This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

มหาปรินิพพานสูตร

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释1,171 行1 个版本

อรรถกถามหาปรินิพพานสูตร

มหาปรินิพพานสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

พรรณนาความตามลำดับบทในมหาปรินิพพานสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.

บทว่า คิชฺฌกูเฏ ความว่า บนภูเขาชื่อว่า คิชฌกูฏ เพราะมีฝูงแร้งอยู่บนยอด หรือมียอดคล้ายแร้ง.

บทว่า อภิยาตุกาโม ได้แก่มีพระประสงค์จะเสด็จยาตราทัพยึดแคว้นวัชชี.

บทว่า วชฺชี ได้แก่ เหล่าเจ้าวัชชี.

บทว่า เอวํ มหิทฺธิเก ได้แก่ ประกอบด้วยราชฤทธิ์ใหญ่อย่างนี้. พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถึงภาวะที่เจ้าวัชชีเหล่านั้นสามัคคีกัน ด้วยพระดำรัสนี้.

บทว่า เอวํ มหานุภาเว ได้แก่ ประกอบด้วยอานุภาพมากอย่างนี้.

พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถึงภาวะที่เจ้าวัชชีเหล่านั้น ทรงศึกษาหัตถิศิลปะเป็นต้น ที่ท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า พวกเจ้าลิจฉวีราชกุมารเหล่านี้ศึกษาฝึกฝนชำนาญดีแล้วหนอ ที่สามารถยิงลูกศร เข้าทางช่องดาลถี่ๆ ได้ ลูกศรที่ติดภู่ทั้งใหญ่ทั้งเล็กไม่ผิดพลาดเป้าเลย.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๗๓๗

บทว่า อุจฺเฉชฺชามิ แปลว่า จักตัดขาด.

บทว่า วินาเสสฺสามิ แปลว่า จักทำให้ถึงความไม่ปรากฏ.

ในคำว่า อนยพฺยสนํ นี้ ความเจริญหามิได้ เหตุนั้นจึงชื่อว่าอนยะ. คำว่า อนยะ นี้ เป็นชื่อของความไม่เจริญ. ความไม่เจริญนั้นย่อมขจัดทิ้งซึ่งประโยชน์เกื้อกูลและความสุข เหตุนั้นจึงชื่อว่า พยสนะ. คำว่า พยสนะ นี้ เป็นชื่อของความเสื่อมมีเสื่อมญาติเป็นต้น.

บทว่า อาปาเทสฺสามิ แปลว่า จักให้ถึง.

ได้ยินว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นตรัสเฉพาะการยุทธ์อย่างนี้ ในอิริยาบถมียืนและนั่งเป็นต้น จึงสั่งกองทัพอย่างนี้ว่า พวกเจ้าจงเตรียมยาตราทัพ.

เพราะเหตุไร.

ได้ยินว่า ตรงตำบลปัฏฏนคามตำบลหนึ่งแห่งแม่น้ำคงคา พระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีอำนาจกึ่งโยชน์ พวกเจ้าลิจฉวีมีอำนาจกึ่งโยชน์. อธิบายว่า ก็ในตำบลนี้เป็นสถานที่ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจปกครอง. อีกอย่างหนึ่ง ในที่นั้น สิ่งที่มีค่ามากตกจากเชิงเขา. เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบดังนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ไปวันนี้ ไปพรุ่งนี้ จึงตระเตรียมทันที เหล่าเจ้าลิจฉวีทรงสมัครสมานกันอยู่ จึงพากันไปก่อน ยึดของมีค่ามากเอาไว้หมด. พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปทีหลัง ทรงทราบเรื่องนั้น แล้วทรงกริ้ว เสด็จไป. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็กระทำอย่างนั้นแหละแม้ในปีต่อมา. ดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงทรงอาฆาตอย่างรุนแรง ได้ทรงกระทำอย่างนั้นในคราวนั้น.

แต่นั้นทรงดำริว่า ชื่อว่าการต่อยุทธ์กับคณะเจ้าเป็นเรื่องหนัก ชื่อว่าการต่อตีที่ไร้ประโยชน์แม้ครั้งเดียวก็มีไม่ได้ แต่เมื่อปรึกษากับบัณฑิตสักคนหนึ่งย่อมไม่พลาด ก็บัณฑิตเช่นพระศาสดา ไม่มี ทั้งพระศาสดาก็ประทับอยู่ในวิหารใกล้ๆ นี่เอง. เอาเถิด เราจะส่งคนไปทูลถาม ถ้าเราไปเอง จักมีประโยชน์อะไร พระศาสดาก็จักทรงดุษณีภาพ ก็เมื่อไม่เป็นประโยชน์เช่นนี้ พระศาสดาจักตรัสว่า พระราชาเสด็จไปในที่นั้นจะมีประโยชน์อะไร. ท้าวเธอจึงส่งวัสสการพราหมณ์ไป. พราหมณ์ไปแล้วก็กราบทูลความข้อนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ราชา ฯเปฯ อาปาเทสฺสามิ วชฺชึ ดังนี้.

ราชอปริหานิยธมฺมวณฺณนา

บทว่า ภควนฺตํ วีชยมาโน ความว่า พระเถระยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเจ้าตามธรรมเนียม แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงหนาวหรือทรงร้อนก็หามิได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำของพราหมณ์แล้ว ไม่ทรงปรึกษากับพราหมณ์นั้น กลับมีประสงค์จะปรึกษากับพระเถระ จึงตรัสคำว่า กินฺติ เต อานนฺท สุตํ ดังนี้เป็นอาทิ.

บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา ความว่า ประชุมกันวันละ ๓ ครั้งบ้าง ประชุมกันเป็นระยะบ้าง ชื่อว่าประชุมกันเนืองๆ.

บทว่า สนฺนิปาตพหุลา ความว่า เมื่อไม่หยุดพักว่าเมื่อวานก็ประชุมกันแล้ว ทั้งวันก่อนก็ประชุมกันแล้ว วันนี้จะประชุมกันทำไมอีก ชื่อว่ามากด้วยการประชุม.

บทว่า ยาวกีวญฺจ แปลว่า ตลอดกาลเพียงใด.

บทว่า วุฑฺฒิเยว อานนฺท วชฺชีนํ ปาฏิกงฺขาโน ปริหานิ ความว่า เพราะเมื่อไม่ประชุมกันเนืองๆ ไม่ฟังข่าวที่มาแต่ทุกทิศทุกทางก็ไม่รู้เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น จากเขตบ้านหรือเขตนิคมโน้น หรือโจรมั่วสุมในที่โน้น. แม้เหล่าโจรรู้ว่า พวกเจ้าพากันประมาท จึงปล้นบ้านและนิคมเป็นต้น ทำชนบทให้พินาศ. พวกเจ้าย่อมเสื่อมด้วยประการฉะนี้.

แต่เมื่อประชุมกันเนืองๆ รู้ข่าวนั้นๆ แต่นั้นก็จะส่งกำลังไปปราบฝ่ายที่ไม่ใช่มิตร แม้โจรทั้งหลายรู้ว่าพวกเจ้าไม่ประมาท พวกเราก็ไม่อาจจะคุมกันเป็นหมู่เที่ยวไปได้ แล้วก็แตกหนีไป. เจ้าทั้งหลายย่อมเจริญด้วยประการฉะนี้.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ชาววัชชีพึงหวังความเจริญถ่ายเดียว ไม่เสื่อมเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาฏิกงฺขา แปลว่า พึงปรารถนา. อธิบายว่า พึงเห็นอย่างนี้ว่า ความเจริญจักมีแน่แท้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สมคฺคา เป็นต้น ดังนี้.

เมื่อกลองเรียกประชุมลั่นขึ้น พวกเจ้าลิจฉวีกระทำการบ่ายเบี่ยงว่า วันนี้เรามีกิจ วันนี้มงคล ดังนี้ ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันประชุม. แต่พอได้ยินเสียงกลอง กำลังกินก็ดี กำลังแต่งตัวก็ดี กำลังนุ่งผ้าก็ดี กินได้ครึ่งหนึ่งบ้าง แต่งตัวได้ครึ่งหนึ่งบ้าง กำลังนุ่งผ้าบ้าง ก็เข้าประชุม ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันประชุม. ส่วนเข้าประชุมแล้ว ก็คิดก็ปรึกษากัน ทำกิจที่ควรทำ ไม่เลิกพร้อมกัน ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม. ก็เมื่อเลิกประชุมกันอย่างนี้แล้ว พวกที่ไปก่อนมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราได้ยินแต่พูดกันนอกเรื่อง บัดนี้ จะพูดแต่เรื่องที่มีข้อยุติ. แต่เมื่อเลิกพร้อมกัน ก็ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก.

อนึ่ง ได้ยินว่า ความวุ่นวาย หรือโจรมั่วสุมกัน แต่เขตบ้านหรือเขตนิคม ในที่โน้น เมื่อไต่ถามกันว่า ใครจักไปกระทำการปราบฝ่ายที่ไม่ใช่มิตรเล่า ต่างชิงกันอาสาพูดว่า ข้าก่อน ข้าก่อน แล้วพากันไปก็ดี ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก. แต่เมื่อการงานของเจ้าองค์หนึ่ง ต้องงดไป เหล่าเจ้าที่เหลือก็ส่งบุตรและพี่น้องไปช่วยการงานของเจ้าองค์นั้น ก็ไม่พูดกะเจ้าผู้เป็นอาคันตุกะว่า โปรดเสด็จไปวังของเจ้าองค์โน้นเถิด หากสงเคราะห์พร้อมกันทั้งหมดก็ดี และเมื่องานมงคล โรค หรือสุขทุกข์เช่นนั้นอย่างอื่น เกิดขึ้นแก่เจ้าองค์นั้น ก็พากันไปช่วยเหลือในเรื่องนั้นทั้งหมดก็ดี ชื่อว่าพร้อมเพรียงกัน กระทำกิจที่ชาววัชชีพึงทำ.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อปญฺญตฺตํ เป็นต้นดั่งนี้.

ไม่ตั้งภาษีอากร หรือพลี หรืออาชญาที่ไม่เคยทำ ชื่อว่าไม่บัญญัติข้อที่ยังไม่บัญญัติ. ส่วนในข้อที่มาโดยโบราณประเพณี ชื่อว่าไม่ถอนข้อที่ท่านบัญญัติไว้แล้ว. เมื่อบุคคลถูกเขาจับมาแสดงว่าเป็นโจร. ไม่ยอมวินิจฉัย สั่งลงโทษโดยเด็ดขาดเลย ชื่อว่าไม่ถือวัชชีธรรมโบราณประพฤติ. เมื่อเจ้าเหล่านั้นบัญญัติข้อที่ยังไม่บัญญัติ พวกผู้คนที่ถูกบีบคั้นด้วยภาษีใหม่เอี่ยมเป็นต้น รู้สึกว่าเราถูกบีบคั้น ใครจักอยู่ในแคว้นของเจ้าเหล่านี้ได้ แล้วก็พากันไปชายแดนเป็นโจรบ้าง เป็นพรรคพวกของโจรบ้าง ปล้นชนบท.

เมื่อพวกเจ้าเลิกถอนข้อที่บัญญัติไว้ ไม่เก็บภาษีเป็นต้นที่มีมาตามประเพณี เรือนคลังก็เสื่อมเสีย แต่นั้นกองทัพช้าง ม้าและไพร่พล เมื่อไม่ได้วัตถุเนืองนิตย์เหมือนพนักงานต้นห้องเป็นต้น ก็จะเสื่อมทางกำลังใจกำลังกาย พวกเขาก็ไม่ควรจะรบ ไม่ควรจะบำรุงได้. เมื่อไม่ยึดถือวัชชีธรรมโบราณประพฤติ ผู้คนในแว่นแคว้นก็จะพากันโกรธว่า พวกเจ้าทำบุตรบิดาพี่น้องของเราผู้ไม่เป็นโจรว่าเป็นโจรตัดทำลายกัน แล้วพากันไปชายแดน เป็นโจรบ้าง เป็นพรรคพวกของโจรบ้าง โจมตีชนบท. พวกเจ้าย่อมเสื่อมด้วยอาการอย่างนี้.

แต่เมื่อพวกเจ้าบัญญัติข้อที่บัญญัติแล้ว พวกผู้คนก็จะพากันร่าเริงยินดีว่า พวกเจ้ากระทำแต่ข้อที่มาตามประเพณี ดังนี้แล้ว ต่างก็จะทำการงานมีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้นให้เกิดผลสมบูรณ์. เมื่อไม่เพิกถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว เก็บภาษีเป็นต้นที่มีมาตามประเพณี เรือนคลังก็เจริญ แต่นั้นทัพช้างม้าและไพร่พล เมื่อได้วัตถุเนืองนิตย์ เหมือนพนักงานต้นห้อง สมบูรณ์ด้วยกำลังใจกำลังกายแล้ว ควรรบได้ ควรบำรุงได้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โปราณํ วชฺชิธมฺมํ นี้ดังต่อไปนี้

เขาว่า พวกเจ้าวัชชีแต่ก่อน ไม่ตรัสว่า เมื่อตนถูกเขานำมาแสดงว่าผู้นี้เป็นโจร พวกท่านจงจับโจรนั้น แล้วมอบให้มหาอำมาตย์ฝ่ายสอบสวน. ฝ่ายอำมาตย์เหล่านั้นสอบสวนแล้ว ถ้าหากว่าไม่ใช่โจรก็ปล่อยไป ถ้าเป็นโจรก็ไม่พูดอะไรๆ ด้วยตนเอง แล้วมอบให้มหาอำมาตย์ฝ่ายผู้พิพากษา. มหาอำมาตย์ผู้พิพากษาวินิจฉัยแล้ว ถ้าไม่ใช่โจรก็ปล่อยตัวไป ถ้าเป็นโจร ก็มอบให้แก่มหาอำมาตย์ฝ่ายที่ชื่อว่าลูกขุน. ลูกขุนเหล่านั้นวินิจฉัยแล้ว หากไม่ใช่โจรก็ปล่อยตัวไป หากเป็นโจร ก็มอบให้มหาอำมาตย์ ๘ ตระกูล. มหาอำมาตย์ ๘ ตระกูลนั้นก็กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วมอบให้เสนาบดี. เสนาบดีก็มอบให้แก่อุปราช อุปราชก็มอบถวายแด่พระราชา.

พระราชาวินิจฉัยแล้ว หากว่าไม่ใช่โจรก็ปล่อยตัวไป หากว่าเป็นโจร ก็จะโปรดให้เจ้าหน้าที่อ่านคัมภีร์กฎหมายประเพณี.

ในคัมภีร์กฎหมายประเพณีนั้นเขียนไว้ว่า ผู้ใดทำความผิดชื่อนี้ ผู้นั้นจะต้องมีโทษชื่อนี้. พระราชาทรงนำการกระทำของผู้นั้นมาเทียบกับตัวบทกฎหมายนั้นแล้ว ทรงลงโทษตามสมควรแก่ความผิดนั้น. ดังนั้น เมื่อพวกเจ้ายึดถือวัชชีธรรมโบราณประพฤติ ผู้คนทั้งหลายย่อมไม่ติเตียน. พวกเจ้าทั้งหลายย่อมทำงานตามประเพณีโบราณ เจ้าเหล่านั้นย่อมไม่มีโทษ ย่อมมีโทษแต่เราเท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ประมาททำการงาน. เจ้าทั้งหลายย่อมเจริญด้วยอาการอย่างนี้.

ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อานนท์ พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญถ่ายเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย.

บทว่า สกฺกโรนฺติ ได้แก่ เมื่อกระทำสักการะแก่เจ้าวัชชีเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมกระทำแต่ดีๆ เท่านั้น. บทว่า ครุกโรนฺติ ได้แก่ กระทำการเชิดชูความเป็นผู้ควรเคารพ. บทว่า มาเนนฺติ ได้แก่ รักด้วยใจ. บทว่า ปูเชนฺติ ได้แก่ แสดงการนอบน้อม.

บทว่า โสตพฺพํ มญฺญนฺติ ได้แก่ ไปปรนนิบัติวันละ ๒-๓ ครั้ง ย่อมสำคัญถ้อยคำของเจ้าวัชชีเหล่านั้นว่าควรฟังควรเชื่อ.

พึงทราบวินิจฉัยในข้อนั้น ดังนี้.

ชนเหล่าใดไม่ทำสักการะแก่เจ้าผู้เฒ่าผู้แก่อย่างนี้ และไม่ไปปรนนิบัติเจ้าเหล่านั้น เพื่อฟังโอวาท ชนเหล่านั้นถูกเจ้าเหล่านั้นสลัดทิ้งไม่โอวาท ใฝ่ใจแต่การเล่น ก็ย่อมเสื่อมจากความเป็นพระราชา. ส่วนเจ้าเหล่าใดปฏิบัติตามอย่างนั้น เจ้าผู้เฒ่าผู้แก่ย่อมสอนประเพณีโบราณแก่เจ้าเหล่านั้นว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ แม้ถึงสมัยทำสงคราม ก็ย่อมแสดงอุบายว่า ควรเข้าไปอย่างนี้ ควรออกไปอย่างนี้. เจ้าเหล่านั้นรับโอวาท ปฏิบัติตามโอวาท ย่อมสามารถดำรงราชประเพณีไว้ได้.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อานนท์ เหล่าเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญถ่ายเดียวไม่เสื่อมเลย.

บทว่า กุลิตฺถิโย ได้แก่ หญิงแม่เรือนของตระกูล. บทว่า กุลกุมาริโย ได้แก่ ธิดาของหญิงแม่เรือนเหล่านั้น ผู้ยังไม่เป็นอิสสระ. ในคำว่า โอกฺกสฺส ปสยฺห นี้คำว่า โอกฺกสฺส ก็ดี ปสยฺห ก็ดีนี้เป็นชื่อของอาการข่มขืน. ศาสนิกชนสวดว่า อุกฺกสฺส ดังนี้ก็มี. ในบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกสฺส แปลว่า ฉุดคร่า. บทว่า ปสยฺห แปลว่า ข่มขืน.

ก็เมื่อเจ้าเหล่านั้นกระทำอย่างนี้ พวกผู้คนในแว่นแคว้น ก็พากันโกรธว่า พวกเจ้าเหล่านี้จับบุตรและมารดาในเรือนของเราบ้าง จับธิดาที่เราเอาปากดูดน้ำลายน้ำมูกเป็นต้น เลี้ยงเติบโตมา โดยพลการให้อยู่ ในเรือนของตนบ้าง แล้วเข้าไปในปลายแดนเป็นโจรบ้าง เป็นพรรคพวกโจรบ้าง โจมตีชนบท. แต่เมื่อไม่กระทำอย่างนั้น พวกผู้คนในแว่นแคว้น ก็ขวนขวายน้อย ทำการงานของตน ย่อมทำคลังหลวงให้เจริญ.

พึงทราบความเจริญและความเสื่อมในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า วชฺชีนํ วชฺชิเจติยานิ ความว่า สถานที่ยักษ์ ได้นามว่าเจดีย์ เพราะอรรถว่าเขาทำไว้อย่างงดงาม ในแว่นแคว้น คือรัฐของพวกเจ้าวัชชี. บทว่า อพฺภนฺตรานิ คือ ตั้งอยู่ภายในพระนคร. บทว่า พาหิรานิ คือ ตั้งอยู่ภายนอกพระนคร. บทว่า ทินฺนปุพฺพํ แปลว่า ที่เขาเคยให้. บทว่า กตปุพฺพํ คือ ที่เขาเคยทำ.

บทว่า โน ปริหาเปสฺสนฺติ ความว่า จักไม่ให้ลดลง กระทำตามเดิมนั่นเอง.

จริงอยู่ เมื่อเจ้าวัชชีลดพลีกรรมที่ชอบธรรมเสีย เหล่าเทพยดาย่อมไม่กระทำอารักขาที่จัดไว้อย่างดี ทั้งไม่สามารถที่จะยังทุกข์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทำโรคไอโรคในศีรษะเป็นต้น ที่เกิดขึ้นแล้วให้กำเริบ เมื่อมีสงครามก็ไม่ช่วย แต่เมื่อพวกเจ้าวัชชีไม่ลดพลีกรรม เทพยดาทั้งหลายย่อมกระทำอารักขาที่จัดไว้เป็นอันดี ถึงไม่สามารถทำสุขที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น แต่ก็กำจัดโรคไอโรคในศีรษะเป็นต้น ที่เกิดขึ้นแล้วได้ ทั้งจะช่วยในยามสงคราม ด้วยพึงทราบความเจริญ และความเสื่อมในข้อนี้ ดังกล่าวมานี้.

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ธมฺมิกา รกฺขาวรณคุตฺติ ดังต่อไปนี้

ชื่อว่าอาวรณะ เพราะป้องกันโดยประการที่ สิ่งซึ่งไม่น่าปรารถนา ยังไม่มาถึง. ชื่อว่าคุตติ เพราะคุ้มครองโดยประการที่ สิ่งซึ่งปรารถนามีอยู่แล้ว ยังไม่เสียหาย ชื่อว่ารักขาเหมือนกัน. ในคำนั้น การล้อมรักษาด้วยกองเพลิง ไม่ชื่อว่าธัมมิการักขาวรณคุตติ เพื่อบรรพชิต แต่การกระทำโดยที่ไม่ตัดต้นไม้ในป่าใกล้วิหาร ไม่จับเนื้อด้วยตาข่าย ไม่จับปลาในสระโปกขรณี ชื่อว่าธัมมิการักขาวรณคุตติ.

ก็ด้วยคำว่า กินฺติ อนาคตา จ นี้ ท่านถามความในใจของเจ้าวัชชีเหล่านั้นว่า มีจิตสันดานปรากฏอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้น ดังต่อไปนี้.

เจ้าวัชชีเหล่าใดไม่ปรารถนาการมาของพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา เจ้าวัชชีเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส เมื่อบรรพชิตมาถึงแล้ว ก็ไม่ไปต้อนรับ ไม่ไปเยี่ยม ไม่กระทำปฏิสันถาร ไม่ถามปัญหา ไม่ฟังธรรม ไม่ให้ทาน ไม่ฟังอนุโมทนา ไม่จัดที่อยู่อาศัย

เมื่อเป็นเช่นนั้น เสียงติเตียนเจ้าวัชชีเหล่านั้นก็จะกระฉ่อนไปว่า เจ้าชื่อโน้นไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส เมื่อบรรพชิตมาถึงก็ไม่ต้อนรับ ฯลฯ ไม่จัดที่อยู่อาศัย.

เหล่าบรรพชิตฟังเรื่องนั้นแล้ว แม้ผ่านทางประตูพระนครของเจ้าองค์นั้น ก็ไม่เข้าไปยังพระนคร. เหล่าพระอรหันต์ที่ยังไม่มา ก็ย่อมไม่มาด้วยประการฉะนี้. เมื่อที่อยู่อย่างผาสุก สำหรับพระอรหันต์ที่มาแล้วไม่มี. แม้เหล่าพระอรหันต์ที่ไม่รู้มาถึง ก็คิดว่าก่อนอื่น เราคิดจะมาอยู่ แต่ใครเล่าจักอยู่ได้ โดยความไม่ใยดีของเจ้าเหล่านี้ ดังนี้แล้วก็พากันออกไปเสีย. โดยประการดังกล่าวมานี้ เมื่อเหล่าพระอรหันต์ที่ยังไม่มาก็ไม่มา ที่มาแล้วก็อยู่ลำบาก ถิ่นนั้นย่อมไม่ใช่เป็นที่อยู่สำหรับบรรพชิต.

แต่นั้น การอารักขาของเทวดาก็ย่อมไม่มี เมื่อเป็นดังนั้น เหล่าอมนุษย์ก็ได้โอกาส. เหล่าอมนุษย์ก็แน่นหนา ย่อมทำความป่วยไข้ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น. บุญอันมีที่ตั้งเช่นการเห็นการถามปัญหาเหล่าท่านผู้มีศีลเป็นต้น ก็ไม่มาถึง. แต่เมื่อว่าโดยปริยายกลับกันบุญอันเป็นฝ่ายขาว ที่ตรงกันข้ามกับบาปฝ่ายดำ ตามที่กล่าวแล้วย่อมเกิดพร้อม พึงทราบความเจริญและความเสื่อมในข้อนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ว่า เอกมิทาหํ ก็เพื่อทรงประกาศภาวะแห่งวัชชีสูตรนี้ที่ทรงแสดงไว้แล้วแก่เหล่าเจ้าวัชชีในกาลก่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สารนฺทเท เจติเย คือ วิหารที่มีชื่ออย่างนี้ ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ สถานที่อยู่ของสารันททยักษ์ ในที่นั้นได้เป็นเจดีย์. ครั้งนั้นเหล่าเจ้าวัชชี ให้สร้างวิหารถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าลงในที่นั้น. วิหารนั้นก็นับได้ว่า สารันททเจดีย์นั่นเอง เพราะทรงสร้างไว้ตรงที่สารันททเจดีย์.

บทว่า อกรณียา แปลว่า ไม่พึงกระทำ อธิบายว่าไม่ควรยึดถือ. คำว่า ยทิทํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ยุทฺธสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัติ ลงในอรรถตติยาวิภัติ. ความว่า ใครๆ ไม่อาจเผชิญหน้าต่อยุทธ์ได้.

บทว่า อญฺญตฺร อุปลาปนาย ได้แก่ นอกจากการเจรจากัน. อธิบายว่า การส่งเครื่องบรรณาการมีช้าง ม้า รถ เงิน และทองเป็นต้น สงเคราะห์กัน ด้วยกล่าวว่า พอกันทีสำหรับการขัดแย้งกัน พวกเราสามัคคีกันเดี๋ยวนี้เถิด ดังนี้ ชื่อว่าการเจรจากัน. กระทำการสงเคราะห์กันอย่างนี้ ก็อาจยึดเหนี่ยวกันไว้ได้ ด้วยความสนิทสนมอย่างเดียว.

บทว่า อญฺญตฺร มิถุเภทาย ได้แก่ นอกจากทำให้แตกกันเป็นสองฝ่าย ด้วยคำนี้ ท่านแสดงว่า แม้กระทำการแตกซึ่งกันและกัน ก็อาจจับเหล่าเจ้าวัชชีเหล่านั้นได้. พราหมณ์ได้นัยแห่งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงกล่าวคำนี้.

ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าพราหมณ์ได้นัยแห่งพระดำรัสนี้หรือ.

ตอบว่า ทรงทราบสิ.

ถามว่า เมื่อทรงทราบ เหตุไรจึงตรัส.

ตอบว่า เพราะทรงอนุเคราะห์.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงพระดำริว่า แม้เมื่อเราไม่กล่าว ๒-๓ วัน พราหมณ์จักไปจับเจ้าวัชชีเหล่านั้น แต่เมื่อเรากล่าว พราหมณ์เมื่อจะทำลายสามัคคี ก็ต้องใช้เวลาถึง ๓ ปี จักมีชีวิตอยู่เพียงเท่านี้ก็ประเสริฐแล้ว ด้วยว่าเหล่าเจ้าวัชชีเป็นอยู่ได้เพียงนี้ ก็จักทำบุญเป็นที่พึ่งของตนกันได้.

บทว่า อภินนฺทิตฺวา แปลว่า บันเทิงจิต. บทว่า อนุโมทิตฺวา ได้แก่ อนุโมทนาด้วยวาจาว่า ท่านพระโคดม คำนี้เป็นวาจาสุภาษิตแท้. บทว่า ปกฺกามิ ได้แก่ไปยังราชสำนัก.

ลำดับนั้น พระราชา (อชาตศัตรู) ตรัสถามพราหมณ์นั้นว่า อาจารย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากระไร. พราหมณ์ทูลว่า พระดำรัสของท่านพระสมณโคดม บ่งชี้ว่า ใครๆ ไม่อาจจับเหล่าเจ้าวัชชีได้ แต่ว่า อาจจับได้ด้วยการเจรจา ๑ ด้วยการทำให้แตกสามัคคี ๑.

พระราชาตรัสถามพราหมณ์นั้นว่า ช้าง ม้า เป็นต้นของเรา จักพินาศด้วยการเจรจา เราจักจับเหล่าเจ้าวัชชีด้วยการทำลายสามัคคีเท่านั้น เราจักทำอย่างไร.

พราหมณ์ทูลว่า พระมหาราชเจ้า ถ้าอย่างนั้น ขอได้โปรดปรารภแคว้นวัชชี ยกเรื่องขึ้นตรัสในที่ประชุม แต่นั้น ข้าพระองค์จักทูลว่า พระมหาราชเจ้า พระองค์จะทรงประสงค์อะไรด้วยสมบัติของเจ้าเหล่านั้น เจ้าเหล่านั้นจงทำกสิกรรมและพานิชยกรรมเป็นต้นเลี้ยงชีพอยู่เถิด แล้วทำทีจะหลบหนีไป ต่อนั้น พระองค์พึงตรัสว่า เหตุไรหนอ ท่านพราหมณ์ผู้นี้จึงคัดค้านเรื่องแคว้นวัชชีที่ปรารภกัน. ตอนกลางวัน ข้าพระองค์จักส่งเครื่องบรรณาการไปถวายเจ้าวัชชีเหล่านั้น แม้พระองค์ก็จงให้จับข้าพระองค์นั้น ยกโทษของข้าพระองค์ ไม่ทำการจองจำและเฆี่ยนตีเป็นต้น หากแต่โกนหัวอย่างเดียว เนรเทศออกไปจากพระนคร เมื่อเป็นดังนั้น ข้าพระองค์จักกล่าวว่า ข้าพระองค์ให้สร้างกำแพงและคูในพระนครของพระองค์ ข้าพระองค์จะรู้ถึงสถานที่มั่นคงและอ่อนแอ และสถานที่ตื้นและลึกบัดนี้ ข้าพระองค์จักทำพระนครนั้นให้ตรงไม่นานเลย พระองค์ฟังคำนั้น พึงตรัสสั่งไล่ให้ไปดังนี้. พระราชาก็ได้ทำทุกประการ.

เหล่าเจ้าลิจฉวีทรงสดับการเนรเทศพราหมณ์นั้นแล้วตรัสว่า พราหมณ์โอ้อวด ท่านทั้งหลายอย่าให้พราหมณ์นั้นข้ามแม่น้ำคงคาไปได้. บรรดาเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น เมื่อเจ้าลิจฉวีบางพวกกล่าวว่า เขาว่า พราหมณ์นั้นถูกเขาทำอย่างนี้ เพราะเขาพูดปรารภพวกเรา เจ้าวัชชีอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พนาย ท่านอย่าได้ให้พราหมณ์เข้ามา.

พราหมณ์นั้นไปพบพวกเจ้าลิจฉวี ถูกถามว่า ท่านได้ทำผิดอะไรจึงเล่าเรื่องนั้น. พวกเจ้าลิจฉวีกล่าวว่า พราหมณ์ทำผิดเล็กน้อย ไม่ควรลงโทษหนักอย่างนี้แล้ว จึงถามว่า ในนครนั้น ท่านมีตำแหน่งอะไร. พราหมณ์ตอบว่า ข้าพระองค์เป็นอำมาตย์ฝ่ายวินิจฉัย. เจ้าลิจฉวีตรัสว่าท่านจงดำรงตำแหน่งนั้นนั่นแล. พราหมณ์นั้นก็ทำหน้าที่วินิจฉัยเป็นอันดี.

ราชกุมารทั้งหลายพากันศึกษาศิลปะในสำนักของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์นั้นทรงคุณ วันหนึ่ง พาเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งไปที่แห่งหนึ่ง ถามว่า เด็กๆ ทำนากันหรือ. เจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งตอบว่า เออ ทำนา ถามว่า เทียมโคคู่หรือ. ตอบว่า เออ เทียมโคคู่. พราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้วก็กลับไป. ต่อนั้น เจ้าลิจฉวีองค์อื่นจึงถามเจ้าลิจฉวีองค์นั้นว่า อาจารย์พูดกระไร ไม่เชื่อคำเจ้าลิจฉวีองค์นั้นบอก คิดว่าเจ้าลิจฉวีองค์นั้นไม่บอกเราตามเป็นจริง ก็แตกกับเจ้าลิจฉวีองค์นั้น. แม้ในวันอื่นๆ พราหมณ์ก็พาเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่ง ไปที่แห่งหนึ่ง ถามว่า ท่านเสวยกับอะไรแล้วก็กลับ. เจ้าลิจฉวีองค์อื่นไม่เชื่อก็แตกกันอย่างนั้นเหมือนกัน.

แม้ในวันต่อๆ มา พราหมณ์ก็พาเจ้าลิจฉวีอีกองค์หนึ่ง ไปที่แห่งหนึ่งแล้วถามว่า เขาว่าท่านจนนักหรือ. ย้อนถามว่าใครพูดอย่างนี้. พราหมณ์ตอบว่า เจ้าลิจฉวีชื่อโน้น. พราหมณ์ก็พาเจ้าลิจฉวีองค์อื่นๆ ไปที่แห่งหนึ่ง แล้วถามว่า เขาว่าท่านขลาดนักหรือ. ย้อนถามว่าใครพูดอย่างนั้น. ตอบว่า เจ้าลิจฉวีชื่อโน้น.

พราหมณ์กล่าวถ้อยคำที่เจ้าลิจฉวีอีกองค์หนึ่ง มิได้กล่าวต่อเจ้าลิจฉวีอีกองค์หนึ่งด้วยอาการอย่างนี้ ๓ ปี จึงแยกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นออกจากกัน แล้วกระทำโดยประการที่เจ้าลิจฉวีทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่เดินทางเดียวกันจึงให้ตีกลองเรียกประชุม. พวกเจ้าลิจฉวีกล่าวกันว่า ผู้เป็นใหญ่จงประชุมกัน ผู้กลัวจงประชุมกันเถิด แล้วก็ไม่ประชุมกัน. พราหมณ์จึงส่งข่าวถวายพระราชาว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้ว โปรดรีบเสด็จมาเถิด.

พระราชาสดับแล้วก็โปรดให้ตีกลองเรียกไพร่พล เสด็จกรีธาทัพออกไป. ชาวเมืองเวสาลีก็ตีกลองประกาศว่า พวกเราจักไม่ยอมให้พระราชาเสด็จข้ามแม่น้ำคงคา. ชาวเมืองเวสาลีฟังประกาศนั้นแล้ว ก็พูดว่าคนเป็นใหญ่จงไปกันเถิด ดังนี้เป็นต้น แล้วก็ไม่ไปประชุมกัน. ชาวเมืองเวสาลีก็ตีกลองประกาศว่า พวกเราจักไม่ให้พระราชาเสด็จเข้าพระนครจะปิดประตูอยู่เสีย ไม่ไปประชุมแม้แต่คนเดียว. พระราชาเสด็จเข้าทางประตูตามที่เปิดไว้ ทรงทำเหล่าเจ้าวัชชีทั้งหมดให้ถึงความย่อยยับแล้วเสด็จไป.

ภิกฺขุอปริหานิยธมฺมวณฺณนา

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อถโข ภควา อจิรปกฺกนฺเต เป็นต้น ดังต่อไปนี้.

บทว่า สนฺนิปาเตตฺวา ความว่า พระอานนท์เรียกประชุมว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จงส่งท่านผู้มีฤทธิ์ไปที่วิหารไกลๆ จงไปประชุมกันเอง ที่วิหารใกล้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะประชุมพวกท่าน.

บทว่า อปริหานิเย ความว่า ไม่กระทำเหตุแห่งความเจริญให้เสื่อม.

บทว่า ธมฺเม เทเสสฺสามิ ความว่า เราจักกล่าวให้แจ่มชัด ประหนึ่งยกพระจันทร์พันดวง พระอาทิตย์พันดวงขึ้น ประหนึ่งตามประทีปน้ำมันพันดวงที่สี่มุมเรือน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา นี้ ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้แล้วในการประชุมของเจ้าวัชชีนั่นเอง.

อนึ่ง เพราะเหตุที่ไม่ประชุมกันเนืองๆ ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ไม่ได้ยินข่าวที่มาในทิศต่างๆ แต่นั้น สีมาของวัดโน้นก็วุ่นวาย อุโบสถและปวารณาก็งด ภิกษุทั้งหลายในที่โน้นกระทำอเนสนกรรมมีเวชชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น เป็นผู้มากด้วยวิญญัติ ไม่รู้จักกิจเป็นต้นว่าเลี้ยงชีวิตด้วยอเนสนกรรมมีการให้ดอกไม้เขาเป็นต้น.

แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์เผลอ รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ย่อมทำศาสนาให้เสื่อมถอย. แต่เพราะประชุมกันเนืองๆ ภิกษุทั้งหลายย่อมได้ยินเรื่องนั้นๆ. แต่นั้นก็ส่งภิกษุสงฆ์ไปกระทำสีมาให้ตรง ทำอุโบสถและปวารณาเป็นต้นให้เป็นไป ส่งภิกษุผู้นับเนื่องในอริยวงศ์ไปในที่ที่เหล่าภิกษุมิจฉาชีพหนาแน่น ให้กล่าวอริยวงศ์ ให้เหล่าพระวินัยธรกระทำนิคคหะภิกษุชั่วทั้งหลาย

แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์ไม่เผลอ พวกเราไม่อาจรวมเป็นหมู่เป็นกลุ่มกันได้ ก็แตกหนีไป. พึงทราบความเสื่อมและความเจริญในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สมคฺคา เป็นต้นดังต่อไปนี้

เมื่อเขาตีกลองหรือเคาะระฆังประกาศว่า สงฆ์จงประชุมกัน เพราะประสงค์จะแจ้งวัตตกติกา เพราะประสงค์จะให้โอวาท เพื่อปฏิบัติพระเจดีย์ ปฏิบัติลานโพธิ์ หรือเพื่อมุงโรงอุโบสถ กระทำการหลีกเลี่ยงว่า ผมมีกิจด้วยจีวร ผมสุมบาตร ผมมีการก่อสร้าง ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันกระทำ. ส่วนภิกษุทั้งหลายเว้นกิจการนั้นทั้งหมด ประชุมกันโดยการป่าวร้องครั้งเดียวเท่านั้นด้วยความสนใจว่า ผมก่อน ผมก่อน ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันประชุม.

อนึ่งประชุมกันแล้ว คิดปรึกษากัน กระทำกิจที่ควรทำไม่เลิกพร้อมกัน ไม่ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก. ก็บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้เลิกกันแล้วอย่างนี้ พวกภิกษุที่ไปก่อนคิดอย่างนี้ว่า พวกเราฟังแต่เรื่องนอกเรื่อง บัดนี้จักพูดกันแต่ข้อที่ยุติ. แต่เมื่อเลิกโดยพร้อมเพรียงกัน ก็ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก.

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสดับว่า สีมาของวิหารในที่ชื่อโน้นวุ่นวาย อุโบสถและปวารณาก็งด ภิกษุชั่วผู้กระทำอเนสนกรรมมีเวชชกรรมเป็นต้น ในที่ชื่อโน้นมีหนาแน่น เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ใครจะไปทำการนิคคหะภิกษุเหล่านั้น จึงพูดรับอาสาว่า ผมก่อน ผมก่อนแล้วก็ไป ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก.

ก็ภิกษุทั้งหลายพบภิกษุอาคันตุกะ ไม่พูดอะไรว่า จงไปบริเวณนี้ จงไปบริเวณนั้นทั้งหมดแม้กระทำวัตรอยู่ก็ดี พบภิกษุผู้มีบาตรจีวรเก่าแสวงหาบาตรจีวรด้วยภิกษุจารวัตร เพื่อภิกษุนั้นก็ดี แสวงหาคิลานเภสัชช์ (ยา) เพื่อภิกษุไข้ก็ดี ไม่พูดกะภิกษุไข้ผู้ไม่มีที่พึ่งว่า จงไปบริเวณโน้นซิ จงไปบริเวณโน้นซิก็ดี ปฏิบัติในบริเวณของตนๆ อยู่ก็ดี มีคัมภีร์เหลืออยู่คัมภีร์หนึ่ง ก็สงเคราะห์ภิกษุ ผู้มีปัญญาให้ภิกษุนั้นยกคัมภีร์นั้นขึ้นก็ดี ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันกระทำกิจของสงฆ์ที่พึงกระทำ.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อปญฺญตฺตํ ดังนี้เป็นต้น ดังต่อไปนี้.

ภิกษุทั้งหลายแต่งวัตตกติกา หรือสิกขาบทที่ไม่ชอบธรรมขึ้นใหม่ ชื่อว่าบัญญัติข้อที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ เหมือนพวกภิกษุเมืองสาวัตถี ในเรื่องหล่อสันถัตเก่า. พวกภิกษุที่แสดงคำสั่งสอนนอกธรรมนอกวินัย ชื่อว่าถอดถอนข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้ว เหมือนพวกภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี. ส่วนพวกภิกษุจงใจล่วงละเมิดอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ชื่อว่าไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลาย ตามที่ทรงบัญญัติไว้ เหมือนอย่างภิกษุอัสสชิปุนัพพสุกะ.

ส่วนภิกษุทั้งหลายไม่แต่งวัตตกติกา หรือสิกขาบทขึ้นใหม่ แสดงคำสั่งสอนจากธรรมวินัย ไม่ถอดถอนสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ชื่อว่าไม่บัญญัติข้อที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอดถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้ เหมือนท่านพระอุปเสนะ ท่านพระยสกากัณฑกบุตร และท่านพระมหากัสสปะผู้ตั้งแบบแผนนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบททั้งหลายของพวกเรา เป็นส่วนของคฤหัสถ์มีอยู่ แม้คฤหัสถ์ทั้งหลายก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่สมณะศากยบุตรของพวกท่าน สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกท่าน ก็ถ้าพวกเราจักถอดถอนสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ กันไซร้ ก็จักมีผู้ว่ากล่าวเอาได้ว่า สิกขาบทที่พระสมณโคดมบัญญัติแก่สาวกทั้งหลาย อยู่ได้ชั่วควันไฟ สาวกเหล่านี้ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบเท่าที่ศาสดา ของสาวกเหล่านี้ยังดำรงอยู่ เพราะศาสดาของสาวกเหล่านี้ปรินิพพานเสียแล้ว บัดนี้ สาวกเหล่านี้ก็ไม่ยอมศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย ดังนี้

ผิว่า ความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ไม่พึงบัญญัติข้อที่ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ ไม่พึงถอดถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้.

บทว่า วุฑฺฒิเยว ได้แก่ ความเจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ไม่เสื่อมเลย.

บทว่า เถรา ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้มั่นคง คือประกอบด้วยคุณอันกระทำความมั่นคง.

ชื่อว่า รัตตัญญู เพราะรู้ราตรีมาก.

ชื่อว่า จิรปพฺพชิตา เพราะบวชมานาน.

ชื่อว่า สงฺฆปิตโร เพราะตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดาของสงฆ์.

ชื่อว่า สงฺฆปริณายกา เพราะปริหารสงฆ์เหตุตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดา เป็นหัวหน้าปฏิบัติในบท คือสิกขา ๓.

ภิกษุเหล่าใดไม่กระทำสักการะเป็นต้นแก่พระเถระเหล่านั้น ไม่ไปปรนนิบัติวันละ ๒-๓ ครั้ง เพื่อรับโอวาทพระเถระแม้เหล่านั้น ย่อมไม่ให้โอวาท ไม่กล่าวเรื่องประเพณี ไม่ให้ศึกษาธรรมบรรยายอันเป็นสาระแก่ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นถูกพระเถระเหล่านั้นสลัดเสียแล้ว ย่อมเสื่อมจากคุณทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือจากธรรมขันธ์ มีศีลขันธ์เป็นต้นและจากอริยทรัพย์ ๗.

ส่วนภิกษุเหล่าใดกระทำสักการะเป็นต้นไปปรนนิบัติพระเถระเหล่านั้น พระเถระแม้เหล่านั้นย่อมให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้ พึงถอยกลับอย่างนี้ พึงแลอย่างนี้ พึงเหลียวอย่างนี้ พึงคู้เข้าอย่างนี้ พึงเหยียดออกอย่างนี้ พึงทรงบาตร และจีวรอย่างนี้ ย่อมสอนเรื่องประเพณี ย่อมให้ศึกษาธรรมบรรยายที่เป็นสาระ พร่ำสอนด้วยธุดงค์ ๑๓ กถาวัตถุ ๑๐. ภิกษุเหล่านั้นอยู่ในโอวาทของพระเถระเหล่านั้นเจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ย่อมบรรลุสามัญญผลโดยลำดับ.

พึงทราบความเสื่อมและความเจริญในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้.

การให้การเกิดอีกชื่อว่าภพใหม่ ภพใหม่นั้นเป็นปกติของตัณหานั้น เหตุนั้น ตัณหานั้นจึงชื่อว่า โปโนพฺภวิกา. อธิบายว่า ให้เกิดอีกแห่งตัณหาผู้ให้ภพใหม่นั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า น วสํ คจฺฉิสฺสนฺติ ดังต่อไปนี้

ภิกษุเหล่าใดรับบิณฑบาตของอุปัฏฐากแล้ว จากบ้านหนึ่งไปบ้านหนึ่ง เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าอยู่ในอำนาจของตัณหานั้น. ฝ่ายภิกษุผู้ไม่ปฏิบัติอย่างนั้น ชื่อว่าไม่อยู่ในอำนาจแห่งตัณหา. ความเสื่อมและความเจริญในข้อนั้นปรากฏชัดแล้ว.

บทว่า อารญฺญเกสุ ได้แก่ ป่าชั่ว ๕๐๐ ธนูเป็นที่สุด.

บทว่า สาเปกฺขา ได้แก่ มีตัณหา มีอาลัย.

ภิกษุแม้ยังไม่บรรลุฌานในเสนาสนะใกล้บ้าน พอออกจากฌานนั้น ได้ยินเสียงหญิงชายและเด็กหญิงเป็นต้น เป็นเหตุเสื่อมคุณวิเศษที่ภิกษุนั้นบรรลุแล้ว แต่เธอนอนในป่า พอตื่นขึ้นก็ได้ยินแต่เสียงราชสีห์ เสือ และนกยูงเป็นต้น อย่างที่เธอได้ปีติในป่าแล้วพิจารณาปีตินั้นนั่นแล ตั้งอยู่ในผลอันเลิศ.

ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญภิกษุผู้หลับอยู่ในป่าเท่านั้น ยิ่งกว่าภิกษุผู้ไม่บรรลุฌานอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นั้นนั่นแล จึงตรัสว่า จักเป็นผู้อาลัยในเสนาสนะป่า.

บทว่า ปจฺจตฺตํเยว สตึ อุปฎฺฐเปสฺสนฺติ ได้แก่ จักไปตั้งสติไว้ภายในของตน.

บทว่า เปสลา แปลว่า ผู้น่ารัก.

เหล่าภิกษุเจ้าถิ่นไม่ปรารถนาให้เพื่อนสพรหมจารีมาในที่นี้ เป็นผู้ไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ทำสามีจิกรรม มีไปต้อนรับ รับบาตรจีวร ปูอาสนะ พัดด้วยพัดใบตาลเป็นต้นแก่เหล่าภิกษุผู้มาถึงแล้ว. ครั้งนั้น เสียงติเตียนภิกษุเหล่านั้นก็กระพือไปว่า เหล่าภิกษุวัดโน้นไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใส ไม่ทำวัตตปฏิบัติแก่เหล่าภิกษุผู้เข้าไปวัด. บรรพชิตทั้งหลายฟังเรื่องนั้นแล้วก็ผ่านประตูวัด ไม่ยอมเข้าวัด. เหล่าภิกษุที่ยังไม่มา ย่อมไม่มาด้วยประการฉะนี้.

ส่วนสำหรับเหล่าภิกษุที่มาแล้ว เมื่อไม่มีวัดอยู่ผาสุก เหล่าภิกษุที่ไม่รู้มาแล้ว ก็คิดก่อนว่าจะอยู่ แต่ก็ต้องออกไปเสีย ด้วยเห็นว่าพวกเรามากันแล้ว แต่ด้วยความไม่นำพานี้ของภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านี้ ใครจักอยู่ได้. เมื่อเป็นดังนั้น วัดนั้นภิกษุอื่นๆ ก็มาอยู่ไม่ได้. แต่นั้น เหล่าภิกษุเจ้าถิ่นเมื่อไม่ได้พบเหล่าภิกษุผู้มีศีล ก็พลอยไม่ได้ภิกษุผู้ช่วยบรรเทาความสงสัย หรือผู้ให้ศึกษาธรรมบรรยาย หรือฟังธรรมอันไพเราะ ภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้นก็เป็นอันไม่ได้รับธรรมที่ยังไม่ได้รับ ไม่ได้กระทำการสาธยายธรรมที่รับไว้แล้ว. ดังนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้นจึงมีแต่ความเสื่อมถ่ายเดียว ไม่มีความเจริญเลย.

ส่วนภิกษุเหล่าใดปรารถนาจะให้เพื่อนสพรหมจารีมา ภิกษุเหล่านั้นมีศรัทธามีความเลื่อมใส กระทำการต้อนรับเป็นต้นแก่เพื่อนสพรหมจารีที่มากันแล้ว จัดเสนาสนะให้ พาเข้าไปภิกษาจาร บรรเทาความสงสัย ได้ฟังธรรมอันไพเราะ เมื่อเป็นเช่นนั้น กิตติศัพท์ของภิกษุเหล่านั้นก็ฟุ้งขจรไปว่า เหล่าภิกษุในวัดโน้นมีศรัทธา เลื่อมใส ถึงพร้อมด้วยวัตร สงเคราะห์อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว แม้ไกลก็พากันไป

เหล่าภิกษุเจ้าถิ่นกระทำวัตรแก่ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้น มาใกล้ๆ แล้วไหว้อาคันตุกะผู้แก่กว่าแล้วนั่ง ถืออาสนะนั่งใกล้ๆ อาคันตุกะผู้อ่อนกว่า แล้วถามว่า พวกท่านจักอยู่ในวัดนี้หรือจักไป เมื่ออาคันตุกะตอบว่าจักไป ก็กล่าวว่าเสนาสนะสบาย ภิกษาก็หาได้ง่าย ไม่ยอมให้ไป. ถ้าอาคันตุกะเป็นวินัยธร ก็สาธยายวินัยในสำนักของพระวินัยธร ถ้าอาคันตุกะทรงพระสูตรเป็นต้น ก็สาธยายธรรมนั้นๆ ในสำนักของพระธรรมธรนั้น อยู่ในโอวาทของพระอาคันตุกะผู้เป็นพระเถระ ย่อมบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. เหล่าพระอาคันตุกะคิดจะอยู่สักวัน ๒ วันจึงกล่าวว่า พวกเรามากันแล้วก็จะอยู่สัก ๑๐-๑๒ วัน เพราะภิกษุเหล่านี้ มีการอยู่ร่วมอย่างสบาย.

พึงทราบความเจริญและความเสื่อมด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในสัตตกะที่ ๒ ดังต่อไปนี้.

ภิกษุชื่อว่ากัมมารามะ เพราะมีการงานเป็นที่ยินดี. ชื่อว่ากัมมรตะ เพราะยินดีในการงาน.

บทว่า กมฺมารามตํ อนุยุตฺตา ความว่า ประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้ว ประกอบตามแล้ว.

ในบทเหล่านั้น งานที่จะพึงทำเรียกว่ากรรม คืออะไรบ้าง.

คือ เช่นจัดจีวร กระทำจีวร ช่วยเขาทำวัตถุมีกล่องเข็ม ถลกบาตร สายโยคประคดเอว เชิงรองบาท เขียงเท้า และไม้กวาดเป็นต้น.

จริงอยู่ ภิกษุบางรูปเมื่อกระทำกิจเหล่านี้ ย่อมกระทำกันทั้งวันทีเดียว. ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงห้ามไว้ดังนี้.

ส่วนภิกษุใดกระทำกิจเหล่านั้น ในเวลาทำกิจเหล่านั้นเท่านั้น ในเวลาอุเทศก็เรียนอุเทศ ในเวลาสาธยายก็สาธยาย เวลากวาดลานพระเจดีย์ก็ทำวัตรที่ลานพระเจดีย์ ในเวลามนสิการก็ทำมนสิการ ภิกษุนั้นไม่ชื่อว่ามีการงานเป็นที่ยินดี.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า น ภสฺสารามา นี้ดังต่อไปนี้

ภิกษุใด เมื่อกระทำการเจรจาปราศัย ด้วยเรื่องเพศหญิงเพศชายเป็นต้น หมดเวลาไปทั้งกลางวันและกลางคืน คุยเช่นนี้ไม่จบ ภิกษุนี้ชื่อว่ามีการคุยเป็นที่มายินดี. ส่วนภิกษุใดพูดธรรม แก้ปัญหา ชื่อว่าไม่มีการคุยเป็นที่มายินดี ภิกษุนี้ชื่อว่าคุยน้อยคุยจบทีเดียว.

เพราะเหตุไร

เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอผู้ประชุมกันมีกรณียะ ๒ อย่าง คือพูดธรรม หรือนิ่งอย่างอริยะ.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า น นิทฺทารามา นี้ดังต่อไปนี้

ภิกษุใดเดินก็ดี นั่งก็ดี นอนก็ดี ถูกถีนมิทธะครอบงำแล้วก็หลับได้ทั้งนั้น ภิกษุนี้ชื่อว่ามีการหลับเป็นที่มายินดี ส่วนภิกษุใดมีจิตหยั่งลงในภวังค์ เพราะความเจ็บป่วยทางกรัชกาย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรารู้ยิ่งว่า ปลายเดือนฤดูร้อนภายหลังกลับจากบิณฑบาต ปูสังฆาฏิ ๔ ชั้น มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับโดยตะแคงข้างขวา.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า น สงฺคณิการามา นี้ดังต่อไปนี้

ภิกษุใดมีเพื่อน ๑ รูป ๒ รูป ๓ รูป ๔ รูป คลุกคลีอยู่อย่างนี้ ไม่ได้รับความยินดีแต่ผู้เดียว ภิกษุนี้ชื่อว่ามีการคลุกคลีเป็นที่มายินดี. ส่วนภิกษุใดได้ความยินดีในอิริยาบถทั้ง ๔ แต่ผู้เดียว ภิกษุนี้พึงทราบว่ามิใช่ผู้มีความคลุกคลีเป็นที่มายินดี.

เหล่าภิกษุผู้ประกอบด้วยปรารถนาความยกย่องคุณที่ไม่มีอยู่ เป็นผู้ทุศีล ชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนาลามกในคำว่า น ปาปิจฺฉา นี้.

พึงทราบวินิจฉัยในปาปมิตร เป็นต้นดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า ปาปมิตร เพราะมีมิตรชั่ว. ชื่อว่า ปาปสหาย เพราะมีสหายชั่ว เหตุไปด้วยกันในอิริยาบถทั้ง ๔. ชื่อว่า ปาปสัมปวังกะ เพราะเป็นเพื่อนในหมู่ภิกษุชั่ว เหตุเป็นผู้โอนอ่อนผ่อนตามภิกษุชั่วนั้น.

บทว่า โอรมตฺตเกน ได้แก่ มีประมาณต่ำมีประมาณน้อย. บทว่า อนฺตรา ได้แก่ ในระหว่างยังไม่บรรลุพระอรหันต์นั้น. บทว่า โอสานํ ได้แก่ งดความเพียร ท้อถอยว่าพอละด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ได้แก่หยุดกิจ.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ถึงที่สุด ด้วยผลเพียงมีศีลบริสุทธิ์ เพียงวิปัสสนา เพียงฌาน เพียงเป็นพระโสดาบัน เพียงเป็นพระสกทาคามี หรือเพียงเป็นพระอนาคามีเพียงใด ภิกษุทั้งหลายพึงหวังแต่ความเจริญอย่างเดียวไม่เสื่อมเลย.

พึงทราบวินิจฉัยในสัตตกะที่ ๓ ดังต่อไปนี้.

บทว่า สทฺธา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยศรัทธา.

ในความว่า สทฺธา นั้น ศรัทธามี ๔ คืออาคมนียศรัทธา อธิคมศรัทธา ปสาทศรัทธา โอกัปปนศรัทธา.

บรรดาศรัทธาทั้ง ๔ นั้น

อาคมนียศรัทธา ย่อมมีแก่พระโพธิสัตว์ผู้สัพพัญญู.

อธิคมปสาทศรัทธา ย่อมมีแก่พระอริยบุคคลทั้งหลาย

ส่วนเมื่อเขาว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ก็เลื่อมใส ชื่อว่าปสาทศรัทธา.

ส่วนความปักใจเชื่อ ชื่อว่าโอกัปปนศรัทธา.

ความเชื่อทั้ง ๒ นั้น ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

จริงอยู่ ภิกษุผู้ประกอบด้วยศรัทธานั้น เป็นผู้น้อมไปในศรัทธาก็เป็นเช่นเดียวกับพระวักกลิเถระ. ความจริง พระวักกลิเถระเป็นอันทำเจติยังคณวัตร หรือว่าโพธิยังคณวัตร. บำเพ็ญวัตรทุกอย่าง มีอุปัชฌายวัตรและอาจริยวัตรเป็นต้น.

บทว่า หิริมนา ได้แก่ ผู้มีจิตประกอบด้วยหิริ อันมีลักษณะเกลียดบาป. บทว่า โอตฺตปฺปี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยโอตตัปปะ อันมีลักษณะเกรงกลัวแต่บาป.

ก็ในบทว่า พหุสฺสุตา นี้ พหุสุตะมี ๒ คือ ปริยัตติพหุสุตะ ปฏิเวธพหุสุตะ. ปิฏก ๓ ชื่อว่าปริยัติ. การแทงตลอดสัจจะ ชื่อว่าปฏิเวธ. ก็ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาปริยัติ.

ภิกษุผู้มีสุตะมาก ชื่อว่าพหุสุตะ. ก็ภิกษุพหุสุตะนี้นั้นมี ๔ คือนิสัยมุตตกะ ปริสูปัฎฐาปกะ ภิกขุโนวาทกะ สัพพัตถพหุสุตะ.

ใน ๔ จำพวกนั้น. พหุสุตะ ๓ จำพวกพึงถือเอาได้ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในโอวาทวรรค ในอรรถกถาวินัยชื่อสมันตปาสาทิกา. จำพวกสัพพัตถพหุสุตะ ก็คล้ายกับพระอานนทเถระ. จำพวกสัพพัตถพหุสุตะนั้น ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

ชื่อว่าอารัทธวิริยา ได้แก่เหล่าภิกษุที่ปรารภความเพียรทางกายและทางใจ.

ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดบรรเทาความคลุกคลีด้วยหมู่ อยู่ผู้เดียวในอิริยาบถทั้ง ๔ โดยอารัมภวัตถุ ๘ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าปรารภความเพียรทางกาย.

ภิกษุเหล่าใดบรรเทาความคลุกคลีทางจิต อยู่ผู้เดียวโดยสมาบัติ ๘ ไม่ยอมยืนเมื่อกิเลสที่เกิดในขณะเดินอยู่ ไม่ยอมนั่งเมื่อกิเลสที่เกิดในขณะยืนอยู่ ไม่ยอมนอนเมื่อกิเลสที่เกิดในขณะนั่งอยู่ ข่มกิเลสที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าปรารภความเพียรทางจิต.

บทว่า อุปฎฺฐิตสติ ได้แก่ ระลึกถึง ตามระลึกถึงกิจที่ทำไว้แล้วแม้นานเป็นต้น เหมือนพระมหาคติมพอภัยเถระ พระทีฆกอภัยเถระ และพระติปิฏจุฬาภยเถระ.

ได้ยินว่า พระมหาคติมพอภัยเถระเห็นนกกากำลังยื่นจะงอยปากไปที่ข้าวมธุปายาสที่เป็นมงคล ในวันที่ ๕ นับแต่ตนเกิด ก็ร้องเสียง ฮู ฮู. ต่อมา เมื่อเป็นพระเถระถูกพวกภิกษุถามว่า ท่านขอรับ ท่านระลึกได้แต่เมื่อไร. จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ตั้งแต่ร้องขึ้น ในวันที่ ๕ นับแต่ตนเกิด.

มารดาของพระทีฆกอภัยเถระ น้อมตัวลงหมายจะจุมพิต ตั้งแต่วันที่ ๙ นับแต่พระเถระเกิด. มวยผมของนางก็สยาย. ต่อนั้นดอกมะลิประมาณทะนานหนึ่ง ก็ตกไปที่อกของทารกทำให้เกิดทุกข์. เมื่อเป็นพระเถระท่านถูกพวกภิกษุถามว่า ท่านขอรับ ระลึกได้ตั้งแต่เมื่อไร. ตอบว่า ตั้งแต่วันที่ ๙ นับแต่ตนเกิด.

พระติปิฏกจูฬาภัยเถระเล่าว่า เราปิดประตู ๓ ด้านในอนุราธบุรี ให้ผู้คนออกประตูเดียวแล้วถามว่า ท่านชื่อไร ท่านชื่อไร ถึงตอนเย็นก็ไม่ถามซ้ำสามารถระบุชื่อของผู้คนเหล่านั้นได้.

ก็ท่านหมายเอาภิกษุเห็นปานนั้น จึงกล่าวว่า อุปฎฺฐิตสติ. บทว่า ปญฺญวนฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยปัญญา กำหนดความเกิดดับของปัญจขันธ์เป็นอารมณ์. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยสองบทนี้ ท่านกล่าวถึงสัมมาสติและวิปัสสนาปัญญา อันเป็นเหตุอุดหนุนวิปัสสนาของเหล่าภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา.

พึงทราบวินิจฉัยในสัตตกะที่ ๔ ดังต่อไปนี้.

สัมโพชฌงค์คือสติ ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์. ในทุกบท ก็นัยนี้.

ในสัมโพชฌงค์

สติสัมโพชฌงค์ มีความปรากฏเป็นลักษณะ

ธัมมวิจยสัมโพชฌงศ์ มีการเลือกเฟ้นเป็นลักษณะ

วิริยะสัมโพชฌงค์ มีการประคองจิตเป็นลักษณะ

ปิติสัมโพชฌงค์ มีการซาบซ่านไปเป็นลักษณะ

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีความสงบเป็นลักษณะ

สมาธิสัมโพชฌงค์ มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ

อุเปกขาสัมโพชฌงค์ มีการพิจารณาเป็นลักษณะ.

บทว่า ภาเวสฺสนฺติ ความว่า ภิกษุทั้งหลายตั้งสติสัมโพชฌงค์ด้วยเหตุ ๔ ตั้งธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ด้วยเหตุ ๖ ตั้งวิริยสัมโพชฌงค์ด้วยเหตุ ๙ ตั้งปีติสัมโพชฌงค์ด้วยเหตุ ๑๐ ตั้งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยเหตุ ๗ ตั้งสมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยเหตุ ๑๐ ตั้งอุเปกขาสัมโพชฌงค์ด้วยเหตุ ๕ จักทำให้เจริญ. ท่านกล่าวสัมโพชฌงค์คละกันทั้งโลกิยะทั้งโลกุตตระ ประกอบด้วยวิปัสสนาและมรรคผลด้วยบทนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในสัตตกะที่ ๕ ดังต่อไปนี้.

สัญญาที่เกิดขึ้นพร้อมกับอนิจจานุปัสสนา ชื่อว่าอนิจจสัญญา. แม้ในอนัตตสัญญาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบว่า สัญญา ๗ นี้เป็นโลกิยวิปัสสนาก็มี สัญญา ๒ ในที่นี้เป็นโลกุตตรวิปัสสนาก็มี โดยบาลีที่มาว่า นิพพานนี้สงบประณีต คือธรรมที่ระงับสังขารทั้งปวง ฯลฯ นิโรธ.

พึงทราบวินิจฉัยในฉักกะดังต่อไปนี้.

บทว่า เมตฺตํ กายกมฺมํ ได้แก่ กายกรรมที่พึงทำด้วยเมตตาจิต. แม้ในวจีกรรมและมโนกรรมก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็กรรมทั้ง ๓ นี้มาโดยเป็นของเหล่าภิกษุ แม้ในเหล่าคฤหัสถ์ก็ใช้ได้

จริงอยู่ สำหรับเหล่าภิกษุ การบำเพ็ญธรรม คืออภิสมาจารด้วยเมตตาจิต ชื่อว่าเมตตากายกรรม. สำหรับคฤหัสถ์ กิจมีเป็นต้นอย่างนี้ คือการไปไหว้พระเจดีย์ ไหว้ต้นโพธิ์ นิมนต์สงฆ์ การพบเหล่าภิกษุเข้าบ้านไปบิณฑบาตแล้วต้อนรับ รับบาตร ปูอาสนะ เดินตาม ทาน้ำมัน ชื่อว่าเมตตากายกรรม.

สำหรับเหล่าภิกษุ การสอนอาจาระบัญญัติ สิกขาบทและกัมมัฏฐาน การแสดงธรรมแม้พระไตรปิฏก พุทธวจนะ ด้วยเมตตาจิต ชื่อว่าเมตตาวจีกรรม. สำหรับคฤหัสถ์ ในเวลากล่าวเป็นต้นว่า พวกเราไปไหว้พระเจดีย์ ไปไหว้ต้นโพธิ์ กระทำการฟังธรรม ให้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน สมาทานประพฤติสุจริต ๓ ถวายสลากภัตเป็นต้น ถวายผ้าอาบน้ำฝน วันนี้ถวายปัจจัย ๔ แก่สงฆ์ นิมนต์สงฆ์ จัดถวายของเคี้ยวเป็นต้น ปูอาสนะ ตั้งน้ำฉันต้อนรับสงฆ์นำมาให้นั่งเหนืออาสนะที่ปูไว้ เกิดฉันทะ อุตสาหะ ทำการขวนขวาย ชื่อว่าเมตตาวจีกรรม.

สำหรับภิกษุลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ปฏิบัติสรีระและทำวัตรที่ลานพระเจดีย์เป็นต้น นั่งเหนืออาสนะอันสงัดคิดว่า ขอภิกษุทั้งหลายในวัดนี้จงมีสุข ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกันเป็นต้น ชื่อว่าเมตตามโนกรรม. สำหรับคฤหัสถ์คิดว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าจงมีสุข ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ชื่อว่าเมตตามโนกรรม.

บทว่า อาวิ เจว รโห จ ได้แก่ในที่ต่อหน้าและลับหลัง. ในบทนั้นการร่วมกันในจีวรกรรมเป็นต้น สำหรับภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเมตตากายกรรมต่อหน้า. แต่สำหรับพระเถระ สามีจิกรรมทั้งหมด แม้ต่างโดยการล้างเท้าและพัดวีเป็นต้น ก็ชื่อว่าเมตตากายกรรมต่อหน้า. ไม่ทำการดูหมิ่นในภิกษุเหล่านั้น แล้วเก็บงำสิ่งของมีเครื่องไม้เป็นต้น ที่แม้ภิกษุ ๒ ฝ่ายเก็บไว้ไม่ดี เหมือนอย่างที่ตนเก็บไว้ไม่ดี ชื่อว่าเมตตากายกรรมลับหลัง. การกล่าวยกย่องอย่างนี้ว่า ท่านพระเทวเถระ พระติสสเถระ ชื่อว่าเมตตาวจีกรรมต่อหน้า. การที่ภิกษุสอบถามถึงผู้ที่ไม่มีอยู่ในวัด กล่าวถ้อยคำที่น่ารักว่า พระเถระไปไหน พระติสสเถระไปไหน เมื่อไรจักมาดังนี้ ชื่อว่าเมตตาวจีกรรมลับหลัง. การลืมตาที่ผ่องใสด้วยความหวังดีและความห่วงใย มองดูด้วยหน้าที่ผ่องใส ชื่อว่าเมตตามโนกรรมต่อหน้า. การตั้งใจว่า ขอท่านพระเทวเถระ พระติสสเถระจงเป็นผู้ไม่มีโรค ไม่มีอาพาธ ชื่อว่าเมตตามโนกรรมลับหลัง.

บทว่า ลาภา ได้แก่ ปัจจัยที่ได้มามีจีวรเป็นต้น. บทว่า ธมฺมิกา ความว่า เว้นมิจฉาชีพต่างด้วยการหลอกลวงเป็นต้น เกิดด้วยภิกขาจารวัตรโดยธรรมโดยเสมอ.

บทว่า อนฺตมโส ปตฺตปริยาปนฺนมตฺตมฺปิ ความว่า โดยอย่างต่ำที่สุด แม้เพียงภิกษา ๒-๓ ทัพพีที่เนื่องในบาตร คือที่อยู่ภายในบาตร.

ในคำว่า อปฺปฏิวิภตฺตโภคี นี้ ปฏิวิภัตตะมี ๒ อย่าง คืออามิสปฏิวิภัตต์ บุคคลปฏิวิภัตต์.

ใน ๒ อย่างนั้นการแบ่งด้วยจิตคิดอย่างนี้ว่า เราจักให้เท่านี้ จักไม่ให้เท่านี้ ชื่อว่าอามิสปฏิวิภัตต์. การแบ่งด้วยจิตคิดอย่างนี้ว่า เราจักให้องค์โน้น ไม่ให้แก่องค์โน้นดังนี้ ชื่อว่าบุคคลปฏิวิภัตต์. ภิกษุไม่กระทำแม้ทั้ง ๒ อย่าง บริโภคปัจจัยที่ยังไม่ได้แบ่ง ชื่อว่าอปฏิวิภัตตโภคี.

ในคำว่า สีลวนฺเตหิ สพฺรหฺมจารีหิ สาธารณโภคี นี้ เป็นลักษณะของภิกษุผู้บริโภคทั่วไป. ภิกษุได้ลาภใดๆ อันประณีตให้ลาภนั้นแก่พวกคฤหัสถ์โดยมุข คือการต่อลาภด้วยลาภก็หามิได้ บริโภคด้วยตนเองก็หามิได้. เมื่อรับก็ถือว่าจงทั่วไปกับสงฆ์ เห็นลาภที่เขาเคาะระฆังแล้วบริโภคเหมือนของสงฆ์.

ถามว่า ใครๆ บำเพ็ญ ใครไม่บำเพ็ญสาราณียธรรมนี้.

ตอบว่า ภิกษุผู้ทุศีลไม่บำเพ็ญ. เพราะภิกษุผู้มีศีลไม่ยอมรับของๆ ภิกษุนั้น. ส่วนภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ บำเพ็ญวัตรไม่ขาด.

วัตรในข้อนั้นมีอุทาหรณ์ดังนี้

เรื่องสาราณียธรรมแตก

ก็ภิกษุใดเจาะจงให้แก่มารดาบิดา หรืออาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น ภิกษุนั้นย่อมให้สิ่งที่ควรให้ ภิกษุนั้นไม่มีสาราณียธรรม ชื่อว่าปฏิบัติด้วยความกังวล. จริงอยู่ สาราณียธรรมย่อมควรแก่บุคคลผู้พ้นความกังวลเท่านั้น.

ก็ภิกษุนั้น เมื่อให้เจาะจงพึงให้แก่ภิกษุไข้ ภิกษุพยาบาลภิกษุไข้แก่ภิกษุผู้จรมา ภิกษุผู้เตรียมจะไปและภิกษุบวชใหม่ผู้ไม่รู้การรับสังฆาฎิและบาตร. ควรให้แก่ชนเหล่านั้น ส่วนที่เหลือไม่ให้น้อยๆ ตั้งแต่เถรอาสน์ แล้วพึงให้เท่าที่ภิกษุจะรับได้. เมื่อส่วนที่เหลือไม่มี ไปเที่ยวบิณฑบาตอีก ให้สิ่งที่ประณีตๆ ตั้งแต่เถรอาสน์ แล้วบริโภคส่วนที่เหลือ.

ไม่ควรให้แก่ภิกษุทุศีล เพราะพระบาลีว่า สีลวนฺเตหิ ดังนี้.

ก็สาราณียธรรมนี้บำเพ็ญยากสำหรับบริษัทผู้ยังไม่ศึกษา บำเพ็ญไม่ยากสำหรับบริษัทผู้ที่ศึกษาแล้ว. ภิกษุใดได้ของโดยทางอื่น ภิกษุนั้นย่อมไม่ถือเอา.

แม้เมื่อไม่ได้โดยทางอื่นก็รับแต่ควรแก่ประมาณเท่านั้น ไม่รับให้เกินไป. ก็สาราณียธรรมนี้ ๑๒ ปี จึงจะบริบูรณ์ สำหรับภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตบ่อยๆ แล้วให้ของที่ได้มาๆ ด้วยประการฉะนี้ ไม่ต่ำไปกว่านั้น.

ก็ถ้าภิกษุบำเพ็ญสาราณียธรรมครบปีที่ ๑๒ วางบาตรที่เต็มด้วยอาหารไว้ในโรงฉันแล้ว ไปสรงน้ำ พระสังฆเถระถามว่า นั่นบาตรของใคร เมื่อภิกษุอื่นตอบว่า ของภิกษุผู้บำเพ็ญสาราณียธรรม จึงกล่าวว่านำบาตรนั้นมาซิแล้วแจกจ่ายอาหารในบาตรทั้งหมดแล้วฉัน วางแต่บาตรเปล่าไว้ที่นั้น

ภิกษุนั้นเห็นบาตรเปล่า เกิดความเสียใจว่า ภิกษุทั้งหลายฉันไม่เหลือไว้ให้เราเลย. สาราณียธรรมก็แตก ต้องบำเพ็ญ ๑๒ ปีใหม่. ก็สาราณียธรรมก็เหมือนติตถิยปริวาส เมื่อขาดครั้งหนึ่ง ก็ต้องบำเพ็ญใหม่.

ส่วนภิกษุใดเกิดความดีใจว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอที่เราไม่ต้องบอกกล่าวถึงสิ่งที่อยู่ในบาตร เพื่อนสพรหมจารีก็พากันฉัน เป็นอันชื่อว่าสาราณียธรรมนั้นเต็มแล้ว.

ก็ภิกษุผู้มีสาราณียธรรมเต็มอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่มีความริษยา ไม่มีความตระหนี่. ภิกษุนั้นย่อมเป็นที่รักของคนทั้งหลาย และย่อมมีปัจจัยหาได้ง่าย. ของที่อยู่ในบาตรที่เขาถวายแก่ภิกษุนั้น ย่อมไม่สิ้นไป. เธอย่อมได้แต่ของที่เลิศในที่ๆ เขาแจกของ. เมื่อประสบภัยหรือความหิว เหล่าเทวดาก็ช่วยขวนขวาย.

ในข้อนั้นมีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์.

เรื่องสาราณียธรรมเต็ม

เขาเล่าว่า พระติสสเถระผู้อยู่ ณ เลณศิริ อาศัยมหาศิรีคามอยู่. พระมหาเถระ ๕๐ รูปไปยังนาคทวีป ประสงค์จะไหว้พระเจดีย์ เที่ยวบิณฑบาตในสิริคาม ไม่ได้อะไรๆ เลย ก็พากันออกไป. ก็พระเถระเมื่อเข้าไปพบพระเถระเหล่านั้นแล้วถามว่า ท่านได้อาหารแล้วหรือขอรับ. ตอบว่า พวกเราจะจาริกกันไปแล้วละผู้มีอายุ.

พระเถระรู้ว่า พระเถระเหล่านั้นไม่ได้อาหาร จึงกล่าวว่า ท่านขอรับ โปรดรออยู่ที่นี่แหละ จนกว่าผมจะมา. ตอบว่า เรามีถึง ๕๐ รูปนะ ไม่ได้แม้เพียงน้ำชื้นบาตร. พระเถระพูดว่า ท่านขอรับ ธรรมดาว่า ภิกษุประจำถิ่นย่อมเป็นผู้สามารถ แม้เมื่อไม่ได้ก็รู้จักภิกษุผู้เป็นเพื่อนทางภิกษาจาร. พระเถระทั้งหลายมากันแล้ว. พระเถระก็เข้ามาบ้าน.

มหาอุบาสิกาในบ้านใกล้ๆ ก็จัดน้ำนมและอาหารคอยพระเถระ พอพระเถระมาถึงประตูบ้านก็ถวายเต็มบาตร. พระติสสเถระนั้นก็นำบิณฑบาตไปยังสำนักพระเถระทั้งหลาย กล่าวกะพระสังฆเถระว่าโปรดรับเถิดขอรับ. พระเถระมองดูหน้าพระเถระอื่นๆ ด้วยคิดว่า พวกเราถึงเท่านั้นไม่ได้อะไรเลย แต่พระเถระรูปนี้ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมา อะไรกันหนอ. พระติสสเถระรู้ด้วยอาการที่มองดูเท่านั้นกล่าวว่า ท่านขอรับ พวกท่านอย่ารำคาญใจไปเลย โปรดรับบิณฑบาตที่ได้มาโดยสม่ำเสมอเถิด แล้วก็ถวายอาหารจนพอแก่ความต้องการแก่พระเถระทุกรูปตั้งแต่ต้น แม้ตนเองก็ฉันพอต้องการ.

เมื่อฉันเสร็จ พระเถระทั้งหลายก็ถามพระติสสเถระนั้นว่า ผู้มีอายุ บรรลุโลกุตตรธรรมเมื่อไร. พระติสสเถระ ตอบว่า โลกุตตรธรรมของผมไม่มีดอกขอรับ. ถามว่า ผู้มีอาวุโส ท่านได้ฌานหรือ. ตอบว่า แม้อย่างนี้ก็ไม่มี ขอรับ. ถามว่า ผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริงหนอ. ตอบว่า ท่านขอรับ ผมบำเพ็ญสาราณียธรรมนะ ตั้งแต่เวลาที่สาราณียธรรมของผมนั้นเต็มแล้ว แม้ถ้ามีภิกษุแสนรูป ของที่อยู่ในบาตรก็ไม่หมดไป. พระเถระเหล่านั้นฟังแล้ว ก็พากันกล่าวว่า สาธุ สาธุ ท่านสัตบุรุษ ข้อนี้ของท่านเหมาะจริง.

ในคำว่า ปตฺตคตํ น ขียติ ของที่อยู่ในบาตรไม่หมดไปนี้ มีเรื่องเท่านี้ก่อน.

อนึ่ง พระเถระองค์นี้นี่แหละไปยังสถานที่ให้ทาน ด้วยคิริภัณฑมหาบูชา ที่เจติยบรรพต ถามว่า ในทานนี้อะไรเป็นของเลิศ. ตอบว่า ผ้าสาฎก ๒ ผืนขอรับ. พระเถระพูดว่า ผ้าสาฎก ๒ ผืนเหล่านั้นจักต้องถึงเรา. อำมาตย์ได้ฟังดังนั้นแล้วจึงกราบทูลแก่พระราชาว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งพูดอย่างนี้. พระราชาตรัสว่า ภิกษุหนุ่มมีจิตคิดอย่างนี้ แต่ผ้าสาฎกเนื้อละเอียดควรแก่พระมหาเถระทั้งหลาย จึงตั้งไว้ด้วยหมายจะถวายพระเถระทั้งหลาย.

พระราชา เมื่อจะถวายในเมื่อภิกษุสงฆ์ยืนเรียงกัน ผ้าสาฎก ๒ ผืนที่วางไว้ใกล้ๆ ก็ไม่ขึ้นสู่พระหัตถ์ ขึ้นแต่ผ้าผืนอื่นๆ แต่ในเวลาที่ถวายภิกษุหนุ่ม ผ้าสาฎก ๒ ผืนนั้นขึ้นสู่พระหัตถ์ของพระราชา. ท้าวเธอทรงวางไว้ในมือของภิกษุหนุ่มนั้น มองหน้าของอำมาตย์ให้ภิกษุหนุ่มนั่งถวายทาน ทรงละสงฆ์แล้วประทับนั่งใกล้ภิกษุหนุ่ม ตรัสว่า ท่านเจ้าข้า ท่านบรรลุธรรมเมื่อไร.

ภิกษุหนุ่มนั้นไม่ทูลถึงคุณที่ไม่มีอยู่แม้ทางอ้อม ทูลว่า ถวายพระพร โลกุตตรธรรมของอาตมภาพไม่มีดอก. ตรัสว่า ท่านเจ้าข้า แต่ก่อนท่านได้พูดไว้มิใช่หรือ. ทูลว่า ถวายพระพรจริง อาตมภาพบำเพ็ญสาราณียธรรม ตั้งแต่เวลาที่ธรรมนั้นของอาตมภาพเต็มแล้ว สิ่งของอันเลิศก็มาถึงในสถานที่แจก. พระราชาตรัสว่า สาธุ สาธุ ท่านเจ้าข้า คุณข้อนี้ของพระคุณท่านเหมาะจริงแล้วเสด็จกลับ.

ในคำว่า ภาชนียฎฺฐาเน อคฺคภณฺฑํ ปาปุณาติ สิ่งของอันเลิศถึงในสถานที่แจกจ่ายนี้ มีเรื่องดังกล่าวมานี้.

อนึ่ง ชาวภาตรคาม ในพราหมณติสสภัยนคร ไม่บอกกล่าวแก่พระนาคเถรี พากันหนีไป. เวลาใกล้รุ่ง พระเถรีพูดกะเหล่าภิกษุณีสาวว่า หมู่บ้านช่างเงียบเหลือเกิน ช่วยกันดูสิ. ภิกษุณีสาวเหล่านั้นไปตรวจดูก็รู้ว่า ชาวบ้านพากันอพยพไปหมดแล้ว จึงมาบอกแก่พระเถรี. พระเถรีนั้นฟังแล้วก็กล่าวว่า พวกท่านอย่าคิดว่าชาวบ้านเหล่านั้นอพยพไปกันเลย จงทำความเพียรในการเล่าเรียนบาลีอรรถกถาและโยนิโสมนสิการของตนเท่านั้น เวลาภิกษาจารก็ห่มผ้า รวมด้วยกัน ๑๒ รูปทั้งตนเอง แม้ยืนกันอยู่ที่โคนต้นไทรใกล้ประตูบ้าน เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นไม้ก็ถวายบิณฑบาตแก่ภิกษุณี ๑๒ รูป แล้วกล่าวว่า พระแม่เจ้า อย่าไปที่อื่นเลยโปรดอยู่ที่นี้เป็นนิตย์เถิด.

แต่พระเถรีมีน้องชายชื่อพระนาคเถระ พระเถระคิดว่า มีภัยใหญ่ เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ได้ จักไปฝั่งโน้น มีภิกษุ ๑๒ ทั้งตนออกจากสถานที่อยู่ของตนมายังภาตรคาม ด้วยหมายใจจะพบพระเถรีแล้วจึงจักไป. พระเถรีทราบว่า เหล่าพระเถระมากันแล้ว จึงไปสำนักของพระเถระเหล่านั้น ถามว่า อะไรกัน พระผู้เป็นเจ้า. พระเถระก็บอกเรื่องนั้น. พระเถรีบอกว่า วันนี้พวกท่านจงอยู่ในวัดนี้เสียวันหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยไป. พระเถระทั้งหลายก็พากันไปยังวัด.

รุ่งขึ้น พระเถรีเที่ยวบิณฑบาตที่โคนไม้ เข้าไปหาพระเถระพูดว่า ท่านฉันบิณฑบาตนี้เถิด. พระเถระกล่าวว่า จักควรหรือพระเถรี แล้วก็ยืนนิ่ง. พระเถรีกล่าวว่า พ่อเอ๋ย บิณฑบาตนี้ได้มาด้วยธรรม อย่ารังเกียจโปรดฉันเถิด. พระเถระพูดว่า ควรหรือพระเถรี. พระเถรีจับบาตรได้ก็โยนไปในอากาศ. บาตรก็ตั้งอยู่ในอากาศ.

พระเถระก็กล่าวว่า พระเถรี ภัตแม้ตั้งอยู่ในที่ ๗ ชั่วลำตาล ก็เป็นภัตสำหรับภิกษุณีนั่นเอง แล้วกล่าวอีกว่า ชื่อว่าภัยไม่ใช่มีทุกเวลา เมื่อภัยสงบ เราก็กล่าวถึงอริยวงศ์ ถูกท่านตักเตือนด้วยจิตว่า ดูก่อนท่านผู้ถือบิณฑปาติกธุดงค์ พวกท่านโปรดฉันอาหารของภิกษุณีเห็นปานนี้ อยู่เรื่อยไปเถิดดังนี้ ข้าพเจ้าไม่อาจช่วยได้ท่านภิกษุณีทั้งหลาย พวกท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วออกเดินทาง. แม้รุกขเทวดาก็คิดว่า ถ้าพระเถระฉันบิณฑบาตจากมือพระเถรี เราจักไม่นำพระเถระนั้นกลับ ถ้าพระเถระไม่ฉันก็จักนำกลับ ยืนเห็นพระเถระไป ลงจากต้นไม้พูดว่า โปรดให้บาตรเถิดเจ้าข้า แล้วรับบาตรนำพระเถระมาที่โคนไม้นั้นแล ปูอาสนะถวายบิณฑบาต ให้พระเถระผู้ฉันเสร็จแล้วปฏิญาณ บำรุงภิกษุณี ๑๒ รูป ภิกษุ ๑๒ รูป ๗ ปี.

ในข้อนี้ว่า เทวตา อุสฺสุกฺกํ อาปชฺชนฺติ เทวดาย่อมช่วยเหลือนี้มีเรื่องดังกล่าวมานี้.

จริงอยู่ ในข้อนั้น พระเถรีก็ได้เป็นผู้บำเพ็ญสาราณียธรรม.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อขณฺฑานิ เป็นต้น ดังต่อไปนี้

ภิกษุใดมีสิกขาบทขาดในเบื้องต้นหรือที่สุดในกองอาบัติทั้ง ๗ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเหมือนผ้าขาดที่ชาย. อนึ่ง ภิกษุใดมีสิกขาบทขาดตรงกลางศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าทะลุ เหมือนผ้าทะลุกลางผืน. ส่วนภิกษุใดมีสิกขาบทขาด ๒-๓ สิกขาบทตามลำดับ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าด่าง เหมือนแม่โคสีดำสีแดงเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยสีที่ต่างกันอยู่ตรงหลังบ้างท้องบ้าง. ภิกษุใดมีสิกขาบทขาดในระหว่างๆ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าพร้อย เหมือนแม่โคมีลายจุดต่างๆ ในระหว่างๆ.

ส่วนภิกษุใดมีสิกขาบทไม่ขาดเลย ศีลเหล่านั้นของภิกษุนั้นชื่อว่าไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย. ก็ศีลนั้นๆ ชื่อว่าเป็นไท เพราะกระทำให้พ้นจากความเป็นทาสตัณหา กลับเป็นไท ชื่อว่าวิญญูชนสรรเสริญแล้ว เพราะวิญญูชนมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงสรรเสริญแล้ว ชื่อว่าอันกิเลสไม่ถูกต้องแล้ว เพราะตัณหาและทิฏฐิไม่ถูกต้องแล้ว และเพราะอันใครๆ ไม่อาจปรามาสว่า ท่านเคยต้องอาบัติชื่อนี้. ท่านเรียกว่า เป็นไปเพื่อสมาธิ เพราะยังอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิให้เป็นไป.

บทว่า สีลสามญฺญคตา วิหริสฺสนฺติ ได้แก่ จักมีศีลเสมอกับภิกษุผู้อยู่ในทิศาภาคนั้นๆ อยู่. จริงอยู่ ศีลของพระโสดาบันเป็นต้น ย่อมเสมอกับศีลของพระโสดาบันเป็นต้นเหล่าอื่น ผู้อยู่ในระหว่างสมุทรก็ดี ในเทวโลกก็ดี. ความแตกต่างกันในศีลที่ประกอบด้วยมรรคผลไม่มี. ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวคำนี้.

บทว่า ยายํ ทิฎฺฐิ ได้แก่สัมมาทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยมรรค.

บทว่า อริยา ได้แก่ ไม่มีโทษ.

บทว่า นิยฺยาติ ได้แก่ นำทุกข์ออกไป.

บทว่า ตกฺกรสฺส ได้แก่ ผู้กระทำอย่างนั้น.

บทว่า สพฺพทุกฺขกฺขยาย ได้แก่ เพื่อความสิ้นทุกข์ในวัฏฏะทั้งปวง.

บทว่า ทิฎฺฐิสามญฺญคตา ความว่า จักเป็นผู้เข้าถึงความเป็นผู้มีทิฏฐิเสมอกันอยู่.

บทว่า วุฑฺฒิเยว ความว่า ภิกษุผู้อยู่อย่างนี้ พึงหวังความเจริญถ่ายเดียว ไม่เสื่อมเลย.

บทว่า เอตเทว พหุลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงโอวาทภิกษุทั้งหลาย จึงทรงทำธรรมีกถาอย่างนี้นี่แหละบ่อยๆ เพราะใกล้ปรินิพพาน.

บทว่า อิติ สีลํ แปลว่า ศีลอย่างนี้ ศีลเท่านี้. ในข้อนั้น พึงทราบว่า จตุปาริสุทธิศีล ชื่อว่าศีล. จิตเตกัคคตา ชื่อว่าสมาธิ. วิปัสสนา ชื่อว่าปัญญา.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สีลปริภาวิโต ดังนี้

ภิกษุทั้งหลายตั้งอยู่ในศีลอันใด ย่อมบังเกิดสมาธิที่สัมปยุตด้วยมรรค สมาธิที่สัมปยุตด้วยผลสมาธินั้น อันศีลนั้นอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก. ภิกษุทั้งหลายตั้งอยู่ในสมาธิใด ย่อมบังเกิดปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ปัญญาที่สัมปยุตด้วยผลปัญญานั้น อันสมาธินั้นอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก. ภิกษุทั้งหลายตั้งอยู่ในปัญญาอันใด ย่อมบังเกิดมรรคจิต ผลจิต จิตนั้นอันปัญญานั้นอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายโดยชอบทีเดียว.

บทว่า ยถาภิรนฺตํ ความว่า ชื่อว่าความไม่ยินดียิ่ง ความหวาดสะดุ้งของพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่มี. แต่ท่านอธิบายว่า ตามความชอบใจ ตามอัธยาศัย.

บทว่า อายาม แปลว่า มาไปกันเถิด ปาฐะว่า อยาม ก็มี. อธิบายว่า ไปกันเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระอานนท์ผู้ติดตามไปใกล้ๆ ว่า อานนท์. ฝ่ายพระเถระบอกภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีอายุจงเตรียมถือบาตรจีวร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์จะเสด็จไปที่โน้น.

เรื่องการเสด็จมาอัมพลัฏฐิกาวัน ง่ายทั้งนั้น.

คำว่า อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ดังนี้เป็นต้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในสัมปสาทนียสูตร

ทุสฺสีลอาทีนววณฺณนา

บทว่า ปาฏลิคาเม อาวสถาคารํ ได้แก่ เรือนพักสำหรับคนจรมา.

เขาว่า ในปาฏลิคาม สหายของพระราชาสองพระองค์มากันเป็นนิจ พาครอบครัวออกจากบ้านมาพักกันเดือนหนึ่งบ้าง ครึ่งเดือนบ้าง. มนุษย์เหล่านั้นถูกรบกวนเสมอ คิดกันว่า ในเวลาที่คนเหล่านั้นมากันก็มีที่อยู่ ดังนี้แล้วจึงสร้างศาลาใหญ่ กลางพระนคร สร้างที่เก็บสิ่งของไว้ส่วนหนึ่ง สร้างที่อยู่อาศัยไว้ส่วนหนึ่งของศาลานั้น. ผู้คนเหล่านั้นได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว ก็มองเห็นประโยชน์อย่างนี้ว่า แม้พวกเราก็พึงไปนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามา พระองค์เสด็จมาถึงสถานที่อยู่ของพวกเราด้วยพระองค์เองแล้ว วันนี้ พวกเราจักอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ตรัสมงคลในที่พัก เพราะฉะนั้นจึงกล่าวกันอย่างนี้.

บทว่า เยนาวสถาคารํ ความว่า ได้ยินว่า ผู้คนเหล่านั้นไม่รู้พระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระอัธยาศัยชอบป่า ยินดีป่า จะทรงประสงค์หรือไม่ประสงค์ประทับอยู่ในบ้าน จึงไม่จัดแจงเรือนพัก พากันมาคิดกันว่า บัดนี้พวกเรารู้พระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักพากันไปจัดแจงเสียก่อนดังนั้น จึงพากันไปยังเรือนพัก.

บทว่า สพฺพสนฺถริตํ แปลว่า ปูลาดไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง.

บทว่า ทุสฺสีโล ได้แก่ ผู้ไม่มีศีล. บทว่า สีลวิปนฺโน ได้แก่ มีศีลวิบัติ มีสังวรสลาย.

บทว่า ปมาทาธิกรณํ ได้แก่เพราะความประมาทเป็นเหตุ. ก็พระสูตรนี้ใช้สำหรับคฤหัสถ์ แม้บรรพชิตก็ใช้ได้.

จริงอยู่ คฤหัสถ์เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นศึกษาศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นกสิกรรมวณิชกรรม พลั้งเผลอไปด้วยการทำปาณาติบาตเป็นต้น ก็ไม่สามารถจะทำศิลปะนั้นๆ ให้สำเร็จตามกาล เมื่อเป็นเช่นนั้น รากฐานของเขาก็พินาศ. แต่ในเวลาคับแค้น กระทำปาณาติบาตและอทินนาทาน ย่อมเสื่อมโภคะอย่างใหญ่เพราะอำนาจโทษ.

ฝ่ายบรรพชิตทุศีล ย่อมถึงความเสื่อมจากศีล จากพุทธวจนะ จากฌาน และจากอริยทรัพย์ ๗ เพราะความประมาทเป็นเหตุ. สำหรับคฤหัสถ์นั้น เกียรติศัพท์อันชั่ว ย่อมอื้อฉาวไปในท่ามกลางบริษัท ๔ ว่าคนโน้นเกิดในตระกูลโน้นทุศีล มีบาปธรรม สละทั้งโลกนี้โลกหน้า ไม่ถวายทานแม้เพียงสลากภัต. หรือสำหรับบรรพชิต เกียรติศัพท์อันชั่วก็ฟุ้งไปอย่างนี้ว่า ภิกษุชื่อโน้นไม่สามารถรักษาศีลได้ ไม่สามารถจะเรียนพระพุทธพจน์ได้เลี้ยงชีพด้วยอเนสนกรรม มีเวชชกรรมเป็นต้น ประกอบด้วยอคารวะ ๖.

บทว่า อวิสารโท ความว่า คฤหัสถ์มีความกลัวว่า ก่อนอื่น คนบางพวกจักรู้เรื่องกรรมของเรา ดังนั้นก็จักข่มเรา หรือแสดงตัวต่อราชสกุล ในที่ประชุมคนจำนวนมากแน่แท้จึงเข้าไปหา ประหม่า คอตก หน้าคว่ำ นั่งเอาหัวแม่มือไถพื้น ถึงเป็นคนกล้า ก็ไม่อาจพูดจาได้. ฝ่ายบรรพชิตมีความกลัวว่า ภิกษุเป็นอันมากประชุมกัน บางรูปจักรู้กรรมของเราแน่ ดังนั้นจักงดอุโบสถบ้าง ปวารณาบ้างแก่เรา จักคร่าเราให้เคลื่อนจากเพศสมณะจึงเข้าไปหา ถึงเป็นคนกล้าก็ไม่อาจพูดจาได้.

ส่วนภิกษุบางรูป แม้ทุศีลก็เที่ยวไปประดุจผู้ไม่ทุศีล แม้ภิกษุนั้นก็ย่อมเป็นผู้เก้อเขินโดยอัธยาศัยทีเดียว.

บทว่า สมฺมุโฬฺห กาลํ กโรติ ความว่า ก็เมื่อภิกษุผู้ทุศีลนั้น นอนบนเตียงเป็นที่ตาย สถานที่ที่ยึดถือประพฤติในกรรมคือทุศีล ย่อมมาปรากฏ. ภิกษุทุศีลนั้นลืมตาก็เห็นโลกนี้ หลับตาก็เห็นปรโลก อบาย ๔ ก็ปรากฏแก่ภิกษุทุศีลนั้น. ภิกษุทุศีลนั้นก็เป็นประหนึ่งถูกหอก ๑๐๐ เล่มแทงที่ศีรษะ เธอจะร้องว่า ห้ามที ห้ามที มรณะไป.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สมฺมุโฬห กาลํ กโรติ หลงตาย ดังนี้.

บทที่ ๕ ก็ง่ายเหมือนกัน. เรื่องอานิสงส์ ก็พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้ามกับที่กล่าวไว้แล้ว.

บทว่า พหฺเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้อิ่มเอิบแล้ว ให้เห็นแจ้งแล้ว ให้สมาทานแล้ว ให้อาจหาญแล้ว ให้เข้าถึงความสิ้นและความเสื่อมแล้ว ตลอดราตรีเป็นอันมาก แล้วทรงส่งไปด้วยธรรมกถาที่พ้นจากบาลีอย่างอื่น และด้วยกถาอนุโมทนาการถวายเรือนพัก ประหนึ่งทรงพาข้ามอากาศคงคา ประหนึ่งทรงคั้นผึ้งรวงใหญ่ขนาดโยชน์หนึ่ง แล้วให้มหาชนดื่มน้ำผึ้งฉะนั้น.

บทว่า อภิกฺกนฺตา ได้แก่ ล่วงไปแล้ว สิ้นไปแล้ว.

บทว่า สุญฺญาคารํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าเรือนว่างที่แยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากไม่มี.

แต่ในที่นั้นนั่นแหละ เหล่าชาวบ้านปาฏลิคามล้อมไว้ด้วยกำแพง คือม่านไว้ข้างหนึ่ง แล้วจัดเตียงไว้ ด้วยประสงค์ว่า พระศาสดาจักทรงพักผ่อนในที่นี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาบนเตียงนั้นด้วยมีพระพุทธประสงค์ว่า เรือนพักนี้ ตถาคตใช้สอยแล้วด้วยอิริยาบถแม้ทั้ง ๔ กุศลนั้น จักมีผลมากแก่ชาวปาฏลิคามเหล่านั้น ดังนี้.

ท่านหมายเอาเรือนพักนั้น จึงกล่าวว่า สุญฺญาคารํ ปาวิสิ เสด็จเข้าไปสู่เรือนว่างดังนี้.

ปาฏลิปุตฺตนครมาปนวณฺณนา

บทว่า สุนีธวสฺสการา ได้แก่ พราหมณ์ ๒ คน คือ สุนีธะคนหนึ่ง วัสสการะคนหนึ่ง.

บทว่า มหามตฺตา ได้แก่ มหามัตตะ คือมหาอำมาตย์ของพระเจ้ากรุงมคธ

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามหาอำมาตย์แคว้นมคธ ก็เพราะมหาอำมาตย์ในแคว้นมคธ ประกอบด้วยมาตร คืออิสริยยศยิ่งใหญ่.

บทว่า ปาฏลิคาเม นครํ ได้แก่ สร้างปาฏลิคามทำให้เป็นนคร.

บทว่า วชฺชีนํ ปฏิพาหาย ได้แก่ เพื่อตัดทางขยายตัวของราชวงศ์แคว้นวัชชี.

บทว่า สหสฺเสว ได้แก่ แต่ละพวกนับเป็นพันๆ.

บทว่า วตฺถูนิ ได้แก่ ที่ปลูกเรือน.

บทว่า จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนาหิ มาเปตุํ ความว่า จิตของมหาอำมาตย์ผู้ทำนายวิชาดูพื้นที่น้อมไปเพื่อสร้างคฤหาสน์สำหรับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา.

เล่ากันว่า มหาอำมาตย์เหล่านั้นใช้อานุภาพแห่งศิลปะของตน มองเห็นภายใต้แผ่นดินประมาณ ๖๐ ศอกว่าที่นี้นาคยึดไว้ ที่นี้ยักษ์สิง ที่นี้ภูตสิง มีหินหรือตอ. เวลานั้น อำมาตย์เหล่านั้นร่ายศิลปะสร้างขึ้นได้เหมือนปรึกษากับเทวดาทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง เทวดาสิงอยู่ในร่างของอำมาตย์เหล่านั้น น้อมจิตไปเพื่อสร้างคฤหาสน์ในที่นั้นๆ พอเขาตอกหลักลงใน ๔ มุม เทวดาเหล่านั้นจึงเข้าสิงพื้นที่. เทวดาผู้มีศรัทธาทำอย่างนั้นแก่ตระกูลผู้มีศรัทธา เทวดาผู้ไม่มีศรัทธาก็ทำอย่างนั้นแก่ตระกูลผู้ไม่มีศรัทธา.

เพราะเหตุไร.

เพราะผู้มีศรัทธามีความคิดอย่างนี้ว่า คนทั้งหลายในโลกนี้ ครั้นสร้างบ้านเรือนแล้ว ชั้นแรกนิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้นั่ง ให้กล่าวแต่มงคล เมื่อเป็นเช่นนี้. พวกเราก็จักได้เห็นผู้มีศีล ฟังธรรมกถา การแก้ปัญหาและอนุโมทนา ผู้คนให้ทานแล้วจักให้ส่วนบุญแก่เรา.

บทว่า ตาวตึเสหิ ความว่า เสียงขจรไปว่า พวกมนุษย์ในตระกูลโน้น อาศัยมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตผู้หนึ่งในตระกูลหนึ่ง ย่อมเป็นบัณฑิต หรือภิกษุในวิหารโน้น อาศัยภิกษุผู้เป็นพหูสูตรูปหนึ่งในวิหารหนึ่ง ย่อมเป็นพหูสูตรูปหนึ่งในวิหารหนึ่ง ย่อมเป็นพหุสูตฉันใด.

เสียงขจรไปว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์อาศัยท้าวสักกเทวราช และวิษณุกรรมเทพบุตรย่อมเป็นบัณฑิตฉันนั้นเหมือนกัน.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตาวตึเสหิ. อธิบายว่า ย่อมสร้างเหมือนปรึกษากับเทวดาชั้นดาวดึงส์.

บทว่า ยาวตา อริยํ อายตนํ ความว่า ชื่อว่าที่เป็นที่ประชุมของมนุษย์ เผ่าอริยกะมีประมาณเท่าใด.

บทว่า ยาวตา วณิปฺปโถ ความว่า ชื่อว่าสถานที่เป็นที่ซื้อขายโดยกองสิ่งของที่พวกพ่อค้านำมา หรือสถานที่เป็นที่อยู่ของพวกพ่อค้าทั้งหลายมีประมาณเท่าใด.

บทว่า อิทํ อคฺคนครํ ความว่า อัครนครนี้จักเป็นเมืองเจริญ เป็นเมืองใหญ่ สำหรับพวกอริยกะและพวกพ่อค้านั้นๆ.

บทว่า ปุฏเภทนํ ได้แก่ ที่แก้ห่อสินค้า. ท่านอธิบายว่า เป็นที่ปล่อยสินค้าของเจ้าของสินค้าต่างๆ. อธิบายว่า ก็ชนทั้งหลายแม้ไม่ได้สิ่งของในสกลชมพูทวีป ก็จักได้ในที่นี้นี่แหละ แม้ผู้ไม่ไปค้าขายในที่อื่น ก็จักไปในที่นี้ เพราะฉะนั้น พวกเขาจักแก้ห่อสินค้าในที่นี้เท่านั้น. ท่านแสดงว่า จริงอยู่ ทุกๆ วัน มูลค่าจักเกิดขึ้นห้าแสน อย่างนี้คือที่ประตูพระนครทั้งสี่ด้านสี่แสน ที่ท่ามกลางพระนครหนึ่งแสน.

วา ศัพท์ในบทว่า อคฺคิโต วา มีอรรถเท่ากับ จ ความว่า จักพินาศด้วยไฟ ด้วยน้ำ หรือด้วยการแตกกันเป็น ๒ ฝ่าย อธิบายว่า ส่วนหนึ่งพินาศด้วยไฟ ไม่สามารถจะดับได้ ส่วนหนึ่งแม่น้ำคงคาพัดไป ส่วนหนึ่งจักพินาศไป โดยความแตกแห่งกันและกันของพวกมนุษย์ผู้แตกกันด้วยอำนาจปิสุณวาจา ที่กล่าวว่า คนนี้ไม่พูดกะคนโน้น คนโน้นไม่พูดกะคนนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสดังนี้แล้ว เวลาใกล้รุ่งเสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา ทรงชำระพระพักตร์แล้ว ประทับนั่งรอเวลาภิกขาจารอยู่. ฝ่ายมหาอำมาตย์มคธ ชื่อสุนีธะและวัสสการะคิดว่า พระราชาของพวกเราเป็นอุปัฏฐากของพระสมณโคดม พระองค์จักตรัสถามพวกเราว่า ได้ยินว่า พระศาสดาได้เสด็จไปปาฏลิคาม พวกท่านได้เข้าเฝ้าพระองค์หรือเปล่า เมื่อกราบทูลว่าข้าพระองค์เข้าเฝ้า จึงตรัสถามอีกว่า พวกท่านได้นิมนต์หรือเปล่า เมื่อกราบทูลว่าไม่ได้นิมนต์ จักยกโทษนิคคหะพวกเรา อนึ่งเล่า พวกเราก็จะสร้างพระนครในที่ที่ยังไม่ได้สร้าง ก็ในที่ที่พระสมณโคดมเสด็จไปแล้วๆ พวกสัตว์กาลกิณีจักถอยกลับไป จึงคิดว่า พวกเราจักให้พระองค์ตรัสสิ่งที่เป็นมงคลแก่พระนครดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลอาราธนา

เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข สุนีธวสฺสการา เป็นต้น.

บทว่า ปุพฺพณฺหสมยํ แปลว่า ในเวลาเช้า.

บทว่า นิวาเสตฺวา แปลว่า ทรงอันตรวาสกคาดประคตตามธรรมเนียมเข้าบ้าน.

บทว่า ปตฺตจีวรมาทาย แปลว่า ทรงถือบาตรและจีวรแนบพระองค์.

บทว่า สีลวนฺเตตฺถ ตัดเป็น สีลวนฺเต เอตฺถ.

บทว่า สญฺญเต ได้แก่ ผู้สำรวมด้วยกายวาจาใจ.

บทว่า ตาสํ ทกฺขิณมาทิเส ความว่า พึงอุทิศปัจจัยสี่ที่ถวายสงฆ์คือพึงให้ส่วนบุญแก่เทวดาประจำเรือนเหล่านั้น.

บทว่า ปูชิตา ปูชยนฺติ ความว่า เทวดาย่อมอารักขาด้วยดี ด้วยสั่งว่าผู้คนเหล่านี้ แม้ไม่ใช่ญาติของเรา ก็ยังให้ส่วนบุญแก่พวกเราถึงอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พวกท่านจงจัดการอารักขาด้วยดี.

บทว่า มานิตา มานยนฺติ ความว่า เทวดาทั้งหลายที่เหล่าผู้คนนับถือด้วยการทำพลีกรรมตามกาลสมควร จึงนับถือ คือกำจัดอันตรายที่เกิดขึ้น ด้วยเห็นว่าผู้คนเหล่านี้ แม้ไม่ใช่ญาติของพวกเราก็ยังทำพลีกรรมแก่พวกเราในช่วงสี่เดือนหกเดือน. บทว่า ตโต นํ ได้แก่ แต่นั้น เทวดาก็ย่อมอนุเคราะห์คนผู้บัณฑิตนั้น.

บทว่า โอรสํ ได้แก่ วางไว้ที่อกให้เจริญเติบโต. อธิบายว่า ย่อมอนุเคราะห์เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรผู้เกิดแต่อก พยายามกำจัดอันตรายที่เกิดขึ้นฉะนั้น.

บทว่า ภทฺรานิ ปสฺสติ แปลว่า เห็นสิ่งที่ดี.

บทว่า อุลุมฺปํ ได้แก่ พาหนะที่เขาตอกลิ่มสร้างไว้เพื่อไปฝั่งโน้น (แพ).

บทว่า กุลฺลํ ได้แก่ พาหนะที่เขาใช้เถาวัลย์เป็นต้นมัดไว้ (ทุ่น).

คำว่า อณฺณวํ ในคาถาว่า เย ตรนฺติ อณฺณวํ นี้ เป็นชื่อแห่งสถานที่น้ำลึกและกว้างโดยกำหนดอย่างต่ำที่สุดประมาณโยชน์หนึ่ง.

ในบทว่า สรํ นี้ ท่านประสงค์เอาแม่น้ำ.

มีคำอธิบายว่า ผู้ที่ข้ามสระ คือตัณหาที่ทั้งลึกทั้งกว้าง สร้างสะพานกล่าวคืออริยมรรค ละเปือกตม คือที่ลุ่มเต็มด้วยน้ำแตะต้องไม่ได้ ข้ามไป. ส่วนคนผู้นี้แม้ต้องการจะข้ามแม่น้ำแม้นิดหน่อยนี้ ก็ต้องผูกแพ. ส่วนผู้มีปัญญา คือพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าไม่ต้องใช้แพก็ข้ามได้.

อริยสจฺจกถาวณฺณนา

บทว่า โกฏิคาโม ได้แก่ บ้านที่สร้างไว้ท้ายปราสาทของพระเจ้ามหาปนาทะ.

บทว่า อริยสจฺจานํ ได้แก่ สัจจะที่กระทำให้เป็นพระอริยะ.

บทว่า อนนุโพธา ได้แก่ เพราะไม่ตรัสรู้ คือไม่รู้.

บทว่า อปฏิเวธา แปลว่า เพราะไม่แทงตลอด.

บทว่า สนฺธาวิตํ ได้แก่ แล่นไปโดยไปจากภพสู่ภพ.

บทว่า สํสริตํ ได้แก่ท่องเที่ยวไปโดยไปๆ มาๆ ร่ำไป.

บทว่า มมํ เจวตุมฺหากญฺจ แปลว่า อันเราและพวกท่าน.

อีกนัยหนึ่ง พึงทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า บทว่า สนฺธาวิตํ สํสริตํ แปลว่า ความแล่นไป ท่องเที่ยวไป ได้มีแล้วทั้งแก่เราและพวกท่าน.

บทว่า สํสริตพฺพํ แปลว่า ท่องเที่ยวไป.

บทว่า ภวเนตฺติ สมูหตา ได้แก่ เชือก คือตัณหาอันสามารถนำสัตว์จากภพไปสู่ภพอันเราและพวกท่านกำจัดแล้ว ตัดแล้ว ทำให้ไม่เป็นไปแล้วด้วยดี.

นาทิกาคามคมนวณฺณนา

บทว่า นาทิกา ได้แก่ บ้านสองตำบลของบุตรของอาและลุงทั้งสอง อาศัยสระเดียวกัน. บทว่า นาทิเก ได้แก่ หมู่บ้านญาติตำบลหนึ่ง. บทว่า คิญฺชกาวสเถ ได้แก่ ที่พักก่อด้วยอิฐ.

บทว่า โอรมฺภาคิยานํ ได้แก่ ส่วนเบื้องต่ำ. อธิบายว่า ทำให้ถือปฏิสนธิในกามภพเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง โอรัมภาคยสังโยชน์ ที่พึงละด้วยมรรคทั้งสามที่ได้ชื่อว่า โอรํ. ในสังโยชน์เหล่านั้น สังโยชน์สองนี้ คือ กามฉันทะ พยาบาทที่ข่มไม่ได้ด้วยสมาบัติ หรือตัดไม่ได้ด้วยมรรค ไม่ให้ไปสู่รูปภพและอรูปภพเบื้องสูง. สังโยชน์สามมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น นำสัตว์แม้ที่บังเกิดในภพนั้น ให้มาบังเกิดในภพนี้อีก เพราะฉะนั้น สังโยชน์หมดทั้งสามจึงชื่อว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์.

บทว่า อนาวตฺติธมฺมา ได้แก่ มีการไม่กลับมาโดยปฏิสนธิเป็นสภาวะ.

ในคำว่า ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา นี้ พึงทราบความที่ราคะโทสะโมหะเบาบางลงโดยอาการทั้งสองอย่าง คือด้วยการเกิดขึ้นในบางครั้งบางคราวและมีปริยุฏฐานกิเลสน้อย. กิเลสมีราคะเป็นต้น ย่อมไม่เกิดขึ้นเนืองๆ แก่พระสกทาคามี เหมือนปุถุชน แต่เกิดในบางครั้งบางคราว แต่เมื่อเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นมากๆ เหมือนปุถุชน เกิดขึ้นบางๆ เหมือนภาชนะใส่ปลา.

แต่พระมหาสิวเถระผู้รจนาคัมภีร์ทีฆนิกายกล่าวว่า เพราะพระสกทาคามียังมีบุตรธิดา และยังมีคนสนิท ฉะนั้นจึงยังมีกิเลสหนา แต่คำนี้ ท่านกล่าวถึงกิเลสในภพเบาบาง.

คำนั้น ในอรรถกถาท่านคัดค้านไว้ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า พระโสดาบันเว้นภพเจ็ดเสีย กิเลสที่เบาบางในภพที่แปดไม่มี สำหรับเพราะสกทาคามี เว้นภพสองเสีย ไม่มีกิเลสเบาบางในภพทั้งห้า สำหรับพระอนาคามีเว้นรูปภพอรูปภพ ไม่มีกิเลสเบาบางในกามภพ พระขีณาสพไม่มีกิเลสเบาบางในภพไหนๆ เลย.

คำว่า อิมํ โลกํ นี้ ท่านหมายเอากามาวจรโลก.

ก็ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้

ก็ถ้าพระอริยบุคคลผู้บรรลุสกทาคามิผลในมนุษย์โลก แล้วบังเกิดในเทวโลกย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ข้อนี้ดีอย่างนี้ แต่เมื่อสามารถกลับมาสู่มนุษย์โลกแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ฝ่ายพระอริยบุคคลผู้บรรลุสกทาคามิผลในเทวโลก ถ้ามาเกิดในมนุษย์โลกย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตได้ ข้อนี้ดีอย่างนี้ แต่เมื่อสามารถไปสู่เทวโลก ย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตเป็นแน่.

ความตกไปโดยไม่เหลือ ชื่อว่าวินิบาต ในคำว่า อวินิปาตธมฺโม นี้ อธิบายว่า ความตกไปโดยไม่เหลือของพระโสดาบันนั้นเป็นธรรมหามิได้ เหตุนั้น พระโสดาบันนั้น ชื่อว่ามีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา คือมีอันไม่ตกไปโดยไม่เหลือในอบายสี่เป็นสภาวะ.

บทว่า นิยโต ได้แก่ แน่นอน โดยกำหนดแห่งธรรม. บทว่า สมฺโพธิปรายโน ความว่า สัมโพธิ กล่าวคือมรรคสามในเบื้องบน เป็นที่ไป เป็นที่ดำเนิน เป็นที่พึงอาศัยของบุคคลนั้น คืออันบุคคลนั้นพึงบรรลุแน่แท้เป็นเบื้องหน้า เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ามีสัมโพธิเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ด้วยบทว่า วิเหสาเวสา ทรงแสดงว่า ดูก่อนอานนท์ นั่นเป็นความลำบากกายของตถาคต ผู้ตรวจดูญาณคติ ญาณอุปบัติ ญาปอภิสัมปรายะ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ. แต่ความลำบากจิตไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ธมฺมาทาสธมฺมปริยายวณฺณนา

บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่ แว่น คือธรรม. บทว่า เยน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยแว่นธรรมอื่นใด. บทว่า ขีณาปายทุคฺคติวินิปาโต นี้ ท่านกล่าวโดยไวพจน์ของนรกเป็นต้นเท่านั้น.

จริงอยู่ นรกเป็นต้น ชื่อว่าอบาย เพราะปราศจากอยะ คือความเจริญ ชื่อว่าทุคติ เพราะเป็นที่ดำเนินไป เป็นที่พึ่งอาศัยแห่งทุกข์. ชื่อว่าวินิบาต เพราะเป็นที่ตกไปโดยไม่เหลือของเหล่าชนผู้ทำชั่ว.

บทว่า อเวจฺจปฺปสาเทน ได้แก่ ด้วยความเสื่อมใสอันไม่หวั่นไม่ไหว เพราะรู้ถึงพระพุทธคุณตามเป็นจริงนั่นแล. แม้ในสองบทข้างต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.

ส่วนความพิสดารของคำว่า อิติปิ โส ภควา เป็นต้น กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

บทว่า อริยกนฺเตหิ ได้แก่ เป็นที่ใคร่ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ ของพระอริยะทั้งหลาย. ศีลห้า ชื่อว่าเป็นที่ใคร่ของพระอริยะทั้งหลาย เพราะท่านไม่ละแม้ในภพอื่น. ท่านหมายถึงศีลห้านั้นจึงกล่าวคำนี้ไว้. แต่ในที่นี้ ได้แก่สังวรทั้งหมด.

คำว่า โสตาปนฺโนหมสฺสิ นี้ เป็นหัวข้อเทศนาเท่านั้น. แต่แม้พระสกทาคามีเป็นต้น ย่อมพยากรณ์โดยนัยมีอาทิว่า สกทาคามีหมสฺมิ เราเป็นสกทาคามีดังนี้แล. การพยากรณ์แห่งพระอริยสาวกทั้งปวงในฐานะที่ควรโดยไม่ผิดสิกขาบท (วินัย) เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้วแล.

เวสาลีคมนวณณฺนา

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า เวสาลิยํ วิหรติ นี้ ดังต่อไปนี้.

พึงทราบความที่เมืองเวสาลีเป็นนครสมบูรณ์. โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธกวินัยว่า เตน โข ปน สมเยน เวสาลี อิทฺธาเจว โหติ ผีตา จ ดังนี้.

บทว่า อมฺพปาลิวเน ได้แก่ ในป่ามะม่วงอันเป็นสวนของนางอัมพปาลีคณิกา.

บทว่า สโต ภิกฺขเว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มสติปัฏฐานเทศนาในที่นี้ โดยพิเศษเพื่อให้สติปรากฏในการทรงทอดทัศนาอัมพปาลีวัน.

ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า สโต เพราะระลึกได้ ชื่อว่า สมฺปชาโน เพราะรู้ตัว. อธิบายว่า พึงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอยู่. ข้าพเจ้าจักกล่าวคำที่ควรกล่าวในคำเป็นต้นว่า กาเย กายานุปสฺสี ไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร.

คำว่า นีลา เป็นต้นนี้ กล่าวรวมสีทั้งหมด. ส่วนคำว่า นีลวณฺณา เป็นต้น เป็นการแสดงจำแนกสีนั้นนั่นแหละ. ก็ในคำนั้น ท่านกล่าวคำนี้ไว้ เพราะสีเหล่านั้น มิใช่สีเขียวปกติ หากผสมด้วยสีเขียว. บทว่า นีลวตฺถา ความว่า ผ้าธรรมดาผ้าเปลือกไม้และผ้าไหมเป็นต้น ชื่อว่าเขียวสำหรับผ้าเหล่านั้น. บทว่า นีลาลงฺการา ได้แก่ ประดับด้วยมณีเขียว ดอกไม้เขียว. แม้รถของเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ก็ขจิตด้วยมณีเขียว ขลิบด้วยผ้าเขียว มีธงเขียว ประกอบด้วยทหารสวมเกราะเขียว อาภรณ์เขียวเทียมด้วยม้าเขียว แม้ด้ามแส้ก็เขียวเหมือนกันแล.

เนื้อความในทุกบทก็พึงทราบโดยนัยนี้.

บทว่า ปฏิวฏฺเฏสิ แปลว่า ตี. คำว่า เช ในคำว่า กึ เช อมฺพปลี เป็นคำร้องเรียก. ท่านอธิบายว่า แม่อัมพปาลี เหตุไรจ๊ะ? ปาฐะว่า กิญฺจิ ก็มี. ในคำนี้ ความก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า สาหารํ ได้แก่ พร้อมด้วยชนบท.

บทว่า องฺคุลึ โผเฏสุํ ได้แก่ สั่นนิ้วมือ.

บทว่า อมฺพกาย ได้แก่ มายาหญิง. คำว่า เยสํ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถตติยาวิภัตติ. ท่านอธิบายว่า อันภิกษุเหล่าใดไม่เห็นแล้ว. บทว่า โอโลเกถ ได้แก่ จงดูเสีย. บทว่า อวโลเกถ ได้แก่ จงดูบ่อยๆ.

บทว่า อุปสํหรถ ได้แก่ น้อมเข้ามา. อธิบายว่า พวกเธอจงน้อมนำมาเปรียบเทียบบริษัทของเจ้าลิจฉวีนี้ เช่นกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ด้วยจิตของพวกเธอ จงดูเทียบกับเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า แม้เจ้าลิจฉวีเหล่านี้ก็เหมือนเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ที่สะสวยน่าเลื่อมใส มีวรรณะต่างๆ กัน มีวรรณะเขียวเป็นต้น ฉะนั้น.

ถามว่า ก็เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงห้ามอายตนะภายในมีจักษุเป็นต้นยึดถือนิมิตในอายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น ด้วยสูตรหลายร้อยสูตร ในสูตรนี้กลับทรงประกอบภิกษุไว้ในการยึดถือนิมิตด้วยอุตสาหะอย่างใหญ่.

ตอบว่า เพราะทรงมุ่งประโยชน์เกื้อกูล.

ดังได้ยินมา ภิกษุบางพวกในเมืองเวสาลีนั้น ย่อหย่อนความเพียร. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงใช้สมบัติของเทวดาชั้นดาวดึงส์ปลอบประโลม จึงตรัสเพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดอุตสาหะในสมณธรรมว่า เมื่อภิกษุกระทำสมณธรรมด้วยความไม่ประมาท ก็ได้อิสริยสมบัติเห็นปานนี้ง่าย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งอนิจจลักษณะก็ได้. ความจริงอีกไม่นานเลย เจ้าลิจฉวีเหล่านี้แม้ทั้งหมด ก็จักถึงความพินาศ ด้วยอำนาจของพระเจ้าอชาตศัตรู. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อความแจ่มแจ้งแห่งอนิจจลักษณะด้วยพระพุทธประสงค์ว่า เหล่าภิกษุที่ยืนดูสิริราชสมบัติของเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น จักเจริญอนิจจลักษณะว่า ความพินาศแห่งสิริสมบัติเห็นปานนั้นจักปรากฏ แล้วจักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.

ในบทว่า อธิวาเสตุ ถามว่า เหตุไร พวกเจ้าลิจฉวี ทั้งที่รู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ารับนิมนต์นางอัมพปาลีไว้แล้ว จึงนิมนต์เล่า.

แก้ว่า เพราะไม่ทรงเชื่อ และเพราะเป็นธรรมเนียม. ก็พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นคิดว่า หญิงนักเลงนั้นไม่นิมนต์ พูดว่านิมนต์. ก็เชื่อว่าการไปนิมนต์ในเวลาไปฟังธรรมเป็นธรรมเนียมของมนุษย์นั่นเอง.

เวฬุวคามวสฺสูปคมนวณฺณนา

บทว่า เวฬุวคามโก ได้แก่ บ้านปาฏลิคามใกล้กรุงเวสาลี.

มิตรก็คือมิตร ในคำว่า ยถามิตฺตํ เป็นต้น. บทว่า สมฺภตฺตา มิตรที่เพียงพบเห็นกันในที่นั้นๆ ชื่อว่า มิตรที่เคยเห็นกันมิใช่มิตรมั่นคง. บทว่า สนฺทิฎฺฐา ได้แก่ มิตรที่คบกันมาด้วยดีเป็นมิตรมั่นคง. อธิบายว่า พวกเธอจงเข้าไปจำพรรษาในที่ๆ พวกภิกษุเห็นปานนั้นมีอยู่.

เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้.

เพราะมีพระพุทธประสงค์ให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่เป็นผาสุก. ความจริง เสนาสนะในเวฬุวคาม ไม่เพียงพอแก่ภิกษุเหล่านั้นทั้งภิกษามีน้อย ส่วนรอบกรุงเวสาลีเสนาสนะก็มีมาก ทั้งภิกษาก็หาได้ง่าย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสอย่างนี้.

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสตอบว่า พวกท่านคงไปสบาย.

เพื่อทรงอนุเคราะห์ภิกษุเหล่านั้น.

ได้ยินว่า พระองค์ทรงพระดำริว่า เราอยู่ได้เพียง ๑๐ เดือนก็จักปรินิพพาน. ถ้าภิกษุเหล่านี้จักไปไกล ก็ไม่อาจเห็นเราในเวลาปรินิพพาน เมื่อเป็นดังนั้น ภิกษุเหล่านั้นก็จะเกิดความร้อนใจว่า พระศาสดาเมื่อปรินิพพานก็ไม่ประทานแม้เพียงสติแก่เรา ถ้าพวกเรารู้เสียก็จะไม่พึงอยู่ไกลอย่างนี้ ไม่ตรัสตอบว่า ก็ภิกษุทั้งหลายอยู่รอบเมืองเวสาลี ก็จักมาฟังธรรมได้เดือนละ ๘ ครั้ง จักได้รับโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า ขโร แปลว่า หยาบ. บทว่า อาพาโธ ได้แก่ โรคที่เป็นข้าศึกกัน. บทว่า พาฬฺหา แปลว่า รุนแรง. บทว่า มรณนฺติกา ได้แก่ สามารถให้ถึงปางตาย คือใกล้ต่อความตาย.

บทว่า สโต สมฺปชาโน อธิวาเสสิ ความว่า ได้แก่ ตั้งสติให้มั่นกำหนดด้วยญาณอดกลั้น. บทว่า อวิหญฺญมาโน ได้แก่ ไม่กระทำอาการกระสับกระส่ายโดยคล้อยตามเวทนาไม่ถูกเวทนาเบียดเบียน ไม่ทรงทุกข์ร้อนเลย อดกลั้นได้.

บทว่า อนามนฺเตตฺวา ได้แก่ ไม่ทรงให้อุปัฏฐากรู้. บทว่า อนปโลเกตฺวา แปลว่า ไม่ทรงบอกลาภิกษุสงฆ์. ท่านอธิบายว่า ไม่ประทานโอวาทานุสาสนี. บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรเบื้องต้น และด้วยความเพียรที่สัมปยุตด้วยผลสมาบัติ. บทว่า ปฏิปฺปฌาเมตฺวา แปลว่า ขับไล่. แม้ชีวิตก็ชื่อว่าชีวิตสังขารในคำว่า ชีวิตสังขารนี้. ชีวิตอันธรรมใดปรุงแต่งถึงขาดก็สืบต่อตั้งอยู่ แม้ธรรมที่เป็นผลสมาบัตินั้นก็ชื่อว่าชีวิตสังขาร. ธรรมคือผลสมาบัตินั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้.

บทว่า อธิฎฺฐาย ได้แก่ อธิฏฐานให้เป็นไปแล้ว.

ความสังเขปในข้อนี้มีดังนี้ว่า เราพึงเข้าผลสมาบัติที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้.

ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเข้าผลสมาบัติในกาลก่อนแต่นี้หรือ.

ตอบว่า เข้าซี แต่ว่า ผลสมาบัตินั้นเป็นขณิกสมาบัติ. จริงอยู่ ขณิกสมาบัติย่อมข่มเวทนาเฉพาะในภายในสมาบัติได้ทีเดียว. พอออกจากสมาบัติ เวทนาย่อมครอบงำร่างกายอีกเหมือนสาหร่ายที่ขาดเพราะไม้หรือกระเบื้องตกลงไป กลับคลุมน้ำตามเดิม.

อนึ่ง สมาบัติของผู้กระทำหมวด ๗ แห่งรูปและหมวด ๗ แห่งอรูปให้หมดพุ่มหมดรกแล้วเข้าด้วยอำนาจแห่งมหาวิปัสสนา ชื่อว่าย่อมข่มได้ด้วยดี. เปรียบเหมือนสาหร่ายที่บุรุษลงน้ำแล้วเอามือและเท้าแหวกให้ดี ต่อเวลานานจึงจะคลุมน้ำฉันใด ผู้ที่ออกจากผลสมาบัตินั้น ต่อเวลานาน เวทนาจึงจะเกิดขึ้นฉันนั้น.

ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็นเสมือนทรงตั้งวิปัสสนาใหม่เอี่ยม ณ พระมหาโพธิบัลลังก์ในวันนั้น ทรงจ่อมลงด้วยอาการ ๑๔ กระทำหมวด ๗ แห่งรูป หมวด ๗ แห่งอรูป ไม่ให้เป็นพุ่ม ไม่ให้รก แล้วทรงไม่เสวยเวทนา ด้วยมหาวิปัสสนา เข้าสมาบัติด้วยทรงประสงค์ว่า ขอเวทนาอย่าเกิดตลอด ๑๐ เดือน. เวทนาที่ทรงข่มด้วยสมาบัติ จึงไม่เกิดตลอดเวลา ๑๐ เดือนเลย. เวทนาที่ทรงข่มด้วยสมาบัติ จึงไม่เกิดตลอดเวลา.

บทว่า คิลานา วุฎฺฐิโต ได้แก่ ประชวรแล้วหายอีก. บทว่า มธุรก ชาโตวิย ได้แก่ เหมือนบุรุษนอนหงายบนหลาว ที่เกิดภาวะเกร็งหนักและแข็ง. บทว่า น ปกฺขายนฺติ ได้แก่ ไม่แจ้ง คือไม่ปรากฏโดยวาจาต่างๆ. ด้วยบทว่า ธมฺมาปิ นํ นปฺปฏิภนฺติ ท่านแสดงว่า แม้ธรรมคือสติปัฏฐานไม่ปรากฏแก่เรา. แต่ธรรมคือพระบาลี พระเถระคล่องแคล่วดีแล้ว. บทว่า อุทาหรติ ได้แก่ ไม่ประทานปัจฉิมโอวาท. ท่านพระอานนท์หมายเอาปัจฉิมโอวาทนั้น.

บทว่า อนนฺตรํ อพาหิรํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เราไม่กระทำ ๒ อย่าง โดยธรรมหรือบุคคล แล้วจักแสดงธรรมเท่านี้แก่บุคคลอื่นก็หาไม่ ชื่อว่าทรงกระทำธรรมให้เป็นภายใน. ทรงพระดำริว่าเราจักแสดงธรรมเท่านี้แก่บุคคลอื่น ชื่อว่าทรงกระทำธรรมภายนอก. อนึ่ง ทรงพระดำริว่าเราจักแสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทรงกระทำบุคคลภายใน. เมื่อทรงพระดำริว่าเราจักไม่แสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทรงกระทำบุคคลภายนอก. อธิบายว่า ไม่ทรงทำอย่างนั้นแสดง.

ด้วยบทว่า อาจริยมุฎฺฐิ ทรงแสดงว่า ชื่อว่ากำมือของอาจารย์ ย่อมมีแก่ศาสดาภายนอกพระพุทธศาสนา. เหล่าศาสดาภายนอกไม่กล่าวแก่ใครๆ ในเวลาเป็นหนุ่ม นอนบนเตียงสำหรับตายในเวลาปัจฉิมวัย ก็กล่าวแก่อันเตวาสิก (ศิษย์) ที่รักที่พอใจ โดยวิธีใด กิจกรรมอะไรที่เราบริหารตั้งไว้ทำเป็นกำมือว่า เราจักกล่าวข้อนี้ในเวลาแก่เฒ่า ในเวลาปัจฉิมวัย ย่อมไม่มีแก่ตถาคต โดยวิธีนั้น.

บทว่า อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ความว่า เราเท่านั้นจักบริหารภิกษุสงฆ์. บทว่า มมุทฺเทสิโก ความว่า เราเป็นที่พำนักของภิกษุสงฆ์นั้น เพราะอรรถว่า ภิกษุสงฆ์พึงอ้างเรา เหตุนั้น ภิกษุสงฆ์นั้น ชื่อว่ามีเราเป็นที่พำนัก. อธิบายว่า ภิกษุสงฆ์จงยกเราเท่านั้น จำนงเฉพาะเรา เมื่อเราล่วงลับไปหรือไม่มีเหล่าภิกษุแล้ว หรือมีอันเป็นไป ก็หรือว่าภิกษุสงฆ์ไรๆ จะมีความคิดอย่างที่กล่าวมานี้.

บทว่า น เอวํโหติ ความว่า ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้น เพราะความริษยาและความตระหนี่ เรากำจัดเสียแล้ว ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง. บทว่า สกึ ตัดเป็น โส กึ. บทว่า อสีติโก แปลว่ามีอายุ ๘๐ พรรษา. คำนี้ตรัสเมื่อทรงแสดงภาวะที่ถึงปัจฉิมวัยโดยลำดับ. บทว่า เวฬุมิสฺสเกน ได้แก่ ดามด้วยไม้ไผ่สำหรับซ่อมมีผูกเท้าแขนผูกล้อเป็นต้น. บทว่า มญฺเญ ได้แก่ ยังอัตตภาพให้เป็นไปเหมือนเกวียนเก่าไปได้ด้วยไม้ไผ่ดาม. ท่านแสดงว่า พระตถาคตสำเร็จอิริยาบถ ๔ ด้วยเครื่องผูก คือพระอรหัตตผล. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความข้อนั้น จึงตรัสว่า ยสฺมึ อานนฺท สมเย เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ กลาปะ มีรูปนิมิตเป็นต้น. บทว่า เอกจฺจานํ เวทนานํ ได้แก่ เวทนาที่เป็นโลกิยะ. ด้วยบทว่า ตสฺมาติหานนฺท ทรงแสดงว่า เพราะเหตุที่ความผาสุก ย่อมมีด้วยผลสมาบัติวิหาร ฉะนั้น แม้พวกเธอก็จงอยู่อย่างนี้ เพื่อประโยชน์แก่ความผาสุกเถิด.

บทว่า อตฺตทีปา ความว่า พวกเธอจงทำตนให้เป็นที่พึ่งอาศัยเหมือนเกาะท่ามกลางมหาสมุทรอยู่เถิด. บทว่า อตฺตสรณา ได้แก่ จงเป็นผู้มีตนเป็นคติเท่านั้น อย่ามีอย่างอื่นเป็นคติเลย. แม้ในบทว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ตมตคฺเค แปลว่า มีธรรมนั้นเป็นเลิศ ต อักษรตรงกลาง ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. ท่านกล่าวอธิบายว่า ดูก่อนอานนท์ เหล่าภิกษุของเรานั้น ตัดการประกอบด้วยความสูงสุดทั้งหมดอย่างนี้ว่า พวกภิกษุเหล่านี้ก็สูงสุด เหล่านี้ก็สูงสุด แล้วจักมีอยู่ในธรรมอันเลิศอย่างยิ่ง คือในภาวะสูงสุด ได้แก่จักมีธรรมอันสูงสุดอย่างยิ่งสำหรับภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้ใคร่ศึกษา คือภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นอารมณ์ จักมีในธรรมอันเลิศ. ทรงสรุปเทศนาด้วยยอด คือพระอรหัตแล.

อคฺคสาวกนิพฺพานวณฺณนา

บทว่า เวสาลึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ เสด็จเข้าเมืองเวสาลีเพื่อบิณฑบาต.

ถามว่า เสด็จเข้าไปเมื่อไหร่.

ตอบว่า ในเวลาเสด็จออกจากอุกกเวลคามไปยังเมืองเวสาลี.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาแล้ว ออกจากเวฬุวคาม แล้วเสด็จกลับโดยทางที่เสด็จมาแล้ว ด้วยพุทธประสงค์ว่า จะเสด็จไปยังกรุงสาวัตถี ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ เสด็จเข้าสู่พระเชตวัน.

พระธรรมเสนาบดีทำวัตรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าสู่ที่พักกลางวัน. เมื่อเหล่าอันเตวาสิกทำวัตรในพระเชตวันนั้นกลับไปแล้ว ท่านก็ปัดกวาดที่พักกลางวัน ปูแผ่นหนัง ล้างเท้า นั่งขัดสมาธิเข้าผลสมาบัติ.

ครั้นท่านออกจากผลสมาบัตินั้นตามกำหนดแล้ว เกิดปริวิตกอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานก่อนหรือพระอัครสาวกหนอ ก็รู้ว่าอัครสาวกก่อน. จึงสำรวจดูอายุสังขารของตน ก็รู้ว่าอายุสังขารของตนจักเป็นไปได้เพียง ๗ วันเท่านั้น จึงดำริว่า จักปรินิพพานที่ไหนหนอ. คิดอยู่ร่ำไปว่า ท่านราหุลปรินิพพานในดาวดึงส์ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะในสระฉัททันต์ เราเล่าจะปรินิพพาน ณ ที่ไหน.

ก็เกิดสติปรารภมารดาขึ้นว่า มารดาของเราแม้เป็นมารดาของพระอรหันต์ ๗ รูป ก็ไม่เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ มารดานั้นมีอุปนิสัยหรือไม่หนอ ระลึกได้แล้วก็เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรค พิจารณาว่ามารดาจักบรรลุด้วยเทศนาของใคร ก็รู้ว่าจักบรรลุด้วยเทศนาของเรา ไม่ใช่ของผู้อื่น ก็ถ้าหากว่า เราพึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเสียไซร้ คนทั้งหลายก็จักว่ากล่าวเราเอาได้ว่า พระสารีบุตรเป็นที่พึ่งได้แม้แก่ชนอื่นๆ.

จริงอย่างนั้น ในวันเทศนาสมจิตตสูตร ของท่าน เทวดาแสนโกฏิ์ก็บรรลุพระอรหัต เทวดาที่บรรลุมรรค ๓ นับไม่ถ้วน และในที่อื่นปรากฏว่ามีการบรรลุกันมากมาย อนึ่งเล่า เพราะทำจิตให้เลื่อมใสในพระเถระ ตระกูลถึง ๘๐,๐๐๐ ตระกูล บังเกิดในสวรรค์ บัดนี้ พระเถระไม่อาจเพื่อกำจัดแม้เพียงความเห็นผิดของมารดาได้.

เพราะฉะนั้น จึงตกลงใจว่า เราจักเปลื้องมารดาออกจากมิจฉาทิฏฐิ แล้วจักปรินิพพานในห้องน้อยที่เกิด ดำริต่อไปว่า เราจักทูลลาพระผู้มีพระภาคไปในวันนี้นี่แหละ จึงเรียกพระจุนทะเถระมาว่า มาไปกันเถิดท่านจุนทะ ท่านจงบอกภิกษุบริษัท ๕๐๐ รูปของเราว่า อาวุโส ท่านจงถือบาตรและจีวร พระธรรมเสนาบดีประสงค์จะไปนาลกคาม. พระเถระได้ทำอย่างนั้น. ภิกษุเก็บเสนาสนะถือบาตรจีวรมายังสำนักพระเถระ.

____________________________

องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๗๗-๒๘๖

พระเถระก็เก็บเสนาสนะ ปัดกวาดที่พักกลางวัน ยืนอยู่ที่ประตูมองดูที่พักกลางวัน ดำริว่า บัดนี้ นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย ไม่มีการกลับมา ผู้อันภิกษุ ๕๐๐ รูปแวดล้อมแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทูลเป็นคำร้อยกรองกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ฉินฺโนทานิ ภวิสฺสามิ โลกนาถ มหามุนิ คมนาคมนํ นตฺถิ ปจฺฉิมา วนฺทนา อยํ ชีวิตํ อปฺปกํ มยฺหํ อิโต สตฺตาหมจฺจเย นิกฺขิเปยฺยามหํ เทหํ ภารโวโรปนํ ยถา อนุชานาตุ เม ภนฺเต (ภควา) อนุชานาตุ สุคโต ปรินิพฺพานกาโล เม โอสฺสฏฺโฐ อายุสงฺขาโรติ. ข้าแต่พระมหามุนีโลกนาถเจ้า บัดนี้ ข้าพระองค์ตัดสิ้น แล้ว ไม่มีการไปการมา นี้เป็นการถวายบังคมลาครั้งสุดท้าย ชีวิตของข้าพระองค์น้อย ต่อไปนี้ล่วงไป ๗ วัน ข้าพระองค์จะ ทอดทิ้งเรือนร่าง เหมือนวางภาระลง ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอนุญาต ขอพระสุคตโปรด อนุญาตแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด นี้เป็นเวลาปรินิพพาน ข้าพระ องค์ปลงอายุสังขารแล้ว พระเจ้าข้า.

ก็เพราะเหตุที่พวกมิจฉาทิฏฐิชอบยกโทษว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จงปรินิพพานเถิด ก็จะกลายเป็นว่าพรรณนาคุณของความตายไป เมื่อตรัสว่า อย่าปรินิพพานเลย ก็จะกลายเป็นกล่าวคุณของวัฏฏสงสารไป เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงไม่ตรัสแม้คำทั้งสอง. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะท่านว่า สารีบุตร เธอจักปรินิพพานที่ไหน.

เมื่อท่านกราบทูลว่า ห้องน้อย ในนาลกคาม แคว้นมคธมีอยู่ ข้าพระองค์จักปรินิพพานในห้องนั้น พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า สารีบุตร บัดนี้ เธอสำคัญกาลอันควรเถิด เวลานี้ การเห็นภิกษุเช่นนั้นสำหรับพี่น้องของเธอจักหาได้ยาก เพราะฉะนั้น เธอจงแสดงธรรมแก่พี่น้องเหล่านั้นเถิด.

พระเถระรู้ว่า พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะให้เราแสดงฤทธิ์ต่างๆ เสียก่อนแสดงธรรม จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วโลดสูง ๗ ชั่วต้นตาล กลับลงมาถวายบังคมแล้วยืนอยู่ท่ามกลางอากาศชั่ว ๗ ต้นตาล แสดงฤทธิ์ต่างๆ อย่าง แล้วแสดงธรรม. ชาวนครทั้งสิ้นประชุมกัน.

พระเถระลงมาแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ถึงเวลาไปของข้าพระองค์แล้ว พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือธรรมาสน์ ทรงพระดำริว่าจักให้สารีบุตรแสดงฤทธิ์แล้ว จึงลุกจากธรรมาสน์ เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังพระคันธกุฎี แล้วประทับยืนบนบัลลังก์แก้วมณี.

พระเถระกระทำประทักษิณ (เวียน ๓) ๓ ครั้ง แล้วถวายบังคมในที่ ๔ แห่ง

กราบทูลว่า เหนือขึ้นไปแต่กัปนี้ได้ ๑ อสงไขย กำไรแสนกัป ข้าพระองค์หมอบอยู่แทบบาทมูลของพระอโนมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรารถนาจะพบพระองค์ ความปรารถนานั้นของข้าพระองค์สำเร็จแล้ว ข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้ว นั่นเป็นการเห็นครั้งแรก นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย จะไม่มีการเห็นพระองค์อีก

แล้วประคองอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธาน แล้วกลับบ่ายหน้าไปจนพ้นทัศนวิสัย ตั้งแต่บัดนี้ไป ขึ้นชื่อว่าการไปการมาในฐานะไรๆ โดยอำนาจจุติปฏิสนธิไม่มีดังนี้ แล้วจึงถวายบังคมลาไป.

แผ่นมหาปฐพีก็ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกะเหล่าภิกษุผู้ยืนล้อมอยู่ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงตามไปส่งพี่ชายของพวกเธอเถิด. ภิกษุทั้งหลายพากันไปจนถึงซุ้มประตู.

พระเถระกล่าวว่า หยุดเถิดผู้มีอายุ พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วให้ภิกษุเหล่านั้นกลับไป ตนเองก็ไปพร้อมกับบริษัท.

พวกผู้คนก็พากันติดตามร่ำไรรำพันว่า แต่ก่อนพระผู้เป็นเจ้าจาริกไปก็กลับมา แต่ครั้งนี้ไปลับไม่กลับมา. พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พวกท่านอย่าประมาท สังขารทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้แหละ แล้วให้ผู้คนเหล่านั้นกลับไป. ครั้งนั้น พระสารีบุตรอนุเคราะห์ผู้คนตลอด ๗ วัน ในระหว่างหนทาง ถึงนาลกคามในเวลาเย็น แล้วหยุดพักอยู่ที่โคนต้นไทร ใกล้ประตูบ้าน.

ครั้งนั้น หลานชายของพระเถระ ชื่อว่าอุปเรวตะ ไปนอกบ้านพบพระเถระเข้าไปหาแล้วไหว้ยืนอยู่. พระเถระพูดกะหลานชายว่า ย่าของเจ้าอยู่ในเรือนหรือ. หลานชายก็ตอบว่า ขอรับกระผม. พระเถระบอกว่า เจ้าจงไปบอกว่าเรามาที่นี้แล้ว และเมื่อเขาถามว่าเพราะเหตุไร จงบอกว่า ได้ยินว่า ท่านจะพักอยู่ในบ้านนี้วันเดียว จงจัดห้องน้อยที่เราเกิด และจัดที่อยู่สำหรับภิกษุ ๕๐๐ รูป.

หลานไปบอกว่า ย่าจ๋า ลุงฉันมาแล้ว. ย่าถามว่า เดี๋ยวนี้ อยู่ที่ไหนล่ะ. ตอบว่า อยู่ใกล้ประตูบ้าน. ก็ถามว่า มาองค์เดียว หรือว่ามีภิกษุอื่นมาด้วย. หลานก็ตอบว่า มีภิกษุ ๕๐๐ รูปมาด้วย. เมื่อถามว่า มาทำไม. หลานก็บอกเรื่องนั้น.

นางพราหมณีคิดว่า ทำไมหนอจึงต้องสั่งให้จัดสถานที่อยู่สำหรับภิกษุถึงเพียงนั้น เขาบวชเมื่อหนุ่มอยากเป็นคฤหัสถ์เมื่อแก่ จึงให้จัดห้องที่เกิด ให้ทำที่อยู่สำหรับภิกษุ ๕๐๐ รูป ตามประทีปไว้ต้อนรับพระเถระ.

พระเถระกับภิกษุทั้งหลายขึ้นไปยังปราสาทเข้าไปสู่ห้องที่เกิดแล้วนั่ง ครั้นแล้วก็ส่งภิกษุทั้งหลายไปด้วยกล่าวว่า จงไปที่อยู่ของพวกท่านกันเถิด. พอภิกษุทั้งหลายไปแล้ว อาพาธกล้าก็เกิดขึ้นแก่พระเถระ. โรคลงโลหิตเกิดเวทนาใกล้ตาย. ภาชนะหนึ่งรอง ภาชนะหนึ่งชักออก.

นางพราหมณีคิดว่า ความไปแห่งบุตรของเรา ไม่เป็นที่ชอบใจ ยืนพิงประตูห้องที่อยู่ของตน. ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตรวจดูว่าพระธรรมเสนาบดีอยู่ที่ไหน ก็รู้ว่านอนบนเตียงที่ปรินิพพานในห้องน้อยที่เกิดในนาลกคาม เราจักไปดูเป็นปัจฉิมทัสสนะ แล้วพากันมาไหว้ยืนอยู่แล้ว. พระเถระถามว่า ท่านเป็นใคร. ตอบว่า พวกเราเป็นท้าวมหาราชเจ้าข้า. ถามว่า มาทำไม. ตอบว่า มาเป็นคิลานุปัฏฐาก. พระเถระส่งไปด้วยกล่าวว่า ช่างเถิด คิลานุปัฏฐากมีอยู่ ไปเสียเถิดท่าน. ครั้นท้าวมหาราชไปแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพก็มาโดยนัยนั้นเหมือนกัน. เมื่อท้าวสักกะเสด็จไปแล้ว ท้าวสุยามะเป็นต้น และท้าวมหาพรหมก็พากันมา. พระเถระส่งเทพและพรหมเหล่านั้นไปอย่างนั้นเหมือนกัน.

นางพราหมณีเห็นพวกเทวดามาและไป คิดว่าพวกเหล่านั้นเป็นใครหนอ จึงมาไหว้แล้วไหว้อีกซึ่งบุตรของเราแล้วก็ไป จึงไปยังประตูห้องของพระเถระ ถามว่า เป็นอย่างไร พ่อจุนทะ. พระเถระบอกเรื่องนั้นแล้วกล่าวว่า มหาอุบาสิกามาแล้ว ขอรับ.

พระเถระถามว่า ทำไมจึงมาผิดเวลา. นางพราหมณีตอบว่า มาเยี่ยมเจ้าซิลูก แล้วถามว่า พวกใครมาก่อนพ่อ.

พระเถระตอบว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ อุบาสิกา.

นางพราหมณีถามว่า พ่อ เจ้าเป็นใหญ่กว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔ หรือ.

ตอบว่า อุบาสิกา ท้าวมหาราชเหล่านั้นก็เหมือนคนวัด ทรงถือพระขรรค์อารักขา ตั้งแต่พระศาสดาของเราทรงถือปฏิสนธิ.

ถามว่า ครั้นท้าวมหาราชเหล่านั้นกลับไปแล้ว ใครมาอีกล่ะลูก.

ตอบว่า ท้าวสักกะจอมเทพ.

ถามว่า เจ้าเป็นใหญ่กว่าท้าวเทวราชหรือลูก.

ตอบว่า อุบาสิกา ท้าวสักกะนั้นก็เหมือนสามเณรถือของ เมื่อพระศาสดาของเราลงจากดาวดึงส์ ก็ทรงถือบาตรและจีวรลงมา.

ถามว่า ครั้นท้าวสักกะนั้นเสด็จกลับแล้ว ใครสว่างจ้ามาล่ะลูก.

ตอบว่า อุบาสิกา ผู้นั้นชื่อท้าวมหาพรหมชั้นสุทธาวาส เป็นทั้งผู้มีบุญคุณ ทั้งครูของแม่ จ้ะ.

ถามว่า เจ้ายังเป็นใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมอีกหรือ.

ตอบว่า จ้ะ อุบาสิกา. ได้ยินว่า ในวันที่พระศาสดาของเราประสูติ ท้าวมหาพรหมทั้ง ๔ ชื่อนี้ ใช้ข่ายทองมารับพระมหาบุรุษ.

ครั้งนั้น เมื่อนางพราหมณีคิดว่า บุตรของเรายังมีอานุภาพถึงเพียงนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าศาสดาของบุตรเรา จะมีอานุภาพสักเพียงไหน. ปีติ ๕ อย่างเกิดขึ้นแผ่ไปทั่วเรือนร่างอย่างฉับพลัน.

พระเถระคิดว่า มารดาของเราเกิดปิติโสมนัส บัดนี้เป็นเวลาเหมาะที่จะแสดงธรรม จึงกล่าวว่า จะคิดไปทำไม มหาอุบาสิกา. นางพราหมณีกล่าวว่า บุตรของเรามีคุณถึงเพียงนี้ พระศาสดาของบุตรเราจักมีคุณสักเพียงไหน ดังนั้น แม่จึงคิดอย่างนี้นะลูก. พระเถระกล่าวว่า ท่านมหาอุบาสิกา สมัยพระศาสดาของเราประสูติ ออกมหาภิเนษกรมณ์ตรัสรู้ และประกาศพระธรรมจักร หมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว ขึ้นชื่อว่าผู้เสมอด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติญาณทัสสนะไม่มี แล้วกล่าวพระธรรมเทศนาอันประกอบด้วยพระพุทธคุณอย่างพิสดารว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นต้น.

เวลาจบพระธรรมเทศนาของบุตรที่รัก นางพราหมณีก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วกล่าวกะบุตรว่า พ่ออุปติสสะ เหตุไร เจ้าจึงได้กระทำอย่างนี้ล่ะลูก เจ้าไม่ให้อมตธรรมชื่อนี้แก่แม่ ตลอดเวลาถึงเพียงนี้.

พระเถระคิดว่า บัดนี้ ค่าน้ำนมข้าวป้อนที่นางสารีพราหมณีมารดาของเราให้ไว้ ก็ได้รับชดใช้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ จึงส่งนางพราหมณีไปด้วยกล่าวว่า ไปเถิด มหาอุบาสิกา.

แล้วถามว่า จวนสว่างหรือยัง. ตอบว่า จวนสว่างแล้วขอรับ. สั่งว่า ถ้าอย่างนั้นจงประชุมพระภิกษุสงฆ์เถิด. ตอบว่า พระสงฆ์ประชุมกันแล้วขอรับ. สั่งว่า ยกเราขึ้นนั่งทีซิ. พระจุนทะก็ยกขึ้นให้นั่ง.

พระเถระเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีอายุ พวกท่านอยู่กับเรามาถึง ๔๔ ปี ไม่ชอบใจกรรมทางกาย หรือกรรมทางวาจาของเราอันใด ผู้มีอายุจงงดโทษนั้นเสียเถิด. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านขอรับ พวกเราเที่ยวไปไม่ละท่านเหมือนเงา ชื่อว่ากรรมที่ไม่ชอบใจถึงเพียงนี้ย่อมไม่มีแก่พวกเรา แต่ขอท่านโปรดงดโทษแก่พวกเราเสียด้วย.

ครั้นแสงอรุณปรากฏ พระเถระยังมหาปฐพีให้เลื่อนลั่น แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. เทพดาและมนุษย์เป็นอันมากพากันกระทำสักการะในสถานที่ปรินิพพาน.

ท่านพระจุนทะถือบาตรและจีวรและผ้าห่อพระธาตุไปยังพระเชตวัน พาพระอานนท์เถระเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือผ้ากรองน้ำห่อพระธาตุกล่าวคุณของพระเถระด้วยคาถา ๕๐๐ คาถา โปรดให้สร้างพระธาตุเจดีย์ ได้ประทานสัญญาแก่พระอานนท์เถระเพื่อเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์. พระเถระก็บอกภิกษุทั้งหลาย.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร ได้เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์. ในเวลาเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์นั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระก็ปรินิพพาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาพระธาตุของพระมหาโมคคัลลานะแม้นั้น โปรดให้สร้างเจดีย์แล้วออกจากกรุงราชคฤห์ บ่ายพระพักตร์ไปทางแม่น้ำคงคา เสด็จถึงบ้านอุกกเวลคามโดยลำดับ.

ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในอุกกเวลคามนั้น ทรงมีพระภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร ประทับนั่ง ณ ที่นั้นทรงแสดงพระสูตร ที่เกี่ยวด้วยการปรินิพพานของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ออกจากอุกกเวลคามเสด็จถึงกรุงเวสาลี. เมื่อเสด็จเข้าไปอย่างนั้น ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเวลาเช้าทรงอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงเวสาลี.

กถาแสดงตามลำดับในเรื่องนี้มีดังกล่าวมาฉะนี้.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๗๓๓-๗๔๔

ในบทว่า นิสีทนํ นี้ ท่านประสงค์เอาแผ่นหนัง. บทว่า อุเทนเจติยํ ท่านกล่าวถึงวัดที่สร้างตรงที่เจดีย์ของอุเทนยักษ์. แม้ในโคตมกเจดีย์เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ภาวิตา แปลว่า เจริญแล้ว. บทว่า พหุลีกตา แปลว่า ทำบ่อยๆ. บทว่า ยานีกตา แปลว่า กระทำเหมือนยานที่เทียมแล้ว. บทว่า วตฺถุกตา แปลว่า ทำเหมือนพื้นที่ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง. บทว่า อนุฎฺฐิตา แปลว่า ตั้งไว้แล้ว. บทว่า ปริจิตา แปลว่า ก่อไว้โดยรอบ คือทำให้เจริญด้วยดี. บทว่า สุสมารทฺธา แปลว่า ริเริ่มด้วยดี.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสโดยไม่จำกัดดังกล่าวมาฉะนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงไม่จำกัดอีกจึงตรัสว่า ตถาคตสฺส โข เป็นต้น.

พึงทราบวินิจฉัยในเรื่องนี้ต่อไปนี้.

บทว่า กปฺปํ ได้แก่อายุกัป. พระตถาคต เมื่อกระทำอายุประมาณของเหล่ามนุษย์ในกาลนั้นๆ ให้บริบูรณ์พึงดำรงอยู่.

บทว่า กปฺปาวเสสํ วา ได้แก่ เกินกว่าร้อยปี ที่ตรัสไว้ว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย น้อยกว่าร้อยปีหรือเกินกว่านั้น.

ส่วนพระมหาสิวเถระกล่าวว่า ชื่อว่าการบันลือในฐานะที่ไม่สมควรของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี. จริงอยู่ พระองค์ทรงข่มเวทนาปางตายที่เกิดขึ้นในเวฬุวคามถึงสิบเดือนได้ฉันใด ก็ทรงเข้าสมาบัตินั้นบ่อยๆ ทรงข่มเวทนาได้ถึงสิบเดือนก็พึงทรงดำรงอยู่ได้ ตลอดภัททกัปนี้ได้ฉันนั้น.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงดำรงอยู่.

ตอบว่า เพราะขึ้นชื่อว่าสรีระที่มีใจครอง ถูกวิโรธิปัจจัยมีฟันหักเป็นต้นครอบงำอยู่. ความจริง พระพุทธะทั้งหลายยังไม่ถึงภาวะแห่งวิโรธิปัจจัย มีฟันหักเป็นต้น ย่อมปรินิพพานเสียในเวลาที่ทรงเป็นที่รักที่ชอบใจของมหาชนทีเดียว. อนึ่ง เมื่อพระมหาสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็พึงดำรงอยู่เหมือนตอแต่ละอันๆ แต่พระองค์เสด็จไปกับภิกษุหนุ่มและสามเณรเป็นบริวาร ก็พึงถูกเขาดูหมิ่นว่า โอ้โฮ บริษัทของพระพุทธะทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น จึงไม่ทรงดำรงอยู่. แม้เมื่อถูกกล่าวอย่างนี้ พระองค์ก็จะทรงชอบพระทัย.

คำว่า อายุกปฺโป นี้ ท่านนิยามไว้ในอรรถกถาแล้ว.

____________________________

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๔ องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๗๑

ในคำว่า ยถา ตํ มาเรน ปริยุฎฺฐิตจิตฺโต นี้ คำว่า ตํ เป็นเพียงนิบาต.

อธิบายว่า ปุถุชนคนไรแม้อื่น ถูกมารยึดจิต ครอบงำจิต ไม่พึงอาจจะรู้แจ้งแทงตลอดได้ฉันใด ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจรู้แจ้งแทงตลอดฉันนั้นเหมือนกัน.

ความจริง มารย่อมยึดจิตของผู้ที่ยังละวิปัลลาส ๔ ไม่ได้ทุกๆ ประการ. พระเถระก็ยังละวิปัลลาส ๔ ไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น มารจึงยึดครองจิตท่านไว้.

ถามว่า ก็มารนั้นเมื่อยึดจิต กระทำอย่างไร.

ตอบว่า มารแสดงอารมณ์คือรูป หรือให้ได้ยินอารมณ์คือเสียงที่น่ากลัว แต่นั้น เหล่าสัตว์เห็นรูปหรือได้ยินเสียงนั้นแล้ว ก็ละสติแล้ว อ้าปาก. มารก็สอดมือเข้าทางปากของสัตว์เหล่านั้นแล้วบีบหทัย. แต่นั้น เหล่าสัตว์ก็จะสลบสนิท.

แต่สำหรับพระเถระ ไฉน มารจักสามารถสอดมือเข้าทางปากพระเถระได้ ได้แต่แสดงอารมณ์ที่น่ากลัว. พระเถระเห็นมารนั้น ก็ไม่รู้แจ้งโอภาสคือนิมิต.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบตรัสเรียกถึง ๓ ครั้ง เพื่อประโยชน์อะไร.

ตอบว่า เพื่อทรงบรรเทาความโศกด้วยการยกโทษไว้เบื้องหน้าว่า เมื่อเราถูกเธออ้อนวอนว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดดำรงอยู่เถิดพระเจ้าข้า. เธอทำไม่ดีอย่างนั้น เธอทำผิดอย่างนี้.

มารยาจนกถาวณฺณนา

ชื่อว่า มารในคำว่า มาโร ปาปิมา นี้ ชื่อว่ามาร เพราะประกอบสัตว์ไว้ในความพินาสทำให้ตาย.

บทว่า ปาปิมา เป็นไวพจน์ของคำว่า มารนั้นนั่นเอง.

จริงอยู่ มารนั้น ท่านเรียกว่ามาร เพราะประกอบด้วยบาปธรรม. แม้คำว่า กัณหะ อันตกะ นมุจิ ปมัตตพันธุ ก็เป็นชื่อของมารนั้นเหมือนกัน.

บทว่า ภาสิตา โข ปเนสา ความว่า ก็มารนี้ ติดตามมาที่โพธิมัณฑสถาน ในสัปดาห์ที่ ๘ นับแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุประโยชน์ของพระองค์ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาโดยลำดับแล้ว ทรงแทงตลอดพระสัมพุทธญาณแล้ว พระองค์จะทรงตรวจดูโลกไปทำไม จึงทูลวิงวอนว่า บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดปรินิพพานเสีย เหมือนในวันนี้ พระเจ้าข้า. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปฏิเสธแก่มารนั้นว่า เราจะไม่ปรินิพพานก่อนดังนี้เป็นต้น. มารหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า ภาสิตา โข ปเนสา ภนฺเต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิยตฺตา ได้แก่ ฉลาดโดยมรรค. ภิกษุทั้งหลายถูกแนะนำอย่างนั้นเหมือนกัน แกล้วกล้าก็อย่างนั้น.

บทว่า พหุสฺสุตา ชื่อว่าพหูสูต เพราะมีสุตะมาก โดยพระไตรปิฏก. ชื่อว่าธรรมธร เพราะทรงธรรมนั่นแล.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า เป็นพหูสูตโดยปริยัติ ๑ เป็นพหุสูตโดยปฏิเวธ ๑. ชื่อว่าธรรมธร เพราะทรงธรรม คือปริยัติและปฏิเวธนั่นแล.

บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติวิปัสสนาธรรมอันสมควรแก่อริยธรรม. บทว่า สามีจิปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติปฏิปทาอันเหมาะ. บทว่า อนุธมฺมจาริโน แปลว่า มีปกติประพฤติธรรมอันสมควร. บทว่า สกํ อาจริยกํ ได้แก่ วาทะอาจารย์ของตน. คำทั้งหมดมีว่า อาจิกฺขนฺติ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกัน.

บทว่า สห ธมฺเมน ได้แก่ ถ้อยคำอันมีเหตุมีการณ์. บทว่า สปฺปาฏิหาริยํ ความว่า จักแสดงธรรม จนถึงธรรมอันนำสัตว์ออกจากทุกข์. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ สาสนพรหมจรรย์ทั้งสิ้น อันสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓. บทว่า อิทฺธํ ได้แก่ สำเร็จด้วยอำนาจฌานเป็นต้น. บทว่า ผีตํ ได้แก่ ถึงความเจริญโดยถึงพร้อมด้วยอภิญญา เหมือนดอกไม้ที่บานเต็มที่แล้วเป็นต้น. บทว่า วิตฺถาริกํ ความว่า ได้แก่ แผ่ไปโดยประดิษฐานอยู่ในทิสาภาคนั้นๆ. บทว่า พาหุชญฺญํ ได้แก่ ชนเป็นอันมากรู้แจ้งแทงตลอดโดยตรัสรู้ของมหาชน.

บทว่า ปถุภูตํ ได้แก่ ถึงความแน่นหนาโดยอาการทั้งปวง. แน่นหนาอย่างไร. แน่นหนาจนกว่าเทพยดาและมนุษย์ประกาศด้วยดีแล้ว. อธิบายว่า เทวดาและมนุษย์ผู้เป็นวิญญูชนมีอยู่ประมาณเพียงไร เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดนั้นประกาศดีแล้ว.

บทว่า อปฺโปสฺสุกฺโก ได้แก่ ปราศจากความอาลัย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป ตั้งแต่สัปดาห์ที่ ๘ ท่านเทียวไปเทียวมา ร่ำร้องว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระสุคตโปรดปรินิพพานเสียบัดนี้เถิด พระเจ้าข้า. บัดนี้ ตั้งแต่วันนี้ไป ท่านจงเลิกอุตสาหะ อย่าพยายามให้เราปรินิพพานเลย.

อายุสงฺขารโอสฺสชฺชนวณฺณนา

บทว่า สโต สมฺปชาโน อายุสงฺขารํ โอสฺสชฺชิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำสติตั้งมั่นด้วยดี กำหนดด้วยพระญาณ ปลงสละอายุสังขาร ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงปลงอายุสังขาร เหมือนเอามือทิ้งก้อนดิน ทรงเกิดจิตคิดว่า จักทรงเข้าสมาบัติไม่ขาดระยะเพียง ๓ เดือนเท่านั้น ต่อแต่นั้นจักไม่เข้า. ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า โอสฺสชฺชิ ปาฐะว่า อุสฺสชฺชิ ดังนี้ก็มี.

บทว่า มหาภูมิจาโร ได้แก่ มหาปฐพีหวั่นไหว. ได้ยินว่า ครั้งนั้น หมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว.

บทว่า ภึสนโก ได้แก่ เกิดความน่ากลัว.

บทว่า เทวทุนฺทภิโยว ผลึสุ ได้แก่ เหล่ากลองทิพย์ก็บันลือลั่น เมฆฝนก็กระหึ่ม ครึมครางดั่งฤดูแล้ง สายฟ้ามิใช่ฤดูกาลก็แลบแปลบปลาบ. ท่านอธิบายว่า ฝนตกชั่วขณะ.

ในคำว่า อุทานํ อุทาเนสิ ถามว่า ทรงอุทานเพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพราะได้ยินว่า ชื่อว่าใครๆ จะพึงพูดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกมารติดตามไปข้างหลังๆ อ้อนวอนรบกวนว่า โปรดปรินิพพานเถิด พระเจ้าข้าๆ ทรงปลงอายุสังขารเพราะกลัว จึงทรงเปล่งพระอุทานที่เปล่งด้วยกำลังปีติ เพื่อแสดงความข้อนี้ว่า ชื่อว่าคำอุทานย่อมไม่มีแก่ผู้กลัวว่า ขอมารอย่ามีโอกาสเลย.

ในอุทานนั้น ชื่อว่า ตุละ เพราะชั่งกำหนดโดยภาวะที่ประจักษ์ของสัตว์มีสุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกเป็นต้นทั้งหมด.

กรรมที่ชั่งได้นั้นเป็นอย่างไร. ได้แก่ กรรมฝ่ายกามาวจร. ชื่อว่า อตุละ เพราะชั่งไม่ได้. หรือ โลกิยกรรมอย่างอื่นที่เทียม ที่เหมือนกับกามาวจรกรรมนั้นไม่มี. กรรมที่ชั่งไม่ได้นั้นเป็นอย่างไร. ได้แก่ กรรมฝ่ายมหัคคตะ.

อีกอย่างหนึ่ง กามาวจรกรรม รูปาวจรกรรมจัดเป็นตุละ. อรูปาวจรกรรมจัดเป็นอตุละ.

อีกอย่างหนึ่ง กรรมที่มีวิบากน้อย ชื่อว่าตุละ. ที่มีวิบากมาก ชื่อว่าอตุละ.

บทว่า สมฺภวํ ได้แก่ กรรมที่กระทำเป็นก้อน. อธิบายว่า กระทำเป็นกองอันเป็นเหตุเกิด.

บทว่า ภวสงฺขารํ ได้แก่ กรรมที่แต่งภพใหม่. บทว่า อวสฺสชฺชิ ได้แก่ ปลง. บทว่า มุนี ได้แก่ พระมุนี คือพระพุทธเจ้า.

บทว่า อชฺฌตฺตรโต คือ ยินดีภายในแน่นอน.

บทว่า สมาหิโต คือ ตั้งมั่นแล้วด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.

บทว่า อภินฺทิ กวจมิว ได้แก่ ทำลายกิเลส ดุจเกาะ.

บทว่า อตฺตสมฺภวํ ได้แก่ กิเลสที่เกิดแล้วในตน.

ท่านอธิบายไว้ว่า พระมุนีทรงปลดปล่อยโลกิยกรรม กล่าวคือตุลกรรมและอตุลกรรม ที่ได้ชื่อว่าสัมภวะ เพราะอรรถว่ามีวิบาก ว่าภวสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งภพและทรงยินดีภายใน ตั้งมั่นแล้ว ทำลายกิเลสที่เกิดในตน เหมือนนักรบใหญ่ในสนามรบทำลายเกาะฉะนั้น.

อีกนัยหนึ่ง บทว่า ตุลํ ได้แก่ ชั่ง คือพิจารณา. บทว่า อตุลญฺจ สมฺภวํ ได้แก่ พระนิพพานและภพ. บทว่า ภวสงฺขารํ ได้แก่ กรรมที่ไปสู่ภพ. บทว่า อวสฺสชฺชิ มุนี ความว่า พระมุนี คือพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาโดยนัยเป็นอาทิว่า ปัญจขันธ์ไม่เที่ยง ความดับปัญจขันธ์ คือนิพพานเป็นของเที่ยง แล้วทรงเห็นโทษในภพ และอานิสงส์ในนิพพานแล้ว ทรงปลดปล่อยด้วยอริยมรรค อันกระทำความสิ้นกรรมที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า กรรมเครื่องปรุงแต่งภพ อันเป็นมูลแห่งขันธ์ทั้งหลายนั้น เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมดังนี้. พระองค์ทรงยินดีในภายใน ตั่งมั่นแล้ว ทรงทำลายกิเลสที่เกิดในตน เหมือนเกราะได้อย่างไร. ความจริง พระมุนีนั้นทรงยินดีในภายในด้วยอำนาจวิปัสสนา ทรงตั้งมั่นด้วยอำนาจสมถะ รวมความว่า พระองค์ทรงทำลายข่าย คือกิเลสทั้งหมดที่ตั้งรึงรัดอัตภาพดุจเกราะ ที่ได้ชื่อว่าอัตตสัมภวะ เพราะเกิดในตน ด้วยกำลังสมถะและวิปัสสนา ตั้งแต่เบื้องต้น และละกรรมด้วยการละกิเลสอย่างนี้ว่า กรรมที่ทำโดยไม่มีกิเลส ชื่อว่ายังเหลืออยู่ เพราะไม่มีปฏิสนธิ. พึงทราบว่า ชื่อว่าความกลัวของผู้ละกิเลสได้แล้วไม่มี เพราะฉะนั้น พระมุนีไม่ทรงกลัวแล้ว จึงทรงปลงอายุสังขาร เพราะเหตุนั้น จึงทรงเปล่งอุทาน เพื่อให้รู้ว่าไม่ทรงกลัว.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๗๓๕

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๘๘ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓๒

มหาภูมิจาลวณฺณนา

บทว่า ยํ มหาวาตา ความว่า โดยสมัยใด หรือในสมัยใด ลมใหญ่ย่อมพัด.

บทว่า มหาวาตา วายนฺตา ได้แก่ ธรรมดาว่า ลมอุกเขปกะเมื่อเกิดขึ้น ก็พัดตัดลมที่อุ้มน้ำหนา ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ขาดสะบั้น แต่นั้น น้ำก็ตกลงในอากาศ เมื่อน้ำตกลงแผ่นดินก็ตกลง. ลมก็หอบรับน้ำไว้อีกด้วยกำลังของตน เหมือนน้ำภายในธมกรก. แต่น้ำนั้นก็พุ่งขึ้น เมื่อน้ำพุ่งขึ้นแผ่นดินก็พุ่งขึ้น น้ำไหวแล้วก็ทำให้แผ่นดินไหวอย่างนี้. การไหวของน้ำและแผ่นดินย่อมมีมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ด้วยประการฉะนี้. แต่ความพุ่งลงและพุ่งขึ้นย่อมไม่ปรากฏ เพราะเป็นของหนา.

บทว่า มหิทฺธิโก มหานุภาโว ความว่า สมณะหรือพราหมณ์ ชื่อว่าผู้มีฤทธิ์มาก เพราะมีความสำเร็จมาก ชื่อว่าผู้มีอานุภาพมาก เพราะสิ่งที่จะได้รับมาก.

บทว่า ปริตฺตา แปลว่า มีกำลังน้อย. บทว่า อปฺปมาณา ได้แก่ ผู้มีกำลัง.

บทว่า โส อิมํ ปฐวึ กปฺเปติ ความว่า ท่านทำฤทธิ์ให้เกิดแล้วเกิดความสังเวช เหมือนพระมหาโมคคัลลานะ หรือเมื่อทรงทดลอง ย่อมทำให้แผ่นดินไหว เหมือนสังฆรักขิตสามเณรหลานพระมหานาคเถระ.

ได้ยินว่า สามเณรนั้นขณะโกนผมเท่านั้นก็บรรลุพระอรหัต คิดว่า มีภิกษุไรๆ ไหมหนอ ที่เคยบรรลุพระอรหัตในวันที่บวชนั่นเอง แล้วทำเวชยันตปราสาทให้ไหว. แต่นั้นก็รู้ว่าไม่มีใคร จึงคิดว่า เราจะทำให้ไหวยืนอยู่บนยอดเวชยันตปราสาท แล้วใช้เท้ากระทืบก็ไม่อาจทำให้ไหวด้วยกำลังแห่งอภิญญา.

ครั้งนั้น เหล่านางรำของท้าวสักกะ ก็กล่าวกะสามเณรนั้นว่า ลูกสังฆรักขิต เธอประสงค์จะทำเวชยันตปราสาทให้ไหวด้วยศีรษะที่มีกลิ่นเหม็นเท่านั้นพ่อเอ๋ย ปราสาทมีโอกาสตั้งอยู่ดีแล้ว ท่านอาจทำให้ไหวอย่างไรได้. สามเณรรำลึกว่า เทวดาเหล่านี้เย้ยหยันกับเรา แต่เรายังไม่ได้อาจารย์ พระมหานาคเถระผู้อยู่ประจำสมุทร อาจารย์ของเราอยู่ไหนหนอ รู้ว่าอาจารย์สร้างที่เร้นในน้ำไว้ในมหาสมุทรนั่งพักผ่อนกลางวัน จึงไปในที่นั้นไหว้พระเถระแล้วยืนอยู่.

แต่นั้น พระเถระพูดกะสามเณรนั้นว่า พ่อ สังฆรักขิต เจ้ายังไม่ได้ศึกษาจะเข้าไปต่อยุทธ์หรือ แล้วถามว่า พ่อเจ้าไม่สามารถทำให้เวชยันตปราสาทให้ไหวหรือ.

ตอบว่า ผมยังไม่ได้อาจารย์นี้ขอรับ.

ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะสามเณรนั้นว่า พ่อเอ๋ย เมื่อคนเช่นเจ้าให้ไหวไม่ได้ คนอื่น คือใครเล่าจักให้ไหวได้ เจ้าเคยเห็นก้อนโคมัยลอยอยู่เหนือหลังน้ำไหมละพ่อ แล้วกล่าวต่อไปว่า พ่อเอ๋ย คนทั้งหลายเขาทำขนมเบื้อง เขาไม่ตัดที่ปลายดอก เจ้าจงรู้ด้วยอุปมานี้.

สามเณรกล่าวว่า ปราสาทนั้นจักหมุนด้วยอาการเพียงเท่านี้ขอรับ แล้วอธิษฐานว่า ขอน้ำจงมีตลอดโอกาสที่ปราสาทตั้งอยู่ บ่ายหน้าไปยังเวชยันตปราสาท. เหล่าเทพธิดาเห็นสามเณรแล้วพูดกันว่า สามเณรอับอายไปครั้งหนึ่งแล้ว ยังมาแล้วมาอีก. ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า พวกเจ้าอย่าพูดกับบุตรของเราเลย บัดนี้ เธอได้อาจารย์แล้ว ชั่วขณะ เธอจักทำปราสาทให้ไหวได้. สามเณรใช้นิ้วเท้าเกี่ยวยอดปราสาท. ปราสาทก็โอเอนไปทั้ง ๔ ทิศ. เหล่าเทวดาร้องลั่นว่า พ่อเอย โปรดให้ปราสาทคงตั้งอยู่เถิดๆ. สามเณรวางปราสาทไว้ที่เดิมแล้ว ยืนบนยอดปราสาทเปล่งอุทานว่า

เราบวชวันนี้ก็บรรลุอาสวักขัยวันนี้ เราทำปราสาทให้ไหววันนี้

โอพระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณมโหฬาร.

เราบวชวันนี้ก็บรรลุอาสวักขัยวันนี้ เราทำปราสาทให้ไหววันนี้

โอพระธรรมมีพระคุณมโหฬาร.

เราบวชวันนี้ก็บรรลุอาสวักขัยวันนี้ เราทำปราสาทให้ไหววันนี้

โอพระสงฆ์มีพระคุณมโหฬาร.

คำที่จะพึงกล่าวในเรื่องแผ่นดินไหว ๖ ประการนอกจากนี้ ท่านกล่าวไว้แล้วในมหาปทานสูตร.

ในเหตุเกิดแผ่นดินไหว ๘ ประการนี้ ดังกล่าวมานี้ ครั้งที่ ๑ ไหวด้วยธาตุกำเริบ ครั้งที่ ๒ ไหวด้วยอานุภาพของผู้มีฤทธิ์ ครั้งที่ ๓ และครั้งที่ ๔ ไหวด้วยเดชแห่งบุญ ครั้งที่ ๕ ไหวด้วยอำนาจแห่งญาณ ครั้งที่ ๖ ไหวด้วยอำนาจสาธุการ ครั้งที่ ๗ ไหวด้วยอำนาจความเป็นผู้มีกรุณา ครั้งที่ ๘ ไหวด้วยการร้องไห้.

ครั้งเมื่อพระมหาสัตว์ลงสู่พระครรภ์พระมารดาและออกจากพระครรภ์นั้น แผ่นดินไหวด้วยอำนาจแห่งบุญของพระองค์. ครั้งตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ แผ่นดินไหวด้วยอำนาจพระญาณ ครั้งประกาศพระธรรมจักร แผ่นดินก็ผงาดขึ้นให้สาธุการไหว ครั้งปลงอายุสังขาร แผ่นดินผงาดขึ้นด้วยความกรุณา ทนความเคลื่อนไหวแห่งจิตไม่ได้ก็ไหว. ครั้งปรินิพพาน แผ่นดินก็ถูกกระหน่ำด้วยกำลังการร้องไห้ก็ไหว. ก็ความนี้พึงทราบด้วยอำนาจเทวดาประจำแผ่นดิน. แต่ข้อนี้ไม่มีแก่ปฐวีธาตุที่เป็นมหาภูตรูป เพราะไม่มีเจตนาแล

บทว่า อิเม ในคำว่า อิเม โข อานนฺท อฎฺฐ เหตู นี้เป็นการชี้ข้อที่ทรงแสดงมาแล้ว. ก็แลด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านพระอานนท์กำหนดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปลงอายุสังขารวันนี้แน่แท้. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ทรงทราบว่าพระอานนท์กำหนดได้ ก็ไม่ประทานโอกาส ทรงประมวลเหตุทั้ง ๘ แม้อย่างอื่นเข้าไว้ด้วย จึงตรัสว่า อฎฺฐ โข อิมา ดังนี้เป็นต้น.

อฏฺฐปริสวณฺณนา

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกสตํ ขตฺติยปริสํ ได้แก่ บริษัท เช่นสมาคมพระเจ้าพิมพิสาร สมาคมพระญาติ และสมาคมเจ้าลิจฉวีเป็นอาทิ.

คำนี้ใช้ได้แม้ในจักรวาลอื่นๆ.

บทว่า สลฺลปิตปุพฺพํ ได้แก่ เคยกระทำการสนทนาปราศรัย.

บทว่า สากจฺฉา ได้แก่ เคยเข้าร่วมแม้แต่การสนทนาธรรม.

บทว่า ยาทิสโก เตสํ วณฺโณ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นผิวขาวบ้าง ผิวดำบ้าง ผิวสองสีบ้าง พระศาสดามีพระฉวีเหลืองดังทองคำ. ก็คำนี้ ท่านกล่าวอาศัยทรวดทรง. ก็แม้ทรวดทรงของสมณพราหมณ์เหล่านั้น ปรากฏเพียงอย่างเดียวเท่านั้น. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่เหมือนชนชาติมิลักขะ ทั้งไม่ทรงสวมมณีกุณฑลประทับนั่งโดยเพศของพระพุทธเจ้าเท่านั้น. ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเห็นว่าพระพุทธองค์มีทรวดทรงเสมอกับตน.

บทว่า ยาทิสโก เตสํ สโร ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีเสียงขาดบ้าง มีเสียงดังไม้ค้อนบ้าง มีเสียงเหมือนกาบ้าง พระศาสดามีพระสุระเสียงดังพรหมเท่านั้น. แต่คำนี้ ท่านกล่าวหมายถึงภาษาอื่น.

ความจริง แม้หากว่า ในบริษัทนั้น พระศาสดาประทับนั่งตรัสบนราชอาสน์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็จะเข้าใจว่า วันนี้ พระราชาตรัสด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ. แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเสด็จหลีกไป สมณพราหมณ์เหล่านั้นเห็นพระราชาเสด็จกลับมาอีกก็จะเกิดการพิจารณาทบทวนว่า ผู้นี้เป็นใครกันหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ โข อยํ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นแม้พิจารณาทบทวนอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่า ผู้นี้เป็นใครกันหนอตรัสด้วยภาษามคธ ภาษาสีหล ด้วยอาการละมุนละไม ในที่นี้เดี๋ยวนี้ ก็หายวับไป เป็นเทวดาหรือมนุษย์.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เหล่าชนผู้ไม่รู้อย่างนี้ เพื่อประโยชน์อะไร.

ตอบว่า เพื่อต้องการจะอบรม.

จริงอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ธรรมที่แม้เขาฟังแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยในอนาคตทีเดียว เพราะเหตุนั้น ทรงมุ่งถึงอนาคตจึงทรงแสดง.

พึงทราบเหตุเกิดแห่งบริษัททั้งหลายมีพราหมณ์บริษัทหลายร้อยเป็นต้น โดยอำนาจโสณทัณฑสมาคมและกูฏทันตสมาคมเป็นต้น และด้วยอำนาจจักรวาลอื่น.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำบริษัท ๘ นี้มาเพื่ออะไร?

เพื่อแสดงความเป็นผู้ไม่กลัว.

ได้ยินว่า พระองค์นำบริษัทเหล่านี้มาตรัสอย่างนี้ว่า อานนท์ ความกลัวหรือความกล้า ไม่มีแก่ตถาคตผู้เข้าไปหาบริษัท ๘ เหล่านี้แล้วแสดงธรรม แต่ใครเล่าควรจะให้เกิดความเข้าใจอย่างนี้ว่า ตถาคตเห็นมารแต่ละตนแล้วพึงกลัว อานนท์ ตถาคตไม่กลัว ไม่หวาด มีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขาร ดังนี้.

อฏฺฐอภิภายตนวณฺณนา

บทว่า อภิภายตนานิ แปลว่า เหตุครอบงำ.

ครอบงำอะไร?

ครอบงำธรรมที่เป็นข้าศึกบ้าง อารมณ์บ้าง.

ความจริง เหตุเหล่านั้นย่อมครอบงำธรรมที่เป็นข้าศึก เพราะภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ครอบอารมณ์ เพราะเป็นบุคคลที่ยิ่งด้วยญาณ.

ก็ในคำว่า อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี ดังนี้เป็นต้น บุคคลชื่อว่ามีสัญญาในรูปภายในด้วยอำนาจบริกรรมในรูปภายใน.

จริงอยู่ บุคคลเมื่อกระทำบริกรรมนีลกสิณในรูปภายใน ย่อมกระทำที่ผม ที่ดีหรือที่ดวงตา. เมื่อกระทำบริกรรมในปีตกสิณ ย่อมกระทำที่มันข้น ที่ผิว ที่หลังมือ หลังเท้า หรือที่สีเหลืองของดวงตา. เมื่อกระทำบริกรรมในโลหิตกสิณ กระทำที่เนื้อ เลือด ลิ้น หรือที่สีแดงของดวงตา. เมื่อกระทำบริกรรมในโอทาตกสิณ ย่อมกระทำที่กระดูก ฟัน เล็บ หรือที่สีขาวของดวงตา แต่บริกรรมนั้น เขียวดี เหลืองดี แดงดี ขาวดี ก็หาไม่ ยังไม่บริสุทธิ์ทั้งนั้น.

บทว่า เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า บริกรรมนั้นของบุคคลใด เกิดขึ้นภายใน แต่นิมิตเกิดในภายนอก. บุคคลนั้นมีความสำคัญว่ารูปในภายในด้วยอำนาจบริกรรมในภายในและอัปปนาในภายนอกอย่างนี้ เรียกว่า เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ผู้เดียวเห็นรูปภายนอก.

บทว่า ปริตฺตานิ ได้แก่ ไม่เติบโต.

บทว่า สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ แปลว่า มีวรรณะดีหรือวรรณะทราม.

อภิภายตนะนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจปริตตารมณ์.

บทว่า ตานิ อภิภุยฺย ความว่า คนมีท้องไส้ดีได้ข้าวเพียงทัพพีเดียวจึงมาคิดว่า จะพอกินหรือกระทำเป็นคำเดียว ฉันใด บุคคลผู้ยิ่งด้วยญาณมีญาณกล้า คิดว่าจะพึงเข้าสมาบัติในอารมณ์เล็กน้อยเท่านี้จะพอหรือ. นี้ไม่หนักสำหรับเรา แล้วครอบงำรูปเหล่านั้นเข้าสมาบัติ.

อธิบายว่า ย่อมให้ถึงอัปปนาในอภิภายตนะนั้น พร้อมกับทำนิมิตให้เกิดขึ้นทีเดียว.

ก็ด้วยบทว่า ชานามิ ปสฺสามิ นี้ ท่านกล่าวถึงความคำนึงแห่งบุคคลนั้น. ก็แล เมื่อออกจากสมาบัติ ความคำนึงนั้นก็ไม่มีภายในสมาบัติ. บทว่า เอวํสญฺญี โหติ ความว่า มีสัญญาอย่างนี้ ด้วยสัญญาในความคำนึงบ้าง ด้วยสัญญาในฌานบ้าง. จริงอยู่ สัญญาเป็นเครื่องครอบงำย่อมมีแก่บุคคลนั้น แม้ภายในสมาบัติ. ส่วนสัญญาในความคำนึง ย่อมมีเมื่อออกจากสมาบัติเท่านั้น.

บทว่า อปฺปมาณานิ ความว่า มีประมาณที่เจริญแล้ว คือใหญ่.

ส่วนในบทว่า อภิภุยฺย นี้ เปรียบเหมือนบุรุษกินจุได้ข้าวพูนชาม ก็ยังคิดว่า ของอย่างอื่นจงยกไว้ ข้าวนี้จักพอแก่เราหรือไม่ ไม่เห็นข้าวนั้นว่ามากฉันใด บุคคลผู้ยิ่งด้วยญาณ มีญาณแก่กล้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า จะเข้าฌานในอารมณ์นี้ได้หรือ อารมณ์นี้ไม่มีประมาณก็หาไม่ จึงครอบงำอารมณ์เหล่านั้น เข้าฌานด้วยคิดว่า ในการกระทำเอกัคคตาจิตไม่หนักแก่เราเลย. อธิบายว่า ให้ถึงอัปปนาในอารมณ์นั้น พร้อมกับจิตตุปบาทนั่นแล.

บทว่า อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี ความว่า เว้นจากบริกรรมสัญญาในรูปภายใน เพราะยังไม่ได้ หรือเพราะไม่ต้องการ.

บทว่า เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า ทั้งบริกรรมทั้งนิมิตของผู้ใดเกิดขึ้นในภายนอกอย่างเดียว ผู้นั้นมีความสำคัญว่าอรูปในภายใน ด้วยอำนาจบริกรรมและอัปปนา ในภายนอกอย่างนี้เรียกว่า เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ผู้เดียวเห็นรูปในภายนอก.

ข้อที่เหลือในคำนั้นมีนัยกล่าวแล้ว ในอภิภายตนะที่ ๔ ทั้งนั้น.

ก็ในอภิภายตนะ ๔ เหล่านี้ ปริตตอภิภายตนะมาด้วยอำนาจวิตกจริต อัปปมาณอภิภายตนะมาด้วยอำนาจโมหจริต สุวรรณอภิภายตนะมาด้วยอำนาจโทสจริต ทุพพรรณอภิภายตนะมาด้วยอำนาจราคจริต.

จริงอยู่ อภิภายตนะเหล่านี้เป็นสัปปายะของผู้มีจริตเหล่านี้. แม้ความที่อภิภายตนะเป็นสัปปายะนั้น กล่าวไว้พิสดารแล้วในจริตนิเทส ในวิสุทธิมรรค.

พึงทราบวินัยในอภิภายตนะที่ ๕ เป็นต้นดังต่อไปนี้

บทว่า นีลานิ ท่านกล่าวไว้โดยรวมทั้งหมด. บทว่า นีลวณฺณานิ ท่านกล่าวโดยวรรณะ. บทว่า นีลนิทสฺสนานิ ท่านกล่าวโดยตัวอย่าง ท่านอธิบายว่า วรรณะที่ไม่เจือกัน ที่ไม่ปรากฏช่องว่าง ปรากฏว่ามีสีเขียวเป็นอันเดียวกัน.

ส่วนคำว่า นีลนิภาสานิ นี้ ท่านกล่าวไว้โดยอำนาจโอภาส. อธิบายว่า มีแสงสีเขียว คือประกอบด้วยรัศมีเขียว. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงความที่วรรณะเหล่านั้นบริสุทธิ์. จริงอยู่ ท่านกล่าวว่าอภิภายตนะ ๔ เหล่านี้ไว้โดยวรรณบริสุทธิ์เท่านั้น.

บทว่า อุมฺมารปุปฺผํ ความว่า จริงอยู่ ดอกไม้นี้สนิทอ่อนนุ่ม แม้ที่เห็นๆ กันอยู่ ก็สีเขียวทั้งนั้น ส่วนดอกกัณณิกาเขาเป็นต้นที่เห็นๆ กันอยู่ ก็ขาว เพราะฉะนั้น ท่านจึงถือเอาดอกผักตบนี้เท่านั้น ดอกกัณณิกาเขา ท่านหาถือเอาไม่.

บทว่า พาราณเสยฺยกํ แปลว่า ที่เกิดในกรุงพาราณสี

ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสีนั้น ทั้งฝ้ายก็อ่อน ทั้งคนกรอด้าย ทั้งช่างทอก็ฉลาด. แม้น้ำก็สะอาดสนิท เพราะฉะนั้น ผ้านั้นจึงเกลี้ยงทั้งสองข้าง คือในข้างทั้งสอง ก็เกลี้ยงปรากฏว่าอ่อนสนิท.

แม้ในคำว่า ปิตานิ เป็นต้น ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แล. เมื่อจะกำหนดนีลกสิณ ย่อมกำหนดนิมิตในสีเขียว. ก็การกระทำกสิณก็ดี การบริกรรมก็ดี อัปปนาวิธีก็ดี ในที่นี้มีอาทิว่า ปุปฺผสฺมึ วา วตฺถสฺมึ วา วณฺณธาตุยา วา ทั้งหมดมีนัยที่กล่าวไว้โดยพิสดารแล้วในวิสุทธิวรรค.

อภิภายตนะ ๘ เหล่านี้ ท่านนำมาก็เพื่อแสดงความเป็นผู้ไม่กลัว.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอภิภายตนะแม้เหล่านี้ แล้วจึงตรัสอย่างนี้ว่า อานนท์ ความกลัว หรือความกล้าไม่มีแก่ตถาคตผู้กำลังเข้าสมาบัติแม้เหล่านี้ และกำลังออก ใครเล่าควรจะเกิดความเข้าใจอย่างนี้ว่า ตถาคตเห็นมารผู้เดียวพึงกลัว อานนท์ ตถาคตไม่กลัว ไม่ขลาด มีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขาร.

อฏฺฐวิโมกฺขวณฺณนา

กถาว่าด้วยเรื่องวิโมกข์ มีความง่ายทั้งนั้น.

วิโมกข์ ๘ เหล่านี้ ท่านนำมาเพื่อความเป็นผู้ไม่กลัวเหมือนกัน.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสวิโมกข์แม้เหล่านี้แล้ว จึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ ความกลัวหรือความกล้าไม่มีแก่ตถาคตผู้กำลังเข้าสมาบัติแม้เหล่านี้ และกำลังออก ฯลฯ ปลงอายุสังขาร. แม้บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ประทานโอกาสแก่พระอานนท์เถระเลย ทรงเริ่มเทศนาแม้อย่างอื่นอีก โดยนัยมีว่า เอกมิทาหํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ได้แก่ เป็นผู้ตรัสรู้ครั้งแรกทีเดียว คือในสัปดาห์ที่ ๘.

บทว่า โอสฺสฎฺโฐ แปลว่า ปล่อยสละ.

ได้ยินว่า ครั้นกล่าวอย่างนี้ จึงกล่าวว่า เพราะเหตุนั้น หมื่นโลกธาตุจึงไหว.

อานนฺทยาจนกถาวณฺณนา

คำว่า อลํ นี้ เป็นคำปฏิเสธ. บทว่า โพธึ ได้แก่แทงตลอดด้วยมรรคญาณ ๔.

ด้วยบทว่า สทฺทหสิ ตฺวํ ท่านกล่าวว่า เธอเชื่อว่า ตถาคตกล่าวอย่างนี้ไหม.

ด้วยบทว่า ตสฺมาติหานนฺท พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เพราะเหตุที่เธอเชื่อคำนี้ ฉะนั้น ข้อนี้จึงเป็นการทำไม่ดีของเธอเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าเริ่มคำว่า เอกมิทาหํ เป็นต้น เพื่อจะยกโทษของพระเถระแต่ผู้เดียวโดยประการต่างๆ เพื่อจะบรรเทาความโศกอย่างนี้ว่า เรามิได้เรียกเธอมาในที่นี้อย่างเดียวเท่านั้นดอก. แม้ในเวลาอื่นๆ เราก็เรียกมาทำนิมิตอย่างหยาบ เธอก็มิได้ล่วงรู้นิมิตแม้นั้น อันนี้ก็เป็นความผิดพลาดของเธอผู้เดียว.

บทว่า ปิเยหิ มนาเปหิ ความเป็นต่างๆ โดยชาติ ความละเว้นเพราะมรณะ ความเป็นอย่างอื่นเพราะภพ (พลัดพราก) จากมารดา บิดา พี่ชาย พี่หญิงเป็นต้น.

คำว่า ตํ ในคำว่า ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา แปลว่า เพราะฉะนั้น. อธิบายว่า เพราะจะต้องพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักที่พอใจทั้งสิ้นแล ฉะนั้น ตถาคตบำเพ็ญบารมี ๑๐ ก็ดี บรรลุสัมโพธิญาณก็ดี ประกาศธรรมจักรก็ดี แสดงยมกปาฏิหาริย์ก็ดี ลงจากเทวโลกก็ดี สรีระนั้นใดที่เกิดแล้วเป็นแล้ว ถูกปรุงแต่งแล้วมีความสลายไปเป็นธรรมดา ขอสรีระแม้แห่งพระตถาคตนั้นอย่าสลายไปเลยหนอ. นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ทั้งผู้ร้องไห้ทั้งผู้คร่ำครวญก็สามารถจะได้ฐานะอันนั้น.

บทว่า ปุน ปจฺจาคมิสฺสติ ความว่า สิ่งที่ตถาคตสละแล้ว คายแล้ว สิ่งนั้นก็จักกลับปรากฏอีกไม่ได้ดอก.

บทว่า ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ แปลว่า คือ สาสนพรหมจรรย์ที่สงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓.

บทว่า อทฺธนียํ แปลว่า ทนอยู่นาน.

บทว่า จิรฎฺฐิติกํ ได้แก่ ตั้งอยู่นานด้วยอำนาจเป็นนาน.

บทว่า จตฺตาโร สติปฎฺฐานา เป็นอาทิ ทั้งหมด ท่านกล่าวโดยเป็นโลกิยะและโลกุตตระ.

ส่วนการวินิจฉัยในโพธิปักขิยธรรมเหล่านี้ ท่านกล่าวไว้ในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส ในวิสุทธิมรรคโดยอาการทั้งปวง.

คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้นแล. จบกถาพรรณนาตติยภาณวาร

นาคาปโลกิตวณฺณนา

บทว่า นาคาวโลกิตํ ความว่า เหมือนอย่างว่า กระดูกของมหาชนเอาปลายจดปลายตั้งอยู่ เหมือนอัฏฐิของพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เกี่ยวกัน เหมือนขอช้างฉันใด อัฏฐิของพระพุทธเจ้าหาเหมือนฉันนั้นไม่. ด้วยว่า อัฏฐิของพระพุทธเจ้าติดเป็นอันเดียวกัน เหมือนแท่งทองคำ เพราะฉะนั้น ในเวลาเหลียวหลัง จึงไม่สามารถเอี้ยวพระศอได้.

ก็พระยาช้างประสงค์จะเหลียวดูข้างหลังต้องเอี้ยวไปทั้งตัวฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ต้องทรงเอี้ยวพระวรกายไปฉันนั้น.

แต่พอพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนที่ประตูพระนคร ก็ทรงเกิดความคิดว่าจะทอดทัศนากรุงเวสาลี แผ่นมหาปฐพีนี้เหมือนจะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาหลายแสนโกฏิกัป มิได้ทรงกระทำ คือเอี้ยวพระศอแลดู จึงเปรียบเหมือนล้อดิน กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าให้บ่ายพระพักตร์มุ่งไปทางกรุงเวสาลี.

ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า นาคาวโลกิตํ นี้.

ถามว่า การทอดทัศนากรุงเวสาลี มิใช่เป็นปัจฉิมทัศนะอย่างเดียว การทอดทัศนาแม้ในกรุงสาวัตถี กรุงราชคฤห์ เมืองนาลันทา บ้านปาฏลิคาม โกฏิคามและนาทิกคาม เวลาเสด็จออกจากที่นั้นๆ ทั้งหมดนั้น ก็เป็นปัจฉิมทัศนะทั้งนั้นมิใช่หรือ เหตุไรในที่นั้นๆ จึงไม่เป็นการทอดทัศนาเป็นนาคาวโลก (คือเป็นปัจฉิมทัศนะ).

ตอบว่า เพราะไม่เป็นอัศจรรย์.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับมาเหลียวดูในที่นั้น ข้อนั้นไม่น่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงไม่ชื่อว่าทรงเอี้ยวพระวรกายแลดู.

อนึ่ง เหล่าเจ้าลิจฉวี กรุงเวสาลีใกล้พินาศ จักพินาศไปใน ๓ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นจึงสร้างเจดีย์ชื่อว่านาคาปโลกิตเจดีย์ ใกล้ประตูพระนคร จักบูชาเจดีย์นั้นด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ข้อนั้นก็จะมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น จึงเอี้ยวพระวรกายแลดูเพื่ออนุเคราะห์เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น.

บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกโร ได้แก่ กระทำที่สุดแห่งวัฏฏทุกข์.

บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ ผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕.

บทว่า ปรินิพฺพุโต ได้แก่ ปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพาน.

มหาปเทสวณฺณนา

บทว่า มหาปเทเส ได้แก่ในโอกาสใหญ่ หรือในข้ออ้างใหญ่. อธิบายว่า เหตุใหญ่ที่ท่านกล่าวอ้างผู้ใหญ่ เช่นพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

บทว่า อนภินนฺทิตพฺพํ คือ อันผู้ร่าเริงยินดีให้สาธุการควรฟังก่อนหามิได้. จริงอยู่ เมื่อกระทำอยู่อย่างนี้ แม้ภายหลังถูกต่อว่า ว่าข้อนี้ไม่เหมาะสม ก็โต้ตอบได้ว่า เมื่อก่อนข้อนี้เป็นธรรมเดี๋ยวนี้ไม่เป็นธรรมหรือ ชื่อว่าไม่สละลัทธิ.

บทว่า น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ ความว่า ไม่พึงกล่าวก่อนอย่างนี้ว่า คนพาลผู้นี้พูดอะไร. ก็เมื่อถูกต่อว่า จักไม่พูดแม้แต่คำที่ควรจะพูด. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อนภินนฺทิตฺวา อปฏิกฺโกสิตฺวา.

บทว่า ปทพฺยญฺชนานิ ได้แก่ พยัญชนะ กล่าวคือบท.

บทว่า สาธุกํ อุคฺคเหตฺวา ได้แก่ ถือเอาด้วยดีว่า ท่านกล่าวบาลีไว้ในที่นี้ กล่าวความไว้ในที่นี้ กล่าวเบื้องต้นและเบื้องปลายไว้ในที่นี้.

บทว่า สุตฺเต โอตาเรตพฺพานิ ได้แก่ พึงสอบสวนในพระสูตร.

บทว่า วินเย สนฺทสฺเสตพฺพานิ ได้แก่ เทียบเคียงในพระวินัย.

ก็ในที่นี้ ที่ชื่อว่าสูตร ได้แก่วินัย.

เหมือนที่ท่านกล่าวไว้ว่า ห้ามไว้ในที่ไหน ห้ามไว้ในเมืองสาวัตถี ห้ามไว้ในสุตตวิภังค์ (สุต ในที่นี้หมายถึงวินัย). ที่ชื่อวินัย ได้แก่ขันธกะ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า โกสมฺพิยํ วินยาติสาเร ในเรื่องละเมิดพระวินัย (วินัย ในที่นี้หมายถึงขันธกะ) ในเมืองโกสัมพี. เมื่อเป็นเช่นนี้ ชื่อว่าไม่ยึดถือวินัยปิฏก. ชื่อว่ายึดถือพระวินัยอย่างนี้ คือ อุภโตวิภังค์ชื่อว่าสูตร ขันธกปริวารชื่อว่าวินัย. อีกนัยหนึ่ง ยึดถือปิฎกทั้ง ๒ อย่างนี้ คือ สุตตันตปิฏกชื่อว่าพระสูตร วินัยปิฏกชื่อว่าวินัย. อีกอย่างหนึ่ง ก่อนอื่น ไม่ยึดถือปิฏกทั้ง ๓ แม้อย่างนี้ สุตตันตปิฏก อภิธัมมปิฏก ชื่อว่าสูตร วินัยปิฏก ชื่อว่าวินัย. ธรรมดาพุทธพจน์ไรๆ ที่ชื่อว่าไม่ใช่สูตร ก็มีอยู่ คือ ชาดก ปฏิสัมภิทา นิทเทส สุตตนิบาต ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา อปทาน.

____________________________

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๖๕๒

ก็พระสุทินนเถระคัดค้านคำนี้ทั้งหมดว่า พระพุทธวจนะ ชื่อว่าไม่ใช่สูตรมีอยู่หรือดังนี้ แล้วกล่าวว่า ปิฏก ๓ ชื่อว่าสูตร ส่วนวินัยชื่อว่าเหตุ. แต่นั้น เมื่อจะแสดงเหตุนั้น จึงนำสูตรนี้มาอ้างว่า

ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่านั้นอันใดว่า

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อมีราคะ ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากราคะ

เป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากทุกข์

เป็นไปเพื่อมีอุปาทาน ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากอุปาทาน

เป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย

เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ

เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร

เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด

เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากความสะสม.

เธอพึงรู้โดยส่วนเดียวว่า นั่นไม่ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา.

ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่านั้นอันใดว่า

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อปราศจากราคะ ไม่เป็นไปเพื่อราคะ

เป็นไปเพื่อปราศจากความประกอบทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์

เป็นไปเพื่อปราศจากอุปาทาน ไม่เป็นไปเพื่อมีอุปาทาน

เป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความมักมาก

เป็นไปเพื่อความสันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ

เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน

เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่

เป็นไปเพื่อปราศจากความสะสม ไม่เป็นไปเพื่อความสะสม

เธอพึงรู้โดยส่วนเดียวว่า นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา.

____________________________

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๕๒๓; องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๔๓

เพราะฉะนั้น พึงสอบสวนในพระไตรปิฏก พุทธวจนะ ที่ชื่อว่าสูตร พึงเทียบเคียงในเหตุ คือวินัยมีราคะเป็นต้น ที่ชื่อว่าวินัย ความในข้อนี้มีดังกล่าวมาฉะนี้.

บทว่า น เจว สุตฺเต โอตรนฺติ ความว่า บทพยัญชนะเหล่านั้นไม่มา ในที่ไหนๆ ตามลำดับสูตร ยกแต่สะเก็ดมาจากคุฬหเวสสันตระ คุฬหอุมมัคคะ คุฬหวินัย เวทัลละและปิฏก ปรากฏอยู่. จริงอยู่ บทพยัญชนะที่มาอย่างนี้ แต่ไม่ปรากฏในการกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น ก็พึงทิ้งเสีย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น เธอพึงทิ้งข้อนั้นเสีย. พึงทราบความในที่ทุกแห่งด้วยอุบายนี้.

คำว่า อิทํ ภิกฺขเว จตุตฺถํ มหาปเทสํ ธาเรยฺยาถ ความว่า เธอพึงทรงจำโอกาสเป็นที่ประดิษฐานแห่งธรรมข้อที่ ๔ นี้ไว้.

ก็ในที่นี้ พึงทราบปกิณณกะดังนี้ว่า ในพระสูตรมีมหาประเทศ ๔ ในขันธกะมีมหาประเทศ ๔ ปัญหาพยากรณ์ ๔ สุตตะ ๑ สุตตานุโลม ๑ อาจาริยวาท ๑ อัตตโนมติ ๑ สังคีติ ๓.

ในปกิณณกะเหล่านั้น เมื่อถึงการวินิจฉัยธรรมว่า นี้ธรรม นี้วินัย มหาประเทศ ๔ เหล่านี้ถือเอาเป็นประมาณ ข้อใดสมในมหาประเทศ ๔ เหล่านี้ ข้อนั้นควรถือเอา ข้อนอกนี้แม้ของผู้ถือผิด ก็ไม่ควรถือเอา.

เมื่อถึงการวินิจฉัยข้อที่ควรและไม่ควรว่า สิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร มหาประเทศ ๔ ที่ตรัสไว้ในขันธกะโดยนัยว่าภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากว่าสิ่งนั้นเข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกันกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น ถือเอาเป็นประมาณ.

กถาวินิจฉัยมหาประเทศเหล่านั้นกล่าวไว้ ในอรรถกถาพระวินัยชื่อว่าสมันตปาสาทิกา โดยนัยที่กล่าวไว้ในที่นั้น พึงทำสันนิษฐานอย่างนี้ว่า สิ่งใดที่เข้ากันได้กับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร นอกนั้นไม่ควร.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๙๒

เอกังสพยากรณียปัญหา ๑ วิภัชชพยากรณียปัญหา ๑ ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ๑ ฐปนียปัญหา ๑ เหล่านี้ชื่อว่า ปัญหาพยากรณ์ ๔.

ในปัญหาพยากรณ์ ๔ นั้น ถูกถามว่า จักษุไม่เที่ยงหรือ. พึงพยากรณ์ก่อนโดยส่วนเดียวว่าไม่เที่ยงขอรับ. ในโสตะเป็นต้นก็มีนัยนี้. นี้ชื่อว่าเอกังสกรณียปัญหา.

ถูกถามว่า จักษุหรือชื่อว่าไม่เที่ยง. พึงแจกแล้วพยากรณ์อย่างนี้ว่า ไม่ใช่จักษุเท่านั้น แม้แต่โสตะก็ไม่เที่ยง แม้ฆานะก็ไม่เที่ยง. นี้ชื่อว่าวิภัชชพยากรณียปัญหา.

ถูกถามว่า จักษุฉันใด โสตะก็ฉันนั้น โสตะฉันใด จักษุก็ฉันนั้นเป็นต้น. จึงย้อนถามว่า ท่านถามด้วยอรรถว่าอะไร เมื่อเขาตอบว่า ถามด้วยอรรถว่าเห็น จึงพยากรณ์ว่าไม่ใช่. เมื่อเขาตอบว่า ถามด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง จึงพยากรณ์ว่าใช่. นี้ชื่อว่าปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา.

แต่ถูกถามว่า นั้นก็ชีวะ นั้นก็สรีระ เป็นต้น พึงหยุดเสียด้วยกล่าวว่า ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่พยากรณ์. ปัญหานี้ไม่พึงพยากรณ์. นี้ชื่อว่าปฐนียปัญหา.

ดังนั้น เมื่อปัญหามาถึงโดยอาการนั้น ปัญหาพยากรณ์ ๔ เหล่านี้ ถือเอาเป็นประมาณได้. พึงพยากรณ์ปัญหานั้นด้วยอำนาจปัญหาพยากรณ์ ๔ นี้.

ก็ปิฏก ๓ ที่ยกขึ้นสู่สังคีติ ๓ ชื่อว่าสุตตะ ในปกิณณกะมีสุตตะเป็นต้น. ข้อที่เข้ากันได้กับกัปปิยะ ชื่อว่าสุตตานุโลม. อรรถกถา ชื่อว่าอาจริยวาท. ปฏิภาณของตน ตามความคาดหมายตามความรู้ ชื่อว่าอัตตโนมัติ.

ในปกิณณกะเหล่านั้น สุตตะ ใครๆ คัดค้านไม่ได้ เมื่อคัดค้านสุตตะนั้น ก็เท่ากับคัดค้านพระพุทธเจ้าด้วย. ส่วนข้อที่เข้ากันได้กับกัปปิยะ ควรถือเอาเฉพาะข้อที่สมกับสุตตะเท่านั้น นอกนั้นไม่ควรถือเอา. แม้อาจริยวาทเล่า ก็ควรถือเอาแต่ที่สมกับสุตตะเท่านั้น นอกนั้นไม่ควรถือเอา. ส่วนอัตตโนมัติเพลากว่าเขาทั้งหมด. แม้อัตตโนมัตินั้นก็ควรถือเอาแต่ที่สมกับสุตตะเท่านั้น นอกนั้นไม่ควรถือเอา.

ก็สังคีติมี ๓ เหล่านี้คือ ปัญจสติกสังคีติ (สังคายนาครั้งที่ ๑) สัตตสติกสังคีติ (ครั้งที่ ๒) สหัสสิกสังคีติ (ครั้งที่ ๓). แม้สุตตะเฉพาะที่มาในสังคีติ ๓ นั้น ควรถือเอาเป็นประมาณ. นอกนั้นเป็นที่ท่านตำหนิ ไม่ควรถือเอา.

จริงอยู่ บทพยัญชนะแม้ที่ลงกันได้ในสุตตะนั้น พึงทราบว่าลงกันไม่ได้ในพระสูตรและเทียบกันไม่ได้ในพระวินัย.

กมฺมารปุตฺตจุนฺทวตฺถุวณฺณนา

บทว่า กมฺมารปุตฺตสฺส ได้แก่ บุตรของนายช่างทอง.

เล่ากันมาว่า บุตรของนายช่างทองนั้นเป็นกุฏุมพีใหญ่ผู้มั่งคั่ง เป็นโสดาบัน เพราะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้งแรกเท่านั้น ก็สร้างวัดในสวนมะม่วงของตนมอบถวาย. ท่านหมายเอาสวนมะม่วงนั้น จึงกล่าวว่า อมฺพวเน.

บทว่า สูกรมทฺทวํ ได้แก่ ปวัตตมังสะของสุกรที่ใหญ่ที่สุดตัวหนึ่ง ไม่หนุ่มนัก ไม่แก่นัก. นัยว่า ปวัตตมังสะนั้นนุ่มสนิท. อธิบายว่า ให้จัดปวัตตมังสะนั้น ทำให้สุกอย่างดี.

อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ก็คำว่า สูกรมัททวะ นี้เป็นชื่อของข้าวสุกอ่อน ที่จัดปรุงด้วยปัญจโครส (ขีร นมสด ทธิ นมส้ม ฆตํ เนยใส ตกฺกํ เปรียง และโนนีตํ เนยแข็ง) และถั่ว เหมือนของสุก ชื่อว่าควปานะ ขนมผสมน้ำนมโค.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิธีปรุงรส ชื่อว่าสูกรมัททวะ ก็สูกรมัททวะนั้นมาในรสายนศาสตร์.

สูกรมัททวะนั้น นายจุนทะตบแต่งตามรสายนวิธี ด้วยประสงค์ว่าการปรินิพพานจะยังไม่พึงมีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่เหล่าเทวดาในมหาทวีปทั้ง ๔ ซึ่งมีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทวีปเป็นบริวาร ใส่โอชะลงในสูกรมัททวะนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันลือสีหนาทนี้ว่า นาหนฺตํ เพื่ออะไร.

เพื่อทรงเปลื้องคำว่าร้ายของคนอื่น.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าสดับคำของพวกที่ต้องการจะกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ประทานสูกรมัททวะที่พระองค์เสวยเหลือ ทั้งแก่ภิกษุ ทั้งแก่ผู้คนทั้งหลาย โปรดให้ฝังเสียในหลุม ทำให้เสียหายดังนี้ จึงทรงบันลือสีหนาท เพื่อเปลื้องคำว่าร้ายของชนเหล่าอื่น ด้วยพระประสงค์ว่า จักไม่มีโอกาสกล่าวร้ายได้.

บทว่า ภุตฺตสฺส สูกรมทฺทเวน ความว่า ความอาพาธอย่างแรงกล้าเกิดขึ้นแก่พระองค์ผู้เสวย แต่ไม่ใช่เกิดเพราะสูกรมัททวะที่เสวยเป็นปัจจัย.

ก็ผิว่า พระองค์ไม่เสวยก็จักเกิดอาพาธได้ และเป็นอาพาธอันแรงกล้าเสียด้วย. แต่เพราะเสวยโภชนะอันสนิท พระองค์จึงมีทุกขเวทนาเบาบาง. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงเสด็จพุทธดำเนินไปได้.

บทว่า วิเรจมาโน ได้แก่ พระองค์ทรงออกพระโลหิตอยู่เนืองๆ.

ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า อโวจ ก็เพื่อประโยชน์แก่ปรินิพพานในสถานที่ที่พระองค์มีพระพุทธประสงค์.

พึงทราบความว่า ก็พระธรรมสังคาหกเถระตั้งคาถาเหล่านี้ไว้.

ปานียาหรณวณฺณนา

ศัพท์ว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าตักเตือน.

บทว่า อจฺโฉทกา แปลว่า มีน้ำใส.

บทว่า สาโตทกา แปลว่า มีน้ำอร่อย.

บทว่า สีโตทกา แปลว่า น้ำเย็นสนิท.

บทว่า เสโตทกา แปลว่า ปราศจากเปือกตม.

บทว่า สุปติฎฺฐา แปลว่า มีท่าดี.

กุสินาราคมนวณฺณนา

บทว่า ปุกฺกุโส เป็นชื่อของบุตรเจ้ามัลละนั้น.

บทว่า มลฺลปุตฺโต แปลว่า บุตรของเจ้ามัลละ.

ได้ยินว่า พวกเจ้ามัลละผลัดเปลี่ยนกันครองราชสมบัติ. ตราบใดวาระของเจ้ามัลละเหล่าใดยังไม่มาถึง ตราบนั้นเจ้ามัลละเหล่านั้นก็กระทำการค้าขายไป. เจ้าปุกกุสะแม้นี้ก็ทำการค้าขายอยู่นั่นแล จัดเกวียน ๕๐๐ เล่ม เมื่อลมพัดมาข้างหน้าก็ไปข้างหน้า เมื่อลมพัดมาข้างหลังก็ส่งหมู่เกวียนไปข้างหน้า ตนเองไปข้างหลัง.

ในคราวนั้น ลมพัดไปข้างหลัง เพราะฉะนั้น เขาจึงส่งหมู่เกวียนไปข้างหน้า นั่งบนยานบรรทุกรัตนะทั้งหมดออกจากเมืองกุสินารา เดินทางไปหมายจะไปเมืองปาวา. ด้วยเหตุนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เดินทางไกลจากเมืองกุสินาราสู่เมืองปาวา.

บทว่า อาฬาโร เป็นชื่อของดาบสนั้น.

ได้ยินว่า ดาบสนั้นมีร่างสูงและเหลือง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงมีชื่อว่าอาฬาระ.

คำว่า กาลาโม ได้แก่ โคตร.

คำว่า ยตฺร หิ นาม เท่ากับ โยหิ นาม.

บทว่า เนว ทกฺขติ แปลว่า ไม่เห็น.

แต่ท่านกล่าวคำนี้ไว้เป็นอนาคตกาล เพราะประกอบกับ ยตฺร ศัพท์.

จริงอยู่ คำเห็นปานนี้ เป็นลักษณะศัพท์ในฐานะเช่นนี้.

บทว่า นิจฺฉรนฺตีสุ แปลว่า ร่ำร้อง.

บทว่า อสนิยา ผลนฺติยา ได้แก่ ร้องไห้โฮใหญ่ เหมือนฟ้าผ่าแยกออก ๙ สาย.

ความจริง ฟ้าผ่ามี ๙ สาย คือ อสัญญา วิจักกา สเตรา คัคครา กปิสีสา มัจฉวิโลลิกา กุกกุฎกา ทัณฑมณิกา และสุกขาสนิ.

บรรดาฟ้าผ่า ๙ นั้น ฟ้าผ่าที่ชื่อว่าอสัญญา กระทำโดยไม่หมายรู้. ที่ชื่อว่าวิจักกา กระทำล้ออันเดียว. ที่ชื่อว่าสเตรา ตกไปเช่นกับใบเรือ. ที่ชื่อว่าคัคครา ออกเสียงดุจไม้ค้อนตกไป. ที่ชื่อว่ากปิสีสา เป็นเหมือนลิงยักคิ้ว. ที่ชื่อว่ามัจฉวิโลลิกา เป็นเหมือนปลาน้ำตาไหล. ที่ชื่อกุกกุฏกา ตกเหมือนไก่. ที่ชื่อว่าทัณฑมณิกา ตกเช่นกับหางไถ. ที่ชื่อว่าสุกขาสนิ เพิกสถานที่ที่ตกขึ้น (ผ่าขึ้น).

บทว่า เทเว วสฺสนฺเต ได้แก่ คำรามกระหึมแห้งๆ เมื่อฝนตกเป็นระยะๆ.

บทว่า อาตุมายํ ความว่า ได้อาศัยเมืองอาตุมาอยู่. บทว่า ภูสาคาเร ได้แก่ โรงลานข้าว. บทว่า เอตฺถ โส ได้แก่ หมู่มหาชนที่ชุมนุมกัน เพราะเหตุนี้.

บทว่า กฺว อโหสิ เป็น กุหึ อโหสิ. บทว่า โส ตํ ภนฺเต เป็น โส ตฺวํ ภนฺเต.

บทว่า สิงฺคิวณฺณํ ได้แก่ มีเหมือนทองสิงคี. บทว่า ยุคมฎฺฐํ แปลว่า เกลี้ยงทั้งคู่. อธิบายว่า คู่ผ้าเนื้อละเอียด.

บทว่า ธารณียํ ได้แก่ พึงทรงไว้. อธิบายว่า พึงห่มเป็นระยะๆ. เจ้าปุกกุสะนั้นใช้เฉพาะในวันมหรสพเห็นปานนั้นเท่านั้น ในเวลาอื่นก็ทิ้งไป. ท่านหมายเอาคู่ผ้ามงคลสูงสุด จึงกล่าวไว้อย่างนี้.

บทว่า อนุกมฺปํ อุปาทาย ได้แก่ อาศัยความเอ็นดูในเรา. บทว่า อจฺฉาเทหิ นี้เป็นคำละเมียดละไม. อธิบายว่า จงให้แก่เราหนึ่งผืน อานนท์หนึ่งผืน.

ถามว่า ก็พระเถระรับผ้านั้นหรือ.

ตอบว่า รับสิ. เพราะเหตุไร เพราะมีกิจถึงที่สุดแล้ว.

ความจริง ท่านพระอานนท์นั้น ห้ามลาภเห็นปานนั้น ปฏิบัติหน้าที่อุปัฏฐากก็จริงอยู่ แต่หน้าที่อุปัฏฐากของท่านนั้นถึงที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้รับ. ก็หรือว่า ชนเหล่าใดพึงพูดอย่างนี้ว่า พระอานนท์ที่จะไม่ยินดี ท่านอุปัฏฐากมาถึง ๒๕ ปี ไม่เคยได้อะไรจากสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย. เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้รับเพื่อตัดโอกาสของชนเหล่านั้น. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงทราบว่า อานนท์แม้รับก็จักไม่ใช้ด้วยตนเอง คงจักบูชาเราเท่านั้น แต่บุตรของเจ้ามัลละ เมื่อบูชาอานนท์ ก็จักเท่ากับบูชาพระสงฆ์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ กองบุญใหญ่ก็จักมีแก่บุตรเจ้ามัลละนั้น เพราะฉะนั้น จึงโปรดให้ถวายพระเถระผืนหนึ่ง. ฝ่ายพระเถระจึงได้รับ เพราะเหตุนั้นเหมือนกัน.

บทว่า ธมฺมิยา กถาย ได้แก่ กถากล่าวอนุโมทนาวัตถุทาน.

บทว่า ภควโต กายํ อุปนามิตํ ได้แก่ คล้องไว้โดยทำนองนุ่งห่ม. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่งจากคู่ผ้านั้น. บทว่า หตจฺจิกํ วิย ความว่า ถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว ย่อมโชติช่วงข้างในๆ เท่านั้น แต่แสงแห่งถ่านเพลิงนั้นไม่มีข้างนอกฉันใด คู่ผ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปรากฏว่าขาดแสงภายนอก.

ถามว่า ในคำว่า อิเมสุ โข อานนฺท ทฺวีสุ กาเลสุ เหตุไร กายของพระตถาคตจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่งอย่างนี้ในกาลทั้ง ๒ นี้.

ตอบว่า เพราะความวิเศษแห่งอาหารอย่างหนึ่ง เพราะโสมนัสมีกำลังอย่างหนึ่ง. ในกาลทั้ง ๒ นี้ เหล่าเทวดาในสากลจักรวาฬ ใส่โอชะลงในอาหาร. ก็โภชนะนั้นตกถึงท้องก็ก่อปสันนรูป. อินทรีย์ที่มีใจเป็นที่ ๖ ก็รุ่งเรืองยิ่งนัก เพราะมีรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานสดใส.

ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ ทรงระลึกว่า กองกิเลสที่เราสั่งสมมาหลายแสนโกฏิกัป วันนี้ เราละได้แล้วหนอ จึงเกิดโสมนัสมีกำลังขึ้น จิตก็ใส. เมื่อจิตใส โลหิตก็ใส. เมื่อโลหิตใส อินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖ ก็รุ่งเรืองอย่างยิ่ง.

ในวันปรินิพพาน ทรงรำลึกว่า วันนี้เดี๋ยวนี้ เราจะเข้าไปสู่นครอมตมหาปรินิพพาน ที่พระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์เข้าไปแล้ว ดังนี้ จึงเกิดโสมนัสมีกำลังขึ้น จิตก็ใส เมื่อจิตใส โลหิตก็ใส เมื่อโลหิตใส อินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖ ก็รุ่งเรืองอย่างยิ่ง.

พึงทราบว่า พระวรกายของพระตถาคตบริสุทธิ์อย่างยิ่ง มีในกาลทั้ง ๒ นี้ ด้วยอาหารและโสมนัสมีกำลังด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อุปวตฺตเน ได้แก่ ในสาลวันตรงโค้งด้านทิศตะวันออก.

บทว่า อนฺตเร ยมกสาลานํ แปลว่า ระหว่างต้นสาละคู่.

คาถาว่า สิงฺคิวณฺณํ เป็นต้น ท่านวางไว้ครั้งสังคายนา.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาว่า นฺหาตฺวา จ ปิวิตฺวา จ เป็นต้นดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าลงสรงสนาน เต่าปลาภายในแม่น้ำ และแนวป่าริมฝั่งทั้ง ๒ ข้างทั้งหมด ก็มีสีเป็นทองทั้งนั้น.

บทว่า อมฺพวนํ ได้แก่ สวนมะม่วงริมฝั่งแม่น้ำนั้นนั่นแล.

บทว่า อายสฺมนฺตํ จุนฺทกํ ความว่า ได้ยินว่า ในขณะนั้น พระอานนท์เถระบิดผ้าสรงน้ำเหลือไว้. พระจุนทะเถระก็อยู่ในที่ใกล้. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระจุนทะมาแล้ว.

แม้คาถานี้ว่า คนฺตวาน พุทฺโธ นทิกํ กกุฏํ ท่านวางไว้ในคราวสังคีตินั่นเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวตฺตา ภควา อิธ ธมฺเม ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมในศาสนานี้. อธิบายว่า ทรงประกาศธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.

บทว่า ปมุเข นิสีทิ ได้แก่ นั่งตรงพระพักตร์พระศาสดา. ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระเถระมาถึงแล้ว. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ผู้มาถึงแล้วอย่างนี้.

บทว่า เต อลาภา ได้แก่ ลาภกล่าว คืออานิสงส์ทานเป็นลาภของคนอื่น ไม่ใช่ลาภของเธอ. บทว่า ทุลฺลทฺธํ ได้แก่ การได้อัตตภาพเป็นมนุษย์แม้ด้วยบุญวิเศษ ก็จัดว่าหาได้ยาก.

บทว่า ยสฺสเต เท่ากับ ยสฺส ตว ท่านใด. นอกจากข้าวสารหรือสิ่งเศร้าหมองอย่างยิ่ง ใครจะรู้ได้ พระตถาคตเสวยบิณฑบาตครั้งหลังแม้เช่นไร แล้วเสด็จปรินิพพาน ทานอย่างใดอย่างหนึ่ง จักเป็นอันเธอให้แน่แท้.

บทว่า ลาภา ได้แก่ เป็นลาภ คืออานิสงส์ในการให้ทานที่มีในปัจจุบันหรือเป็นไปในสัมปรายภพ. บทว่า สุลทฺธํ ได้แก่ การได้อัตตภาพเป็นมนุษย์ เป็นอันเธอได้มาดีแล้ว.

บทว่า สมสมผลา แปลว่า มีผลเท่าๆ กันโดยอาการทั้งปวง.

ถามว่า พระตถาคตสรรเสริญบิณฑบาตใด ที่นางสุชาดาถวายแล้วตรัสรู้ บิณฑบาตนั้นพระองค์เสวยในเวลาที่ยังมีราคะโทสะและโมหะ แต่บิณฑบาตนี้ที่นายจุนทะถวายแล้ว พระองค์เสวยในเวลาที่ปราศจากราคะโทสะโมหะ มิใช่หรือ แต่ไฉน บิณฑบาตทั้งสองนี้จึงมีผลเท่าๆ กัน.

แก้ว่า เพราะเสมอกันโดยการปรินิพพาน เสมอกันโดยการเข้าสมาบัติ และเสมอกันโดยการระลึกถึง. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยบิณฑบาตที่นางสุชาดาถวายแล้ว เสด็จปรินิพพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และเสวยบิณฑบาตที่นายจุนทะถวายแล้ว เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ รวมความว่า มีผลเสมอกันโดยการปรินิพพาน.

ก็ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ พระองค์ทรงเข้าสมาบัตินับได้สองล้านสี่แสนโกฏิ แม้ในวันเสด็จปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงเข้าสมาบัติเหล่านั้นทั้งหมด. รวมความว่า มีผลเสมอกันโดยเสมอกันด้วยสมาบัติ.

ในกาลต่อมา นางสุชาดาได้ทราบว่า เล่ากันมาว่า ผู้ที่เราเห็นนั้นไม่ใช่รุกขเทวดา เป็นพระโพธิสัตว์ ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้นฉันบิณฑบาตนั้นแล้ว ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ดำรงอยู่ได้ด้วยบิณฑบาตนั้น ๗ สัปดาห์. เมื่อนางได้ฟังดังนั้น ก็ระลึกได้ว่า เป็นลาภของเราหนอ จึงเกิดปีติโสมนัสอย่างแรง.

ครั้นต่อมา นายจุนทะได้สดับว่า ได้ยินว่า บิณฑบาตครั้งสุดท้ายที่เราถวาย เราได้ยอดธรรมแล้ว ได้ยินว่า พระศาสดาเสวยบิณฑบาตของเราเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ หวนระลึกได้ว่า เป็นลาภของเราหนอ จึงเกิดโสมนัสอย่างแรง พึงทราบว่า มีผลเสมอกันแม้โดยการเสมอกันแห่งการระลึกถึงอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ยสสํวตฺตนิกํ ได้แก่ เป็นไปเพื่อบริวาร.

บทว่า อธิปเตยฺยสํวตฺตนิกํ ได้แก่ เป็นไปเพื่อความเป็นใหญ่.

บทว่า สญฺญมโต ได้แก่ ผู้มีความสำรวมด้วยความสำรวมในศีล. อธิบายว่า ตั้งอยู่ในสังวร. บทว่า เวรํ น จียติ ได้แก่ ไม่ก่อเวรห้า.

บทว่า กุสโล จ ชหาติ ปาปกํ ความว่า ก็บุคคลผู้ฉลาด ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา ย่อมละบาปอกุศลอันลามก โดยไม่เหลือด้วยอริยมรรค.

บทว่า ราคโทสโมหกฺขยา นิพฺพุโต ความว่า ผู้ฉลาดนั้นละอกุศลอันลามกนี้ แล้วนิพพานด้วยกิเลสนิพพาน เพราะสิ้นกิเลสมีราคะเป็นต้น. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงพิจารณาเห็นทักษิณาของนายจุนทะและทักขิไณยสมบัติของพระองค์ จึงทรงเปล่งพระอุทาน ด้วยประการดังนี้.

จบกถาพรรณนาจตุตถภาณวาร

ยมกสาลาวณฺณนา

ในคำว่า มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ นี้ จำนวนของภิกษุทั้งหลายกำหนดแน่ไม่ได้.

พอได้ทราบว่า จำเดิมแต่พระองค์ทรงข่มเวทนาที่เวฬุวคามไม่นานนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จักปรินิพพาน บรรดาภิกษุที่มาแต่ที่นั้นๆ ไม่มีแม้แต่ภิกษุรูปเดียวที่ชื่อว่าหลีกไป เพราะฉะนั้น พระสงฆ์จึงมีจำนวนนับไม่ได้.

บทว่า อุปวตฺตนํ มลฺลานํ สาลวนํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจากฝั่งข้างโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดีสู่สาลวโนทยาน เหมือนออกจากฝั่งแม่น้ำกลัมพนทีไปยังถูปารามไปทางประตูวัดของพระราชมารดา. สาลวันนั้นอยู่ที่กรุงกุสินารา เหมือนถูปารามของกรุงอนุราธปุระ. ทางเข้าพระนครโดยทางประตูทักษิณแต่ถูปาราม บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก แล้วเลี้ยวไปทางทิศอุดรฉันใด สาลวันจากพระราชอุทยานบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วเลี้ยวไปทางทิศอุดรฉันนั้น

เพราะฉะนั้น สาลวันนั้น ท่านจึงเรียกว่า อุปวัตตนะ ทางโค้ง.

บทว่า อนฺตเร ยมกสาลานํ อุตฺตรสีสกํ ความว่า ได้ยินว่า ต้นสาละแถวหนึ่งอยู่ทางหัวพระแท่น แถวหนึ่งอยู่ทางท้ายพระแท่น. ในแถวต้นสาละนั้น ต้นสาละรุ่นต้นหนึ่งอยู่ใกล้ทางส่วนพระเศียรต้นหนึ่งอยู่ใกล้พระบาท.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า ต้นสาละที่ยืนต้นประชิดกันและกันด้วยรากลำต้น ค่าคบและใบ ชื่อว่ายมกสาละ.

ด้วยบทว่า มญฺจกํ ปญฺญเปหิ ท่านกล่าวว่า ได้ยินว่า พระแท่นบรรทมในพระราชอุทยานนั้นมีอยู่ ทรงหมายถึงพระแท่นนั้น ทรงรับสั่งให้ปู. แม้พระเถระก็จัดพระแท่นนั้นถวาย.

บทว่า กิลนฺโตสฺมิ อานนฺท นิปชฺชิสฺสามิ ความว่า ความจริง ในคำนี้ว่า

ตระกูลช้างชื่อโคจรี กลาปะ คังเคยยะ ปิงคละ ปัพพเตยยกะ เหมวตะ ตัมพะ มันทากินี อุโบสถ ฉัททันตะเป็นที่ครบ ๑๐ เหล่านี้ เป็นยอดของช้างทั้งหลาย

กำลังอันใดของพระตถาคต เป็นกำลังเท่ากับกำลังของช้างปกติพันโกฏิ โดยนัยเพิ่มด้วยคูณ ๑๐ อย่างนี้ คือกำลังของช้างปกติที่เรียกว่า โคจรี ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังของช้างตระกูลกลาปะ ๑ เชือกเป็นต้น กำลังนั้นทั้งหมดก็หมดสิ้นไปเหมือนน้ำที่ใส่ลงในหม้อกรองน้ำ ตั้งแต่เวลาที่เสวยบิณฑบาตของนายจุนทะ.

ตั้งแต่นครปาวาถึงนครกุสินารา ระยะทาง ๓ คาวุต. ในระหว่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าต้องประทับนั่งพักถึง ๒๕ แห่ง เสด็จมาด้วยอุตสาหะใหญ่ เสด็จเข้าสาลวันในเวลาเย็นพระอาทิตย์ตก. พระโรคก็มาลบล้างความไม่มีโรคเสียสิ้นด้วยประการฉะนี้. เหมือนอย่างทรงแสดงความข้อนี้ เมื่อตรัสพระวาจาให้เกิดความสังเวชแก่สัตว์โลกทั้งปวง จึงตรัสว่า กิลนฺโตสฺมิ อานนฺท นิปชฺชิสฺสามิ อานนท์ ตถาคตลำบากนัก จักนอนละดังนี้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จมาในที่นี้ด้วยอุตสาหะใหญ่ ไม่อาจไปปรินิพพานในที่อื่นหรือ.

ตอบว่า ไม่อาจไปปริพพานในที่อื่นก็หามิได้ แต่เสด็จมาในที่นี้ด้วยเหตุ ๓ ประการ.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความข้อนี้ว่า เมื่อเราตถาคตปรินิพพานเสียในที่อื่น อัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่องของมหาสุทัสสนสูตรจักไม่มี แต่เมื่อปรินิพพานในนครกุสินารา ตลอดจนแสดงสมบัติที่ตถาคตพึงเสวยในเทวโลก ซึ่งเสวยแล้วในมนุษยโลก ประดับด้วยภาณวาร ๒ ภาณวาร ชนเป็นอันมากฟังธรรมของตถาคตแล้ว จักสำคัญกุศลว่าควรกระทำ.

อนึ่ง ทรงเห็นความข้ออื่นอีกว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานเสียในที่อื่น สุภัททะจักไม่ได้เข้าเฝ้า ด้วยสุภัททะนั้นเป็นเวไนยของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นเวไนยของพระสาวก สาวกทั้งหลายไม่อาจแนะนำสุภัททะนั้นได้. แต่ตถาคตปรินิพพานเสียที่นครกุสินารา สุภัททะนั้นก็จักเข้าเฝ้าถามปัญหาได้ และที่สุดการตอบปัญหาเขาก็จักตั้งอยู่ในสรณะ ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักเรา รับกัมมัฏฐานแล้วจักบรรลุพระอรหัตเป็นปัจฉิมสาวก ต่อเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่.

ทรงเห็นความอีกข้อหนึ่งว่า เมื่อเราตถาคตปรินิพพานเสียในที่อื่น จะเกิดทะเลาะวิวาทกันยกใหญ่ในเวลาแจกพระธาตุ แม่น้ำก็จะหลั่งไหลเป็นสายเลือด แต่เมื่อเราตถาคตปรินิพพานเสียที่นครกุสินารา โทณพราหมณ์จักระงับการวิวาทนั้นแล้วแจกพระธาตุทั้งหลาย.

พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาในที่นี้ด้วยพระอุตสาหะใหญ่อย่างนี้ ก็ด้วยเหตุ ๓ ประการนี้.

ในคำว่า สีหเสยฺยํ มีเสยยา การนอน ๔ คือ กามโภคิเสยยา เปตเสยยา สีหเสยยา ตถาคตเสยยา.

ในเสยยาทั้ง ๔ นั้น เสยยาที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้บริโภคกาม โดยมากนอนตะแคงซ้าย นี้ชื่อว่ากามโภคิเสยยา ด้วยว่าสัตว์ผู้บริโภคกาม ชื่อว่านอนตะแคงขวาโดยมากไม่มี.

เสยฺยา ที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยมากพวกเปรตนอนหงาย นี้ชื่อว่าเปตเสยยา ด้วยว่า เพราะมีเนื้อและเลือดน้อย พวกเปรตถูกร่างกระดูกรั้งไว้ ไม่อาจนอนตะแคงข้างเดียวได้ จึงนอนหงายอย่างเดียว.

เสยยา ที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราชสีห์ราชาแห่งมฤค นอนตะแคงขวา ฯลฯ มีใจยินดี นี้ชื่อว่าสีหเสยยา. ด้วยว่าเพราะเป็นสัตว์มีอำนาจมาก สีหะราชาแห่งมฤคนอนวาง ๒ เท้าหน้าไว้ที่หนึ่ง วาง ๒ เท้าหลังไว้ที่หนึ่ง สอดหางไว้ที่โคนขา กำหนดที่วางเท้าหน้าหลังและหางไว้ วางศีรษะไว้เหนือ ๒ เท้าหน้า แม้นอนกลางวัน เมื่อตื่นก็ไม่สะดุ้งตื่น แต่ชะเง้อศีรษะสำรวจที่วางเท้าหน้าเป็นต้น ถ้าวางผิดที่หน่อยหนึ่ง ก็เสียใจว่านี้ไม่เหมาะแก่ชาติและความแกล้วกล้าของเจ้า ก็นอนเสียในที่นั้นนั่นแหละไม่ออกล่าเหยื่อ แต่เมื่อวางไม่ผิดที่ ก็จะดีใจว่านี้เหมาะแก่ชาติและความแกล้วกล้าของเจ้า แล้วลุกขึ้นสะบัดแบบราชสีห์ สลัดสร้อยคอ แผดสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วออกล่าเหยื่อ.

ส่วนไสยาในฌานที่ ๔ ท่านเรียกว่า ตถาคตไสยา

ในไสยาเหล่านั้น ในที่นี้มาแต่สีหเสยยา ด้วยว่าสีหไสยานี้เป็นยอดไสยา เพราะเป็นอิริยาบถมากด้วยอำนาจ.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔๖

บทว่า ปาเทน ปาทํ ได้แก่ เอาเท้าซ้ายทับเท้าขวา. บทว่า อุจฺจาธาย ได้แก่ เหลื่อมกันคือวางเลยกันไปเล็กน้อย. เมื่อเอาข้อเท้าทับข้อเท้า หรือเอาเข่าทับเข่า จะเกิดเวทนาขึ้นเนืองนิตย์ จิตจะไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง การนอนไม่สบาย แต่เมื่อวางเหลื่อมกัน โดยไม่ให้ทับกัน เวทนาจะไม่เกิด จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง การนอนจะสบาย เพราะฉะนั้น จึงนอนอย่างนี้.

แต่ในที่นี้ เพราะทรงเข้าถึงอนุฏฐานไสยา ท่านจึงไม่กล่าวว่า ทรงมนสิการถึงอุฏฐานสัญญา. ก็ในที่นี้ พึงทราบอนุฏฐาน การไม่ลุกขึ้นด้วยอำนาจพระวรกาย. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงมีโอกาสแห่งภวังคจิตม่อยหลับตลอดราตรีนั้นเลย

จริงอยู่ ในปฐมยาม ได้มีการแสดงธรรมโปรดเหล่าเจ้ามัลละ. ในมัชฌิมยาม โปรดสุภัททะ. ในปัจฉิมยามทรงโอวาทภิกษุสงฆ์. ในเวลาใกล้รุ่ง เสด็จปรินิพพาน.

บทว่า สพฺพผาลิผุลฺลา ความว่า ต้นสาละทั้งคู่บานสะพรั่งดารดาษไป ตั้งแต่โคนต้นจนถึงยอดมิใช่มีต้นสาละทั้งคู่อย่างเดียวเท่านั้น ต้นไม้แม้ทั้งหมดก็ผลิตดอกออกสะพรั่งเหมือนกันไปหมด. มิใช่แต่ในสวนนั้นอย่างเดียวเท่านั้น แม้ในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้น ไม้ดอกก็ผลิดอก ไม้ผลก็ออกผล. ในลำต้นของต้นไม้ทุกต้นมีขันธปทุมบานที่ลำต้น สาขาปทุมบานที่กิ่งทั้งหลาย วัลลิปทุมบานที่เถาว์ อากาสปทุมบานที่อากาศ ทัณฑปทุมแทรกพื้นแผ่นดินขึ้นมาบาน. มหาสมุทรทั้งหมดดาดาษไปด้วยบัว ๕ สี ป่าหิมพานต์กว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ ได้เป็นที่รื่นรมย์ยิ่งนัก เหมือนลำแพนหางนกยูงที่มัดติดกันเป็นพืด เหมือนพวงและช่อดอกไม้ติดกันไม่มีระหว่าง เหมือนดอกไม้ประดับศีรษะ ที่ผูกเบียดกันเป็นอันดี และเหมือนผอบที่มีดอกไม้เต็ม.

บทว่า เต ตถาคตสฺส สรีรํ โอกิรนฺติ สาละคู่เหล่านั้น ถูกภุมมเทวดาเขย่าต้นกิ่งและค่าคบ โปรยลงสู่พระสรีระของพระตถาคต คือโรยดอกลงบนพระสรีระ. บทว่า อชฺโชกิรนฺติ หล่นเกลื่อนดังประหนึ่งจะท่วม. บทว่า อภิปฺปกิรนฺติ ได้แก่ หล่นเกลื่อนเนืองๆ คือบ่อยๆ .

บทว่า ทิพฺพานิ ได้แก่ ที่เกิด ณ นันทโปกขรณี ดอกมณฑารพเหล่านั้นมีสีดั่งทอง มีใบประมาณเท่าฉัตรใบไม้. ติดเรณูประมาณทะนานใหญ่ มิใช่ดอกมณฑารพอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นทิพย์ แม้อย่างอื่นก็เป็นทิพย์ เช่น ดอกปาริฉัตรและดอกทองหลางเป็นต้น บรรจุผอบทองเต็ม อันเทวดาผู้อยู่ที่ขอบปากจักรวาลก็ดี ชั้นไตรทศก็ดี ในพรหมโลกก็ดี นำเข้าไปย่อมตกลงจากอวกาศ.

บทว่า ตถาคตสฺส สรีรํ ความว่า ไม่กระจัดกระจายเสียในระหว่าง มาโปรยปรายเฉพาะพระสรีระของพระตถาคตด้วยกลีบเกษรและละอองเรณู.

บทว่า ทิพฺพานิปิ จนฺทนจุณฺณานิ ได้แก่ ผงจันทน์ที่สำเร็จรูปของเหล่าเทวดา. มิใช่ผงจันทน์ที่สำเร็จรูปของเทวดาเท่านั้น เป็นของนาค สุบรรณและมนุษย์ด้วย. มิใช่ผงจันทน์อย่างเดียวเท่านั้น ยังมีผงคันธชาตอันเป็นทิพย์ทั้งหมดเช่น กฤษณาและจันทน์แดงเป็นต้น. ผงหรดาลแร่พลวงเงินและทอง ชนิดที่อบด้วยกลิ่นทิพย์ทั้งหมดบรรจุเต็มหีบเงินและทองเป็นต้น ที่เทวดาผู้อยู่ ณ ขอบปากจักรวาลเป็นต้น นำเข้าไปไม่เรี่ยราดเสียในระหว่าง โปรยลงสู่พระสรีระของพระตถาคตเหมือนกัน.

บทว่า ทิพฺพานิปิ ตุริยานิ ได้แก่ ดุริยางค์สำเร็จของเหล่าเทวดา. มิใช่ดุริยางค์เหล่านั้นอย่างเดียว ยังมีดุริยางค์ของเหล่าเทวดาในหมื่นจักรวาล และนาค ครุฑ มนุษย์ ต่างโดยชนิดขึงสาย หุ้มหนัง ทึบ และโพรงทุกชนิด พึงทราบว่าประชุมกันในจักรวาลอันเดียว บรรเลงกันในอากาศ.

บทว่า ทิพฺพานิปิ สงฺคีตานิ ความว่า ได้ยินว่า เหล่าเทวดาผู้มีอายุยืน ชื่อว่าวรุณ เทพวารุณเหล่านั้นทราบว่า พระมหาบุรุษบังเกิดในถิ่นมนุษย์ จักเป็นพระพุทธเจ้า แล้วเริ่มร้อยมาลัยด้วยหมายใจว่าจักถือไปในวันปฏิสนธิ. และเทวดานั้นกำลังร้อยมาลัย ทราบว่า พระมหาบุรุษบังเกิดในครรภ์ของมารดา.

ถูกถามว่า พวกท่านร้อยมาลัยเพื่อใคร

ตอบว่า ยังไม่เสร็จ แล้วบอกว่า พวกเราร้อยเสร็จแล้ว จักเอาไปในวันเสด็จออกจากพระครรภ์ แล้วทราบว่าเสด็จออกเสียแล้ว คิดว่าจะไปในวันเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทราบแม้ว่า พระมหาบุรุษทรงครองเรือน ๒๙ พรรษาแล้ววันนี้ ก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เสียแล้ว คิดว่าจักไปในวันตรัสรู้ ก็ทราบว่าทรงทำความเพียรใหญ่ตลอด ๖ พรรษา วันนี้ก็ตรัสรู้เสียแล้ว คิดว่าจักไปในวันประกาศธรรมจักร ทราบแม้อีกว่าประทับที่โพธิมัณฑสถาน ๗ สัปดาห์ เสด็จไปยังอิสิปตนมฤคทายวัน ประกาศพระธรรมจักร คิดว่าจักไปวันทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ก็ทราบว่าวันนี้ทรงทำยมกปาฏิหาริย์เสียแล้ว คิดว่าจักไปในวันเสด็จลงจากเทวโลก ทราบว่าวันนี้ก็เสด็จลงจากเทวโลกเสียแล้ว คิดว่าจักไปวันทรงปลงอายุสังขาร ทราบว่าวันนี้ก็ทรงปลงอายุสังขารเสียแล้ว คิดว่ายังทำไม่เสร็จ ก็จักไปในวันปรินิพพาน ทราบว่าวันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าบรรทมสีหไสยาตะแคงขวา ณ ระหว่างสาละคู่ มีพระสติสัมปชัญญะ จักปรินิพพานเวลาจวนรุ่ง

แต่แว่วเสียงถามว่า พวกท่านร้อยมาลัยเพื่อใคร

กล่าวว่า นี่อะไรกันหนอ วันนี้นี่เอง พระมหาบุรุษทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา วันนี้ก็ออกจากพระครรภ์ของมารดา วันนี้ก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ วันนี้ก็เป็นพระพุทธเจ้า วันนี้ก็ประกาศพระธรรมจักร วันนี้ก็แสดงยมกปาฏิหาริย์ วันนี้ก็เสด็จลงจากเทวโลก วันนี้ก็ทรงปลงอายุสังขาร ทราบว่า วันนี้ก็จักเสด็จปรินิพพาน พระองค์พึงทรงดำรงอยู่ชั่วดื่มยาคู ในวันที่ ๒ หรือไม่หนอ ข้อนี้ไม่สมควรแก่พระองค์ ผู้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ แล้วบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า จำเราจักถือเอาพวงมาลัยที่ยังไม่เสร็จมา เมื่อไม่ได้โอกาสภายในจักรวาล ก็จักคล้องที่ขอบปากจักรวาล วิ่งแล่นไปตามขอบปากจักรวาล เอาหัตถ์เกี่ยวหัตถ์เรียงศอสลอน ขับกล่อมปรารภพระรัตนตรัย ปรารภมหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระฉัพพัณรังสี ทสบารมี ชาดก ๕๕๐ พระพุทธญาณ ๑๔ ในที่สุดแห่งพระพุทธคุณนั้นๆ ก็ต้องละไปๆ.

ท่านอาศัยสังคีตะนั้น จึงกล่าวคำนี้ว่า ทิพฺพานิปิ สงฺคีตานิ อนฺตลิกฺเข วชฺชนฺติ ตถาคตสฺส ปูชาย ทั้งสังคีตที่เป็นทิพย์ ก็บรรเลงในอากาศ เพื่อบูชาพระตถาคต ดังนี้.

ก็แล พระผู้มีพระภาคเจ้าบรรทมตะแคงข้างขวา ระหว่างต้นสาละคู่ ทรงเห็นความอุตสาหะอย่างใหญ่ของบริษัทที่ประชุมกันตั้งแต่ปฐพีจดขอบปากจักรวาล และตั้งแต่ขอบปากจักรวาลจดพรหมโลก จึงตรัสบอกท่านพระอานนท์.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ฯเปฯ ตถาคตสฺส ปูชาย.

ครั้นทรงแสดงมหาสักการะอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงความที่พระองค์เป็นผู้อันบริษัทไม่สักการะด้วยมหาสักการะแม้นั้น จึงตรัสว่า น โข อานนฺท เอตฺตาวตา เป็นต้น.

ท่านอธิบายไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ เราตถาคตหมอบอยู่แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ประชุมธรรม ๘ ประการ เมื่อจะกระทำอภินิหาร มิใช่กระทำอภินิหาร เพื่อประโยชน์แก่พวงมาลัยของหอม และดุริยางค์สังคีต มิใช่บำเพ็ญบารมีทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่สิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้น เราตถาคต ไม่ชื่อว่าเขาบูชาแล้วด้วยการบูชาอันนี้เลย.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญวิบาก ที่แม้พระพุทธญาณก็กำหนดไม่ได้ของการบูชาที่บุคคลถือเพียงดอกฝ้ายดอกเดียว ระลึกถึงพระพุทธคุณบูชาแล้วไว้ในที่อื่น ในที่นี้กลับทรงคัดค้านการบูชาใหญ่อย่างนี้.

ตอบว่า เพราะเพื่อจะทรงอนุเคราะห์บริษัทอย่างหนึ่ง เพื่อประสงค์จะให้พระศาสนาดำรงยั่งยืนอย่างหนึ่ง.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่พึงคัดค้านอย่างนั้นไซร้ ต่อไปในอนาคต พุทธบริษัทก็ไม่ต้องบำเพ็ญศีลในฐานะที่ศีลมาถึง จักไม่ให้สมาธิบริบูรณ์ในฐานะที่สมาธิมาถึง ไม่ให้ถือห้องคือวิปัสสนาในฐานะที่วิปัสสนามาถึง ชักชวนแล้วชักชวนอีกซึ่งอุปัฏฐากกระทำการบูชาอย่างเดียวอยู่.

จริงอยู่ ชื่อว่าอามิสบูชานั้นไม่สามารถจะดำรงพระศาสนาแม้ในวันหนึ่งบ้าง แม้ชั่วดื่มข้าวยาคูครั้งหนึ่งบ้าง. จริงอยู่ วิหารพันแห่งเช่นมหาวิหาร เจดีย์พันเจดีย์เช่นมหาเจดีย์ก็ดำรงพระศาสนาไว้ไม่ได้. บุญผู้ใดทำไว้ก็เป็นของผู้นั้นผู้เดียว ส่วนสัมมาปฏิบัติ ชื่อว่าเป็นบูชาที่สมควรแก่พระตถาคต. เป็นความจริง ปฏิบัติบูชานั้นชื่อว่าดำรงอยู่แล้ว สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงปฏิบัติบูชานั้น จึงตรัสว่า โย โข อานนฺท เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ได้แก่ ปฏิบัติปุพพภาคปฏิปทา อันเป็นธรรมสมควร. ก็ปฏิปทานั่นแล ท่านเรียกว่า สามีจิ ชอบยิ่ง เพราะเป็นปฏิปทาอันสมควร. ชื่อว่า สามีจิปฏิปนฺโน เพราะปฏิบัติธรรมอันชอบยิ่ง. ชื่อว่า อนุธมฺมจารี เพราะประพฤติบำเพ็ญธรรมอันสมควร กล่าวคือ บุพพภาคปฏิปทานั้นนั่นแล. ก็ศีล อาจารบัญญัติ การสมาทานธุดงค์ สัมมาปฏิปทาถึงโคตรภูญาณ พึงทราบว่า ปุพพภาคปฏิปทา.

เพราะฉะนั้น ภิกษุตั้งอยู่ในอคารวะ ๖ ละเมิดพระบัญญัติ เลี้ยงชีวิตด้วยอเนสนา ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม. ส่วนภิกษุใดไม่ละเมิดสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแล้วแก่ตนทั้งหมดที่ขีดขั่น เขตแดนและเส้นบรรทัดของพระชินเจ้าแม้มีประมาณน้อย ภิกษุนี้ชื่อว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

แม้ในภิกษุณีก็นัยนี้เหมือนกัน.

ก็อุบาสกใดยึดเวร ๕ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประพฤติไว้แนบแน่น อุบาสกนี้ชื่อว่าไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. ส่วนอุบาสกปฏิบัติให้สมบูรณ์ในสรณะ ๓ ศีล ๕ ศีล ๑๐ รักษาอุโบสถเดือนละ ๘ ครั้ง ถวายทาน บูชาด้วยของหอม บูชาด้วยมาลา บำรุงมารดาบิดา บำรุงสมณพราหมณ์ อุบาสกผู้นี้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

แม้ในอุบาสิกาก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ปรมาย ปูชาย แปลว่า ด้วยบูชาสูงสุด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า แท้จริง ชื่อว่านิรามิสบูชา นี้สามารถดำรงพระศาสนาของเราไว้ได้. จริงอยู่ บริษัท ๔ นี้จักบูชาเราด้วยการบูชานี้เพียงใด ศาสนาของเราก็จะรุ่งเรืองดุจจันทร์เพ็ญลอยเด่นกลางท้องฟ้าฉะนั้น.

อุปวาณตฺเถรวณฺณนา

บทว่า อปสาเทสิ แปลว่า จงออกไป. บทว่า อเปหิ แปลว่า จงหลีกไป.

ด้วยพระดำรัสคำเดียวเท่านั้น พระเถระก็วางพัดใบตาลแล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความที่พระองค์ไม่มีอุปัฏฐากประจำในปฐมโพธิกาล จึงตรัสคำนี้ว่า อุปฎฺฐาโก เป็นต้น. เมื่อพระเถระทูลอย่างนี้ว่า นี้ท่านอุปวาณะเจ้าข้า. พระอานนท์กำหนดความที่พระอุปวาณะมีความผิดว่า เอาเถอะ เราจักกราบทูลความที่พระอุปวาณะนั้นไม่มีความผิด พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เยภุยฺเยน อานนฺท เป็นต้น.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เยภุยฺเยน นี้ ท่านกล่าวหมายเอาอสัญญีสัตว์และอรูปเทวดาถูกเมินเฉย. บทว่า อปฺผุโฏ ได้แก่ ไม่สัมผัส หรือไม่แตะต้อง.

ได้ยินว่า ในส่วนที่ใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้า เทวดาผู้มีศักดาใหญ่เนรมิตอัตตภาพอันละเอียดในโอกาสเท่าปลายขนทราย ๑๐ องค์ๆ. ข้างหน้าแห่งเทวดา ๑๐ องค์ๆ นั้น มีเทวดา ๒๐ องค์ๆ. ข้างหน้าเทวดา ๒๐ องค์ๆ มีเทวดา ๓๐ องค์ๆ ข้างหน้าเทวดา ๓๐ องค์ๆ มีเทวดา ๔๐ องค์ๆ ข้างหน้า เทวดา ๔๐ องค์ๆ มีเทวดา ๕๐ องค์ๆ ข้างหน้าเทวดา ๕๐ องค์ๆ มีเทวดายืนเฝ้าอยู่ ๖๐ องค์ๆ เทวดาเหล่านั้นเบียดกันและกันด้วยมือเท้าหรือผ้า. ไม่มีเหตุที่จะพึงกล่าวว่า ออกไปอย่าเบียดเสียดเรา.

เทวดาทั้งหลายก็เป็นเช่นกับที่ตรัสไว้ว่า สารีบุตร เทวดาเหล่านั้นแล ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐ องค์บ้าง ยืนในโอกาสแม้เพียงปลายเหล็กแหลมจรดกัน ไม่เบียดซึ่งกันและกันเลย.

____________________________

องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๘๑

บทว่า โอธาเรนฺโต แปลว่า ยืนบัง. ได้ยินว่า พระเถระร่างใหญ่เช่นกับลูกช้าง ห่มผ้าบังสุกุลจีวร ก็ดูเหมือนใหญ่มาก.

บทว่า ตถาคตสฺส ทสฺสนาย ความว่า เทวดาทั้งหลาย เมื่อไม่ได้เห็นพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงติเตียนอย่างนี้.

ถามว่า ก็เทวดาเหล่านั้นไม่สามารถมองทะลุพระเถระหรือ.

ตอบว่า ไม่สามารถสิ. ด้วยว่า เหล่าเทวดาสามารถมองทะลุเหล่าปุถุชนได้ แต่มองทะลุเหล่าพระขีณาสพไม่ได้ ทั้งไม่อาจเข้าไปใกล้ด้วย. เพราะพระเถระมีอานุภาพมาก มีอำนาจมาก.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระเถระจึงมีอำนาจมาก ผู้อื่นไม่เป็นพระอรหันต์หรือ.

ตอบว่า เพราะท่านเป็นอารักขเทวดาในเจดีย์ของพระกัสสปพุทธเจ้าอยู่.

เล่ากันว่า เมื่อพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ชนทั้งหลายได้พากันสร้างพระเจดีย์องค์หนึ่ง บรรจุพระสารีริกธาตุสรีระอันเป็นเช่นกับแท่งทองคำทึบ. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุยืน ย่อมมีพระเจดีย์องค์เดียวเท่านั้น คนทั้งหลายใช้แผ่นอิฐทองยาว ๑ ศอก กว้างหนึ่งคืบ หนา ๘ นิ้ว ก่อพระเจดีย์นั้นประสานด้วยหรดาลและมโนศิลาแทนดิน ชะโลมด้วยน้ำมันงาแทนน้ำ แล้วสถาปนาประมาณโยชน์หนึ่ง. ต่อนั้นภุมมเทวดาก็โยชน์หนึ่ง จากนั้นก็อาสัฏฐกเทวดา จากนั้นก็อุณหวลาหกเทวดา จากนั้นก็อัพภวลาหกเทวดา จากนั้นก็เทวดาชั้นจาตุมมหาราช จากนั้นเทวดาชั้นดาวดึงส์สถาปนาโยชน์หนึ่ง. พระเจดีย์จึงมี ๗ โยชน์ด้วยประการฉะนี้.

เมื่อผู้คนถือเอามาลัยของหอมและผ้าเป็นต้นมา อารักขเทวดาทั้งหลายก็พากันถือดอกไม้มาบูชาพระเจดีย์ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นเห็นอยู่. ครั้งนั้น พระเถระนี้เป็นพราหมณ์มหาศาล ถือผ้าเหลืองผืนหนึ่งไป. เทวดาก็รับผ้าจากมือพราหมณ์นั้นไปบูชาพระเจดีย์.

พราหมณ์เห็นดังนั้น ก็มีจิตเลื่อมใสตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็จักเป็นอารักขเทวดาในพระเจดีย์ของพระพุทธเจ้าเห็นปานนี้ ดังนี้แล้ว จุติจากอัตตภาพนั้น ก็ไปบังเกิดในเทวโลก. เมื่อพราหมณ์นั้นท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลกและเทวโลก.

พระกัสสปะผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติในโลกแล้วปรินิพพาน. พระธาตุสรีระของพระองค์ก็มีแห่งเดียวเท่านั้น. ผู้คนทั้งหลายนำพระธาตุสรีระนั้น สร้างพระเจดีย์โยชน์หนึ่ง. พราหมณ์เป็นอารักขเทวดาในพระเจดีย์นั้น เมื่อพระศาสดาอันตรธานไป. ก็บังเกิดในสวรรค์ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว ถือปฏิสนธิในตระกูลใหญ่ ออกบวชแล้วบรรลุพระอรหัต.

พึงทราบว่า พระเถระมีอำนาจมาก เพราะเป็นอารักขเทวดาในพระเจดีย์มาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

ด้วยบทว่า เทวตา อานนฺท อุชฺฌายนฺติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนอานนท์ เหล่าเทวดาติเตียน มิใช่บุตรเรามีความผิดอะไรอื่น. เพราะเหตุไร ท่านพระอานนท์จึงทูลว่า พระเจ้าข้า เหล่าเทวดาเป็นอย่างไร จึงใส่ใจ. ทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสว่า เหล่าเทวดาติเตียน ก็เหล่าเทวดานั้นเป็นอย่างไร จึงใส่ใจพระองค์ จะยับยั้งการปรินิพพานของพระองค์หรือ. เมื่อเป็นดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงภาวะที่เหล่าเทวดาเหล่านั้นยับยั้งไม่ได้ว่า เราไม่กล่าวเหตุแห่งการยับยั้ง จึงตรัสว่า สนฺตานนฺท เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากาเส ปฐวีสญฺญินิโย ได้แก่ เนรมิตแผ่นดินในอากาศมีความสำคัญในอากาศนั้นว่าเป็นแผ่นดิน. บทว่า กนฺทนฺติ แปลว่า ร้องไห้. บทว่า ฉินฺนปาทํ วิย ปปตนฺติ ได้แก่ ล้มฟาดลงดังขาดกลางตัว. บทว่า วิวฏฺฏนฺติ ได้แก่ ล้มลงกลิ้งไป. อีกอย่างหนึ่ง ล้มกลิ้งไปข้างหน้าที ข้างหลังที ข้างซ้ายที ข้างขวาที เรียกกันว่ากลิ้งเกลือก.

บทว่า สนฺตานนฺท เทวตา ปฐวียํ ปฐวีสญฺญินิโย ความว่า ได้ยินว่า เหล่าเทวดาไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ เหนือแผ่นดินปกติ. เหล่าเทวดาย่อมจมลงในแผ่นดินนั้น เหมือนหัตถกพรหม.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนหัตถกะ ท่านจงเนรมิตอัตภาพอย่างหยาบ. เพราะฉะนั้น ท่านหมายเอาเหล่าเทวดาที่เนรมิตแผ่นดินในแผ่นดิน จึงกล่าวว่า เหล่าเทวดามีความสำคัญในแผ่นดินว่าเป็นแผ่นดิน.

บทว่า วีตราคา ได้แก่ เหล่าเทวดาที่เป็นพระอนาคามีและขีณาสพที่มีโทมนัสอันละได้แล้วเช่นเดียวกับเสาหิน.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๖๗

จตุสํเวชนียฏฺฐานวณฺณนา

บทว่า วสฺสํ วุฎฺฐา ความว่า ได้ยินว่า ครั้งพุทธกาล ภิกษุประชุมกัน ๒ เวลา คือ จวนเข้าพรรษาเพื่อรับกัมมัฏฐาน ๑ ออกพรรษาแล้วเพื่อบอกกล่าวคุณวิเศษที่บังเกิดเพราะการประกอบเนืองๆ ซึ่งพระกัมมัฏฐานที่รับมาแล้ว ๑.

ครั้งพระพุทธกาลฉันใด แม้ในเกาะสีหลก็ฉันนั้น. ภิกษุที่อยู่ฝั่งแม่น้ำคงคาข้างโน้นประชุมกันที่โลหประสาท ภิกษุที่อยู่ฝั่งแม่น้ำคงคาอีกฝั่งหนึ่ง ก็ประชุมกันที่ติสสมหาวิหาร. ในภิกษุ ๒ พวกนั้น ภิกษุพวกที่อยู่ฝั่งแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ถือเอาไม้กวาดสำหรับกวาดขยะทิ้งแล้วประชุมกันที่มหาวิหาร โบกปูนพระเจดีย์ ออกพรรษาแล้วก็มาประชุมกันที่โลหประสาท ทำวัตรอยู่ในที่อันผาสุก ออกพรรษาแล้วก็มาสวดบาลีและอรรถกถาที่ตนช่ำชองแล้วที่โรงเรียนนิกายทั้ง ๕ ในโลหปราสาท. พิจารณาถึงภิกษุที่เรียนบาลีหรืออรรถกถาผิดพลาดว่าท่านเรียนในสำนักใครให้ยึดถือไว้ให้ตรง. ฝ่ายภิกษุที่อยู่ในแม่น้ำคงคาอีกฝ่ายหนึ่งก็ประชุมกันในติสสมหาวิหาร.

บรรดาภิกษุที่ประชุม ๒ เวลาอย่างนี้ ภิกษุเหล่าใดเรียนกัมมัฏฐานก่อนเข้าพรรษาไปแล้วกลับมาบอกคุณวิเศษ

ท่านหมายเอาภิกษุเห็นปานนั้นจึงกล่าวว่า ปุพฺเพ ภนฺเต วสฺสํ วุตฺถา เป็นต้น.

บทว่า มโนภาวนีเย ได้แก่ ให้เจริญแล้วอบรมแล้วด้วยใจ. อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดเจริญเพิ่มพูนมโนมนะ ลอยกิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้นเสีย ภิกษุเห็นปานนั้น. ได้ยินว่า พระเถระถึงพร้อมด้วยวัตรพบภิกษุแก่ก็แข็ง ไม่ยอมนั่งออกไปต้อนรับ รับร่มบาตรจีวรและเคาะตั่งถวาย เมื่อท่านนั่งในที่นั้นแล้วก็ทำวัตรจัดเสนาสนะถวาย พบภิกษุใหม่ก็นิ่งยังไม่นั่ง เข้าไปหาใกล้ๆ พระเถระนั้นปราศจากความไม่เสื่อมแห่งวัตรปฏิบัตินั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า อานนท์คิดว่าเราจักไม่ได้พบภิกษุที่น่าเจริญใจ เอาเถอะ เราจักบอกสถานที่จะพบภิกษุผู้น่าเจริญใจแก่เธอ ที่เธออยู่ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา ก็จักได้พบเหล่าภิกษุที่น่าเจริญใจได้ ดังนี้ แล้วจึงตรัสว่า จตฺตาริมานิ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธสฺส ความว่า วัตรทั้งหมดมีเจติยังคณวัตรเป็นต้นที่เธอทำตั้งแต่เช้า ย่อมปรากฏแก่กุลบุตรผู้มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร.

บทว่า ทสฺสนียานิ ได้แก่ ควรจะเห็น คือควรไปเพื่อจะเห็น. บทว่า สํเวชนียานิ ได้แก่ ให้เกิดสลดใจ. บทว่า ฐานานิ ได้แก่ เหตุหรือถิ่นสถาน.

คำว่า เย หิ เกจิ นี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงการจาริกไปในเจดีย์มีประโยชน์.

บรรดาบทเหล่านั้นด้วยบทว่า เจติยจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ท่านแสดงว่า ก่อนอื่น ภิกษุเหล่าใดกวาดลานพระเจดีย์ในที่นั้นๆ ชำระอาสนะ รดน้ำที่ต้นโพธิ์แล้วเที่ยวไป ในภิกษุเหล่านั้นไม่จำต้องกล่าวถึงเลย. เหล่าภิกษุที่ออกไปจากวัดด้วยคิดว่า จักไปไหว้พระเจดีย์ในวัดโน้น มีจิตเลื่อมใส แม้กระทำกาละในระหว่างๆ ก็จักบังเกิดในสวรรค์โดยไม่มีอันตรายเลย.

มาตุคาเม ปฏิปตฺติวณฺณนา

ด้วยบทว่า อทสฺสนํ อานนฺท ทรงแสดงว่า การไม่เห็นมาตุคามเสียได้เลย เป็นข้อปฏิบัติธรรมอันสมควรในข้อนี้.

จริงอยู่ ภิกษุเปิดประตูนั่งบนเสนาสนะ ตราบใดที่ไม่เห็นมาตุคามที่มายืนอยู่ที่ประตู ตราบนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่เกิดโลภ จิตไม่หวั่นไหวโดยส่วนเดียวเท่านั้น. แต่เมื่อยังเห็นอยู่แม้ทั้ง ๒ อย่างนั้นก็พึงมี.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อทสฺสนํ อานนฺท

ด้วยบทว่า ทสฺสเน ปน ภควา สติ กถํ พระอานนท์ทูลถามว่า เมื่อการเห็นในที่ๆ ภิกษุเข้าไปรับภิกษาเป็นต้น ภิกษุจะพึงปฏิบัติอย่างไร. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุรุษผู้ยืนถือมีดด้วยกล่าวว่า ถ้าท่านพูดกับเราๆ จะตัดศีรษะท่านเสียในที่นี้แหละ หรือนางยักษิณียืนพูดว่า ถ้าท่านพูดกับเราๆ จะแล่เนื้อท่านเคี้ยวกินเสียในที่นี้ นี่แหละยังจะดีกว่า เพราะความพินาศเหตุมีข้อนั้นเป็นปัจจัย ย่อมมีได้อัตตภาพเดียวเท่านั้น ไม่ต้องเสวยทุกข์ที่กำหนดไม่ได้ในอบายทั้งหลาย ส่วนเมื่อมีการเจรจาปราศรัยกับมาตุคามอยู่ ความคุ้นก็มี เมื่อมีความคุ้น ช่องทางก็มี ภิกษุผู้มีจิตถูกราคะครอบงำก็ถึงความพินาศแห่งศีล ต้องไปเต็มอยู่ในอบาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อนาลาโป ดังนี้.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า

บุคคลพึงพูดกับบุคคลผู้มีดาบในมือ กับปีศาจ

นั่งชิดกับอสรพิษ ผู้ที่ถูกคนมีดาบ ปีศาจ อสรพิษกัด

แล้วย่อมไม่มีชีวิต ภิกษุพูดกับมาตุคามสองต่อสอง

ก็ไม่มีชีวิตเหมือนกัน.

____________________________

องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๕๕

บทว่า อาลปนฺเน ปน ความว่า ถ้ามาตุคามถามวันขอศีล ใคร่ฟังธรรม ถามปัญหา ก็หรือมีกิจกรรมที่บรรพชิตจะพึงทำแก่มาตุคามนั้น มาตุคามนั้นก็จะพูดกะภิกษุผู้ไม่พูดในเวลาเห็นปานนี้ว่า ภิกษุองค์นี้เป็นใบ้หูหนวก ฉันแล้วก็นั่งปากแข็ง เพราะฉะนั้น ภิกษุพึงพูดโดยแท้.

ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า พระเจ้าข้า ภิกษุเมื่อพูดอย่างนี้ จะพึงปฏิบัติอย่างไร.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาพระโอวาทที่ว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงตั้งจิตคิดว่ามารดาในสตรีปูนมารดา ตั้งจิตคิดว่าพี่สาวในสตรีปูนพี่สาว ตั้งจิตคิดว่าลูกสาวในสตรีปูนลูกสาว จึงตรัสว่า อานนท์ พึงตั้งสติไว้.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๘/ข้อ ๑๙๕

บทว่า อพฺยาวฏา ได้แก่ ไม่เกี่ยวพัน ไม่ขวนขวาย.

บทว่า สทตฺเถ ฆฏถ ได้แก่ พยายามในพระอรหัตอันเป็นประโยชน์สูงสุด.

บทว่า อนุยุญฺชถ ได้แก่ จงประกอบเนืองๆ เพื่อบรรลุพระอรหัตนั้น.

บทว่า อปฺปมตฺตา ได้แก่ ไม่อยู่ปราศจากสติ. ชื่อว่าผู้มีเพียร เพราะประกอบด้วยธรรมเครื่องย่างกิเลส คือความเพียร. ชื่อว่ามีตนส่งไป คือมีจิตส่งไปอยู่ เพราะเป็นผู้ไม่อาลัยในกายและชีวิต.

ด้วยบทว่า กถํ ปน ภนฺเต ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ชนเหล่านั้นมีกษัตริย์บัณฑิตเป็นต้น จะพึงปฏิบัติอย่างไร เขาจักสอบถามข้าพระองค์แน่แท้ว่า ท่านอานนท์ เราจะพึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร ข้าพระองค์จะให้คำตอบแก่เขาอย่างไร.

บทว่า อหเตน วตฺเถน ได้แก่ ผ้าใหม่ที่ทำในแคว้นกาสี ไม่ซึมน้ำมัน เพราะเนื้อละเอียด แต่ผ้าสำลีซึม เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิหเตน กปฺปาเสน.

บทว่า อยสาย ได้แก่ รางทอง. ก็รางทอง ท่านประสงค์เอาว่า อยสํ ในที่นี้.

ถูปารหปุคฺคลวณฺณนา

ถามว่า ในคำว่า ราชา จกฺกวตฺติ เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตการสร้างสถูปแก่พระราชาผู้อยู่กลางเรือนสวรรคตแล้ว ไม่ทรงอนุญาตสำหรับภิกษุผู้มีศีล.

ตอบว่า เพราะไม่อัศจรรย์.

แท้จริง เมื่อทรงอนุญาตสถูป สำหรับภิกษุปุถุชน ก็ไม่พึงมีโอกาสสำหรับสถูปทั้งหลายในเกาะสีหล ถึงในที่อื่นๆ ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น สถูปเหล่านั้นไม่อัศจรรย์ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ทรงอนุญาต. พระเจ้าจักรพรรดิบังเกิดพระองค์เดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น สถูปของพระองค์จึงอัศจรรย์. ส่วนสำหรับภิกษุปุถุชนผู้มีศีล จะทำสักการะแม้อย่างใหญ่ อย่างภิกษุผู้ปรินิพพานก็ควรเหมือนกัน.

อานนฺทคุณกถาวณฺณนา

ส่วนโรงกลม ท่านประสงค์เอาว่าวิหาร ในคำว่าวิหารนี้. เข้าไปสู่วิหารนั้น.

บทว่า กปิสีสํ ได้แก่ ไม้กลอนที่ตั้งอยู่ในที่ปลายเท้าแขนประตู.

บทว่า โรทมาโน อฎฺฐาสิ ความว่า ได้ยินว่า ท่านพระอานนท์คิดว่า พระศาสดาตรัสสถานที่อยู่ซึ่งให้เกิดความสังเวชแก่เรา ตรัสการจาริกไปในเจดีย์ว่า มีประโยชน์ ตรัสตอบปัญหาเรื่องที่จะพึงปฏิบัติในมาตุคาม ตรัสบอกการปฏิบัติในสรีระของพระองค์ ตรัสถูปารหบุคคล ๔ จำพวก วันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแน่. เมื่อท่านคิดอย่างนี้แล้วก็เกิดโทมนัสอย่างรุนแรง. ครั้งนั้น ท่านปริวิตกอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการร้องไห้ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ผาสุก เราจักไปในที่ส่วนหนึ่ง บรรเทาความโศกให้เบาบาง. ท่านได้ทำเหมือนอย่างนั้น.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระอานนท์ยืนร้องไห้.

บทว่า อหญฺจ วตมฺหิ ตัดเป็น อหญฺจ วต อมฺหิ. ปาฐะว่า อหํ วตมฺหิ ดังนี้ก็มี.

บทว่า โย มม อนุกมฺปโก แปลว่า ผู้ใดอนุเคราะห์สั่งสอนเรา. พูดกันมาว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เดี๋ยวนี้ เราจักถวายน้ำสำหรับล้างพระพักตร์แก่ใคร จะล้างพระบาทแก่ใคร จักปฏิบัติเสนาสนะแก่ใคร จักรับบาตรและจีวรของใคร จาริกไป.

บทว่า อามนฺเตสิ ได้แก่ ไม่เห็นพระเถระในระหว่าง จึงตรัสเรียก.

บทว่า เมตฺเตน กายกมฺเมน ได้แก่ ด้วยกายกรรมมีอันถวายน้ำล้างพระพักตร์เป็นต้น ที่ปฏิบัติไปด้วยอำนาจจิตมีเมตตา.

บทว่า หิเตน ได้แก่ อันกระทำไปเพื่อความเจริญแห่งประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า สุเขน ได้แก่ อันกระทำไปด้วยอำนาจสุขกายสุขใจ. อธิบายว่า ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจ.

บทว่า อทฺวเยน ได้แก่ ไม่กระทำให้เป็น ๒ ส่วน. ท่านอธิบายว่า ทำต่อหน้าไม่ทำลับหลังอย่างหนึ่ง ทำลับหลังไม่ทำต่อหน้าอย่างหนึ่ง ทำไม่แบ่งแยกอย่างนั้น.

บทว่า อปฺปมาเณน ได้แก่ เว้นจากประมาณ. ทรงแสดงว่า จริงอยู่ แม้จักรวาลคับแคบนัก แม้ภวัคคพรหมก็ต่ำนัก เพราะกายกรรมที่ท่านทำมา.

บทว่า เมตฺเตน วจีกมฺเมน ได้แก่ วจีกรรมมีบอกเวลาล้างพระพักตร์เป็นต้น ที่ปฏิบัติไปด้วยอำนาจจิตมีเมตตา. อีกอย่างหนึ่ง แม้ฟังโอวาทแล้วทูลว่า สาธุ ภนฺเต ดีละ พระเจ้าข้า. จัดเป็นเมตตาวจีกรรมเหมือนกัน.

บทว่า เมตฺเตน มโนกมฺเมน ความว่า ด้วยมโนกรรมที่ปฏิบัติแต่เช้าตรู่ แล้วนั่งบนอาสนะอันสงัดแล้วปฏิบัติอย่างนี้ว่า ขอพระศาสดาจงเป็นผู้ไม่มีโรค ไม่มีทุกข์เบียดเบียน จงเป็นสุขเถิด.

ด้วยคำว่า กตปุญฺโญสิ ทรงแสดงว่า ท่านเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอภินิหาร (บุญเก่า) ตลอดแสนกัป. ด้วยบทว่า กตปุญฺโญมฺหิ ทรงแสดงว่า ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เธออย่าวางใจประมาท โดยที่แท้จงประกอบความเพียรเนืองๆ เธอประกอบความเพียรเนืองๆ อย่างนี้แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะโดยฉับพลัน จักบรรลุพระอรหัตในเวลาสังคายนาธรรม ก็การปรนนิบัติที่เธอกระทำแก่พระพุทธเจ้าเช่นเรา ชื่อว่าไร้ผลหามิได้. ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเริ่มพรรณนาคุณของพระอานนท์ ประหนึ่งแผ่ไปทั่วมหาปฐพี ประหนึ่งแผ่ไปทั่วอวกาศ ประหนึ่งยกสู่ยอดจักรวาลคีรี ประหนึ่งยกสิเนรุบรรพต ประหนึ่งจับต้นหว้าใหญ่เขย่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย.

ในพระบาลีนั้น เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า เยปิ เต ภิกฺขเว เอตรหิ. เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ไม่มี. แต่พึงทราบคำนั้น โดยพระบาลีนี้ว่า พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ แม้ในระหว่างแห่งจักรวาลไม่มีฉันใด.

บทว่า ปณฺฑิโต แปลว่า เฉียบแหลม. บทว่า กุสโล ได้แก่ ฉลาด ในธรรมมีขันธ์ธาตุ และอายตนะเป็นต้น.

บทว่า ภิกขุปริสา อานนฺทํ ทสฺสนาย ความว่า ชนเหล่าใดประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าไปหาพระเถระ และชนเหล่าใดมาได้ยินคุณของพระเถระว่า ได้ยินว่า ท่านพระอานนท์น่าเลื่อมใสรอบด้าน งามน่าชม เป็นพหุสูต ผู้งามในสงฆ์ ท่านหมายเอาชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ภิกษุบริษัทเข้าไปพบพระอานนท์. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้.

บทว่า อตฺตมนา ชื่อว่า มีใจเป็นของตน คือมีจิตยินดีเพราะเห็นสมด้วยการฟังมา.

บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมคือปฏิสันถารเห็นปานนี้ว่า ผู้มีอายุ พอทนได้หรือ พอเป็นไปได้หรือ เธอจงทำกิจในโยนิโสมนสิการ จงบำเพ็ญอาจาริยวัตรและอุปัชฌายวัตร.

ในธรรมคือปฏิสันถารนั้น มีการกระทำที่ต่างกันในภิกษุณีทั้งหลายดังนี้ว่า ภิกษุณีทั้งหลาย ๔ พวก ท่านสมาทานประพฤติครุธรรม ๘ บ้างละหรือ. เมื่ออุบาสกทั้งหลายมาไม่กระทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า ท่านไม่เจ็บปวดศีรษะหรืออวัยวะบ้างหรือ. แต่จะกระทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า ท่านอุบาสกทั้งหลาย สรณะ ๓ เป็นอย่างไร ท่านรักษาศีล ๕ รักษาศีลอุโบสถเดือน ๘ ครั้ง จงกระทำวัตรคือการบำรุงมารดาบิดา จงปฏิบัติสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม. ในอุบาสิกาทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน.

บัดนี้ เมื่อจะทรงกระทำข้อเปรียบเทียบกับพระเจ้าจักรพรรดิสำหรับพระอานนท์เถระ จึงตรัสว่า จตฺตาโรเม ภิกฺขเว เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขตฺติยา ได้แก่ ชาติกษัตริย์ผู้ได้รับมุรธาภิเษก และมิได้รับมุรธาภิเษก.

ได้ยินว่า กษัตริย์เหล่านั้นสดับคำพรรณนาคุณของจักรพรรดินั้นว่า ธรรมดาว่าพระเจ้าจักรพรรดิงามน่าชม น่าเลื่อมใส สัญจรไปได้ทางอากาศ เถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงธรรม เป็นธรรมราชาดังนี้ ย่อมดีใจในเมื่อได้เห็น สมด้วยได้ยินพระคุณ.

บทว่า ภาสติ ได้แก่ ทรงกระทำปฏิสันถารว่า พ่อเอ๋ย อย่างไรเรียกว่าบำเพ็ญราชธรรม อย่างไรเรียกว่ารักษาประเพณี. แต่ในพราหมณ์ทั้งหลาย ทรงกระทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า ท่านอาจารย์ อย่างไรชื่อว่าสอนมนต์ เหล่าศิษย์ก็เรียนมนต์ พวกท่านจงทำทักษิณา ผ้า หรือโคแดง. ในคฤหบดีทั้งหลาย ทรงทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย พวกท่านไม่ถูกเบียดเบียนด้วยอาชญา หรือด้วยภาษีอากรจากพระราชามีบ้างหรือ ฝนตกต้องตามฤดูกาลไหม ข้าวกล้าสมบูรณ์ไหม. ในสมณะทั้งหลายก็ทรงทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า บริขารสำหรับบรรพชิตหาได้ง่ายไหม พวกท่านอย่าประมาทในสมณธรรม.

มหาสุทสฺสนสุตฺตเทสนาวณฺณนา

บทว่า ขุทฺทกนครเก ได้แก่ นครเล็กที่คับแคบ เป็นนครที่ยังต้องพัฒนา.

บทว่า อุชฺชงฺคลนครเก ได้แก่ นครที่มีพื้นไม่เรียบ.

บทว่า สาขนครเก ได้แก่ นครเล็กเสมือนกิ่งของนครใหญ่อื่น เหมือนกิ่งเล็กๆ ของต้นไม้ทั้งหลายฉะนั้น.

บทว่า ขตฺติยมหาสาลา ได้แก่ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นขัตติยมหาศาล.

ในบททั้งปวงก็นัยนี้.

บรรดามหาศาลเหล่านั้น ที่ชื่อว่าขัตติยมหาศาล ได้แก่เหล่ากษัตริย์ที่เก็บทรัพย์ไว้ร้อยโกฏิบ้าง พันโกฏิบ้าง จ่ายกหาปณะประจำวันออกไปวันละ ๑ เล่มเกวียน ตกเย็นกหาปณะรับเข้าวันละ ๒ เล่มเกวียน.

ที่ชื่อว่าพราหมณมหาศาล ได้แก่เหล่าพราหมณ์ที่เก็บทรัพย์ไว้แปดสิบโกฏิ จ่ายกหาปณะไปวันละ ๑ กุมภะ ตกเย็นรับเข้าวันละ ๑ เล่มเกวียน.

ที่ชื่อว่าคฤหบดีมหาศาล ได้แก่เหล่าคฤหบดีที่เก็บทรัพย์สมบัติไว้ ๔๐ โกฏิ จ่ายกหาปณะประจำวันๆ ละ ๕ อัมพณะ ตกเย็นรับเข้าวันละ ๑ กุมภะ.

บทว่า มา เหวํ อานนฺท อวจ ได้แก่ อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอไม่ควรพูดว่า นี่นครเล็ก ความจริง เราตถาคตมาที่นครนี้ ด้วยความอุตสาหะอย่างใหญ่ ด้วยความบากบั่นอย่างใหญ่ ยืนนั่งหลายครั้ง ก็เพื่อจะกล่าวถึงสมบัติของนครนี้โดยแท้ แล้วจึงตรัสว่า ภูตปุพฺพํ เป็นต้น.

บทว่า สุภิกฺขา ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยของเคี้ยวและของกิน.

บทว่า หตฺถิสทฺเทน ความว่า เมื่อช้างเชือกหนึ่งร้องขึ้น ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกก็ร้องตาม ดังนั้น กุสาวดีราชธานีจึงไม่สงัดจากเสียงช้าง. จากเสียงม้าก็เหมือนกัน. ก็สัตว์ทั้งหลายในราชธานีนี้มีบุญ มีรถที่เทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัว ตามกันและกันสัญจรไปในระหว่างถนน ฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่สงัดด้วยเสียงรถ. อนึ่ง ดุริยางค์มีกลองเป็นต้นในนครนั้น ก็ย่ำกันอยู่เป็นนิตย์ ดังนั้น จึงชื่อว่าไม่สงัดจากเสียงกลองเป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมสทฺโท ได้แก่ เสียงกังสดาล.

บทว่า ตาลสทฺโท ได้แก่ เสียงตาลที่เคาะด้วยมือและตาลรางสี่เหลี่ยม. บางอาจารย์กล่าวว่า กูฏเภริสทฺโท เสียงกลองกูฏ ดังนี้ก็มี.

บทว่า อสถ ปิวถ ขาทถ แปลว่า จงกิน จงดื่ม จงเคี้ยว.

ก็ในเรื่องนี้มีความสังเขปดังนี้.

กุสาวดีราชธานีไม่สงัดจากเสียงที่สิบนี้ว่า เชิญบริโภคเถิด ท่านผู้เจริญ มีเสียงไม่ขาดเลย. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ในนครอื่นๆ มีเสียงเห็นปานนี้ว่า พวกเจ้าจงทิ้งหยากเยื่อ จงถือจอบ จงถือกระเช้า เราจักไปแรมคืน พวกเจ้าจงถือห่อข้าวสาร จงถือห่อข้าวสุก จงให้จัดโล่ห์และอาวุธดังนี้ฉันใด ในกุสาวดีนี้หามีเสียงเห็นปานนี้ฉันนั้นไม่.

ก็แลครั้นตรัสว่าจากเสียงที่สิบดังนี้แล้ว ทรงจบมหาสุทัสสนสูตรทั้งหมดว่า ดูก่อนอานนท์ กุสาวดีราชธานีล้อมรอบด้วยกำแพง ๗ ชั้นแล้ว จึงตรัสว่า คจฺฉ ตฺวํ อานนฺท ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกมถ ความว่า พวกท่านจงก้าวมาข้างหน้า.

ถามว่า ก็พวกเจ้ามัลละแห่งกรุงกุสินารา ไม่ทรงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา ดอกหรือ.

ตอบว่า ทรงทราบ. ธรรมดาว่า ในสถานที่ๆ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จไปๆ ย่อมโกลาหลมากทั้งที่ยังไม่เสด็จมา ก็เพราะทรงประชุมกันด้วยกรณียะบางอย่าง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พวกเจ้ามัลละเหล่านั้นมาแล้วจักต้องจัดโอกาสที่ยืนที่นั่งถวายแก่ภิกษุสงฆ์ จึงส่งพระอานนท์ไปที่สำนักของเจ้ามัลละเหล่านั้น แม้ในเวลาอันไม่ควร.

โน อักษรในคำว่า อมฺหากํ จ โน นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อฆาวิโน ได้แก่ ผู้เกิดทุกข์. บทว่า เจโตทุกฺขสมปฺปิโต ได้แก่ผู้เปี่ยมด้วยโทมนัส.

บทว่า กุลปริวตฺตโส กุลปริวตฺตโส ฐเปตฺวา ความว่า พวกเจ้ามัลละเป็นตระกูลๆ คือสังเขปว่า ตระกูล เป็นส่วนๆ โดยอยู่ถนนเดียวกันและตรอกเดียวกัน.

ปจฺฉิมสกฺขิสาวณฺณนา

บทว่า สุภทฺโท นาม ปริพฺพาชโก ได้แก่ ปริพาชกผู้นุ่งห่มผ้าจากตระกูลอุทิจจพราหมณมหาศาล. บทว่า กงฺขาธมฺโม ได้แก่ ธรรมคือความเคลือบแคลง.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร สุภัททปริพาชกนั้นจึงมีความคิดอย่างนี้ในวันนี้.

ตอบว่า เพราะมีอุปนิสัยอย่างนั้น.

ได้ยินว่า แต่ก่อนได้มีพี่น้อง ๒ คน ในการบำเพ็ญบุญ. พี่น้อง ๒ คนนั้นได้กระทำข้าวกล้าร่วมกัน ใน ๒ คนนั้น พี่ชายคิดว่าเราจักถวายทานข้าวกล้าอันเลิศปีละ ๙ ครั้ง. ฤดูหว่าน ถวายเมล็ดอันเลิศ. ในฤดูข้าวตั้งท้องปรึกษากับน้องชายว่า จักผ่าท้องกล้าถวาย. น้องชายบอกว่า พี่ต้องการจะให้ข้าวกล้าอ่อนพินาศไปหรือ. พี่ชายรู้ว่าน้องชายไม่ยินยอม จึงแบ่งนากัน ผ่าท้องข้าวจากส่วนของตน คั้นน้ำนม ปรุงด้วยเนยใสและน้ำอ้อย. ในฤดูเป็นข้าวเม่าก็ให้กระทำข้าวเม่าถวาย. ในเวลาเกี่ยวก็ให้ถวายข้าวอันเลิศ. ในเวลามัดขะเน็ด ก็ได้ถวายข้าวอันเลิศ ในเวลาทำขะเน็ด. ในเวลาทำเป็นฟ่อนเป็นต้น ก็ได้ถวายข้าวอันเลิศ เวลาทำฟ่อน ข้าวอันเลิศขณะขนไว้ในลาน ข้าวอันเลิศขณะนวด ข้าวอันเลิศในขณะอยู่ในฉาง. ได้ถวายทานเลิศในข้าวกล้าปีละ ๙ ครั้ง ดังกล่าวมาฉะนี้.

ส่วนน้องชายเสร็จทำนาแล้ว จึงจะถวาย.

ในพี่น้อง ๒ คนนั้น พี่ชายเกิดเป็นพระอัญญาโกณฑัญญเถระ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูว่า เราจะพึงแสดงธรรมโปรดแก่ใครก่อนหนอ จึงทรงพระดำริว่า พระอัญญาโกณฑัญญะได้ถวายทานอันเลิศในข้าวกล้าปีละ ๙ ครั้ง เราจักแสดงธรรมอันเลิศนี้แก่เขา จึงทรงแสดงโปรดก่อนคนอื่นทั้งหมด. ท่านดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับพรหม ๑๘ โกฏิ. ส่วนน้องชายล่าช้าคิดได้อย่างนี้ในเวลาพระศาสดาปรินิพพาน เพราะถวายทานในภายหลัง จึงได้เป็นผู้มีความประสงค์จะเฝ้าพระศาสดา.

บทว่า มา ภควนฺตํ วิเหเฐสิ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระเข้าใจว่า ขึ้นชื่อว่า อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมากๆ เพื่อประโยชน์แก่การแก้ปัญหานั้น ก็จักทรงลำบากทั้งทางกายและวาจา ด้วยว่า โดยปกติพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงลำบากอยู่แล้ว จึงกล่าวอย่างนี้. ปริพาชกก็ตามใจพระเถระด้วยคิดว่า ภิกษุรูปนี้ไม่ให้โอกาสแก่เราผู้ต้องการประโยชน์ ก็ได้แต่ตามใจ จึงกล่าว ๒-๓ ครั้ง.

บทว่า อสฺโสสิ โข ความว่า เมื่อพระเถระยืนพูดอยู่ใกล้ประตูม่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ยินด้วยพระโสตตามปกติ. ก็แลครั้นแล้วจึงตรัสว่า อลํ อานนฺท เป็นต้น เพราะพระองค์เสด็จมาด้วยอุตสาหะอันใหญ่ เพื่อโปรดสุภัททะนั่นแล. ศัพท์ว่า อลํ ในคำว่า อลํ อานนฺท นั้นเป็นนิบาต. ได้ในอรรถว่า ปฏิเสธ.

บทว่า อญฺญาเปกฺโข ว แปลว่า เป็นผู้ใคร่จะรู้.

บทว่า อพฺภญฺญีสุ ได้แก่ รู้อย่างที่เจ้าลัทธิเหล่านั้นปฏิญญา.

ท่านอธิบายว่า ปฏิญญานั้นของเจ้าลัทธิเหล่านั้นเป็นนิยยานิกะไซร้ พวกเขาทั้งหมด ก็รู้ทั่วถึง ถ้าปฏิญญาของพวกเขาไม่เป็นนิยยานิกะไซร้ พวกเขาก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ปฏิญญาของเจ้าลัทธิเหล่านั้นเป็นนิยยานิกะหรือไม่เป็นนิยยานิกะ.

ใจความของปัญหานั้น มีอย่างนี้เท่านั้น.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธว่า อย่าเลย เพราะไม่เป็นฐานะอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีโอกาสอย่างหนึ่ง ด้วยการตรัสถึงความที่ปฏิญญาของเจ้าลัทธิเหล่านั้น ไม่เป็นนิยยานิกะ จึงทรงแสดงธรรมอย่างเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาด้วยพระพุทธประสงค์ว่า จักทรงแสดงธรรมโปรดพวกเจ้ามัลละตอนปฐมยาม แสดงธรรมโปรดสุภัททะตอนมัชฌิมยาม สอนภิกษุสงฆ์ตอนปัจฉิมยาม เสด็จปรินิพพานในเวลาใกล้รุ่ง.

บทว่า สมโณปิ ตตฺถ น อุปลพฺภติ ความว่า ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีแม้สมณะที่ ๑ คือพระโสดาบัน แม้สมณะที่ ๒ คือพระสกทาคามี แม้สมณะที่ ๓ คือพระอนาคามี แม้สมณะที่ ๔ คือพระอรหันต์ ก็ไม่มีในธรรมวินัยนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยไม่กำหนดเทศนาเบื้องต้น บัดนี้ เมื่อทรงกำหนดศาสนาของพระองค์จึงตรัสว่า อิมสฺมึ โข เป็นต้น.

บทว่า สุญฺญาปรปฺปวาทา สมเณภิ ความว่า ปรัปปวาท (ลัทธิของเจ้าลัทธิอื่น) สูญว่างเปล่าจากสมณะ ๑๒ จำพวก คือผู้เริ่มวิปัสสนาเพื่อประโยชน์แก่มรรค ๔ รวม ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก.

บทว่า อิเม จ สุภทฺท ความว่า ภิกษุ ๑๒ จำพวกเหล่านี้.

ในคำว่า สมฺมา วิหเรยฺยุํ พระโสดาบันบอกฐานะที่ตนบรรลุแก่ผู้อื่น ทำผู้อื่นนั้นให้เป็นโสดาบัน ชื่อว่าอยู่โดยชอบ. ในพระสกทาคามีเป็นต้นก็นัยนี้. พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค กระทำแม้ผู้อื่นให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ก็ชื่อว่าอยู่โดยชอบ. ในพระผู้ตั้งอยู่ในมรรคที่เหลือก็นัยนี้.

พระผู้เริ่มวิปัสสนา เพื่อโสดาปัตติมรรค กำหนดกัมมัฏฐานที่ตนคล่องแคล่ว กระทำแม้ผู้อื่นให้เป็นผู้เริ่มวิปัสสนาเพื่อโสดาปัตติมรรค ก็ชื่อว่าอยู่โดยชอบ. ในพระผู้เริ่มวิปัสสนาเพื่อมรรคที่เหลือ ก็นัยนี้. ท่านหมายเอาความข้อนี้ จึงกล่าวว่า สมฺมา วิหเรยฺยํ.

บทว่า อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส ความว่า พึงไม่ว่างเว้นเหมือนป่าไม้อ้อ ป่าไม้แขม.

บทว่า เอกูนตึส วยสา ได้แก่ ทรงมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาโดยวัย.

คำว่า ยํ ในคำว่า ยํ ปริพฺพชฺชึ นี้ เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า กึ กุสลานุเอสี ได้แก่ ทรงเสาะแสวงว่าอะไรเป็นกุศล ท่านประสงค์สัพพัญญุตญาณว่า กุศลคืออะไร ในคำว่า กึ กุสลานุเอสี นั้น. อธิบายว่า ทรงแสวงหาสัพพัญญุตญาณนั้น.

ด้วยบทว่า ยโต อหํ ทรงแสดงว่า จำเดิมแต่กาลใด แต่ระหว่างนี้ เราบวชมาเกิน ๕๐ พรรษา.

บทว่า ญายสฺส ธมฺมสฺส ได้แก่ ธรรมคืออริยมรรค.

บทว่า ปเทสวตฺติ เป็นไปในประเทศ คือแม้ในทางแห่งวิปัสสนา.

บทว่า อิโต พหิทฺธา ภายนอกศาสนาของเรา.

บทว่า สมโณปิ นตฺถิ แม้สมณะผู้บำเพ็ญวิปัสสนา ผู้อยู่ในทางแห่งวิปัสสนาไม่มี. ท่านอธิบายว่า สมณะที่ ๑ แม้ที่เป็นโสดาบันไม่มี.

บทว่า เย เอตฺถ ความว่า เธอเหล่าใดอันพระศาสดาอภิเษกโดยอันเตวาสิกาภิเสก เฉพาะพระพักตร์ในพระศาสนานี้ เป็นลาภของเธอเหล่านั้น เธอเหล่านั้นได้ดีแล้ว.

ได้ยินว่า ในลัทธิภายนอก อาจารย์พูดกับอันเตวาสิกผู้ใดว่า จงบรรพชาผู้นี้ จงโอวาทสั่งสอนผู้นี้ อันเตวาสิกผู้นั้นย่อมเป็นอันอาจารย์ตั้งไว้ในฐานะของตน เพราะฉะนั้น ข้อเหล่านี้ว่า จงบวชผู้นี้ จงโอวาทสั่งสอนผู้นี้ เป็นลาภของอันเตวาสิกผู้นั้น.

สุภัททปริพาชกถือลัทธิภายนอกนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวแม้กะพระเถระอย่างนี้.

บทว่า อลตฺถ โข แปลว่า ได้แล้วอย่างไร.

ได้ยินว่า พระเถระนำสุภัททะนั้นไปในที่แห่งหนึ่ง เอาน้ำจากคณโฑรดศีรษะ บอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน ปลงผมและหนวด ให้ครองผ้ากาสายะแล้วให้สรณะ แล้วนำไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าให้อุปสมบทแล้ว ตรัสบอกกัมมัฏฐาน. เธอรับกัมมัฏฐานไว้แล้ว อธิษฐานจงกรมในที่ส่วนหนึ่งแห่งอุทยาน พากเพียรพยายามชำระวิปัสสนาบรรลุอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แล้วมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งลง. ท่านหมายเอาอุปสมบทกรรมนั้นจึงกล่าวว่า อจิรูปสมฺปนฺโน โข ปน เป็นต้น. ก็ท่านพระสุภัททะนั้นได้เป็นปัจฉิมสักขีสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล.

คำของพระสังคีติกาจารย์ว่า

ในบรรดาสาวกเหล่านั้น รูปใดบรรพชาเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังได้อุปสมบทเรียนกัมมัฏฐานบรรลุพระอรหัตก็ดี ได้แม้อุปสมบท เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังเรียนกัมมัฏฐานบรรลุอรหัตก็ดี เรียนแม้กัมมัฏฐานเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังบรรลุอรหัตก็ดี แม้ทุกรูปนั้น ก็ชื่อว่าปัจฉิมสักขีสาวก.

ส่วนท่านสุภัททะนี้ บรรพชาอุปสมบท เรียนกัมมัฏฐานบรรลุพระอรหัต เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่. จบกถาพรรณนาปัญจมภาณวาร.

ตถาคตปจฺฉิมวาจาวณฺณนา

บัดนี้ เพื่อจะแสดงการประทานพระโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ ที่ทรงเริ่มไว้นั้น จึงกล่าวคำว่า อถ โข ภควา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทสิโต ปญฺญตฺโต ความว่า ทั้งธรรมก็ทรงแสดงแล้วบัญญัติแล้ว ทั้งวินัยก็ทรงแสดงบัญญัติแล้ว. อธิบายว่า ชื่อว่าทรงบัญญัติ ได้แก่ทรงแต่งตั้งแล้ว.

บทว่า โส โว มมจฺจเยน ได้แก่ ธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายโดยที่เราล่วงไป.

จริงอยู่ เรายังเป็นอยู่นี้แลแสดงอุภโตวิภังควินัย พร้อมทั้งขันธกบริวารแก่เธอทั้งหลาย ในวัตถุที่จัดไว้ด้วยอำนาจกองอาบัติทั้ง ๗ ว่า นี้อาบัติเบา นี้อาบัติหนัก นี้อาบัติที่แก้ไขได้ นี้อาบัติที่แก้ไขไม่ได้ นี้อาบัติที่เป็นโลกวัชชะ นี้เป็นบัณณัติวัชชะ นี้อาบัติออกได้ในสำนักบุคคล นี้อาบัติออกได้ในสำนักคณะ นี้อาบัติออกได้ในสำนักสงฆ์. วินัยปิฏกแม้ทั้งสิ้นนั้น เมื่อเราปรินิพพานแล้วจักทำกิจของศาสดาของพวกท่านให้สำเร็จ.

อนึ่ง เรายังเป็นอยู่นี้แหละ ก็จำแนกแยกแยะธรรมเหล่านี้ แสดงสุตตันตปิฏกด้วยอาการนั้นว่า เหล่านี้สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ สุตตันตปิฏกแม้ทั้งสิ้นนั้นจักทำกิจแห่งศาสดาของท่านทั้งหลายให้สำเร็จ.

อนึ่ง เรายังดำรงอยู่นี้แหละ จำแนกแยกแยะธรรมเหล่านี้ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สัจจะ ๔ อินทรีย์ ๒๒ เหตุ ๙ อาหาร ๔ ผัสสะ ๗ เวทนา ๗ สัญญา ๗ สัญเจตนา ๗ จิตต์ ๗ แม้ในจิตต์นั้น ธรรมเท่านี้เป็นกามาวจร เท่านี้เป็นรูปาวจร เท่านี้เป็นอรูปาวจร เท่านี้เป็นธรรมเนื่องกัน เท่านี้เป็นธรรมไม่เนื่องกัน เท่านี้เป็นโลกิยะ เท่านี้เป็นโลกุตตระ แล้วแสดงอภิธรรมปิฏก เป็นสมันตปัฏฐาน ๒๔ ประดับมหาปัฏฐานอนันตนัย อภิธรรมปิฏกแม้ทั้งสิ้น เมื่อเราปรินิพพานแล้ว จักทำกิจแห่งศาสดาของเธอทั้งหลายให้สำเร็จ.

อนึ่ง พระพุทธวจนะนี้ทั้งหมดที่เราภาษิตแล้ว กล่าวแล้ว ตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพานมีมากประเภทอย่างนี้ คือ ปิฏก ๓ นิกาย ๕ องค์ ๙ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์. พระธรรมขันธ์แปดหมื่นสี่พันเหล่านี้ดำรงอยู่ด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงเหตุเป็นอันมากอย่างนี้ว่า เราจักปรินิพพานผู้เดียว อนึ่ง เราบัดนี้ก็โอวาทสั่งสอนผู้เดียวเหมือนกัน เมื่อเราปรินิพพานแล้ว พระธรรมขันธ์แปดหมื่นสี่พันเหล่านี้ก็จักโอวาทสั่งสอนท่านทั้งหลาย ทรงโอวาทว่า ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย เมื่อเราล่วงไป แล้วเมื่อทรงย้ำแสดงจารีตในอนาคตกาล จึงตรัสว่า ยถา โข ปน เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมกล่าวย่อมร้องเรียก.

บทว่า นาเมน วา โคตฺเตน วา ได้แก่ นวกะพึงร้องเรียกโดยชื่ออย่างนี้ว่า ติสสะ นาคะ หรือโดยโคตรอย่างนี้ว่า กัสสปโคตร หรือโดยวาทะว่า อาวุโส อย่างนี้ว่า อาวุโสติสสะ อาวุโสกัสสปะ.

บทว่า ภนฺเตติวา อายสฺมาติวา ได้แก่ พึงเรียกอย่างนี้ว่า ภนฺเต ติสสะ อายฺสมา ติสสะ.

บทว่า สมูหนตุ ได้แก่ เมื่อจำนงอยู่ จงถอน. อธิบายว่า ผิว่าปรารถนา ก็พึงถอนเสีย.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสโดยส่วนเดียวว่า จงถอนเสีย แต่ตรัสด้วยคำเป็นวิกัป.

ตอบว่า เพราะทรงเห็นกำลังของมหากัสสปะ. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงเห็นว่า เมื่อตรัสว่า จงถอนเสีย พระมหากัสสปะจักไม่ถอนในเวลาทำสังคายนา เพราะฉะนั้น จึงตรัสไว้ด้วยคำเป็นวิกัป นั่นแล. เรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาในปัญจสติกสังคีติโดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาพระเถระเหล่านั้น พระเถระบางเหล่ากล่าวอย่างนี้ว่า เว้นปาราชิก ๔ เสีย นอกนั้นก็เป็นอาบัติเล็กน้อยๆ. ก็การวินิจฉัยในเรื่องอาบัติเล็กๆ น้อยๆ นี้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาชื่อสมันตปาสาทิกา.

ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนาคเสนรู้จักอาบัติเล็กๆ น้อย เพราะถูกพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ท่านพระนาคเสน อาบัติเล็กเป็นอย่างไร อาบัติน้อยเป็นอย่างไร? ทูลตอบว่า มหาบพิตร ทุกกฎเป็นอาบัติเล็ก ทุพภาษิตเป็นอาบัติน้อย.

ส่วนพระมหากัสสปเถระ เมื่อไม่รู้อาบัติเล็ก อาบัติน้อยนั้น จึงประกาศว่า

ผู้มีอายุทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบททั้งหลายของพวกเราที่เป็นส่วนของคฤหัสถ์ก็มีอยู่ แม้คฤหัสถ์ทั้งหลายก็รู้ว่า ข้อนี้ควรแก่ท่านทั้งหลายที่เป็นสมณสักยบุตร ข้อนี้ไม่ควรแก่ท่านทั้งหลายที่เป็นสมณสักยบุตร ถ้าเราจะถอนสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ เสีย ผู้คนทั้งหลายก็จักว่ากล่าวเอาได้ว่า สิกขาบทที่พระสมณโคดมบัญญัติเอาไว้แก่สาวกทั้งหลายอยู่ได้ชั่วควันไฟ สาวกเหล่านี้ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบเท่าที่ศาสดายังดำรงอยู่ เพราะศาสดาของสาวกเหล่านี้ปรินิพพานเสียแล้ว สงฆ์ไม่พึงบัญญัติในข้อที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนในข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว นี้เป็นญัตติ. ท่านประกาศกรรมวาจาดังกล่าวมานี้.

ข้อนั้นไม่ควรถืออย่างนี้ ก็ท่านพระนาคเสนกล่าวไว้อย่างนั้น ด้วยประสงค์จะไม่ให้ปรวาที (ฝ่ายตรงกันข้าม) มีโอกาส. ท่านพระมหากัสสปเถระประกาศกรรมวาจานี้ก็ด้วยประสงค์จะไม่เพิกถอนอาบัติเล็กๆ น้อยๆ แล. แม้เรื่องพรหมทัณฑ์ ท่านก็วินิจฉัยไว้แล้วในอรรถกถาวินัยชื่อสมันตปาสาทิกา เพราะมาแล้วในบาลีสังคีติ.

บทว่า กงฺขา คือ ทางสองแพร่ง. บทว่า วิมติ คือ ไม่สามารถจะวินิจฉัยได้.

ความสังเขปในข้อนี้อย่างนี้ว่า

ผู้ใดพึงบังเกิดความสงสัยว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่พระพุทธเจ้าหนอ เป็นพระธรรมหรือไม่ใช่พระธรรมหนอ เป็นพระสงฆ์หรือไม่ใช่พระสงฆ์หนอ เป็นมรรคหรือมิใช่มรรคหนอ เป็นปฏิปทาหรือไม่ใช่ปฏิปทาหนอ เราจะกล่าวข้อนั้นแก่เธอทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงถามดังนี้.

บทว่า สตฺถุคารเวนาปิ น ปุจฺเฉยฺยาถ ความว่า ถ้าพวกเธอไม่ถามด้วยความเคารพในศาสดาอย่างนี้ว่า พวกเราบวชในสำนักของพระศาสดา แม้ปัจจัย ๔ ก็เป็นของพระศาสดาของพวกเราเหล่านั้น ก็ไม่ควรจะทำความสงสัยตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ในวันนี้ ไม่ควรจะทำความสงสัยในกาลภาคหลัง.

บทว่า สหายโกปิ ภิกฺขเว สหายกสฺส อาโรเจตุ ทรงแสดงว่า บรรดาท่านทั้งหลาย ผู้ใดเห็นคบกันแล้วกับภิกษุใด ผู้นั้นจงบอกภิกษุนั้นว่า ข้าพเจ้าจะบอกแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ท่านทั้งหลายฟังคำภิกษุนั้นแล้วจักหมดความสงสัยทุกรูป.

บทว่า เอวํปสนฺโน ความว่า ข้าพเจ้าเชื่ออย่างนี้.

บทว่า ญาณเมว ความว่า กระทำความเป็นผู้หมดความสงสัยให้ประจักษ์ ชื่อว่าความรู้นั่นแลของตถาคตในข้อนี้ มิใช่เพียงความเชื่อ.

บทว่า อิเมสญฺหิ อานนฺท ความว่า บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่นั่งอยู่ภายในม่านเหล่านี้.

บทว่า โย ปจฺฉิมโก ความว่า ภิกษุใดต่ำสุดโดยคุณ.

ท่านกล่าวหมายถึง พระอานนท์เถระเท่านั้น.

บทว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ความว่า จงยังกิจทั้งปวงให้สำเร็จด้วยความไม่ไปปราศจากสติ. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรทมที่เตียงปรินิพพาน ประทานพระโอวาทที่ประทานมา ๔๕ พรรษา รวมลงในบท คือความไม่ประมาทอย่างเดียวเท่านั้น.

ก็คำนี้ว่า ปจฺฉิม วาจา เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย.

ปรินิพฺพุตกถาวณฺณนา

ต่อแต่นี้ไป เพื่อจะแสดงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำบริกรรมในพระปรินิพพาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อถ โข ภควา ปฐมชฺฌานํ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรินิพฺพุโต ภนฺเต ความว่า ท่านพระอานนท์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้านิโรธสมาบัติไม่มีอัสสาสปัสสาสะ จึงถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้วหรือ.

ท่านพระอนุรุทธตอบว่า ยัง ผู้มีอายุ. พระเถระทราบเรื่อง.

ได้ยินว่า พระเถระเข้าสมาบัตินั้นๆ พร้อมกับพระศาสดานั่นแล จึงรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วดำเนินไป บัดนี้ เข้านิโรธสมาบัติ ชื่อว่าการทำกาละในภายในนิโรธสมาบัติไม่มี.

ในพระบาลีนี้ว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ฯลฯ ออกจากตติยฌาน เข้าจตุตถฌาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าปฐมฌานในฐานะ ๒๔ ทุติยฌานในฐานะ ๑๓ ตติยฌานก็เหมือนกัน เข้าจตุตถฌานในฐานะ ๑๕.

เข้าอย่างไร.

คือ เข้าปฐมฌานในฐานะ ๒๔ เหล่านี้ มีอสุภะ ๑๐ อาการ ๓๒ กสิณ ๘ เมตตา กรุณา มุทิตา อานาปานสติปริจเฉทากาส เป็นต้น. แต่เว้นอาการ ๓๒ และอสุภะ ๑๐ เข้าทุติยฌานในฐานะที่เหลือ ๑๓ และเข้าตติยฌานในฐานะ ๑๓ นั้นเหมือนกัน.

อนึ่ง เข้าจตุตถฌานในฐานะ ๑๕ เหล่านี้ คือกสิณ ๘ อุเบกขาพรหมวิหาร อานาปานสติ ปริจเฉทากาส อรูป ๔. กล่าวโดยสังเขปเท่านี้.

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ธรรมสามี เสด็จเข้าพระนครคือปรินิพพาน เสด็จเข้าสมาบัติทั้งหมดนับได้ยี่สิบสี่แสนโกฏิ แล้วเข้าเสวยสุขในสมาบัติทั้งหมด เหมือนคนไปต่างประเทศ กอดคนที่เป็นญาติฉะนั้น.

ในคำนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากจตุตถฌานในลำดับมา เสด็จปรินิพพาน คือ ในลำดับทั้ง ๒ คือ ในลำดับแห่งฌาน ในลำดับแห่งปัจจเวกขณญาณ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากฌานแล้ว หยั่งลงสู่ภวังค์ แล้วปรินิพพานในระหว่างนั้น ชื่อว่าระหว่างฌาน ในลำดับ ๒ นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากฌานแล้ว พิจารณาองค์ฌานอีก หยั่งลงสู่ภวังค์ แล้วปรินิพพานในระหว่างนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าระหว่างปัจจเวกขณญาณ. แม้ทั้ง ๒ นี้ก็ชื่อว่าระหว่างทั้งนั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าฌานเสด็จออกจากฌาน พิจารณาองค์ฌานแล้วปรินิพพานด้วยภวังคจิต เป็นอัพยากฤตเป็นทุกขสัจจะ. สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระสาวก อย่างต่ำมดดำมดแดง ต้องกระทำกาละด้วยภวังคจิตที่เป็นอัพยากฤต เป็นทุกขสัจทั้งนั้นแล.

เรื่องแผ่นดินใหญ่ไหวเป็นต้น มีนัยดังกล่าวไว้แล้วแล.

บทว่า ภูตา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลาย.

บทว่า อปฺปฏิปุคฺคโล ได้แก่ ปราศจากบุคคลที่เปรียบเทียบได้.

บทว่า พลปฺปตฺโต คือ ผู้ถึงพลญาณ ๑๐.

บทว่า อุปฺปาทวยธมฺมิโน ได้แก่ มีอันเกิดและดับเป็นสภาวะ.

บทว่า เตสํ วูปสโม ความว่า ความระงับสังขารเหล่านั้น ก็คือพระนิพพานอันไม่มีปัจจัยปรุงแต่งแท้จริง เป็นสุข.

บทว่า นาหุ อสฺสาสปสฺสาโส คือ ไม่เกิดอัสสาสปัสสาสะ.

บทว่า อเนโช ชื่อว่า อเนชะ เพราะไม่มีกิเลสเป็นเครื่องไหว คือตัณหา.

บทว่า สนฺติมารพฺภ ได้แก่ ปรารภอาศัยหมายเอาอนุปาทิเสสนิพพาน.

บทว่า ยํ กาลมกริ ผู้ใดได้กระทำกาละ.

ท่านอธิบายว่า ผู้มีอายุ พระพุทธมุนีคือศาสดาของเราพระองค์ใด ทรงปรารภสันติว่า เราจักถึงสันติได้ทรงทำกาละแล้ว บัดนี้ พระพุทธมุนีพระองค์นั้นมีจิตตั้งมั่นคงที่ ไม่เกิดอัสสาสปัสสาสะ คือไม่มีไม่เป็นไป.

บทว่า อสลฺลีเนน คือ ด้วยจิตไม่หดหู่ เบิกบานดีแล้วแล.

บทว่า เวทนํ อชฺฌาวสยิ ทรงอดกลั้นเวทนาแล้ว คือไม่กระสับกระส่าย เป็นไปตามอำนาจของเวทนา.

บทว่า วิโมกฺโข ได้แก่ หลุดพ้นไม่ติดขัดด้วยธรรมอะไรๆ ถึงความไม่มีบัญญัติ โดยประการทั้งปวง เป็นเช่นเดียวกับความดับของไฟที่โพลงแล้ว.

ท่านกล่าวว่า ตทาสิ หมายเอาแผ่นดินไหวที่ท่านกล่าวไว้ในหนหลังอย่างนี้ว่า แผ่นดินใหญ่ไหวพร้อมกับปรินิพพาน.

จริงอยู่ ความไหวแห่งแผ่นดินนั้นทำให้เกิดขนลุกและน่าสะพรึงกลัว.

บทว่า สพฺพาการวรูเปเต แปลว่า เข้าถึงเหตุอันประเสริฐทั้งปวง.

บทว่า อวีตราคา ได้แก่ ปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี.

จริงอยู่ ปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่านั้นยังละโทมนัสไม่ได้. เพราะฉะนั้น ท่านแม้เหล่านั้นประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญ วางมือทั้งสองไว้เหนือศีรษะร้องไห้. เรื่องทั้งหมดพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแหละ.

บทว่า อุชฺฌายนฺติ คือ เทวดายกโทษกล่าวอยู่ว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่อาจอดกลั้นแม้ด้วยตนเองได้ จักปลอบโยนชนที่เหลือได้อย่างไร.

บทว่า กถํ ภูตา ปน ภนฺเต อนุรุทฺธ ความว่า ท่านผู้เจริญ พวกเทวดาเป็นอย่างไร.

พระอนุรุทธะกำหนดว่า เทวดาเหล่านั้นจะยับยั้งการปรินิพพานของพระศาสดาได้หรือ. ต่อมา เพื่อจะแสดงความเป็นไปของเทวดาเหล่านั้น พระเถระจึงกล่าวว่า สนฺตาวุโส เป็นต้น. คำนั้นมีข้อความที่กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.

บทว่า รตฺตาวเสสํ คือ ราตรีที่ยังเหลือระยะเวลาเล็กน้อย เพราะปรินิพพานในเวลาใกล้รุ่ง.

บทว่า ธมฺมิยา กถาย คือ ไม่มีธรรมกถาที่แยกออกไปเป็นอย่างอื่น.

แต่ว่า พระเถระเจ้าทั้งสองยังเวลาให้ล่วงไปด้วยกถาที่เกี่ยวด้วยมรณะเห็นปานนี้ว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระยามัจจุราชนี้ไม่ละอายต่อพระศาสดาผู้ไม่มีบุคคลเปรียบในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็จะป่วยกล่าวไปใยว่าจะละอายต่อโลกิยมหาชน.

ก็เมื่อพระเถระทั้งสองกล่าวกถาอยู่นั้น อรุณก็ขึ้นโดยครู่เดียวเท่านั้น.

บทว่า อถโข ความว่า เมื่ออรุณขึ้น พระเถระก็กล่าวต่อพระเถระ.

บทว่า เตน กรณีเยน ความว่า กรณียะอันใดอย่างนี้ คือจะพึงจัดสักการะมีดอกไม้และของหอมเป็นต้น ในที่ปรินิพพานเช่นไรหนอ. จะพึงจัดที่นั่งสำหรับภิกษุสงฆ์เช่นไร. จะพึงจัดขาทนียะ โภชนียะเช่นไร. อันผู้รู้เรื่องพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้วจะพึงกระทำ พวกเจ้ามัลละประชุมกันด้วยกรณียะเช่นนั้น.

ตถาคตสรีรปฏิปตฺติวณฺณนา

บทว่า สพฺพญฺจ ตาลาวจรํ ได้แก่ เครื่องดุริยางค์ทุกชนิด.

บทว่า สนฺนิปาเตถ ความว่า ตีกลองเรียกประชุม. เจ้ามัลละเหล่านั้นได้กระทำกันอย่างนั้น.

บทว่า มณฺฑลมาเล ได้แก่ นำมาลัยวงด้วยผ้า.

บทว่า ปฏิยาเทนฺตา แปลว่า จัด.

บทว่า ทกฺขิเณน ทกฺขิณํ คือ ทิศาภาคด้านทักษิณแห่งพระนคร.

บทว่า พาหิเรน พาหิรํ ได้แก่ ไม่เข้าไปภายในพระนคร นำไปข้างนอก โดยข้างนอกพระนครนั่นแหละ.

บทว่า ทกฺขิณโต นครสฺส ความว่า ตั้งไว้ในสถานที่เช่นเดียวกับประตูด้านทักษิณของกรุงอนุราธปุระ กระทำสักการะสัมมานะแล้วจักทำฌาปนกิจในสถานที่เช่นเดียวกับพระเชตวัน.

บทว่า อฎฺฐ มลฺลปาโมกฺขา ได้แก่ พวกเจ้ามัลละรุ่นมัชฌิมวัย สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง. บทว่า สีสํ นฺหาตฺวา ได้แก่ ชำระศีรษะอาบน้ำแล้ว.

บทว่า อายสฺมนฺตํ เถรํ ความว่า พระเถระผู้เดียวปรากฏว่าเป็นผู้มีทิพยจักษุ เพราะฉะนั้น เมื่อพระเถระองค์อื่นๆ แม้มีอายุ พวกเจ้ามัลละเหล่านั้น ก็เรียนถามเฉพาะพระเถระ ด้วยประสงค์ว่า ท่านพระอนุรุทธเถระนี้จักบอกแก่พวกเราได้ชัดเจน.

บทว่า กถํ ปน ภนฺเต เทวตานํ อธิปฺปาโย ความว่า พวกเจ้ามัลละเรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า ก่อนอื่น พวกเรารู้ความประสงค์ของพวกเรา แต่ความประสงค์ของเหล่าเทวดาเป็นอย่างไร. พระเถระ เมื่อจะแสดงความประสงค์ของพวกเจ้ามัลละเท่านั้น จึงกล่าวว่า ตุมฺหากํ โข เป็นต้น.

คำว่า เจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ชื่อว่ามกุฏพันธนะ นี้เป็นชื่อของศาลามงคลเป็นที่แต่งพระองค์ของพวกเจ้ามัลละ. ก็ศาลานี้ ท่านเรียกว่าเจดีย์ เพราะอรรถว่า ท่านสร้างไว้อย่างงดงาม.

ในคำว่า ยาว สนฺธิสมลสงฺกฏิรา นี้ที่ต่อเรือน ชื่อว่าสันธิ บ่อกำจัดกองคูถ (บ่อคูถ) ชื่อว่าสมละ ที่เทขยะ ชื่อว่าสังกฏิระ.

บทว่า ทิพฺเพหิ จ มานุสเกหิ จ นจฺเจหิ ความว่า การฟ้อนรำของเหล่าเทวดามี ณ เบื้องบน ของเหล่ามนุษย์มี ณ เบื้องล่าง.

ในการขับร้องเป็นต้นก็นัยนี้.

อนึ่ง ในระหว่างเหล่าเทวดาก็มีเหล่ามนุษย์ ในระหว่างเหล่ามนุษย์ก็มีเทวดา ทั้งเทวดาและมนุษย์ได้พากันไปสักการะบูชา แม้ด้วยประการดังกล่าวมานี้.

บทว่า มชฺเฌน มชฺฌํ นครสฺส หริตฺวา ความว่า เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเขานำมาอย่างนี้ ภรรยาของพันธุลเสนาบดี ชื่อว่ามัลลิกา ทราบว่า เขานำพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้ามา ก็คิดว่าเราจักให้เขานำเครื่องประดับชื่อมหาลดาประสาธน์ เช่นเดียวกับเครื่องประดับของนางวิสาขา ซึ่งเราเก็บไว้ไม่ได้ใช้สอยมาตั้งแต่สามีของตนตายไป จักบูชาพระศาสดา ด้วยมหาลดาประสาธน์นี้ ดังนี้แล้ว ให้ทำความสะอาดมหาลดาประสาธน์นั้น ชำระด้วยน้ำหอมแล้ววางไว้ใกล้ประตู.

เขาว่า เครื่องประดับนั้นมีอยู่ในสถานที่ ๓ แห่ง คือ ที่เรือนของสตรีทั้งสองนั้น (นางวิสาขา และนางมัลลิกา) และเรือนของโจร ชื่อว่าเทวนานิยะ.

ก็นางมัลลิกานั้นกล่าวว่า เมื่อพระสรีระของพระศาสดามาถึงประตูแล้ว พ่อทั้งหลาย จงวางพระสรีระของพระศาสดาลงแล้ว สวมเครื่องประดับนี้ที่พระสรีระของพระศาสดา. เครื่องประดับนั้น สวมตั้งแต่พระเศียรจนจรดพื้นพระบาท พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งมีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ ประดับด้วยมหาลดาประสาธน์ ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ ประการ ก็รุ่งเรืองยิ่งนัก.

นางมัลลิกานั้นเห็นดังนั้นแล้ว ก็มีจิตผ่องใส ทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จักโลดแล่นอยู่ในวัฏฏสงสารตราบใด ตราบนั้น กิจด้วยเครื่องประดับ จงอย่าแยกจากข้าพระองค์ ขอสรีระจงเป็นเช่นเดียวกับเครื่องประดับที่สวมใส่อยู่เป็นนิตย์เถิด.

ครั้งนั้น พวกเจ้ามัลลปาโมกข์ยกพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยเครื่องมหาลดาประสาธน์ ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ ประการ ออกทางประตูทิศบูรพา วางพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าลง ณ มกุฏพันธนะเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ทางเบื้องทิศบูรพาแห่งพระนคร.

มหากสฺสปตฺเถรวตฺถุวณฺณนา

บทว่า ปาวาย กุสินารํ ความว่า ท่านพระมหากัสสปะเดินทางไกลด้วยหมายใจว่า จักเที่ยวไปบิณฑบาตในนครปาวา แล้วจักไปยังนครกุสินารา.

ในคำว่า นั่ง ณ โคนไม้นี้ เหตุไร ท่านจึงไม่กล่าวว่าพักกลางวัน.

เพราะท่านไม่นั่งเพื่อต้องการจะพักกลางวัน.

ความจริง เหล่าภิกษุบริวารของพระเถระล้วนแต่จำเริญสุข มีบุญมาก ท่านเดินทางด้วยเท้าบนแผ่นดินที่เสมือนแผ่นหินอันร้อนในเวลาเที่ยง พากันลำบาก. พระเถระเห็นภิกษุเหล่านั้น ก็คิดว่า ภิกษุทั้งหลายพากันลำบาก ทั้งสถานที่ๆ จะไปก็ยังอยู่ไกล จักพักเสียเล็กน้อยระงับความลำบาก ตอนเย็นถึงนครกุสินาราจักเข้าเฝ้าพระทศพล จึงแวะลงจากทาง ปูสังฆาฏิที่โคนไม้แห่งหนึ่ง แล้วเอาน้ำจากคณโฑน้ำลูบมือและเท้าให้เย็น แล้วนั่งลง. แม้เหล่าภิกษุบริวารของท่าน ก็นั่ง ณ โคนไม้ ใช้โยนิโสมนสิการทำกัมมัฏฐาน นั่งสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย. ดังนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่าพักกลางวัน. เพราะนั่งเพื่อต้องการบรรเทาความเมื่อยล้า.

บทว่า มนฺทารวปุปฺผํ คเหตฺวา ได้แก่ เอาไม้เสียบดอกมณฑารพขนาดถาดใหญ่ถือมาดังร่ม.

บทว่า อทฺทสา โข ได้แก่ เห็นอาชีวกเดินมาแต่ไกล.

ก็แลครั้นเห็นแล้ว พระเถระคิดว่า นั่นดอกมณฑารพปรากฏอยู่ในมือของอาชีวกนี่ ก็ดอกมณฑารพนั้นไม่ปรากฏในถิ่นมนุษย์เสมอๆ จะมีก็ต่อเมื่อผู้มีฤทธิ์บางท่านแผลงฤทธิ์ และต่อเมื่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดาเป็นต้น แต่วันนี้ ผู้มีฤทธิ์ไรๆ ก็ไม่ได้แสดงฤทธิ์นี่ พระศาสดาของเราก็ไม่เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา ไม่ได้เสด็จออกจากพระครรภ์ ทั้งวันนี้พระองค์ก็มิได้ตรัสรู้ ไม่ได้ประกาศพระธรรมจักร ไม่ได้แสดงยมกปาฏิหาริย์ ไม่ได้เสด็จลงจากเทวโลก ไม่ได้ทรงปลงอายุสังขาร แต่พระศาสดาของเราทรงพระชรา จักเสด็จปรินิพพานเสียเป็นแน่แล้ว.

ลำดับนั้น พระเถระเกิดจิตคิดว่า จักถามเขา จึงดำริว่า ก็ถ้าเรานั่งถาม ก็จักเป็นการกระทำความไม่เคารพในพระศาสดา ดังนี้แล้วจึงลุกขึ้น ห่มบังสุกุลจีวรสีเมฆที่พระทศพลประทาน ประหนึ่งพญาช้างฉัททันต์หลีกออกจากที่ยืน คลุมหนังแก้วมณี ฉะนั้น ยกอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมทานไว้เหนือเกล้า ผินหน้าตรงต่ออาชีวกด้วยคารวะที่ทำในพระศาสดา กล่าวถามว่า ผู้มีอายุ ท่านทราบข่าวพระศาสดาของเราบ้างไหม.

ถามว่า ก็ท่านพระมหากัสสปะ รู้การปรินิพพานของพระศาสดา หรือไม่รู้จึงถาม. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า การรู้ของพระขีณาสพทั้งหลายต้องเนื่องด้วยอาวัชชนะ ความนึก ก็ท่านพระมหากัสสปะนี้ไม่รู้ จึงถาม เพราะท่านไม่ได้นึกไว้. พระเถระมากด้วยสมาบัติ ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยการมากไปด้วยสมาบัติเป็นนิตย์ ในที่อยู่กลางคืน ที่พักกลางวัน ที่เร้นและที่มณฑปเป็นต้น เข้าบ้านของตระกูลก็เข้าสมาบัติทุกประตูเรือน ออกจากสมาบัติแล้วจึงรับภิกษา เขาว่า พระเถระทำความตั้งใจอย่างนี้ว่า ด้วยอัตตภาพสุดท้ายนี้ เราจักอนุเคราะห์มหาชน ชนเหล่าใดถวายภิกษาหรือทำสักการะด้วยของหอม...และดอกไม้เป็นต้นแก่เรา ทานนั้นของชนเหล่านั้นจงมีผลมากดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่รู้ เพราะมากไปด้วยสมาบัติ. ดังนั้น อาจารย์พวกหนึ่งจึงกล่าวว่า ท่านไม่รู้จึงถาม.

คำนั้น ไม่ควรถือเอา. เพราะว่า ไม่มีเหตุที่จะไม่รู้ในข้อนั้น.

การปรินิพพานของพระศาสดาได้เป็นการกำหนดไว้ชัดแล้วด้วยนิมิตทั้งหลายมีหมื่นโลกธาตุไหวเป็นต้น พระเถระผู้รู้อยู่จึงถามเพื่อให้เกิดสติแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยคิดว่า ก็ในบริษัทของพระเถระ ภิกษุบางเหล่าก็เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า บางเหล่าก็ไม่เคยเห็น บรรดาภิกษุเหล่านั้น แม้ภิกษุเหล่าใดเคยเห็นแล้ว ภิกษุแม้เหล่านั้นก็ยังอยากจะเห็น แม้ภิกษุเหล่าใดไม่เคยเห็น แม้ภิกษุเหล่านั้นก็ยากจะเห็นเหมือนกัน บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดไม่เคยเห็น ภิกษุเหล่านั้นก็ไปเพราะกระหายที่จะเห็นยิ่งนัก.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ไหน

ทราบว่า ปรินิพพานเสียแล้ว ก็จะไม่อาจจะดำรงตัวอยู่ได้ ทิ้งบาตรจีวร นุ่งผ้าผืนเดียวบ้าง นุ่งไม่ดีบ้าง ห่มไม่ดีบ้าง ทุบอกร่ำร้องไห้ ในที่นั้น ผู้คนทั้งหลายจักแสดงโทษของเราว่า เหล่าภิกษุผู้ถือบังสุกุลจีวริกังคธุดงค์ที่มากับพระมหากัสสปะร้องไห้เสียเองเหมือนสตรี ภิกษุเหล่านั้นจักปลอบโยนพวกเราได้อย่างไร ก็ป่าใหญ่นี้คงจะว่างเปล่า เมื่อภิกษุทั้งหลายร้องไห้เหมือนในที่นี้ ขึ้นชื่อว่าโทษคงจะไม่มี เพราะรู้เรื่องเสียก่อน แม้ความโศกเศร้าก็คงจะเบาบางดังนี้.

บทว่า อชฺช สตฺตาหํ ปรินิพฺพุโต สมโณ โคตโม แปลว่า นับถึงวันนี้ พระสมณโคดมปรินิพพานได้ ๗ วันแล้ว.

บทว่า ตโต เม อิทํ ได้แก่ ดอกมณทารพนี้ ข้าพเจ้าเก็บมาแล้วแต่สถานที่ปรินิพพานของพระสมณโคดมนั้น.

บทว่า สุภทฺโท นาม วุฑฺฒปพฺพชิโต ความว่า คำว่า สุภัททะ เป็นชื่อของภิกษุนั้น แต่เพราะภิกษุนั้นบวชในเวลาเป็นคนแก่ ท่านจึงเรียกว่าวุฑฒบรรพชิต.

ก็เพราะเหตุไร สุภัททะภิกษุนั้นจึงกล่าวอย่างนี้.

เพราะอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ได้ยินว่า สุภัททะภิกษุนี้นั้น เคยเป็นช่างตัดผมในเมืองอาตุมานคร ที่มาในขันธกะ บวชเมื่อแก่ ทราบว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากนครกุสินาราไปยังอาตุมานคร พร้อมกับภิกษุ ๒๕๐ รูป. พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมา จึงคิดว่าจักกระทำยาคูทานถวายในเวลาเสด็จมา จึงเรียกบุตร ๒ คน ซึ่งเตรียมตัวจะเป็นสามเณร บอกว่า พ่อเอ๋ย เขาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมายังอาตุมานคร พร้อมกับภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ ๒๕๐ รูป ไปเถิดพ่อ จงถือเครื่องมีดโกนพร้อมกับทะนานและถังไปทุกลำดับบ้านเรือน จงรวบรวมเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของเคี้ยวบ้าง เราจักกระทำยาคูทาน ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จมา. บุตร ๒ คนนั้นก็ได้กระทำอย่างนั้น.

ผู้คนเห็นเด็กเหล่านั้นมีเสียงเพราะ มีไหวพริบ บ้างประสงค์จักให้กระทำ บ้างประสงค์จะไม่ให้กระทำ แต่ก็ให้กระทำทั้งนั้น ถามว่า พ่อเอ้ยเจ้าจักรับไปในเวลาทำหรือ. เด็ก ๒ คนนั้นบอกว่า พวกข้าไม่ต้องการอะไรอื่น แต่พ่อของเราประสงค์จะถวายยาคูทาน ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา. ผู้คนได้ฟังดังนั้นแล้วก็ไม่ค่อยนำพา ยอมให้สิ่งที่เด็กทั้ง ๒ นั้น อาจนำไปได้หมด ที่ไม่อาจนำไปได้ก็ส่งคนไป.

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมายังอาตุมานคร ก็เข้าไปยังโรงลานข้าว ตกเย็น สุภัททะภิกษุก็ไปยังประตูบ้าน เรียกมนุษย์มากล่าวว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ได้รับอะไรๆ อย่างอื่นจากสำนักของท่านทั้งหลาย ข้าวสารเป็นต้นที่เด็กของข้าพเจ้านำมาเพียงพอแก่สงฆ์ พวกท่านจงให้เพียงงานฝีมือเถิด.

ถามว่า พวกข้าพเจ้าจะทำอย่างไรเจ้าข้า.

สุภัททะภิกษุพูดว่า พวกท่านจงถือเอาสิ่งนี้ๆ แล้วให้ถือเครื่องอุปกรณ์ทั้งหมด ให้สร้างเตาไฟที่วิหาร ตนเองนุ่งกาสาวะดำผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง แล้วสั่งว่า จงทำสิ่งนี้ ครุ่นคิดอยู่ ตลอดทั้งคืน สละทรัพย์หนึ่งแสนให้เขาจัดยาคูสำหรับดื่มกิน และน้ำผึ้ง น้ำอ้อยงบ. ยาคูที่พึงกินแล้วดื่ม ชื่อว่ายาคูสำหรับกินดื่ม. ของมีเนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ ดอกไม้ ผลไม้ และรสเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าของเคี้ยว ใส่ของเคี้ยวทั้งหมดลงในยาคูนั้น. คันธชาติที่หอม ที่เขาใช้ทาศีรษะสำหรับผู้ต้องการเล่นกีฬาก็มี.

ครั้นเวลาเช้าตรู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติพระสรีรกิจแล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จบ่ายพระพักตร์เข้าไปยังอาตุมานครเพื่อเที่ยวบิณฑบาต. ผู้คนทั้งหลายก็บอกแก่สุภัททะภิกษุนั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จเข้าบ้านบิณฑบาต ท่านจัดยาคูไว้เพื่อใคร.

พระสุภัททะภิกษุนั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวะดำเหล่านั้น เอามือข้างหนึ่งจับทัพพีและกระบวย คุกเข่าข้างขวาลงที่พื้นดิน ถวายบังคมดุจพรหมทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับยาคูของข้าพระองค์เถิด.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามและทรงฟังคำนั้นแล้ว ทรงติเตียนพระสุภัททะวุฑฒบรรพชิตนั้น. เพราะเรื่องนั้น ทรงบัญญัติ ๒ สิกขาบท คือสิกขาบทว่าด้วยการชักชวนในสิ่งเป็นอกัปปิยะ และสิกขาบทว่าด้วยการรักษาเครื่องมีดโกน

โดยนัยที่มาในขันธกะว่า

พระตถาคตแม้ทรงทราบ ก็ทรงถามดังนี้เป็นต้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่าภิกษุผู้แสวงหาโภชนะล่วงไปถึงหลายโกฏิกัป พวกเธอบริโภคโภชนะที่เป็นอกัปปิยะของพวกเธอ อันเกิดขึ้นโดยไม่ชอบธรรม จักต้องไปบังเกิดในอบายทั้งหลายหลายแสนอัตตภาพ จงหลีกไป อย่ามายุดยื้อ ดังนี้แล้ว ได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปเที่ยวภิกขา แม้ภิกษุรูปหนึ่ง ก็ไม่รับอะไรๆ เลย.

พระสุภัททะเสียใจ ก็ผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เข้าใจว่า เรารู้ทุกสิ่งจึงเที่ยวไป ถ้าไม่ทรงประสงค์จะรับ ก็ควรส่งคนไปบอก ขึ้นชื่อว่าอาหารที่สุกแล้วนี้ เมื่อจะตั้งอยู่นานตลอดไป พึงตั้งอยู่ได้เพียง ๗ วัน แท้จริง ของนี้จะพึงเป็นของที่เราจัดไว้ตลอดชีวิต พระองค์ก็ทรงทำให้พินาศเสียสิ้น พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ไม่ทรงหวังดีต่อเราเสียเลย.

เมื่อพระทศพลยังทรงพระชนม์อยู่ จึงไม่อาจกล่าวอะไรๆ ได้. ได้ยินว่า พระสุภัททะนั้นคิดอย่างนี้ว่า พระมหาบุรุษนี้บวชจากตระกูลสูง ถ้าเราพูดอะไรไป ก็จักทรงคุกคามเราผู้เดียว. พอได้ฟังว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นี้นั้นปรินิพพานแล้วในวันนี้ ก็ร่าเริงยินดีประดุจได้ลมหายใจ จึงกล่าวอย่างนี้.

พระเถระฟังคำนั้นแล้ว มิได้สำคัญว่าประหนึ่งถูกประหารที่หทัย ประหนึ่งฟ้าปราศจากเมฆผ่าลงบนกระหม่อม. แต่พระเถระเกิดธรรมสังเวช. พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานได้เพียง ๗ วัน แม้วันนี้ พระสรีระของพระองค์มีพระฉวีวรรณดังทองคำ ก็ยังดำรงอยู่ทีเดียว. กากบาปเสี้ยนหนามอันใหญ่เกิดขึ้นเร็วอย่างนี้ในพระศาสนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำมาด้วยทุกข์ยาก ก็คนบาปนี่ นี้เมื่อเติบโต ได้คนอื่นเห็นบาปนั้นเป็นพรรคพวก ก็อาจจะทำพระศาสนาให้เสื่อมถอยได้.

ลำดับนั้น พระเถระคิดว่า ก็ถ้าเราจักให้หลวงตาผู้นี้นุ่งผ้าเก่า เอาขี้เถ้าโรยศีรษะ ขับไล่ไป. ผู้คนทั้งหลายก็จะพากันยกโทษพวกเราว่า เมื่อพระสรีระของพระสมณโคดมยังคงอยู่ เหล่าสาวกก็วิวาทกัน เพราะฉะนั้น เราจึงอดกลั้นไว้ก่อน

ก็ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ก็เสมือนกองดอกไม้ที่ยังไม่ได้ควบคุม ในธรรมที่ทรงแสดงแล้วนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้ทั้งหลายที่ต้องลมย่อมกระจัดกระจายไป ฉันใด สิกขาบท ๑-๒ สิกขาบทในวินัยก็จักพินาศ ปัญหาวาระ ๑-๒ วาระในสูตรก็จักพินาศ ภูมิอื่น ๑-๒ ภูมิในอภิธรรมก็จักพินาศ ในเมื่อเวลาล่วงไปๆ ด้วยอำนาจบุคคลชั่วเห็นบาปนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

เมื่อมูลรากพินาศไปอย่างนี้ พวกเราก็จักเป็นเสมือนปีศาจ. เพราะฉะนั้น เราจำจักต้องสังคายนาธรรมวินัย เมื่อเป็นดังนี้ ธรรมนี้ วินัยนี้ ก็จักมั่นคงเหมือนดอกไม้ที่คุมไว้ด้วยด้ายเหนียว ก็เพื่อประโยชน์อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จต้อนรับเรา ตลอดทาง ๓ คาวุต (๓๐๐ เส้น) ประทานอุปสมบทด้วยโอวาท ๓ ประการ ทรงเปลี่ยนจีวรจากพระวรกาย ตรัสปฏิปทาเปรียบด้วยดวงจันทร์ ประหนึ่งสั่นมือในอากาศ ทรงยกย่องเราเป็นกายสักขี (มีวิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์) ทรงมอบความเป็นสกลศาสนทายาท ๓ ครั้งว่า เมื่อภิกษุเช่นเรายังดำรงอยู่ ภิกษุชั่วผู้นี้จักไม่ได้ความเจริญในพระศาสนา. อธรรมยังไม่รุ่งเรือง ธรรมก็จะไม่เสื่อมถอย อวินัยยังไม่รุ่งเรือง วินัยก็จะไม่เสื่อมถอย ฝ่ายอธรรมวาทียังไม่มีกำลัง ฝ่ายธรรมวาทีก็จะไม่อ่อนกำลัง ฝ่ายอวินัยวาทียังไม่มีกำลัง ฝ่ายวินัยวาทีก็จะไม่อ่อนกำลังเพียงใด เราก็จักสังคายนาธรรมและวินัยเพียงนั้น.

แต่นั้น เหล่าภิกษุรวบรวมภิกษุที่เป็นสภาคกัน เพียงพอแก่ตนๆ ก็จักกล่าวสิ่งที่ควรและไม่ควรได้ เมื่อเป็นดังนี้ ภิกษุชั่วผู้นี้ตนเองก็ประสบนิคคหะ ไม่อาจเงยศีรษะได้อีก พระศาสนาก็จักมั่นคงและแพร่หลาย.

พระเถระคิดว่า เราเกิดจิตคิดอย่างนี้แล้ว ยังไม่อาจบอกใครๆ ได้แต่ปลอบโยนภิกษุสงฆ์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป ฯเปฯ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ดังนี้.

บทว่า จิตกํ ได้แก่ จิตกาธานที่ทำด้วยไม้จันทน์ประดับด้วยรัตนะสองพัน.

บทว่า อาลิมฺเปสฺสาม ได้แก่ ช่วยกันจุดไฟ.

บทว่า น สกฺโกนฺติ คือ ชนทั้งหลาย ๘ คนบ้าง ๑๖ คนบ้าง ถือคบไฟเป็นคู่ๆ เพื่อติดไฟ พัดด้วยใบตาล เป่าด้วยสูบ แม้กระทำการณ์นั้นๆ ก็ไม่อาจทำให้ไฟติดได้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า เทวตานํ อธิปฺปาโย นี้ดังนี้.

ได้ยินว่า เทวดาเหล่านั้นเป็นเทวดาอุปัฏฐากของพระเถระนั่นเอง. ความจริง เพราะจิตเลื่อมใสพระอสีติมหาสาวก อุปัฏฐาก ๘๐,๐๐๐ ตระกูล ของพระมหาสาวกเหล่านั้น ก็ไปบังเกิดในสวรรค์.

ลำดับนั้น เหล่าเทวดาผู้มีจิตเลื่อมใสในพระเถระแล้วบังเกิดในสวรรค์ ไม่เห็นพระเถระในสมาคมนั้น คิดว่า พระเถระประจำตระกูลของพวกเราไปเสียที่ไหนหนอ ก็เห็นท่านเดินอยู่ระหว่างทาง จึงพากันอธิษฐานว่า เมื่อพระเถระประจำตระกูลของพวกเรายังไม่ได้ถวายบังคมพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอจิตกาธานอย่าเพิ่งติดไฟ ดังนี้.

เหล่าผู้คนฟังเรื่องนั้นแล้วคิดว่า เขาว่าพระมหากัสสปะกล่าวว่า ดูก่อนท่านภิกษุ เราจักถวายบังคมพระบาทของพระทศพล พร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ดังนี้แล้วจึงมา เมื่อยังมาไม่ถึง จิตกาธานก็จักไม่ติดไฟ ผู้เจริญ ภิกษุนั้นเป็นเช่นไร ดำ ขาว สูง เตี้ย เมื่อภิกษุเช่นนี้ยังดำรงอยู่ ทำไมพระทศพลจึงปรินิพพาน ดังนี้แล้ว บางพวกถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นเดินสวนทาง บางพวกทำถนนให้สวยงาม ยืนสำรวจทางที่จะมา.

คำว่า อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป เยน กุสินารา ฯเปฯ สิรสา วนฺทิ ความว่า

ได้ยินว่า พระเถระกระทำประทักษิณจิตกาธาน พลางรำลึกกำหนดว่า ตรงนี้พระเศียร ตรงนี้พระบาท. แต่นั้น พระเถระก็ยืนใกล้พระบาททั้งสอง เข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้วอธิษฐานว่า ขอพระยุคลบาทของพระทศพลที่มีลักษณะจักรอันประกอบด้วยซี่ ๑,๐๐๐ ซี่ประดิษฐานแล้ว จงชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมกับชั้นสำลี รางทอง และจิตกาธานไม้จันทน์ออกเป็น ๒ ช่อง ประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าของข้าพระองค์ด้วยเถิด. พร้อมด้วยจิตอธิษฐาน พระยุคลบาทก็ชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่เป็นต้นเหล่านั้นโผล่ออกมา ประหนึ่งจันทร์เพ็ญออกจากระหว่างพลาหกฉะนั้น.

พระเถระเหยียดมือทั้ง ๒ เสมือนดอกปทุมแดงที่คลี่บานแล้ว จับพระยุคลบาทของพระศาสดา อันมีพระฉวีวรรณดังทองคำจนถึงข้อพระบาทไว้มั่นแล้ว ประดิษฐานไว้เหนือเศียรเกล้าอันประเสริฐของตน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เผยพระบาทถวายบังคมพระบาทของผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า.

มหาชนเห็นความอัศจรรย์ดังนั้นแล้ว บันลือสีหนาทกระหึ่มขึ้นพร้อมกัน บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นแล้วไหว้ตามความพอใจ. ก็แลพอพระเถระ มหาชนและภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นถวายบังคมแล้ว ก็ไม่มีกิจที่จะต้องอธิษฐานอีก. ด้วยอำนาจการอธิษฐานตามปกติเท่านั้น ฝ่าพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีวรรณะดังน้ำครั่ง พ้นจากมือของพระเถระแล้ว ไม่กระทำไม้จันทน์เป็นต้นอะไรให้ไหว ประดิษฐานอยู่ในที่เดิม. จริงอยู่ เมื่อพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าออกมาหรือเข้าไป ใยสำลีก็ดี เส้นผ้าก็ดี หยาดน้ำมันก็ดี ชิ้นไม้ก็ดี ไม่เคลื่อนจากที่เลย ทั้งหมดตั้งอยู่ตามเดิมนั่นแล. แต่เมื่อพระยุคลบาทของพระตถาคตตั้งขึ้นแล้วก็หายวับไป เหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์อัสดงคต มหาชนพากันร้องไห้ยกใหญ่ น่ากรุณายิ่งกว่าครั้งปรินิพพานเสียอีก.

ก็คำว่า สมเยว ภควโต จิตโก ปชฺชลิ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจมองไม่เห็นใครๆ ผู้พยายามจะติดไฟ. ก็จิตกาธานนั้นติดไฟพรึบเดียวโดยรอบด้วยอานุภาพของเทวดา.

บทว่า สรีราเนว อวสิสฺสึสุ ความว่า เมื่อก่อนได้ชื่อว่าสรีระ ก็เพราะตั้งอยู่ด้วยโครงร่างอันเดียวกัน บัดนี้ ท่านกล่าวว่าสรีระทั้งหมดกระจัดกระจายไปแล้ว. อธิบายว่า พระธาตุทั้งหลายก็เสมือนดอกมะลิตูม เสมือนแก้วมุกดาที่เจียรนัยแล้ว และเสมือนจุณทองคำยังเหลืออยู่.

จริงอยู่ สรีระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุยืนทั้งหลาย ย่อมติดกันเป็นพืดเช่นกับแท่งทองคำ. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานพระธาตุให้กระจายว่า เราอยู่ได้ไม่นานก็จะปรินิพพาน ศาสนาของเรายังไม่แพร่หลายไปในที่ทั้งปวงก่อน เพราะฉะนั้น เมื่อเราแม้ปรินิพพานแล้ว มหาชนถือเอาพระธาตุแม้ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดทำเจดีย์ในที่อยู่ของตนๆ ปรนนิบัติ จงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

ถามว่า พระธาตุอย่างไหนของพระองค์กระจัดกระจาย อย่างไหนไม่กระจัดกระจาย.

ตอบว่า พระธาตุ ๗ เหล่านี้ คือพระเขี้ยวแก้ว ๔ พระรากขวัญ ๒ พระอุณหิส ๑ ไม่กระจัดกระจาย นอกนั้นกระจัดกระจาย. บรรดาพระธาตุเหล่านั้น พระธาตุเล็กๆ ทั้งหมดได้มีขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด. พระธาตุใหญ่ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารหักกลาง พระธาตุขนาดใหญ่ยิ่งมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวหักกลาง.

____________________________

ขุ. พุทธ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๒๘

บทว่า อุทกธารา ความว่า ท่อน้ำขนาดปลายเท่าแขนก็ดี ขนาดแข้งก็ดี ขนาดลำตาลก็ดี ตกจากอากาศดับไป.

คำว่า อุทกํ สาลโตปิ นี้ ท่านกล่าวหมายต้นสาละที่ยืนต้นล้อมอยู่. ท่อน้ำออกจากระหว่างลำต้น และระหว่างค่าคบของต้นสาละเหล่านั้นดับไฟ. จิตกาธานของพระผู้มีพระภาคเจ้าขนาดใหญ่. เกลียวน้ำขนาดเท่างอนไถ แม้ชำแรกดินโดยรอบ เช่นเดียวกับพวงแก้วผลึกผุดขึ้นจับจิตกาธาน.

บทว่า คนฺโธทเกน ได้แก่ น้ำหอมนานาชนิด ที่เขาบรรจุหม้อทอง หม้อเงินให้เต็มนำมา.

บทว่า นิพฺพาเปสุํ ความว่า เหล่าเจ้ามัลละดับจิตกาธานเกลี่ยด้วยไม้ ๘ อัน ที่ทำด้วยทองและเงิน. ก็เมื่อไฟกำลังไหม้จิตกาธานนั้นอยู่ เปลวไฟก็พุ่งขึ้นจากระหว่างกิ่ง ค่าคบและใบของต้นสาละที่ยืนต้นล้อมอยู่. ใบกิ่งหรือดอกไม่ไหม้เลย. ทั้งมดแดง ทั้งลิง ทั้งสัตว์เล็กๆ เที่ยวไปโดยระหว่างเปลวไฟ. ธรรมดาในท่อน้ำที่ตกจากอากาศก็ดี ในท่อน้ำที่ออกจากต้นสาละก็ดี ในท่อน้ำที่ชำแรกแผ่นดินออกไปก็ดี ควรถือเอาเป็นประมาณ.

ก็แลครั้นดับจิตกาธานอย่างนี้แล้ว เหล่าเจ้ามัลละก็ให้ประพรมด้วยคันธชาติ ๔ ชนิดที่สัณฐาคาร โปรยดอกไม้มีข้างตอกเป็นที่คำครบห้า ติดเพดานผ้าไว้เบื้องบน ขจิตด้วยดาวทองเป็นต้น ห้อยพวงของหอมพวงมาลัยและพวงแก้ว ให้ล้อมม่านและเสื่อลำแพนไว้สองข้างตั้งแต่สัณฐาคารจนถึงมงคลศาลาที่ประดับศีรษะ กล่าวคือมกุฏพันธน์ แล้วติดเพดานผ้าไว้เบื้องบน ขจิตด้วยดาวทองเป็นต้น ห้อยพวงของหอมพวงมาลัยและพวงแก้วแม้ในที่นั้น ให้ยกธง ๕ สี โดยสีก้านมณีและไม้ไผ่ ล้อมธงชัยและธงปฏากไว้โดยรอบ ตั้งต้นกล้วยและหม้อบรรจุน้ำไว้เต็มที่ถนนทั้งหลาย อันรดน้ำและเกลี้ยงเกลาก็ตาม ประทีปมีด้าม วางรางทองพร้อมด้วยพระธาตุทั้งหลายไว้บนคอช้างที่ประดับแล้ว บูชาด้วยมาลัยและของหอมเป็นต้น เล่นสาธุกีฬา นำเข้าไปภายในพระนคร วางไว้บนบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ ประการ ณสัณฐาคาร กั้นเฉวตฉัตรไว้เบื้องบน.

ครั้นกระทำดังนี้แล้ว ครั้งนั้น เหล่าเจ้ามัลละชาวนครกุสินาราให้ทหารถือหอกเป็นลูกกรง ให้ทหารถือธนูเป็นกำแพงล้อมที่สัณฐาคาร บูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคม ด้วยมาลัยของหอมตลอด ๗ วัน บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺติปญฺชรํ กริตฺวา ได้แก่ จัดเหล่าบุรุษถือหอกล้อมไว้.

บทว่า ธนุปาการํ ได้แก่ จัดเหล่าช้างเรียงลำดับกระพองต่อกันล้อมไว้ก่อน จากนั้นจัดเหล่าม้าเรียงลำดับคอต่อกัน ต่อนั้นจัดเหล่ารถเรียงลำดับปลายลิ่มล้อรถต่อกัน ต่อนั้นจัดเหล่าราบยืนเรียงลำดับแขนต่อกัน ปลายรอบแถวทหารเหล่านั้น จัดเหล่าธนูเรียงลำดับต่อกันล้อมไว้. เหล่าเจ้ามัลละจัดอารักขาตลอดที่ประมาณโยชน์หนึ่ง โดยรอบ ๗ วัน ทำประหนึ่งลูกโคสวมเกราะ ด้วยประการฉะนี้.

ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า ธนุปาการํ ปริขิปาเปตฺวา ดังนี้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร เหล่าเจ้ามัลละเหล่านั้นจึงได้กระทำดังนั้น.

ตอบว่า ใน ๒ สัปดาห์แรกจากนี้ เจ้ามัลละเหล่านั้นกระทำโอกาสที่ยืนและนั่งสำหรับภิกษุสงฆ์ จัดแจงของเคี้ยวของฉันถวาย ไม่ได้โอกาสที่จะเล่นสาธุกีฬา. แต่นั้น เจ้ามัลละเหล่านั้นดำริกันว่า พวกเราจักเล่นสาธุกีฬาตลอดสัปดาห์นี้. ข้อที่ใครๆ รู้ว่าพวกเราประมาท แล้วมายึดเอาพระธาตุทั้งหลายไปเสีย มีฐานะที่จะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้น พวกเราจักต้องตั้งกองรักษาการณ์ไว้แล้วเล่นกีฬากัน. ด้วยเหตุนั้น เจ้ามัลละเหล่านั้นจึงได้กระทำดังนั้น.

บทว่า อสฺโสสิ โข ราชา ความว่า พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบเรื่องแล้ว.

ได้ยินว่า เหล่าอำมาตย์ของท้าวเธอ ครั้งแรกทีเดียวคิดว่า ธรรมดาว่าพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ใครๆ ก็ไม่อาจนำพระองค์มาได้อีก แต่ไม่มีผู้เสมอเหมือนพระราชาของเราด้วยศรัทธาของปุถุชน ถ้าพระราชาพระองค์นี้จักทรงสดับโดยทำนองนี้ หฤทัยของท้าวเธอจักต้องแตก แต่พวกเราควรระวังรักษาพระราชาไว้ดังนี้.

อำมาตย์เหล่านั้นจึงนำรางทอง ๓ ราง บรรจุของอร่อยๆ ไว้เต็มนำไปยังราชสำนัก กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พวกข้าพระองค์ฝันไป พระองค์ควรทรงผ้าเปลือกไม้สองชั้นแล้วบรรทมในรางที่เต็มด้วยของอร่อยๆ ๔ อย่าง พอที่ช่องพระนาสิกโผล่ เพื่อขจัดความฝันนั้นเสียพระราชา สดับคำของเหล่าอำมาตย์ผู้หวังดี ทรงรับสั่งว่า เอาสิพ่อ แล้วได้ทรงกระทำอย่างนั้น.

ลำดับนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่งเปลื้องเครื่องประดับแล้วสยายผม ผินหน้าไปทางทิศที่พระศาสดาปรินิพพาน ประคองอัญชลี ทูลพระราชาว่า พระเจ้าข้า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ผู้หลุดพ้นจากความตาย หามีไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นผู้เจริญชนมายุ เป็นเจติยสถาน เป็นบุญเขต เป็นพระแท่นอภิเษก เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย ปรินิพพานแล้ว ณ นครกุสินารา พระราชาทรงสดับแล้ว ก็ถึงวิสัญญีภาพ (สลบ) ปล่อยไออุ่นในรางอันเต็มด้วยของอร่อย ๔ อย่าง.

ลำดับนั้น เหล่าอำมาตย์ก็ยกพระองค์ขึ้นจากรางที่ ๑ นั้น ให้บรรทม ณ รางที่ ๒. ท้าวเธอกลับฟื้นขึ้นมาตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย พวกเจ้าพูดอะไรนะ. กราบทูลว่า พระมหาราชเจ้า พระศาสดาปรินิพพานแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาก็กลับทรงวิสัญญีภาพอีก ปล่อยไออุ่นลงในรางของอร่อย ๔ อย่าง. ลำดับนั้น เหล่าอำมาตย์ช่วยกันยกท้าวเธอขึ้นจากรางที่ ๒ นั้นแล้ว ให้บรรทมในรางที่ ๓. ท้าวเธอทรงกลับพื้นขึ้นมาตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย พวกเจ้าพูดอะไรนะ. กราบทูลว่า พระศาสดาปรินิพพานแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาก็ทรงวิสัญญีภาพอีก.

ครั้งนั้น เหล่าอำมาตย์ช่วยกันยกพระองค์ขึ้นให้สรงสนาน เอาหม้อน้ำรดน้ำลงบนพระเศียร.

พระราชาทรงจำได้แล้ว ลุกจากที่ประทับนั่งสยายพระเกศาที่มีวรรณะดั่งแก้วมณีอบด้วยของหอม ทอดพระปฤษฏางค์ที่มีวรรณะดังแผ่นทองคำ เอาฝ่าพระหัตถ์ตบพระอุระ จับพระอุระที่มีวรรณะดังผลตำลึงทองคำ ประหนึ่งว่าจะเสียบด้วยนิ้วพระหัตถ์อันกลมกลึง ที่มีวรรณะดุจหน่อแก้วประพาฬ ทรงคร่ำครวญ เสด็จลงไปในระหว่างถนน ด้วยเพศของคนวิกลจริต.

ท้าวเธอมีนางรำที่แต่งตัวแล้วเป็นบริวาร เสด็จออกจากพระนครไปยังสวนมะม่วงของหมอชีวก ทอดพระเนตรสถานที่ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแสดงธรรม พร่ำปริเทวนาการซ้ำๆ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สัพพัญญูประทับนั่งแสดงธรรมที่นี้ มิใช่หรือ? ทรงบรรเทาความโศกศัลย์ของข้าพระองค์ พระองค์ทรงนำความโศกศัลย์ของข้าพระองค์ออกไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์มายังสำนักของพระองค์แล้ว แต่บัดนี้ พระองค์ไม่ประทานแม้คำโต้ตอบแก่ข้าพระองค์.

และตรัสคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์สดับมาในเวลาอื่นมิใช่หรือ? ว่า ในเวลาเห็นปานนั้น พระองค์มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จจาริกไป ณ ภาคพื้นชมพูทวีป แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ก็ได้แต่ฟังเรื่องอันไม่เหมาะ ไม่ควรแก่พระองค์เลย.

แล้วทรงรำลึกพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา ทรงพระดำริว่า อะไรๆ ย่อมไม่สำเร็จได้ด้วยปริเทวนาการของเรา จำเราจักให้นำพระบรมธาตุของพระทศพลมา. ทรงสดับมาอย่างนี้แล้ว ครั้นแล้ว เมื่อทรงหายวิสัญญีภาพเป็นต้นแล้ว ก็โปรดส่งทูตไป. ท่านหมายเอาเรื่องนั้น จึงกล่าวว่า อถ โข ราชา เป็นอาทิ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูตํ ปาเหสิ ได้แก่ ทรงส่งทูตและบรรณาการไป. พระเจ้าอชาตศัตรูทรงพระดำริว่า ถ้าพวกเจ้ามัลละจักให้ก็เป็นการดี ถ้าเขาไม่ให้ ก็จำเราจักต้องนำมาด้วยอุบายนำมาให้ได้ดังนี้ แล้วทรงจัดกองทัพ ๔ เหล่าเสด็จออกไปด้วยพระองค์เอง. แม้เหล่าเจ้าลิจฉวีเป็นต้นก็ส่งทูตไป เสด็จออกไปด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วยกองทัพ ๔ เหล่าเหมือนพระเจ้าอชาตศัตรูฉะนั้น.

ถ้ามีคำถามว่า บรรดาเจ้าเหล่านั้น เจ้ามัลละชาวนครปาวา มีระยะใกล้กว่าเขาทั้งหมด อยู่ในนครปาวาระยะ ๓ คาวุต แต่นครกุสินารา แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้านครปาวาแล้ว ก็ยังเสด็จไปนครกุสินารา เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พวกเจ้ามัลละนครปาวา จึงไม่เสด็จมาเสียก่อน.

ตอบว่า เพราะว่า พวกเจ้าเหล่านั้นมีบริวารมาก เมื่อทำกิจกะบริวารที่มาก จึงมาภายหลัง.

บทว่า เต สงฺเฆ คเณ เอตทโวจุํ ความว่า พวกเจ้าและพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้น รวมเป็นชาวนคร ๗ นครพากันมาแล้ว ยื่นคำขาดว่า เหล่าเจ้ามัลละจะให้พระบรมธาตุแก่พวกเราหรือจะรบ. แล้วตั้งทัพล้อมนครกุสินาราไว้ เหล่าเจ้ามัลละก็ได้กล่าวคำโต้ตอบไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานในคามเขตของพวกเรานี่.

ได้ยินว่า เจ้าเหล่านั้นตรัสอย่างนี้ว่า พวกเราไม่ได้ส่งข่าวของพระศาสดา พวกเราไปก็ไม่ได้นำข่าวมา แต่พระศาสดาเสด็จมาเอง ทรงส่งข่าวไปรับสั่งให้เรียกพวกเรา แต่แม้พวกท่านก็ไม่ให้พระรัตนะที่เกิดในคามเขตของพวกท่านแก่พวกเรา ธรรมดาว่า พระรัตนะที่เสมอด้วยพระพุทธรัตนะไม่มีในโลก พร้อมทั้งเทวโลก พวกเราได้พระรัตนะอันสูงสุดเห็นปานนี้ จักไม่ยอมให้ ก็พวกท่านเท่านั้นดื่มน้ำนมจากถันของมารดา พวกเราไม่ได้ดื่มก็หาไม่. พวกท่านเท่านั้นเป็นลูกผู้ชาย พวกเราไม่ได้เป็นลูกผู้ชายหรือ เป็นไรก็เป็นกัน ต่างทำอหังการส่งสาส์นโต้ตอบกัน ใช้มานะขู่คำรามต่อกันและกัน.

ก็เมื่อมีการรบกัน ฝ่ายเหล่าเจ้ามัลละกรุงกุสินารา น่าได้ชัยชนะ.

เพราะเหตุไร?

เพราะเหล่าเทวดาที่พากันมาเพื่อบูชาพระบรมธาตุ ต้องเป็นฝ่ายของเจ้ามัลละกรุงกุสินาราเหล่านั้นแน่.

แต่ในพระบาลีมาเพียงเท่านี้ว่า เหล่าเจ้ามัลละกรุงกุสินารากล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา พวกเราจักไม่ยอมให้ส่วนแบ่งแห่งพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้.

บทว่า เอวํ วุตฺเต โทโณ พฺราหฺมโณ ความว่า โทณพราหมณ์สดับเรื่องการวิวาทของกษัตริย์พราหมณ์เหล่านั้นแล้ว ดำริว่า พวกเจ้าเหล่านี้ก่อวิวาทกันในสถานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน เป็นการไม่สมควร การทะเลาะกันนี้ควรจะพอกันที จำเราจักระงับการวิวาทกันนั้นเสียดังนี้แล้ว ก็ไปกล่าวข้อความนี้แก่หมู่คณะเจ้าเหล่านั้น.

กล่าวว่าอย่างไร?

โทณพราหมณ์ยืนในที่ดอน (สูง) ได้กล่าวคาถาที่ชื่อว่า โทณครรชิต (การบันลือของโทณพราหมณ์) ประมาณ ๒ ภาณวาร.

บรรดาภาณวารทั้ง ๒ นั้น ก่อนอื่น พวกเจ้าเหล่านั้นไม่รู้แม้แต่บทเดียว. จบภาณวารที่ ๒ พวกเจ้าทั้งหมดพูดกันว่า ผู้เจริญนั้นดูเหมือนเสียงของท่านอาจารย์นี่ๆ แล้วก็พากันเงียบเสียง.

เขาว่า ในภาคพื้นชมพูทวีป คนที่เกิดในเรือนของตระกูลโดยมาก ชื่อว่าไม่เป็นศิษย์ของโทณพราหมณ์นั้นไม่มีเลย. ครั้งนั้น โทณพราหมณ์รู้ว่า เจ้าเหล่านั้นฟังคำของตนแล้วเงียบเสียงนิ่งอยู่ จึงได้กล่าวซ้ำ ได้กล่าว ๒ คาถานี้ว่า สุณนฺตุ โภนฺโต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺหากํ พุทฺโธ แปลว่า พระพุทธเจ้าของพวกเรา.

บทว่า อหุ ขนฺติวาโท ความว่า พระองค์แม้ไม่บรรลุพุทธภูมิ ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย ไม่ทรงทำความโกรธในคนอื่นๆ ได้กระทำแต่ขันติอย่างเดียว ทรงสรรเสริญขันติอย่างเดียว

สมัยเสวยพระชาติเป็นขันติวาทิดาบส

สมัยเป็นธรรมปาลกุมาร

สมัยเป็นพระยาช้างฉัททันต์

สมัยเป็นพญานาคชื่อภูริทัตตะ

สมัยเป็นพญานาคชื่อจัมเปยยกะ

สมัยเป็นพญานาคชื่อสังขปาละ

สมัยเป็นกระบี่ใหญ่

และในชาดกอื่นๆ เป็นอันมาก.

จะป่วยกล่าวไปใย บัดนี้ พระพุทธเจ้าของพวกเรา ทรงบรรลุลักษณะความเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ได้มีพระวาทะเรื่องขันติ. การที่พวกเราจะมาประหัตประหารกันในเหตุเรื่องส่วนแบ่งพระสรีระของพระองค์ผู้เป็นบุคคลสูงสุด อย่างเช่นที่กล่าวมานี้นั้น ไม่ดีเลย.

คำว่า น หิ สาธุยํ ตัดบทว่า น หิ สาธุ อยํ.

บทว่า สรีรภาเค แปลว่า นิมิตแห่งส่วนของพระสรีระ. อธิบายว่า เหตุส่วนแห่งพระบรมธาตุ.

บทว่า สิย สมฺปหาโร ท่านอธิบายว่า การสัมปหารกันด้วยอาวุธไม่พึงดีเลย.

บทว่า สพฺเพว โภนฺโต สหิตา ความว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านทั้งหมดจงเกื้อกูลกันอย่าแตกกันเลย.

บทว่า สมคฺคา ได้แก่ จงเป็นผู้ประชุมพร้อมกัน พูดคำเดียวกัน สามัคคีกันทางกายและทางวาจาเถิด.

บทว่า สมฺโมทมานา ได้แก่ จงเป็นผู้บันเทิงต่อกันและกัน แม้ทางจิตเถิด.

บทว่า กโรมฎฺฐ ภาเค ความว่า จงแบ่งพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น ๘ ส่วน.

บทว่า จกฺขุมโต ได้แก่ พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕.

โทณพราหมณ์ได้กล่าวเหตุเป็นอันมากให้เข้าใจกันว่า มิใช่พวกท่านพวกเดียวที่เลื่อมใส แม้มหาชนก็เลื่อมใส ในชนเหล่านั้น ผู้ชื่อว่าไม่ควรจะได้ส่วนแบ่งพระสรีระไม่มีแม้แต่คนเดียว.

บทว่า เตสํ สงฺฆานํ คณานํ ปฏิสฺสุณิตฺวา ความว่า เพราะหมู่คณะที่มาประชุมกันจากที่นั้นๆ เหล่านั้นรับฟัง (ยินยอม) โทณพราหมณ์จึงแบ่งพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น ๘ ส่วน เท่าๆ กัน.

ลำดับความในเรื่องนั้นมีดังนี้.

เล่ากันว่า เพราะเจ้าเหล่านั้นยินยอม โทณพราหมณ์จึงสั่งให้เปิดรางทอง.

เจ้าทั้งหลายก็มายืนที่รางทองนั่นแล ต่างแลเห็นพระบรมธาตุทั้งหลายมีวรรณะดั่งทองคำ พากันรำพันว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สัพพัญญู แต่ก่อนข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็นพระสรีระของพระองค์มีวรรณะดังทองคำ ประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ขจิตด้วยพระพุทธรัศมีมีวรรณะ ๖ ประการ งามรุ่งเรืองด้วยพระอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ แต่บัดนี้ ก็เหลือแต่พระบรมธาตุมีวรรณะดั่งทองคำ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การณ์นี้ไม่สมควรแก่พระองค์เลย.

สมัยนั้น แม้โทณพราหมณ์รู้ว่า เจ้าเหล่านั้นเผลอก็ฉวยพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวา เก็บไว้ในระหว่างผ้าโพก. ต่อมาภายหลังจึงแบ่งเป็น ๘ ส่วนเท่าๆ กัน พระบรมธาตุทั้งหมดรวมได้ ๑๖ ทะนาน โดยทะนานตามปกติ เจ้านครแต่ละพระองค์ได้ไปองค์ละ ๒ ทะนานพอดี.

ส่วนเมื่อโทณพราหมณ์กำลังแบ่งพระบรมธาตุอยู่นั่นแล. ท้าวสักกะจอมเทพสำรวจดูว่า ใครหนอฉกเอาพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งการตรัสเรื่องสัจจะ ๔ เพื่อทรงประสงค์ตัดความสงสัยของโลกพร้อมทั้งเทวโลกไป ก็ทรงเห็นว่า พราหมณ์ฉกเอาไป. ทรงดำริว่า แม้พราหมณ์ก็ไม่อาจทำสักการะอันควรแก่พระเขี้ยวแก้วได้ จำเราจะถือเอาพระเขี้ยวแก้วนั้นไปเสีย แล้วทรงถือเอาจากระหว่างผ้าโพก บรรจุไว้ในผอบทองคำ นำไปยังเทวโลกประดิษฐานไว้ ณ พระจุฬามณีเจดีย์.

ฝ่ายพราหมณ์ ครั้นแบ่งพระบรมธาตุแล้ว ไม่เห็นพระเขี้ยวแก้ว แต่เพราะตนฉกเอาโดยกิริยาของขโมย จึงไม่อาจแม้แต่จะถามว่า ใครฉกเอาพระเขี้ยวแก้วของเราไป. เห็นแต่การยกโทษลงในตนเองว่า เจ้าเท่านั้นแบ่งพระบรมธาตุมิใช่หรือ ทำไมเจ้าไม่รู้ว่า พระบรมธาตุของตนมีอยู่ก่อนเล่า.

ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า ทะนานทองคำนี้ก็มีคติดังพระบรมธาตุ เราจักทำทะนานทองคำที่ตวงพระบรมธาตุของพระตถาคตเป็นสถูป แล้วจึงทูลว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายโปรดประทานทะนานลูกนี้แก่ข้าพระเจ้าเถิด.

แม้เหล่าเจ้าโมริยะ เมืองปิปผลิวัน ก็ส่งทูตไป ตระเตรียมการรบ ยกออกไปเหมือนพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นต้น.

ธาตุถูปปูชาวณฺณนา

พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงสร้างพระสถูปบรรจุพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า และงานมหกรรมในกรุงราชคฤห์.

ถามว่า ได้ทรงทำอย่างไร?

ตอบว่า ได้ทรงทำการมหกรรม ตั้งแต่กรุงกุสินาราจนถึงกรุงราชคฤห์ เป็นระยะทาง ๒๕ โยชน์. ในระหว่างนั้น ทรงให้ทำทางกว้าง ๘ อุสภะปราบพื้นเรียบ สั่งให้ทำการบูชาในทางแม้ ๒๕ โยชน์ เช่นที่เหล่าเจ้ามัลละสั่งให้ทำการบูชาระหว่างมกุฏพันธนเจดีย์และสัณฐาคาร ทรงขยายไปในระหว่างตลาดในที่ทุกแห่ง เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก ทรงให้ล้อมพระบรมธาตุที่บรรจุไว้ในรางทองคำด้วยลูกกรงหอก ให้ผู้คนชุมนุมกันเป็นปริมณฑล ๕๐๐ โยชน์ ในแคว้นของพระองค์.

ผู้คนเหล่านั้นรับพระบรมธาตุ เล่นสาธุกิฬา ออกจากกรุงกุสินารา พบเห็นดอกไม้มีสีดั่งทองคำในที่ใดๆ ก็เก็บดอกไม้เหล่านั้นในที่นั้นๆ บูชาพระบรมธาตุในระหว่างหอก เวลาดอกไม้เหล่านั้นหมดแล้วก็เดินต่อไป เมื่อถึงฐานแอกแห่งรถในคันหลัง ก็พากันเล่นสาธุกีฬาแห่งละ ๗ วันๆ เมื่อผู้คนรับพระบรมธาตุมากันด้วยอาการอย่างนี้ เวลาก็ล่วงไป ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน.

เหล่ามิจฉาทิฏฐิพากันติเตียนว่า ตั้งแต่พระสมณโคดมปรินิพพาน พวกเราก็วุ่นวายด้วยการเล่นสาธุกีฬา โดยพลการ การงานของพวกเราเสียหายหมด แล้วก็ขุ่นเคืองใจ ไปบังเกิดในอบายประมาณ ๘๖,๐๐๐ คน.

เหล่าพระขีณาสพระลึกแล้วเห็นว่า มหาชนขุ่นเคืองใจ พากันบังเกิดในอบาย แล้วดำริว่า พวกเราจักให้ท้าวสักกะเทวราชทรงทำอุบายนำพระบรมธาตุมา ดังนี้ จึงพากันไปยังสำนักท้าวสักกะเทวราชนั้น ทูลบอกเรื่องนั้นแล้ว ทูลว่า ท่านมหาราช ขอได้โปรดทรงทำอุบายนำพระบรมธาตุมาเถิด.

ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านเจ้าข้า ขึ้นชื่อว่าปุถุชนที่มีศรัทธาเสมอด้วยพระเจ้าอชาตศัตรูไม่มี พระองค์ไม่ทรงเชื่อเราดอก ก็แต่ว่า ข้าพเจ้าจักแสดงสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว เสมือนมารที่น่าสะพรึงกลัว จักประกาศเสียงดังลั่น จักทำเป็นคนไข้สั่นระรัว เหมือนคนผีเข้า ขอพระคุณเจ้าทูลว่า มหาบพิตร พวกอมนุษย์เขาโกรธเคือง ได้โปรดให้นำพระบรมธาตุไปโดยเร็ว ด้วยอุบายอย่างนี้ ท้าวเธอก็จักทรงให้นำพระบรมธาตุไป.

ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะก็ได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างดังกล่าวนั้น

ฝ่ายพระเถระทั้งหลายก็เข้าไปเฝ้าพระราชาทูลว่า ถวายพระพร พวกอมนุษย์เขาโกรธเคือง โปรดให้นำพระบรมธาตุไปเถิด.

พระราชาตรัสว่า ท่านเจ้าข้า จิตของโยมยังไม่ยินดีก่อน แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะให้เขานำพระบรมธาตุไป. ในวันที่ ๗ ผู้คนทั้งหลายก็นำพระบรมธาตุมาถึง. ท้าวเธอทรงรับพระบรมธาตุที่มาด้วยอาการอย่างนั้น ทรงสร้างพระสถูปไว้ ณ กรุงราชคฤห์ และทรงทำมหกรรม แม้เหล่าเจ้าพวกอื่นๆ ก็นำไปตามสมควรแก่กำลังของตนๆ สร้างพระสถูปไว้ ณ สถานของตนๆ แล้วทำมหกรรม.

บทว่า เอวเมตํ ภูตปุพฺพํ ความว่า การแบ่งพระบรมธาตุ และการสร้างพระสถูป ๑๐ แห่งนี้ เคยมีมาแล้วในชมพูทวีปด้วยประการฉะนี้. ภายหลัง พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้.

เมื่อสถาปนาพระสถูปกันดั่งนี้แล้ว พระมหากัสสปเถระเห็นอันตรายของพระบรมธาตุทั้งหลาย จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า ถวายพระพร ควรเก็บพระบรมธาตุไว้อย่างนี่แหละ.

พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสว่า ดีละท่านเจ้าข้า กิจด้วยการเก็บพระบรมธาตุของโยม จงยกไว้ก่อน แต่โยมจะนำพระบรมธาตุที่เหลือมาได้อย่างไร.

ทูลว่า ถวายพระพร การนำพระบรมธาตุมา ไม่ใช่ภาระของมหาบพิตร แต่เป็นภาระของพวกอาตมภาพ. ตรัสว่า ดีละท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าโปรดนำพระบรมธาตุมาเถิด โยมจะเก็บไว้.

พระเถระเว้นไว้เพียงที่ราชตระกูลนั้นๆ ปกปิดไว้พระบรมธาตุส่วนที่เหลือ ก็นำมา. ส่วนพระบรมธาตุทั้งหลายในรามคาม เหล่านาคเก็บรักษาไว้.

พระเถระดำริว่า อันตรายของพระบรมธาตุเหล่านั้นไม่มี ต่อไปในอนาคตกาล คนทั้งหลายจักเก็บไว้ในพระมหาเจดีย์ ในมหาวิหาร ลังกาทวีปดังนี้ แล้วไม่นำพระบรมธาตุเหล่านั้นมา นำมาจากนครทั้ง ๗ ที่เหลือประดิษฐานไว้ ณ ทิศตะวันออกและทิศใต้แห่งกรุงราชคฤห์ อธิษฐานว่า หินอันใดมีอยู่ในที่นี้ หินอันนั้นจงอันตรธานไป ขอฝุ่นจงสะอาดด้วยดี ขอน้ำอย่าขึ้นถึงดังนี้.

พระราชาสั่งให้ขุดที่นั้น คุ้ยฝุ่นออกจากที่นั้นก่ออิฐแทน โปรดให้สร้างเจดีย์สำหรับพระอสีติมหาสาวก. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า แม้เมื่อมีคนถามว่า พระราชาโปรดให้สร้างอะไรไว้ในที่นี้ ตอบว่า ให้สร้างพระเจดีย์สำหรับพระมหาสาวกทั้งหลาย. แต่ในที่นั้นลึก ๘๐ ศอก โปรดให้ปูเครื่องลาดโลหะไว้ภายใต้ สร้างผอบที่ทำด้วยไม้จันทร์เหลืองเป็นต้น และพระสถูปไว้อย่างละ ๘ๆ.

ครั้งนั้น พระราชาใส่พระบรมธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้ในผอบจันทน์เหลือง ทรงใส่ผอบจันทน์เหลืองแม้นั้น ลงในผอบจันทน์เหลืองอีกใบหนึ่ง แล้วทรงใส่ผอบจันทน์เหลืองแม้นั้น ลงในผอบจันทน์เหลืองอีกใบหนึ่ง ดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันทรงรวมผอบ ๘ ใบไว้ในใบเดียวกัน ด้วยอุบายอย่างนั้นแล ทรงใส่ผอบทั้ง ๘ ผอบนั้นลงในพระสถูปจันทน์เหลือง ๘ สถูป ทรงใส่สถูปจันทน์เหลืองทั้ง ๘ สถูปลงในผอบจันทน์แดง ๘ ผอบ ทรงใส่ผอบจันทน์แดงทั้ง ๘ ผอบลงในพระสถูปจันทน์แดง ๘ สถูป ทรงใส่สถูปจันทน์แดงทั้ง ๘ สถูปลงในผอบงา ทรงใส่ผอบงาตั้ง ๘ ผอบลงในสถูปงา ๘ สถูปแล้วทรงใส่สถูปงาทั้ง ๘ สถูปลงในผอบรัตนะล้วน ๘ ผอบ ทรงใส่ผอบรัตนะล้วน ๘ ผอบลงในสถูปรัตนะล้วน ๘ สถูป ทรงใส่สถูปรัตนะล้วน ๘ สถูปลงในผอบทองคำ ๘ ผอบ ทรงใส่ผอบทองคำ ๘ ผอบลงในสถูปทองคำ ๘ สถูป ทรงใส่สถูปทองคำ ๘ สถูปลงในผอบเงิน ๘ ผอบ ทรงใส่ผอบเงิน ๘ ผอบลงในสถูปเงิน ๘ สถูป ทรงใส่สถูปเงิน ๘ สถูปลงในผอบมณี ๘ ผอบ ทรงใส่ผอบมณี ๘ ผอบลงในสถูปมณี ๘ สถูป ทรงใส่สถูปมณี ๘ สถูปลงในผอบทับทิม ๘ ผอบ แล้วทรงใส่ผอบทับทิมลงในสถูปทับทิม ๘ สถูป ทรงใส่สถูปทับทิม ๘ สถูปลงในผอบแก้วลาย ๘ ผอบ แล้วทรงใส่ผอบแก้วลาย ๘ ผอบลงในสถูปแก้วลาย ๘ สถูป ทรงใส่สถูปแก้วลาย ๘ สถูปลงในผอบแก้วผลึก ๘ ผอบ แล้วทรงใส่ผอบแก้วผลึกลงในสถูปแก้วผลึก ๘ สถูป.

เจดีย์แก้วผลึกมีก่อนเจดีย์ทั้งหมด ถือเอาเป็นประมาณแห่งเจดีย์ในถูปาราม. บนเจดีย์แก้วผลึกนั้น โปรดให้สร้างเรือนทำด้วยรัตนะล้วน. บนเรือนรัตนะนั้นให้สร้างเรือนทำด้วยทองคำไว้ บนเรือนทองคำนั้นให้สร้างเรือนด้วยเงินไว้ บนเรือนเงินนั้นให้สร้างเรือนทำด้วยทองแดงไว้ บนเรือนทองแดงนั้น โรยเมล็ดทรายทำด้วยรัตนะทั้งหมด เกลี่ยดอกไม้น้ำ ดอกไม้บกไว้ ๑,๐๐๐ ดอก โปรดให้สร้างชาดก ๕๕๐ ชาดก พระอสีติมหาเถระ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระนางมหามายาเทวี สหชาตทั้ง ๗ ทั้งหมด ดังกล่าวมานี้ทำด้วยทองคำทั้งสิ้น. โปรดให้ตั้งหม้อน้ำเต็ม ที่ทำด้วยทองและเงินอย่างละ ๕๐๐ หม้อ ให้ยกธงทอง ๕๐๐ ธง ให้ทำประทีปทอง ๕๐๐ ดวง ประทีปเงิน ๕๐๐ ดวง ทรงใส่ไส้ผ้าเปลือกไม้ไว้ในประทีปเหล่านั้น บรรจุน้ำมันหอม.

ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะอธิษฐานว่า พวงมาลัยอย่าเหี่ยว กลิ่นหอมอย่าหาย ประทีปอย่าไหม้ แล้วให้จารึกอักษรไว้ที่แผ่นทองว่า แม้ในอนาคตกาล ครั้งพระกุมารพระนามว่า อโศก จักเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช ท้าวเธอจักทรงกระทำพระบรมธาตุเหล่านี้ให้แพร่หลายไป ดังนี้. พระราชาทรงเอาเครื่องประดับทั้งหมดบูชา ทรงปิดประตูแล้วเสด็จออกไปตั้งแต่แรก.

ท้าวเธอ ครั้นปิดประตูทองแดงแล้ว ทรงคล้องตรากุญแจไว้ที่เชือกผูก ทรงวางแท่งแก้วมณีแท่งใหญ่ไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง โปรดให้จารึกอักษรไว้ว่า ในอนาคตกาล เจ้าแผ่นดินที่ยากจน จงถือเอาแก้วมณีแท่งนี้ กระทำสักการะพระบรมธาตุทั้งหลายเทอญ.

ท้าวสักกะเทวราชเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเก็บพระบรมธาตุแล้ว เจ้าจงตั้งกองรักษาการณ์ไว้ที่นั้น. วิสสุกรรมเทพบุตรมาประกอบหุ่นยนต์มีโครงร่างร้าย รูปไม้ (หุ่นยนต์) ถือพระขรรค์สีแก้วผลึกในห้องพระบรมธาตุ เคลื่อนตัวได้เร็วเสมือนลม. วิสสุกรรมเทพบุตรประกอบหุ่นยนต์แล้ว ติดลิ่มสลักไว้อันเดียวเท่านั้น เอาสิลาล้อมไว้โดยรอบ โดยอาการเสมือนเรือนสร้างด้วยอิฐ ข้างบนปิดด้วยสิลาแผ่นเดียว ใส่ฝุ่นแล้วทำพื้นให้เรียบ แล้วประดิษฐานสถูปหินไว้บนที่นั้น.

เมื่อการเก็บพระบรมธาตุเสร็จเรียบร้อยอย่างนี้แล้ว แม้พระเถระดำรงอยู่จนตลอดอายุก็ปรินิพพาน แม้พระราชาก็เสด็จไปตามยถากรรม พวกมนุษย์แม้เหล่านั้น ก็ตายกันไป.

ต่อมาภายหลัง เมื่อครั้งอโศกกุมารเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระธรรมราชา พระนามว่าอโศก ทรงรับพระบรมธาตุเหล่านั้นไว้แล้ว ได้ทรงกระทำให้แพร่หลาย.

ทรงกระทำให้แพร่หลายอย่างไร?

พระเจ้าอโศกนั้นอาศัยนิโครธสามเณร ทรงได้ความเลื่อมใสในพระศาสนา โปรดให้สร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ วิหารแล้ว ตรัสถามภิกษุสงฆ์ว่า โยมให้สร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ วิหารแล้ว จักได้พระบรมธาตุมาจากไหนเล่า ท่านเจ้าข้า.

ภิกษุสงฆ์ทูลว่า ถวายพระพร พวกอาตมภาพฟังมาว่า ชื่อว่าที่เก็บพระบรมธาตุมีอยู่ แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน.

พระราชาให้รื้อพระเจดีย์ในกรุงราชคฤห์ ก็ไม่พบ ทรงให้ทำพระเจดีย์คืนดีอย่างเดิมแล้ว ทรงพาบริษัท ๔ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปยังกรุงเวสาลี แม้ในที่นั้นก็ไม่ได้ ก็ไปยังกรุงกบิลพัศดุ์ แม้ในที่นั้นก็ไม่ได้ แล้วไปยังรามคาม. เหล่านาคในรามคาม ก็ไม่ยอมให้รื้อพระเจดีย์. จอบที่ตกต้องพระเจดีย์ ก็หักเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย. ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ในที่นั้นก็ไม่ได้ ก็ไปยังเมืองอัลลกัปปะเวฏฐทีปะ ปาวา กุสินารา ในที่ทุกแห่งดังกล่าวมานี้ รื้อพระเจดีย์แล้วก็ไม่ได้พระบรมธาตุเลย ครั้นทำเจดีย์เหล่านั้นให้คืนดีดังเดิมแล้ว ก็กลับไปยังกรุงราชคฤห์อีก ทรงประชุมบริษัท ๔ แล้วตรัสถามว่า ใครเคยได้ยินว่า ที่เก็บพระบรมธาตุ ในที่ชื่อโน้น มีบ้างไหม.

ในที่ประชุมนั้น พระเถระรูปหนึ่งอายุ ๑๒๐ ปี กล่าวว่า อาตมภาพก็ไม่รู้ว่า ที่เก็บพระบรมธาตุอยู่ที่โน้น แต่พระมหาเถระบิดาอาตมภาพ ให้อาตมภาพครั้งอายุ ๗ ขวบถือหีบมาลัย กล่าวว่า มานี่ สามเณร ระหว่างกอไม้ตรงโน้น มีสถูปหินอยู่ เราไปกันที่นั้นเถิด แล้วไปบูชา ท่านพูดว่า สามเณร ควรพิจารณาที่ตรงนี้. ถวายพระพร อาตมภาพรู้เท่านี้. พระราชาตรัสว่า ที่นั่นแหละ แล้วสั่งให้ตัดกอไม้ แล้วนำสถูปหินและฝุ่นออก ก็ทรงเห็นพื้นโบกปูนอยู่ แต่นั้นทรงทำลายปูนโบกและแผ่นอิฐแล้วเสด็จสู่บริเวณตามลำดับ ทอดพระเนตรเห็นทรายรัตนะ ๗ ประการ และรูปไม้ (หุ่นยนต์) ถือดาบ เดินวนเวียนอยู่ ท้าวเธอรับสั่งให้เหล่าคนผู้ถือผีมา แม้ให้ทำการเซ่นสรวงแล้ว ก็ไม่เห็นที่สุดโต่งสุดยอดเลย จึงทรงนมัสการเทวดาทั้งหลายแล้วตรัสว่า ข้าพเจ้ารับพระบรมธาตุเหล่านี้แล้ว บรรจุไว้ในวิหาร ๘๔,๐๐๐ วิหาร จะทำสักการะ ขอเทวดาอย่าทำอันตรายแก่ข้าพเจ้าเลย.

ท้าวสักกะเทวราชเสด็จจาริกไปทรงเห็นพระเจ้าอโศกนั้นแล้ว เรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาสั่งว่า พ่อเอ๋ย พระธรรมราชาอโศกจักทรงนำพระบรมธาตุไป เพราะฉะนั้น เจ้าจงลงสู่บริเวณไปทำลายรูปไม้ (หุ่นยนต์) เสีย. วิสสุกรรมเทพบุตรนั้นก็แปลงเพศเป็นเด็กชาวบ้านไว้จุก ๕ แหยม ยืนถือธนูตรงพระพักตร์ของพระราชาแล้ว ทูลว่า ข้าจะนำไป มหาราชเจ้า. พระราชาตรัสว่า นำไปสิพ่อ. วิสสุกรรมเทพบุตรจับศรยิงตรงที่ผูกหุ่นยนต์นั้นแล ทำให้ทุกอย่างกระจัดกระจายไป.

ครั้งนั้น พระราชาทรงถือตรากุญแจที่ติดอยู่ที่เชือกผูก ทอดพระเนตรเห็นแท่งแก้วมณีและเห็นอักษรจารึกว่า ในอนาคตกาล เจ้าแผ่นดินที่ยากจนถือเอาแก้วมณีแท่งนี้แล้ว จงทำสักการะพระบรมธาตุทั้งหลาย ทรงกริ้วว่า ไม่ควรพูดหมิ่นพระราชาเช่นเราว่า เจ้าแผ่นดินยากจน ดังนี้แล้ว ทรงเคาะซ้ำๆ กันให้เปิดประตู เสด็จเข้าไปภายในเรือนประทีปที่ตามไว้เมื่อ ๒๑๘ ปี ก็โพลงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง ดอกบัวขาบก็เหมือนนำมาวางไว้ขณะนั้นเอง เครื่องลาดดอกไม้ก็เหมือนลาดไว้ขณะนั้นเอง เครื่องหอมก็เหมือนเขาบดวางไว้เมื่อครู่นี้เอง. พระราชาทรงถือแผ่นทอง ทรงอ่านว่า ต่อไปในอนาคตกาล ครั้งกุมารพระนามว่า อโศก จักเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระธรรมราชาพระนามว่า อโศก ท้าวเธอจักทรงกระทำพระบรมธาตุเหล่านี้ให้แพร่หลายดังนี้ แล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้า มหากัสสปเถระเห็นตัวเราแล้ว ทรงคู้พระหัตถ์ซ้ายปรบกับพระหัตถ์ขวา.

ท้าวเธอเว้นเพียงพระบรมธาตุที่ปกปิดไว้ในที่นั้น ทรงทำพระบรมธาตุที่เหลือทั้งหมดมาแล้ว ปิดเรือนพระบรมธาตุไว้เหมือนอย่างเดิม ทรงทำที่ทุกแห่งเป็นปกติอย่างเก่าแล้ว โปรดให้ประดิษฐานปาสาณเจดีย์ไว้ข้างบน บรรจุพระบรมธาตุไว้ในวิหาร ๘๔,๐๐๐ วิหาร ทรงไหว้พระมหาเถระแล้ว ตรัสถามว่า ท่านเจ้าข้า โยมเป็นทายาทในพระพุทธศาสนาได้ไหม?

พระมหาเถระทูลว่า ถวายพระพร มหาบพิตรยังเป็นคนภายนอกของพระศาสนา จะเป็นทายาทของอะไรเล่า.

ตรัสถามว่า ก็โยมบริจาคทรัพย์ถึง ๙๖ โกฏิ ให้สร้างวิหารไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ วิหาร ยังไม่เป็นทายาท คนอื่นใครเล่าจะเป็นทายาท. พูดว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ได้ชื่อว่าเป็นปัจจยทายก ก็ผู้ใดบวชบุตรหรือธิดาของตน ผู้นี้จึงจะชื่อว่าเป็นทายาทของพระศาสนา.

ท้าวเธอจึงให้บวชพระโอรสและพระธิดา. ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลายทูลพระองค์ว่า ขอถวายพระพร บัดนี้ มหาบพิตรเป็นทายาทในพระศาสนาแล้ว.

บทว่า เอวเมตํ ภูตปุพฺพํ ความว่า แม้การเก็บพระบรมธาตุในอดีตกาลนี้ เคยมีมาแล้วในภาคพื้นชมพูทวีป ด้วยประการฉะนี้. แม้การกสงฆ์ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ก็วางบทนี้ไว้.

ก็คาถาเป็นต้นว่า อฎฺฐโทณํ จกฺขุมโต สรีรํ เป็นต้นนี้ พระเถระชาวสีหลทวีปกล่าวไว้แล้วแล. จบอรรถกถามหาปรินิพพานสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

มหาปรินิพพานสูตร 注释