คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๑. กุสชาดก

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๙๔–๑๓๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒40 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ สัตตตินิบาตชาดก ๑. กุสชาดก พระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี

สตฺตตินิปาตํ ๑ กุสชาตกํ

๙๔

รัฏฐะของพระองค์นี้ มีทรัพย์ มียาน มีราชกกุธภัณฑ์สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่ น่าปรารถนาทั้งปวง ข้าแต่พระมารดา ขอพระองค์จงทรงปกครองราช สมบัติของพระองค์นี้ หม่อมฉันจะขอทูลลาไปยังเมืองสาคละ ซึ่งเป็น ที่สถิตแห่งพระนางประภาวดีที่รัก.

อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ อิทนฺเต รชฺชํ อนุสาส อมฺม คจฺฉามหํ ยตฺถ ปิยา ปภาวตี ฯ

๙๕

พระองค์ทรงนำหาบใหญ่มาด้วยพระทัยอันไม่ซื่อตรง จักต้องทรงเสวย ทุกข์ใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืน ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปยัง กุสาวดีนครเสียโดยเร็วเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ซึ่งมี ผิวพรรณชั่วอยู่ในที่นี้.

อนุชุภูเตน หรํ มหนฺตํ ทิวา จ รตฺโต จ นิสีถกาเล ปฏิคจฺฉ ตฺวํ ขิปฺปํ กุสาวตึ นิจฺฉามิ ทุพฺพณฺณมหํ วสนฺตํ ฯ

๙๖

ดูกรนางประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอ จึงจะจากที่นี้ไปยังเมือง กุสาวดีไม่ได้ พี่ยินดีในการเห็นเธอ ได้ละทิ้งบ้านเมืองมารื่นรมย์อยู่ใน พระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททราช ดูกรน้องประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอจนลุ่มหลง เที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน พี่ไม่รู้ทิศ ว่าตนมาแล้วจากที่ไหน พี่หลงใหลในตัวเธอผู้มีดวงเนตรอันแจ่มใส เหมือนดวงตามฤค ผู้ทรงผ้ากรองทอง ดูกรพระน้องผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่ปรารถนาแต่ตัวเธอ พี่ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ.

|๙๖.๑| นาหํ คมิสฺสามิ อิโต กุสาวตึ ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว รมามิ มทฺทสฺส นิเกตรมฺเม หิตฺวาน รฏฺฐํ ตว ทสฺสเน รโต ฯ |๙๖.๒| ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว สมฺมูฬฺหรูโป วิจรามิ เมทนึ ทิสํ น ชานามิ กุโตมฺหิ อาคโต ตยิมฺหิ มตฺโต มิคมนฺทโลจเน |๙๖.๓| โสวณฺณจีรวสเน ชาตรูปสุเมขเล สุสฺโสณิ ตว กามา หิ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ฯ

๙๗

ดูกรพระเจ้ากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตนผู้นั้นย่อมมี แต่ความไม่เจริญ หม่อมฉันไม่รักพระองค์พระองค์ก็จะให้หม่อมฉันรัก เมื่อเขาไม่รัก พระองค์ก็ยังปรารถนาให้เขารัก.

อภูติ ตสฺส โภ โหติ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉติ อกามํ ราช กาเมหิ อกนฺโต กนฺตมิจฺฉสิ ฯ

๙๘

นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักตัว หรือที่รักตัวมาเป็นที่รัก เราสรรเสริญการ ได้ในสิ่งนี้ ความไม่ได้ในสิ่งนั้นเป็นความชั่วช้า.

อกามํ วา สกามํ วา โย นโร ลภเต ปิยํ ลาภเมตฺถ ปสํสาม อลาโภ ตตฺถ ปาปโก ฯ

๙๙

พระองค์ปรารถนา ซึ่งหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนา เปรียบเหมือนพระองค์ เอาไม้กรรณิการ์มาแคะเอาเพชรในหิน หรือเหมือนเอาข่ายมาดักลม ฉะนั้น.

ปาสาณสารํ ขณสิ กณิการสฺส ทารุนา วาตํ ชาเลน พาเธสิ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉสิ ฯ

๑๐๐

หินคงฝังอยู่ในหฤทัยมีลักษณะอ่อนละมุนละไม ของเธอเป็นแน่ เพราะ ตั้งแต่หม่อมฉันมาจากชนบทภายนอก ยังไม่ได้ความชมชื่นจากเธอเลย พระราชบุตรียังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูหม่อมฉันอยู่ตราบใด หม่อมฉัน ก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นภายในบุรีของพระเจ้ามัททราชอยู่ตราบนั้น ต่อเมื่อใดพระราชบุตรียิ้มแย้มแจ่มใสมองดูหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะ เลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น กลับเป็นพระเจ้ากุสราชเมื่อนั้น.

|๑๐๐.๑| ปาสาโณ นูน เต หทเย โอหิโต มุทุลกฺขเณ โย เต สาตํ น วินฺทามิ ติโรชนปทาคโต ฯ |๑๐๐.๒| ยทา มํ ภกุฏึ กตฺวา ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ อาฬาริโก ตทา โหมิ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ฯ |๑๐๐.๓| ยทา อุมฺหยมานา มํ ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ นาฬาริโก ตทา โหมิ ราชา โหมิ ตทา กุโส ฯ

๑๐๑

ก็ถ้าถ้อยคำของโหรทั้งหลายจักเป็นจริงไซร้ พระองค์คงไม่ใช่พระสวามี ของหม่อมฉันแน่แท้ เขาเหล่านั้นคงจะบั่นเราออกเป็นเจ็ดท่อนแน่.

สเจ หิ วจนํ สจฺจํ เนมิตฺตานํ ภวิสฺสติ เนว เม ตฺวํ ปตี อสฺส กามํ ฉินฺทนฺตุ สตฺตธา ฯ

๑๐๒

ก็ถ้าถ้อยคำของโหรเหล่าอื่นหรือของหม่อมฉันจักเป็นจริงไซร้ พระสวามี ของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราชผู้มีพระเสียงดังราชสีห์ จะเป็นคนอื่น ไม่มีเลย.

สเจ หิ วจนํ สจฺจํ อญฺเญสํ ยทิ วา มมํ เนว ตุยฺหํ ปตี อตฺถิ อญฺโญ สีหสฺสรา กุสา ฯ

๑๐๓

แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่อง ประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำให้พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงาม ดังงวงช้างแลดูเราได้ ... ถ้าเจ้าทำนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้เจรจาแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้ยิ้มแย้มแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวง ช้างให้หัวเราะร่าเริงแก่เราได้ เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้ นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดี ผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง มาลูบคลำจับตัวเรา ด้วยมือของเธอได้.

|๑๐๓.๑| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ โอโลเกยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๒| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อาลเปยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๓| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อุมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๔| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๕| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปาณีภิ อุปสํผุเส ฯ

๑๐๔

พระราชบุตรีนี้ คงไม่ได้ประสบแม้ความสำราญในสำนักแห่งพระเจ้า กุสราชเสียเลยเป็นแน่ พระนางจึงไม่ทรงกระทำแม้เพียงการปฏิสันถาร ในบุรุษผู้เป็นพนักงานเครื่องต้น เป็นคนรับใช้ ไม่ต้องการด้วยค่าจ้าง.

น หิ นูนายํ ราชปุตฺตี กุเส สาตํปิ วินฺทติ อาฬาริเก ภเต โปเส เวตฺตเนน อนตฺถิเก ฯ

๑๐๕

นางขุชชานี้ เห็นจะไม่ต้องถูกตัดลิ้นด้วยมีดอันคมเป็นแน่ จึงมาพูด คำหยาบช้าอย่างนี้.

น หิ นูน อยํ ขุชฺชา ลภติ ชิวฺหาย เฉทนํ สุนิสิเตน สตฺเถน เอวํ ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ

๑๐๖

ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วย พระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระอิศริยยศ ใหญ่ แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามอันนี้ ข้าแต่พระนางประภาวดีพระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระ รูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนาง จงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระราชทรัพย์เป็น อันมาก ... มีทะแกล้วทหาร ... มีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ... เป็น พระมหาราชา ... มีพระสุรเสียงเหมือนเสียงราชสีห์ ... มีพระสุรเสียง ไพเราะ ... มีพระสุรเสียงหยดย้อย ... มีพระสุรเสียงกลมกล่อม ... มี พระสุรเสียงอ่อนหวาน ... ทรงชำนาญศิลป์ตั้งร้อยอย่าง ... เป็นกษัตริย์ ... พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระรูป อันเลอโฉมของนางซิ พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระราชา พระองค์นั้น มีพระนามเหมือนกับหญ้าคาที่ท้าวสักกะทรงประทาน แล้ว จงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราชผู้มีความงามอันนี้.

|๑๐๖.๑| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหายโสติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๒| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหทฺธโนติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๓| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหพฺพโลติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๔| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหารฏฺโฐติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๕| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหาราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๖| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สีหสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๗| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี วคฺคุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๘| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี พินฺทุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๙| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มญฺชุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๐| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มธุรสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๑| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สตสิปฺโปติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๒| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี ขตฺติโยติปิ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๓| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี กุสราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ

๑๐๗

ช้างเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้แข็งกระด้าง ตั้งอยู่เหมือนจอมปลวกจะพากันพัง กำแพงเข้ามาเสียก่อน ขอพระองค์จงส่งข่าวแก่พระราชาเหล่านั้นว่า เชิญ เสด็จมานำเอานางประภาวดีนี้ไปเถิด.

เอเต นาคา อุปตฺถทฺธา สพฺเพ ติฏฺฐนฺติ วมฺมิกา ปุรา มทฺทนฺติ ปาการํ อาเนเตตํ ปภาวตึ ฯ

๑๐๘

เราจะบั่นนางประภาวดีนี้ออกเป็นเจ็ดท่อน แล้วจักให้แก่กษัตริย์ผู้เสด็จ มา ณ ที่นี้เพื่อจะฆ่าเรา.

สตฺต พิเล กริตฺวาน อหเมตํ ปภาวตึ ขตฺติยานํ ปทสฺสามิ เย มํ หนฺตุํ อิธาคตา ฯ

๑๐๙

พระราชบุตรีผู้มีผิวผ่องดังทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ มีพระเนตรนอง ด้วยน้ำตา อันหมู่ทาสีแวดล้อม เสด็จไปยังห้องพระมารดา.

อวุฏฺฐหิ ราชปุตฺตี สามา โกเสยฺยวาสินี อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ทาสีคณปุรกฺขตา ฯ

๑๑๐

ข้าแต่พระมารดา หน้าของลูกอันผัดแล้วด้วยแป้ง ส่องแล้วที่กระจกเงา งดงาม มีดวงเนตรคมคาย ผุดผ่องเป็นนวลใย จักถูกกษัตริย์ทั้งหลายโยน ทิ้งเสียในป่าเป็นแน่ แล้วฝูงแร้งก็จะพากันเอาเท้ายื้อแย่งผมของลูกอันดำ มีปลายงอนละเอียดอ่อน ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมแก่นจันทน์ ในท่ามกลาง ป่าช้าอันเปรอะเปื้อน เป็นแน่ แขนอ่อนนุ่มทั้งสองของลูกอันมีเล็บแดง มีขนละเอียด ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งเสียใน ป่า และฝูงกาก็จะโฉบคาบเอาไปตามความปรารถนาเป็นแน่ สุนัขจิ้งจอก มาเห็นถันทั้งสองของลูกเช่นกับผลตาลอันห้อยอยู่ ซึ่งลูบไล้ด้วย กระแจะจันทน์แคว้นกาสี ก็จะยืนคร่อมที่ถันทั้งสองของลูกเป็นแน่ เหมือนลูกอ่อนที่เกิดแต่ตนของมารดา ตะโพกอันกลมผึ่งผายของลูก ผูก รัดด้วยสร้อยสอิ้งทอง ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้ง ไปในป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอกก็จะพากันมาฉุดคร่าไปกิน ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นซึ่งมีอยู่ ได้กินนางประภาวดี แล้ว คงไม่รู้จักแก่กันเป็นแน่ ข้าแต่พระมารดา ถ้ากษัตริย์ทั้งหลายผู้มา แต่ที่ไกลได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว พระมารดาได้ทรงโปรดขอเอา กระดูกมาเผาเสียในระหว่างทางใหญ่ ขอพระมารดาได้สร้างสวนดอกไม้ แล้ว จงปลูกต้นกรรณิการ์ในสวนเหล่านั้น ข้าแต่พระมารดา ในกาลใด ดอกกรรณิการ์เหล่านั้นบานแล้วในเวลาหิมะตกในฤดูเหมันต์ ในกาลนั้น ขอพระมารดาพึงรำลึกถึงลูกว่า ประภาวดีมีผิวพรรณอย่างนี้.

|๑๑๐.๑| ตํ นูน กกฺกูปนิเสวิตํ มุขํ อาทาสทนฺตาถรุปจฺจเวกฺขิตํ สุภํ สุเนตฺตํ วิรชํ อนงฺคณํ ฉุฑฺฑํ วเน ฐสฺสติ ขตฺติเยหิ ฯ |๑๑๐.๒| เต นูน เม อสิเต เวลฺลิตคฺเค เกเส มุทู จนฺทนสารลิตฺเต สมากุเล สีวถิกาย มชฺเฌ ปาเทหิ คิชฺฌา ปริกฑฺฒยนฺติ ฯ |๑๑๐.๓| ตา นูน เม ตมฺพนขา สุโลมา พาหา มุทู จนฺทนสารลิตฺตา ฉินฺนา วเน อุชฺฌิตา ขตฺติเยหิ คยฺห ธงฺโก คจฺฉติ เยน กามํ ฯ |๑๑๐.๔| เต นูน ตาลูปนิเภ อลมฺเพ นิเสวิเต กาสิกจนฺทเนน ถเนสุ เม ลมฺพิสฺสติ สิคาโล มาตูว ปุตฺโต ตรุโณ ตนุโช ฯ |๑๑๐.๕| ตํ นูน โสณึ ปุถุลํ สุโกฏฺฏิตํ นิเสวิตํ กญฺจนเมขลาหิ ฉินฺนํ วเน ขตฺติเยหิ อวตฺถํ สิคาลสงฺฆา ปริกฑฺฒยนฺติ ฯ |๑๑๐.๖| โสณา ธงฺกา สิคาลา จ เย จญฺเญ สนฺติ ทาฐิโน อชรา นูน เหสฺสนฺติ ภกฺขยิตฺวา ปภาวตึ ฯ |๑๑๐.๗| สเจ มํสานิ หรึสุ ขตฺติยา ทูรคามิโน อฏฺฐีนิ อมฺม ยาจิตฺวา อนุปนฺเถ ทหาถ นํ ฯ |๑๑๐.๘| เขตฺตานิ อมฺม กาเรตฺวา กณิกาเรตฺถ โรปเย ยทา เต ปุปฺผิตา อสฺสุ เหมนฺตานํ หิมจฺจเย สเรยฺยาถ มมํ อมฺม เอวํวณฺณา ปภาวตี ฯ

๑๑๑

พระมารดาของพระนางประภาวดีเป็นขัตติยานี มีพระฉวีวรรณดังเทพ อัปสรได้ประทับยืนอยู่แล้ว ทอดพระเนตรเห็นดาบและธนูวางอยู่ตรง พระพักตร์พระเจ้ามัททราช ภายในบุรี.

ตสฺสา มาตา อุทฏฺฐาสิ ขตฺติยา เทววณฺณินี ทิสฺวา อสิญฺจ สูนญฺจ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ฯ

๑๑๒

จึงทรงพิลาปรำพันว่า พระองค์จะทรงฆ่าธิดาของหม่อมฉันบั่นให้เป็น ท่อนๆ ด้วยดาบนี้ แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย แน่หรือเพคะ.

อิมินา นูน อสินา สุสญฺญํ ตนุมชฺฌิมํ ธีตรํ มทฺท หนฺตฺวาน ขตฺติยานํ ปทสฺสสิ ฯ

๑๑๓

ลูกน้อยเอ๋ย พระบิดาไม่ทรงกระทำตามคำของแม่ผู้ใคร่ประโยชน์ เจ้านั้น เปรอะเปื้อนโลหิตไปสู่สำนักพระยายมในวันนี้ ถ้าบุรุษผู้ใดไม่ทำตามคำ ของบิดามารดาผู้เกื้อกูลมองเห็นประโยชน์ บุรุษนั้นย่อมได้รับโทษอย่าง นี้ และจะต้องเข้าถึงโทษที่ลามกกว่า ในวันนี้ถ้าลูกจะทรงไว้ซึ่งกุมาร ทรงโฉมงดงามดังสีทอง เป็นกษัตริย์เกิดกับพระเจ้ากุสราช สวมสร้อย สังวาลย์แก้วมณีแกมทอง อันหมู่พระญาติบูชาแล้วไซร้ ลูกก็จะไม่ต้อง ไปยังสำนักพระยายม ลูกหญิงเอ่ย เสียงกลองชัยเภรีดังอยู่อึงมี่ และ เสียงช้างร้องก้องอยู่ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลายใด ลูกเห็นอะไรเล่า หนอที่มีความสุขยิ่งกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย เสียงม้าศึกคะนองร้อง คำรนอยู่ที่ประตู เสียงกุมารร้องรำทำเพลงอยู่ในตระกูลกษัตริย์ทั้งหลาย ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย ใน ตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย มีนกยูง นกกระเรียน และนกดุเหว่า ส่งเสียงร้องก้องเสนาะเพราะจับใจ ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่จะมีความ สุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย.

|๑๑๓.๑| น เม อกาสิ วจนํ อตฺถกามาย ปุตฺติเก สาชฺช โลหิตสญฺฉนฺนา คจฺฉสิ ยมสาธนํ ฯ |๑๑๓.๒| เอวมาปชฺชติ โปโส ปาปิยญฺจ นิคจฺฉติ โย เจ หิตานํ วจนํ น กโรติ อตฺถทสฺสินํ ฯ |๑๑๓.๓| สเจว อชฺช ธาเรสิ กุมารํ จารุทสฺสนํ กุเสน ชาตํ ขตฺติยํ สุวณฺณมณิเมขลํ ฯ |๑๑๓.๔| ปูชิตํ ญาติสงฺเฆหิ น คจฺฉสิ ยมกฺขยํ ยตฺถสฺสุ เภรี นทติ กุญฺชโร จ นิกูชติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ |๑๑๓.๕| อสฺโส หสิยติ ทฺวาเร กุมาโร อุปโรทติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ |๑๑๓.๖| มยูรโกญฺจาภิรุเท โกกิลาภินิกูชิเต ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ

๑๑๔

พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ ทั้งเจ็ดพระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้อง เราทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ ไหนหนอ.

กหํ นุ โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ

๑๑๕

พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ ทั้งเจ็ดพระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ จักทรงกำจัด กษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่นี่ แหละ เพคะ.

อิเธว โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย เน สพฺเพ วธิสฺสติ ฯ

๑๑๖

เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือจึงได้พูดอย่างนี้ หรือว่าเจ้าเป็นอันธพาลจึงได้พูด อย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราชพึงเสด็จมาจริง ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระ องค์เล่า.

อุมฺมตฺติกา นุ ภณสิ อนฺธพาลา ปภาสสิ กุโส เจ อาคโต อสฺส กึ นุ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ

๑๑๗

พระเจ้ากุสราชนั้นทรงปลอมพระองค์เป็นบุรุษพนักงานเครื่องต้น ทรง พระภูษาหยักรั้งมั่นคง กำลังก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ในระหว่างพระ ตำหนักของพระกุมารีทั้งหลายเพคะ.

เอโส อาฬาริโก โปโส กุมารีปุรมนฺตเร ทฬฺหํ กตฺวาน สํเวลฺลํ กุมฺภึ โธวติ โอนโต ฯ

๑๑๘

เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาลหรือ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล เจ้าเกิดแล้วในตระกูลพระเจ้ามัททราช เหตุใดจึงกระทำพระสวามีให้ เป็นทาส.

เวณี ตฺวมสิ จณฺฑาลี อาทูสิ กุลคนฺธินี กถํ มทฺทกุเล ชาตา ทาสํ กยิราสิ กามุกํ ฯ

๑๑๙

หม่อมฉันไม่ได้เป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาล ไม่ใช่เป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล นั่นพระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช ขอความเจริญจงมีแด่ พระมารดา แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.

นมฺหิ เวณี น จณฺฑาลี น จมฺหิ กุลคนฺธินี โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ

๑๒๐

ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา พระราชาพระองค์ใด ทรงเชื้อเชิญ พราหมณ์สองหมื่นคนให้บริโภคภัตตาหารในกาลทุกเมื่อ พระราชาพระ องค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่พระ มารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส เจ้าพนักงานเตรียมช้างไว้สองหมื่นเชือก ... เตรียมม้าสองหมื่นตัว ... ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงาน รีดนมโคสองหมื่นตัวในกาลทุกเมื่อเพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชา พระองค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่พระ มารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.

|๑๒๐.๑| โย พฺราหฺมณสหสฺสานิ สทา โภเชติ วึสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๒| ยสฺส นาคสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๓| ยสฺส อสฺสสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๔| ยสฺส รถสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๕| ยสฺส เธนุสหสฺสานิ สทา ทูหนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ

๑๒๑

ดูกรเจ้าผู้เป็นพาล เจ้ากระทำกรรมอันชั่วร้ายเหลือเกิน ที่เจ้าไม่บอกพ่อ ว่า พระเจ้ากุสราชผู้เป็นกษัตริย์มีทะแกล้วทหารมาก ผู้เป็นพระยาช้าง มาด้วยเพศแห่งกบ.

ตคฺฆ เต ทุกฺกฏํ พาเล ยํ ขตฺติยํ มหพฺพลํ นาคํ มณฺฑูกวณฺเณน น นํ อกฺขาสิ มาคตํ ฯ

๑๒๒

ข้าแต่พระมหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษ แก่หม่อมฉัน ที่ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก ด้วยเถิด.

อปราธํ มหาราช ตฺวํ โน ขม รเถสภ ยํ ตฺวํ อญฺญาตเวเสน นญฺญาสิมฺหา อิธาคตํ ฯ

๑๒๓

คนเช่นหม่อมฉันมิได้ปกปิดเลย หม่อมฉันนั้นเป็นพนักงานเครื่องต้น พระองค์เท่านั้นทรงเลื่อมใสแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ แต่พระองค์ไม่มีกรรมชั่วช้า ที่หม่อมฉันจะต้องอดโทษ.

มาทิสสฺส น ตํ ฉนฺนํ โยหํ อาฬาริโก ภเว ตฺวญฺเญว เม ปสีทสฺสุ นตฺถิ เต เทว ทุกฺกฏํ ฯ

๑๒๔

ดูกรเจ้าคนพาล เจ้าจงไปขอขมาโทษพระเจ้ากุสราชผู้มีกำลังมากเสีย พระเจ้ากุสราชที่เจ้าขอขมาแล้ว จักประทานชีวิตให้เจ้า.

คจฺฉ พาเล ขมาเปหิ กุสราชํ มหพฺพลํ ขมาปิโต กุสราชา โส เต ทสฺสติ ชีวิตํ ฯ

๑๒๕

พระนางประภาวดีผู้มีผิวพรรณดังเทพธิดา ทรงรับดำรัสของพระบิดาแล้ว ได้ซบพระเศียรลงกอดพระบาทพระเจ้ากุสราชผู้มีพระกำลังมาก.

ปิตุสฺส วจนํ สุตฺวา เทววณฺณี ปภาวตี สิรสา อคฺคหี ปาเท กุสราชํ มหพฺพลํ ฯ

๑๒๖

ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้นเพียงใด หม่อมฉันขอถวาย บังคมพระยุคลบาท ของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า เพียงนั้น ขอพระองค์ โปรดอย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย หม่อมฉันขอตั้งสัตย์ปฏิญาณแก่ พระองค์ โปรดทรงสดับหม่อมฉันเถิด เพคะ หม่อมฉันจะไม่พึงทำความ ชิงชังแก่พระองค์อีกต่อไปละ ถ้าพระองค์จะไม่ทรงโปรดกระทำตามคำ ของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้ พระบิดาคงเข่นฆ่าหม่อมฉันแล้ว ทรงประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เป็นแน่.

|๑๒๖.๑| ยาว รตฺโย อติกฺกนฺตา ตามา เทว ตยา วินา วนฺเท เต สิรสา ปาเท มา เม กุชฺฌ รเถสภ ฯ |๑๒๖.๒| สจฺจนฺเต ปฏิชานามิ มหาราช สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ |๑๒๖.๓| เอวญฺจ ยาจมานาย วจนํ เม น กาหสิ อิทานิ มํ ตาโต หนฺตฺวา ขตฺติยานํ ปทสฺสติ ฯ

๑๒๗

เมื่อพระน้องอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จักไม่ทำตามคำของพระน้องเล่า พี่ไม่โกรธพระน้องเลยนะคนงาม อย่ากลัวเลยประภาวดี พี่ขอตั้งสัตย์ ปฏิญาณต่อพระน้อง โปรดขอจงทรงฟังพี่เถิดนะพระราชบุตรี พี่จะไม่ พึงกระทำความเกลียดชังแก่พระน้องนางอีกต่อไปละ ดูกรน้องประภาวดี ผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่สามารถจะทำลายตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย แล้วนำพระน้องนางไปได้ แต่เพราะความรักพระน้องนาง พี่จึงสู้ยอมทน ทุกข์มากมายได้.

|๑๒๗.๑| เอวนฺเต ยาจมานาย กึ น กาหามิ เต วโจ วิกุทฺโธ ตฺยสฺมิ กลฺยาณี มา ตฺวํ ภายิ ปภาวตี ฯ |๑๒๗.๒| สจฺจนฺเต ปฏิชานามิ ราชปุตฺตี สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ |๑๒๗.๓| ตว กามา หิ สุสฺโสณิ พหุทุกฺขํ ติติกฺขิสํ พหุมทฺทกุลํ หนฺตฺวา นยิตุํ ตํ ปภาวตี ฯ

๑๒๘

เจ้าพนักงานทั้งหลาย จงตระเตรียมรถและม้า อันวิจิตรด้วยเครื่องอลังการ ต่างๆ ทั้งมั่นคงแข็งแรง ท่านทั้งหลายจงเห็นความพยายามของเรา ผู้กำจัดศัตรูทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไปในบัดนี้ ก็นารีทั้งหลายภายในพระราช วังของพระเจ้ามัททราชนั้น พากันมองดูพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จเยื้องกราย ดุจราชสีห์ ทรงปรบพระหัตถ์เสวยพระกระยาหารถึงสองเท่าพระองค์นั้น.

|๑๒๘.๑| โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส นานาจิตฺเต สมาหิเต อถ ทกฺขถ เม เวคํ วิธเมนฺตสฺส สตฺตโว ฯ |๑๒๘.๒| ตญฺจ ตตฺถ อุทิกฺขึสุ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร วิชมฺภมานํ สีหํว โปเฐนฺตํ ทิคุณํ ภุชํ ฯ

๑๒๙

ก็พระเจ้ากุสราช ครั้นเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างสาร โปรดให้นาง ประภาวดีประทับเบื้องหลังแล้ว เสด็จเข้าสู่สงคราม ทรงบันลือพระ สุรสีหนาท กษัตริย์เจ็ดพระนครทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระเจ้า กุสราช ผู้บันลืออยู่ ผู้อันความกลัวแต่เสียงของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว พากันแตกหนีไปเหมือนดังฝูงมฤคได้ยินเสียงแห่งราชสีห์ก็พากันหนีไป ฉะนั้น พวกพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ผู้อันความกลัวแต่เสียง พระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว ก็พากันแตกตื่นเหยียบย่ำกันและกัน ท้าว สักกะจอมเทพ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงมีชัยในท่ามกลาง สงครามนั้น มีพระทัยชื่นชมยินดี ทรงพระราชทานแก้วมณีอันรุ่งโรจน์ ดวงหนึ่งแก่พระเจ้ากุสราช พระเจ้ากุสราชทรงชนะสงคราม ได้แก้ว มณีอันรุ่งโรจน์ แล้วเสด็จประทับบนคอช้างสารเสด็จเข้าสู่พระนคร รับ สั่งให้จับกษัตริย์เจ็ดพระนครทั้งเป็น ให้มัดนำเข้าถวายพระสัสสุระ ทูล ว่าขอเดชะ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ ศัตรูทั้งหมดซึ่งคิดจะ กำจัดพระองค์เสียนี้ ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว เชิญทรงกระทำ ตามพระประสงค์เถิด พระองค์ทรงกระทำกษัตริย์เหล่านั้นให้เป็นทาส แล้ว จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารเสียตามแต่พระทัยเถิด.

|๑๒๙.๑| หตฺถิกฺขนฺธญฺจ อารุยฺห อาโรเปตฺวา ปภาวตึ สงฺคามํ โอตริตฺวาน สีหนาทํ นที กุโส ฯ |๑๒๙.๒| ตสฺส ตํ นทโต สุตฺวา สีหสฺเสวีตเร มิคา ขตฺติยา วิปลายึสุ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ฯ |๑๒๙.๓| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา อญฺญมญฺญสฺส ฉินฺทนฺติ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ฯ |๑๒๙.๔| ตสฺมึ สงฺคามสีสสฺมึ ปสฺสิตฺวา หฏฺฐมานโส กุสสฺส รญฺโญ เทวินฺโท อทา เวโรจนํ มณึ ฯ |๑๒๙.๕| โส ตํ วิชิตฺวา สงฺคามํ ลทฺธา เวโรจนํ มณึ หตฺถิกฺขนฺธคโต ราชา ปาเวกฺขิ นครํ ปุรํ ฯ |๑๒๙.๖| ชีวคฺคาหํ คเหตฺวาน พนฺธิตฺวา สตฺต ขตฺติเย สสฺสุรสฺสูปนาเมสิ อิเม เต เทว สตฺตโว ฯ |๑๒๙.๗| สพฺเพว เต วสํ คตา อมิตฺตา วิหตา ตว กามํ กโรหิ เต ตยา มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ

๑๓๐

กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ มิได้เป็นศัตรูของหม่อมฉัน ข้าแต่ พระมหาราช พระองค์ (เป็นอิสระ) กว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อยหรือ จะทรงประหารศัตรูเหล่านั้นก็ตามเถิด.

ตุเยฺหว สตฺตโว เอเต นหิ เต มยฺห สตฺตโว ตฺวญฺเญว โน มหาราช มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ

๑๓๑

พระราชธิดาของพระองค์ ล้วนทรงงดงามดังเทพกัญญามีอยู่ถึง ๗ พระ องค์ ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานแก่กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้นองค์ละองค์ ขอกษัตริย์เหล่านั้นจงเป็นพระชามาตาของพระองค์เถิด.

อิมา เต ธีตโร สตฺต เทวกญฺญูปมา สุภา ททาหิ เนสํ เอเกกํ โหนฺตุ ชามาตโร ตว ฯ

๑๓๒

ข้าแต่พระมหาราช พระองค์เป็นใหญ่กว่าหม่อมฉันทั้งหลาย และกว่า พวกลูกของหม่อมฉันทั้งหมด เชิญพระองค์นั่นแหละทรงพระราชทาน พวกลูกของหม่อมฉันแก่กษัตริย์เหล่านั้น ตามพระราชประสงค์เถิด.

อมฺหากญฺเจว ตาสญฺจ ตฺวํ โน สพฺเพสมิสฺสโร ตฺวญฺเญว โน มหาราช เทหิ เนสํ ยทิจฺฉสิ ฯ

๑๓๓

ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ ได้ทรงยก พระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ประทานให้แก่กษัตริย์ ๗ พระองค์นั้น องค์ละองค์ กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ทรงอิ่มพระทัยด้วยลาภนั้น ทรงขอบ พระคุณพระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ แล้วพากันเสด็จ กลับไปยังนครของตนๆ ในขณะนั้นทีเดียว ฝ่ายพระเจ้ากุสราชผู้มีพระ กำลังมาก ทรงพาพระนางประภาวดีและดวงแก้วมณีอันงามรุ่งโรจน์เสด็จ กลับยังกรุงกุสาวดี เมื่อพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีทั้ง ๒ พระ องค์นั้น ประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกันเสด็จเข้ากรุงกุสาวดี มีพระ ฉวีวรรณและพระรูปพระโฉมทัดเทียมกัน มิได้ทรงงดงามยิ่งหย่อนกว่า กันเลย พระมารดาของพระมหาสัตว์และพระชยัมบดีราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์ได้เสด็จไปต้อนรับถึงนอกพระนคร แล้วเสด็จกลับพระนคร พร้อมด้วยพระราชโอรส ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชและพระนางประภา วดี ก็ทรงสมัครสมานกัน ได้ทรงปกครองราชอาณาจักรกุสาวดีให้รุ่ง เรืองตลอดมา. จบ กุสชาดกที่ ๑

|๑๓๓.๑| เอกเมกสฺส เอเกกํ อทา สีหสฺสโร กุโส ขตฺติยานํ ตทา เตสํ รญฺโญ มทฺทสฺส ธีตโร ฯ |๑๓๓.๒| ปีณิตา เตน ลาเภน ตุฏฺฐา สีหสฺสเร กุเส สกรฏฺฐานิ ปายึสุ ขตฺติยา สตฺต ตาวเท ฯ |๑๓๓.๓| ปภาวติญฺจ อาทาย มณึ เวโรจนํ สุภํ กุสาวตึ กุโส ราชา อคมาสิ มหพฺพโล ฯ |๑๓๓.๔| ตฺยสฺสุ เอกรเถ ยนฺตา ปวิสนฺตา กุสาวตึ สมานา วณฺณรูเปน นาญฺญมญฺญาติโรจิสุํ ฯ |๑๓๓.๕| มาตา ปุตฺเตน สงฺคญฺฉิ อุภโย จ ชยมฺปตี สมคฺคา เต ตทา อาสุํ ผีตํ ธรณิมาวสุนฺติ ฯ กุสชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย