌํ สนฺนิปาเตหีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ตสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธา เต สพฺเพ คเหตฺวา เยน โส ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ราชานํ เอตทโวจ สนฺนิปาติตา โข เต เทว ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธาติ ฯ เตน หิ ภเณ ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสหีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ตสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสสิ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส สีสํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ หตฺถิสฺส กณฺณํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ {๑๓๘.๑} เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส ทนฺตํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส โสณฺฑํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส กายํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ หตฺถิสฺส ปาทํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส ปิฏฺฐึ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส นงฺคุฏฺฐํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส วาลธึ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ {๑๓๘.๒} อถ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสตฺวา เยน โส ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ราชานํ เอตทโวจ ทิฏฺโฐ โข เตหิ เทว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถี ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญถาติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว โส ราชา เยน เต ชจฺจนฺธา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ชจฺจนฺเธ เอตทโวจ ทิฏฺโฐ โว ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอวํ เทวาติ ฯ ทิฏฺโฐ โน หตฺถีติ วเทถ ชจฺจนฺธา กีทิโส หตฺถีติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส สีสํ ทิฏฺฐํ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ กุมฺโภติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส กณฺโณ ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ สุปฺโปติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส ทนฺโต ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ ผาโลติ ฯ {๑๓๘.๓} เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส โสณฺโฑ ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ นงฺคลีสาติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส กาโย ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ โกฏฺโฐติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส ปาโท ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ ถูโณติ ฯ {๑๓๘.๔} เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส ปิฏฺฐิ ทิฏฺฐา อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ อุทุกฺขโลติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส นงฺคุฏฺฐํ ทิฏฺฐํ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ มุสโลติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส วาลธิ ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ สมฺมชฺชนีติ ฯ เต เอทิโส หตฺถี เนทิโส หตฺถี เนทิโส หตฺถี เอทิโส หตฺถีติ อญฺญมญฺญํ มุฏฺฐีหิ สํยุชฺชึสุ ฯ เตน จ ปน ภิกฺขเว โส ราชา อตฺตมโน อโหสิ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา อนฺธา อจกฺขุกา อตฺถํ น ชานนฺติ อนตฺถํ น ชานนฺติ ธมฺมํ น ชานนฺติ อธมฺมํ น ชานนฺติ เต อตฺถํ อชานนฺตา อนตฺถํ อชานนฺตา ธมฺมํ อชานนฺตา อธมฺมํ อชานนฺตา ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุชสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อิเมสุ กิร สชฺชนฺติ เอเก สมณพฺราหฺมณา วิคฺคยฺห นํ วิวทนฺติ ชนา เอกงฺคทสฺสิโนติ ฯ จตุตฺถํ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๔. กิรสูตร ที่ ๑