คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระวินัยปิฎก

พินัยกรรม

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๕๕๙–๕๖๙พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒11 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พินัยกรรม

๕๕๙

สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เมื่อจะถึงมรณภาพ พูดอย่างนี้ว่า เมื่อ ฉันล่วงไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ บรรดาสหธรรมิกเหล่านั้น ภิกษุ และภิกษุณีทั้งหลายโต้เถียงกันว่า บริขารเป็นของพวกเรา บริขารเป็นของพวกเรา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุณีเมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็น ของสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของภิกษุณีสงฆ์ ฝ่ายเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสิกขมานา ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณรี เมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉัน ล่วงไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไป แล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขาร นั้นเป็นของภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณร ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสก ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสิกา ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าใครคนอื่นเมื่อจะตายพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไป แล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขาร นั้นเป็นของภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ฯ ภิกษุณีประหารภิกษุ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา ภิกฺขุนี กาลํ กโรนฺตี เอวมาห มมจฺจเยน มยฺหํ ปริกฺขาโร สงฺฆสฺส โหตูติ ฯ ตตฺถ ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ วิวทนฺติ อมฺหากํ โหติ อมฺหากํ โหตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ ภิกฺขุนี เจ ภิกฺขเว กาลํ กโรนฺตี เอวํ วเทยฺย มมจฺจเยน มยฺหํ ปริกฺขาโร สงฺฆสฺส โหตูติ อนิสฺสโร ตตฺถ ภิกฺขุสงฺโฆ ภิกฺขุนีสงฺฆสฺเสเวตํ ฯ สิกฺขมานา เจ ภิกฺขเว ฯเปฯ สามเณรี เจ ภิกฺขเว กาลํ กโรนฺตี เอวํ วเทยฺย มมจฺจเยน มยฺหํ ปริกฺขาโร สงฺฆสฺส โหตูติ อนิสฺสโร ตตฺถ ภิกฺขุสงฺโฆ ภิกฺขุนีสงฺฆสฺเสเวตํ ฯ ภิกฺขุ เจ ภิกฺขเว กาลํ กโรนฺโต เอวํ วเทยฺย มมจฺจเยน มยฺหํ ปริกฺขาโร สงฺฆสฺส โหตูติ อนิสฺสโร ตตฺถ ภิกฺขุนีสงฺโฆ ภิกฺขุสงฺฆสฺเสเวตํ ฯ สามเณโร เจ ภิกฺขเว ฯเปฯ อุปาสโก เจ ภิกฺขเว ฯเปฯ อุปาสิกา เจ ภิกฺขเว ฯเปฯ อญฺโญ เจ ภิกฺขเว โกจิ กาลํ กโรนฺโต เอวํ วเทยฺย มมจฺจเยน มยฺหํ ปริกฺขาโร สงฺฆสฺส โหตูติ อนิสฺสโร ตตฺถ ภิกฺขุนีสงฺโฆ ภิกฺขุสงฺฆสฺเสเวตนฺติ ฯ

๕๖๐

สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งเป็นภรรยาของนักมวยมาก่อน บวชใน สำนักภิกษุณี นางเห็นภิกษุทุพพลภาพที่ถนน แล้วให้ประหารด้วยไหล่ให้เซไป ภิกษุทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้ให้ประหารแก่ภิกษุ เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงให้ประหารแก่ภิกษุ รูปใดให้ประหาร ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาต ให้ภิกษุณีเห็นภิกษุแล้ว หลีกทางให้แต่ไกลเทียว ฯ นำทารกไปด้วยบาตร

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี ปุราณมลฺลี ภิกฺขุนีสุ ปพฺพชิตา โหติ ฯ สา รถิกาย ทุพฺพลกํ ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา อํสกูเฏน ปหารํ ทตฺวา ปวฏฺเฏสิ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนี ภิกฺขุสฺส ปหารํ ทสฺสตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ภิกฺขุสฺส ปหาโร ทาตพฺโพ ยา ทเทยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา ทูรโต ว โอกฺกมิตฺวา มคฺคํ ทาตุนฺติ ฯ

๕๖๑

สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งผัวหย่าร้างจึงมีครรภ์กับชายชู้ นางรีดครรภ์ แล้วกล่าววานภิกษุณีผู้กุลุปกะว่า วานทีเถิดเจ้าข้า ขอท่านจงนำทารกนี้ไปด้วยบาตร ภิกษุณีนั้นจึงวางเด็กลงในบาตรปิดด้วยผ้าสังฆาฏิเดินไป สมัยนั้น ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่งทำการสมาทานว่าเราไม่ให้ ภิกษาที่ได้แก่ภิกษุ หรือภิกษุณีก่อนแล้วจักไม่ฉัน ครั้งนั้น เธอพบภิกษุณีนั้นแล้วได้กล่าวว่า น้องหญิง เชิญรับภิกษา นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า แม้ครั้งที่สอง ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า น้องหญิงเชิญรับภิกษา นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า แม้ครั้งที่สาม ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า น้องหญิงเชิญรับภิกษา นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า ภิกษุนั้นชี้แจงว่า น้องหญิง ฉันสมาทานไว้ว่า ฉันไม่ให้ภิกษาที่ได้แก่ ภิกษุ หรือภิกษุณีก่อนแล้วจักไม่ฉัน น้องหญิงเชิญรับภิกษา ครั้นนางถูกภิกษุนั้นแค่นไค้อยู่ จึงนำบาตรออกแสดงกล่าวว่า พระคุณเจ้า- *ข้า ท่านจงดูทารกในบาตร ท่านอย่าบอกใคร ภิกษุนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพน- *ทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงนำทารกไปด้วยบาตรแล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงได้นำทารกไปด้วยบาตร แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงนำทารกไปด้วยบาตร รูปใดนำไป ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณีพบภิกษุแล้วนำบาตรออกแสดง ฯ แสดงก้นบาตร

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี ปวุตฺถปติกา ชาเรน คพฺภินี โหติ ฯ สา คพฺภํ ปาเตตฺวา กุลุปกึ ภิกฺขุนึ เอตทโวจ หนฺทยฺเย อิมํ คพฺภํ ปตฺเตน นีหราติ ฯ อถโข สา ภิกฺขุนี ตํ คพฺภํ ปตฺเต ปกฺขิปิตฺวา สงฺฆาฏิยา ปฏิจฺฉาเทตฺวา อคมาสิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตเรน ปิณฺฑจาริเกน ภิกฺขุนา สมาทานํ กตํ โหติ ยํ ยฺวาหํ ปฐมํ ภิกฺขํ ลภิสฺสามิ น ตํ อทตฺวา ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา ปริภุญฺชิสฺสามีติ ฯ {๕๖๑.๑} อถโข โส ภิกฺขุ ตํ ภิกฺขุนึ ปสฺสิตฺวา เอตทโวจ หนฺท ภคินิ ภิกฺขํ ปฏิคฺคณฺหาติ ฯ อลํ อยฺยาติ ฯ ทุติยมฺปิ โข โส ภิกฺขุ ตํ ภิกฺขุนึ เอตทโวจ หนฺท ภคินิ ภิกฺขํ ปฏิคฺคณฺหาติ ฯ อลํ อยฺยาติ ฯ ตติยมฺปิ โข โส ภิกฺขุ ตํ ภิกฺขุนึ เอตทโวจ หนฺท ภคินิ ภิกฺขํ ปฏิคฺคณฺหาติ ฯ อลํ อยฺยาติ ฯ มยา โข ภคินิ สมาทานํ กตํ ยํ ยฺวาหํ ปฐมํ ภิกฺขํ ลภิสฺสามิ น ตํ อทตฺวา ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา ปริภุญฺชิสฺสามีติ หนฺท ภคินิ ภิกฺขํ ปฏิคฺคณฺหาติ ฯ {๕๖๑.๒} อถโข สา ภิกฺขุนี เตน ภิกฺขุนา นิปฺปีฬิยมานา นีหริตฺวา ปตฺตํ ทสฺเสสิ ปสฺส อยฺย ปตฺเต คพฺภํ มา กสฺสจิ อาโรเจสีติ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนี ปตฺเตน คพฺภํ นีหริสฺสตีติ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนี ปตฺเตน คพฺภํ นีหริสฺสตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ปตฺเตน คพฺโภ นีหริตพฺโพ ยา นีหเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา นีหริตฺวา ปตฺตํ ทสฺเสตุนฺติ ฯ

๕๖๒

สมัยนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบภิกษุแล้ว พลิกกลับแสดงก้น- *บาตร ภิกษุเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบ ภิกษุแล้ว จึงได้พลิกกลับแสดงก้นบาตร แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีพบภิกษุแล้ว ไม่พึงพลิกกลับ แสดงก้นบาตร รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณีพบภิกษุแล้ว หงายบาตรแสดง และอามิสใดมีในบาตร พึงนิมนต์ภิกษุด้วยอามิสนั้น ฯ เพ่งดูนิมิตบุรุษ

เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา ปริวตฺเตตฺวา ปตฺตมูลํ ทสฺเสนฺติ ฯ เต ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา ปริวตฺเตตฺวา ปตฺตมูลํ ทสฺเสสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา ปริวตฺเตตฺวา ปตฺตมูลํ ทสฺเสตพฺพํ ยา ทสฺเสยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา อุกฺกุชฺชิตฺวา ปตฺตํ ทสฺเสตุํ ยญฺจ ปตฺเต อามิสํ โหติ เตน จ ภิกฺขุ นิมนฺเตตพฺโพติ ฯ

๕๖๓

สมัยนั้น นิมิตบุรุษเขาทิ้งไว้ที่ถนนในพระนครสาวัตถี ภิกษุณี ทั้งหลายตั้งใจเพ่งดูนิมิตบุรุษนั้น ชาวบ้านพากันโห่ ภิกษุณีเหล่านั้นเก้อ จึงไปสู่ สำนักแล้ว บอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็ เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้เพ่งดูนิมิตบุรุษเล่า แล้ว ได้บอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ- *ภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงเพ่งดูนิมิตบุรุษ รูปใดเพ่งดู ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ เรื่องให้อามิส

เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยา รถิกาย ปุริสพฺยญฺชนํ ฉฑฺฑิตํ โหติ ฯ ตํ ภิกฺขุนิโย สกฺกจฺจํ อุปนิชฺฌายึสุ ฯ มนุสฺสา อุกฺกุฏฺฐิมกํสุ ฯ ตา ภิกฺขุนิโย มงฺกู อเหสุํ ฯ อถโข ตา ภิกฺขุนิโย อุปสฺสยํ คนฺตฺวา ภิกฺขุนีนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนิโย ปุริสพฺยญฺชนํ อุปนิชฺฌายิสฺสนฺตีติ ฯ อถโข ตา ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ปุริสพฺยญฺชนํ อุปนิชฺฌายิตพฺพํ ยา อุปนิชฺฌาเยยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๕๖๔

สมัยนั้น ประชาชนถวายอามิสแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ให้อามิสแก่พวกภิกษุณี ประชาชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณ เจ้าทั้งหลาย จึงได้ให้อามิสที่เขาถวายแก่ตนเพื่อประโยชน์บริโภคแก่ผู้อื่นเล่า ก็พวกเราไม่รู้จักให้ทานหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้อามิสที่เขาถวายแก่ตน เพื่อประโยชน์ บริโภคแก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ภิกฺขูนํ อามิสํ เทนฺติ ฯ ภิกฺขู ภิกฺขุนีนํ เทนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภทฺทนฺตา อตฺตโน ปริโภคตฺถาย ทินฺนํ อญฺเญสํ ทสฺสนฺติ น มยมฺปิ ชานาม ทานํ ทาตุนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว อตฺตโน ปริโภคตฺถาย ทินฺนํ อญฺเญสํ ทาตพฺพํ โย ทเทยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๕๖๕

สมัยนั้น อามิสของภิกษุทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้แก่ สงฆ์ อามิสมีมากเหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้เป็นส่วนบุคคล ฯ

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขูนํ อามิสํ อุสฺสนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สงฺฆสฺส ทาตุนฺติ ฯ พาฬฺหตรํ อุสฺสนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปุคฺคลิกํปิ ทาตุนฺติ ฯ

๕๖๖

สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุทำการสั่งสมไว้มีมาก ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ ภิกษุยังภิกษุณีให้รับอามิสที่เป็นสันนิธิของภิกษุแล้วฉันได้ ฯ

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขูนํ สนฺนิธิกตํ อามิสํ อุสฺสนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ สนฺนิธึ ภิกฺขุนีหิ ภิกฺขูหิ ปฏิคฺคหาเปตฺวา ปริภุญฺชิตุนฺติ ฯ

๕๖๗

สมัยนั้น ประชาชนถวายอามิสแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณี ทั้งหลายถวายแก่ภิกษุ คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี ทั้งหลายจึงถวายอามิสที่เขาถวายแก่ตน เพื่อประโยชน์บริโภคแก่ผู้อื่น ก็พวกเรา ไม่รู้จักให้ทานหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงให้อามิสที่เขาถวายแก่ตน เพื่อประโยชน์บริโภค แก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ภิกฺขุนีนํ อามิสํ เทนฺติ ฯ ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ เทนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนิโย อตฺตโน ปริโภคตฺถาย ทินฺนํ อญฺเญสํ ทสฺสนฺติ น มยมฺปิ ชานาม ทานํ ทาตุนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา อตฺตโน ปริโภคตฺถาย ทินฺนํ อญฺเญสํ ทาตพฺพํ ยา ทเทยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๕๖๘

สมัยนั้น อามิสของภิกษุทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถวายแก่ สงฆ์ อามิสมีมากเหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้แม้เป็นส่วนบุคคล ฯ

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขุนีนํ อามิสํ อุสฺสนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สงฺฆสฺส ทาตุนฺติ ฯ พาฬฺหตรํ อุสฺสนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปุคฺคลิกํปิ ทาตุนฺติ ฯ

๕๖๙

สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุณีทำการสั่งสมมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณี ยังภิกษุให้รับอามิสที่เป็นสันนิธิของภิกษุณีแล้วฉันได้ ฯ

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขุนีนํ สนฺนิธิกตํ อามิสํ อุสฺสนฺนํ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนีนํ สนฺนิธึ ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ ปฏิคฺคหาเปตฺวา ปริภุญฺชิตุนฺติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย