๑
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาฆฏิกรสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในฆฏิกรสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า ผู้เข้าถึง ได้แก่ เข้าถึงแล้วด้วยอำนาจแห่งความเกิดขึ้น.
บทว่า เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ได้แก่ เป็นผู้หลุดพ้นแล้วด้วยความหลุดพ้นแห่งพระอรหัตผล ในระหว่างแห่งเวลาใกล้ชิดกับความอุบัติขึ้นในอวิหาพรหมโลก.
ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้ว่า มานุสํ เทหํ แปลว่า กายของมนุษย์. ตรัสสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ อย่างด้วยบทว่า ทิพฺพโยคํ แปลว่า ทิพยโยคะ นี้.
บทว่า อุปจฺจคุํ แปลว่า ก้าวล่วงแล้ว.
บทว่า ท่านอุปกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพระเถระเหล่านั้น.
บทว่า ความฉลาด ในคำว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น นี้มีอยู่แก่บุคคลนี้ใด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีความฉลาด.
อธิบายว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด มีวาจาไม่มีโทษ กล่าวชมเชยสรรเสริญพระเถระเหล่านั้น คือตรัสว่า ดูก่อนเทวบุตร ท่านเป็นผู้ฉลาด.
บทว่า ตํ เต ธมฺมํ อิธญฺญาย ความว่า พระเถระเหล่านั้นรู้ธรรมนั้นในพระศาสนาของพระองค์นี้.
บทว่า คมฺภีรํ ได้แก่ มีอรรถอันลึก.
บทว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส ความว่า ชื่อว่าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส คือพระอนาคามี. อธิบายว่า ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว.
บทว่า อหุวา แปลว่า ได้เคยเป็นแล้ว.
บทว่า สคาเมยฺโย แปลว่า ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์.
ปริโยสานคาถา พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว.
จบอรรถกถาฆฏิกรสูตรที่ ๑๐ จบอาทิตตวรรคที่ ๕ -----------------------------------------------------
สูตรที่กล่าวในอาทิตตวรรคนั้น คือ
๑. อาทิตตสูตร
๒. กินททสูตร
๓. อันนสูตร
๔. เอกมูลสูตร
๕. อโนมิยสูตร
๖. อัจฉราสูตร
๗. วนโรปสูตร
๘. เชตวนสูตร
๙. มัจฉริสูตร
๑๐. ฆฏิกรสูตร. -----------------------------------------------------