This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๑๗

本册其他条目

สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ นกุลปิตาสูตร ว่าด้วยกายเปรียบด้วยฟองไข่สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ เทวทหสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ หลิททิกานิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ หลิททิกานิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ สมาธิสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ ปฏิสัลลานสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นกุลปิตวรรคที่ ๑ อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ อนิจจสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ ทุกขสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ อนัตตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ อนิจจสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ ทุกขสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ อนัตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ อนิจจเหตุสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ ทุกขเหตุสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ อนัตตเหตุสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อนิจจวรรคที่ ๒ อานันทสูตร ว่าด้วยความดับแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ ภารสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ ปริญญาสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้และความรอบรู้สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ ปริชานสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ ฉันทราคสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ อัสสาทสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ อัสสาทสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ อัสสาทสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ อภินันทนสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ อุปปาทสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ อฆมูลสูตร ว่าด้วยทุกข์และมูลเหตุแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ ภารวรรคที่ ๓ ปภังคสูตร ว่าด้วยความสลายและไม่สลายแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ นตุมหากสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละขันธ์ ๕ อันไม่ใช่ของใครสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ นตุมหากสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการละขันธ์ ๕ อันไม่ใช่ของใครสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ ภิกขุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลงสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ ภิกขุสูตรที่ ๒ ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลงสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ อานันทสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ อานันทสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕ ในสามกาลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ อนุธัมมสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความหน่ายในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ อนุธัมมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ อนุธัมมสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ นตุมหากวรรคที่ ๔ อนุธัมมสูตรที่ ๔ ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอนัตตาในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ อัตตทีปสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ ปฏิปทาสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติเพื่อความเกิดและความดับสักกายทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ อนิจจสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความเป็นไตรลักษณ์แห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ อนิจจสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความเป็นไตรลักษณ์แห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ สมนุปัสสนาสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ ปัญจขันธสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ โสณสูตรที่ ๑ ว่าด้วยขันธ์ ๕ มิใช่ของเราสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ โสณสูตรที่ ๒ ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่องเป็นสมณพราหมณ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ นันทิขยสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการสิ้นความยินดีเป็นเหตุหลุดพ้นจากทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มูลปัณณาสก์ อัตตทีปวรรคที่ ๕ นันทิขยสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการสิ้นความยินดีเป็นเหตุหลุดพ้นจากทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ อุปายสูตรที่ ๑ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นและไม่หลุดพ้นสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ พีชสูตรที่ ๒ ว่าด้วยอุปมาวิญญาณด้วยพืชสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ อุทานสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการตัดสังโยชน์และความสิ้นอาสวะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ ปริวัฏฏสูตรที่ ๔ ว่าด้วยการรู้อุปาทานขันธ์โดยเวียนรอบ ๔สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ สัตตัฏฐานสูตรที่ ๕ ว่าด้วยการรู้ขันธ์ ๕ โดยฐานะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ พุทธสูตรที่ ๖ ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ ปัญจวัคคิยสูตร [อนัตตลักขณสูตร] ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ มหาลิสูตรที่ ๘ ว่าด้วยเหตุปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ อาทิตตสูตรที่ ๙ ว่าด้วยความเป็นของร้อนแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ นิรุตติปถสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยวิถีทางแห่งนิรุตติ ๓ ประการสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ อุปาทิยสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะถือมั่นสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ มัญญมานสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะสำคัญในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ อภินันทมานสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะมัวเพลิดเพลินสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ อนิจจสูตรที่ ๔ ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นอนิจจังสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ ทุกขสูตรที่ ๕ ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ อนัตตสูตรที่ ๖ ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นอนัตตาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ อนัตตนิยสูตรที่ ๗ ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่มิใช่ของตนสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ รชนิยสัณฐิตสูตรที่ ๘ ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่จูงใจให้กำหนัดสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ ราธสูตรที่ ๙ ว่าด้วยการไม่มีอหังการมมังการและมานานุสัยสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ อรหันตวรรคที่ ๒ สุราธสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยการมีใจปราศจากอหังการมมังการและมานานุสัยสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ อัสสาทสูตร ว่าด้วยคุณโทษและอุบายสลัดออกแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ สมุทยสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการไม่รู้ความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ สมุทยสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการรู้ความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ อรหันตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยพระอรหันต์เป็นผู้เลิศในโลกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ อรหันตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยพระอรหันต์เป็นผู้เลิศในโลกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ สีหสูตร ว่าด้วยอุปมาพระพุทธเจ้ากับพญาราชสีห์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ ขัชชนิยสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ ๕ เคี้ยวกินสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ ปิณโฑลยสูตร ว่าด้วยเหตุที่ต้องดำรงชีพด้วยบิณฑบาตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ ปาลิเลยยสูตร ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ ปุณณมสูตร ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ อานันทสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ ติสสสูตร ว่าด้วยปัจจัยให้เกิดและไม่ให้เกิดโสกะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ ยมกสูตร ว่าด้วยพระขีณาสพตายแล้วสูญหรือไม่สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ อนุราธสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ วักกลิสูตร ว่าด้วยการเห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ อัสสชิสูตร ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งเวทนาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ เขมกสูตร ว่าด้วยไม่มีตนในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ ฉันนสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ ราหุลสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการรู้การเห็นที่ไม่ให้มีอหังการมมังการและมานานุสัยสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ ราหุลสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการรู้การเห็นที่ทำให้ปราศจากอหังการมมังการและมานานุสัยสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ นทีสูตร ว่าด้วยเหตุให้ถึงความพินาศสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ ปุปผสูตร ว่าด้วยพระพุทธองค์ไม่ขัดแย้งกับโลกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ เผณปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ โคมยสูตร ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ นขสิขสูตร ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ สามุททกสูตร ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ คัททูลสูตรที่ ๑ ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัขสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ คัททูลสูตรที่ ๒ ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัขสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ นาวาสูตร ว่าด้วยการสิ้นและไม่สิ้นไปแห่งอาสวะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ปุปผวรรคที่ ๕ สัญญาสูตร ว่าด้วยการเจริญอนิจจสัญญาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ อันตสูตร ว่าด้วยส่วนคือสักกายะ ๔สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ทุกขสูตร ว่าด้วยอริยสัจธรรมสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ สักกายสูตร ว่าด้วยสักกายะตามแนวอริยสัจธรรมสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ๕. สมณสูตรที่ ๑ ว่าด้วยผู้ไม่ควรและผู้ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ๖. สมณสูตรที่ ๒ ว่าด้วยผู้ไม่ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ๗. โสตาปันนสูตร ว่าด้วยผู้เป็นพระอริยสาวกโสดาบันสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ๘. อรหันตสูตร ว่าด้วยผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ๙. ฉันทปหีนสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละความพอใจในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ๑๐. ฉันทปหีนสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการละความพอใจในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๑. อวิชชาสูตร ว่าด้วยความหมายของอวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๒. วิชชาสูตร ว่าด้วยความหมายของวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๓. ธัมมกถิกสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๔. ธัมมกถิกสูตรที่ ๒ ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๕. พันธนสูตร ว่าด้วยเครื่องจองจำคือขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๗. ปริมุจจิตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้นสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๘. ปริมุจจิตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ และสังโยชน์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๘. สังโยชนสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ และสังโยชน์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๙. อุปาทานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน และอุปาทานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๑๐. สีลสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคายสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๑๑. สุตวาสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคายสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๑๒. กัปปสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการรู้เห็นเป็นเหตุไม่มีอหังการมมังการ และมานานุสัยสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ๑๓. กัปปสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการรู้การเห็นเป็นเหตุปราศจากอหังการ มมังการ และมานานุสัยสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๑. สมุทยธัมมสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๒. สมุทยธัมมสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๓. สมุทยธัมมสูตรที่ ๓ ว่าด้วยความหมายของวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๔. อัสสาทสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๕. อัสสาทสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความหมายของวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๖. สมุทยธัมมสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๗. สมุทยธัมมสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความหมายของวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๘. โกฏฐิตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๙. โกฏฐิตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรคที่ ๓ ๑๐. โกฏฐิตสูตรที่ ๓ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๑. กุกกุฬสูตร ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นของร้อนสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๒. อนิจจสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละฉันทะในสิ่งที่เป็นอนิจจังสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๓. อนิจจสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการละราคะในสิ่งที่เป็นอนิจจังสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๔. อนิจจสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการละฉันทะราคะในสิ่งที่เป็นอนิจจังสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ทุกขสูตรที่ ๑ ทุกขสูตรที่ ๒ ทุกขสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการละฉันทะในสิ่งที่เป็นทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๘. อนัตตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละฉันทะในสิ่งที่เป็นอนัตตาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๙. อนัตตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการละราคะในสิ่งที่เป็นอนัตตาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๑๐. อนัตตสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นอนัตตาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๑๑. กุลปุตตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยธรรมอันสมควรแก่กุลบุตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๑๒. กุลปุตตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยธรรมอันสมควรแก่กุลบุตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๑๓. กุลปุตตสูตรที่ ๓ ว่าด้วยธรรมอันสมควรแก่กุลบุตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ๑๔. กุลปุตตสูตรที่ ๔ ว่าด้วยธรรมอันสมควรแก่กุลบุตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ อัชฌัตติกสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ เอตังมมสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ เอโสอัตตาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ โนจเมสิยาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ มิจฉาทิฏฐิสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ สักกายทิฏฐิสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ อัตตานุทิฏฐิสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ อภินิเวสสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ อภินิเวสสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ ขันธสังยุตต์ จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ อานันทสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๑. มารสูตร ว่าด้วยขันธมารสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๒. สัตตสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๓. ภวเนตติสูตร ว่าด้วยกิเลสที่นำไปสู่ภพสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๔. ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๕. สมณพราหมณสูตรที่ ๑ ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๖. สมณพราหมณสูตรที่ ๒ ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๗. โสตาปันนสูตร ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระโสดาบันสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๘. อรหันตสูตร ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๙. ฉันทราคสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๑๐. ฉันทราคสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ๑. มารสูตร ว่าด้วยขันธมารสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ มารธัมมสูตรที่ ๒ ว่าด้วยธรรมของมารสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อนิจจสูตรที่ ๓ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนิจจังสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อนิจจธัมมสูตรที่ ๔ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนิจจธรรมสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุกขสูตรที่ ๕ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุกขธัมมสูตรที่ ๖ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกขธรรมสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อนัตตาสูตรที่ ๗ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อนัตตธัมมสูตรที่ ๘ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตธรรมสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ขยธัมมสูตรที่ ๙ ว่าด้วยสภาพที่รู้จักสิ้นสูญสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ วยธัมมสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยสภาพที่รู้จักเสื่อมสลายสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สมุทยธัมมสูตรที่ ๑๑ ว่าด้วยสภาพที่รู้จักเกิดขึ้นสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ นิโรธธัมมสูตรที่ ๑๒ ว่าด้วยสภาพที่รู้จักดับสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ มารสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละความพอใจในขันธมารสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ มารธัมมสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการละความพอใจในมารธรรมสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ อนิจจสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ อนิจจธัมมสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ ทุกขสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ ทุกขธัมมสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ อนัตตาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ อนัตตธัมมสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ ขยธัมมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ วยธัมมสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ สมุทยธัมมสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อายาจนวรรคที่ ๓ นิโรธธัมมสูตรที่ ๑๒ ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่รู้จักดับสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ มารสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ มารธัมมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ อนิจจสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ อนิจจธัมมสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ ทุกขสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ ทุกขธัมมสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ อนัตตาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ อนัตตธัมมสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ ขยธัมมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ วยธัมมสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ สมุทยธัมมสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ นิโรธธัมมสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ นวาตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ เอตังมมสูตรที่ ๒ ว่าด้วยเหตุแห่งการถือมั่นว่าเป็นของเราสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ โสอัตตาสูตรที่ ๓ ว่าด้วยเหตุแห่งการถือมั่นว่าเป็นตนสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ โนจเมสิยาสูตรที่ ๔ ว่าด้วยเหตุแห่งนัตถิกทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ นัตถิทินนสูตรที่ ๕ ว่าด้วยนัตถิกทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ กโรโตสูตรที่ ๖ ว่าด้วยอกิริยทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ เหตุสูตรที่ ๗ ว่าด้วยอเหตุกทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ มหาทิฏฐิสูตรที่ ๘ ว่าด้วยมิจฉาทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ สัสสตทิฏฐิสูตรที่ ๙ ว่าด้วยความเห็นว่าโลกเที่ยงสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ อสัสสตทิฏฐิสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยความเห็นว่าโลกไม่เที่ยงสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ อันตวาสูตรที่ ๑๑ ว่าด้วยความเห็นว่าโลกมีที่สุดสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ อนันตวาสูตรที่ ๑๒ ว่าด้วยความเห็นว่าโลกไม่มีที่สุดสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ ตังชีวังตังสรีรังสูตรที่ ๑๓ ว่าด้วยความเห็นว่าชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ อัญญังชีวังอัญญังสรีรังสูตรที่ ๑๔ ว่าด้วยความเห็นว่าชีพกับสรีระเป็นคนละอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ โหติตถาคตสูตรที่ ๑๕ ว่าด้วยความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ นโหติตถาคตสูตรที่ ๑๖ ว่าด้วยความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ โหติจนโหติตถาคตสูตรที่ ๑๗ ว่าด้วยความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มีสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ เนวโหตินนโหติตถาคตสูตรที่ ๑๘ ว่าด้วยความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็หามิได้ไม่เกิดอีกก็หามิได้สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๑. นวาตสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร ว่าด้วยความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วเกิดก็หามิได้ไม่เกิดก็หามิได้สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๑๙. รูปีอัตตาสูตร ว่าด้วยอัตตาที่มีรูปสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๒๐. อรูปีอัตตาสูตร ว่าด้วยอัตตาที่ไม่มีรูปสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตาสูตร ว่าด้วยอัตตาที่มีรูปและไม่มีรูปสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๒๓. เอกันตสุขีอัตตาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๒๔. เอกันตทุกขีอัตตาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๒๕. สุขทุกขีอัตตาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒ ๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ตติยเปยยาลที่ ๓ ๑. นวาตสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต ตติยเปยยาลที่ ๓ ๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร ว่าด้วยอัตตาไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุขสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต จตุตถเปยยาลที่ ๔ ๑. นวาตสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต จตุตถเปยยาลที่ ๔ ๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร ว่าด้วยอัตตาไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุขสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต จักขุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต รูปสูตรที่ ๒ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต วิญญาณสูตรที่ ๓ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต ผัสสสูตรที่ ๔ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต เวทนาสูตรที่ ๕ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต สัญญาสูตรที่ ๖ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต เจตนาสูตรที่ ๗ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต ตัณหาสูตรที่ ๘ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต ธาตุสูตรที่ ๙ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค โอกกันตสังยุต ขันธสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยสัทธานุสารีและธัมมานุสารีบุคคลสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต จักขุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต รูปสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต วิญญาณสูตรที่ ๓ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต ผัสสสูตรที่ ๔ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต เวทนาสูตรที่ ๕ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต สัญญาสูตรที่ ๖ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต เจตนาสูตรที่ ๗ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต ตัณหาสูตรที่ ๘ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต ธาตุสูตรที่ ๙ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค อุปปาทสังยุต ขันธสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๑. จักขุสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๒. รูปสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๓. วิญญาณสูตร ๔. ผัสสสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๕. เวทนาสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๖. สัญญาสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๗. เจตนาสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๘. ตัณหาสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๙. ธาตุสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค กิเลสสังยุต ๑๐. ขันธสูตร ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิตสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๑. วิเวกสูตร ว่าด้วยปฐมฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๒. อวิตักกสูตร ว่าด้วยทุติยฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๓. ปีติสูตร ว่าด้วยตติยฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๔. อุเปกขาสูตร ว่าด้วยจตุตถฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๕. อากาสสูตร ว่าด้วยอากาสานัญจายตนฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๖. วิญญาณสูตร ว่าด้วยวิญญาณัญจายตนฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๗. อากิญจัญญายตนสูตร ว่าด้วยอากิญจัญญายตนฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๙. นิโรธสูตร ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต ๑๐. สูจิมุขีสูตร ว่าด้วยความแตกต่างการเลี้ยงชีวิตของสมณพราหมณ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๑. สุทธกสูตร ว่าด้วยกำเนิดนาค ๔ จำพวกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๒. ปณีตตรสูตร ว่าด้วยความประณีตของกำเนิดนาคแต่ละจำพวกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๓. อุโปสถสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้นาคที่เป็นอัณฑชะรักษาอุโบสถสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๔. อุโปสถสูตรที่ ๒ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้นาคที่เป็นชลาพุชะรักษาอุโบสถสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๕. อุโปสถสูตรที่ ๓ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้นาคที่เป็นสังเสทชะรักษาอุโบสถสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๖. อุโปสถสูตรที่ ๔ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้นาคที่เป็นอุปปาติกะรักษาอุโบสถสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๗. สุตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของนาคที่เป็นอัณฑชะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๘. สุตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของนาคที่เป็นชลาพุชะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๙. สุตสูตรที่ ๓ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของนาคที่เป็นสังเสทชะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๑๐. สุตสูตรที่ ๔ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของนาคที่เป็นอุปปาติกะสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๑๑-๒๐ อัณฑชทานูปการสูตรที่ ๑-๑๐ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของพวกนาคสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๒๑-๕๐ ชลาพุชาทิทานูปการสูตรที่ ๑-๓๐ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของพวกนาคสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สุปัณณสังยุต ๑. สุทธกสูตร ว่าด้วยกำเนิดครุฑ ๔ จำพวกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สุปัณณสังยุต ๒. หรติสูตร ว่าด้วยความยิ่งหย่อนของกำเนิดครุฑ ๔ จำพวกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สุปัณณสังยุต ๓. ทวยการีสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของพวกครุฑสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สุปัณณสังยุต ๔-๖. ทวยการีสูตรที่ ๒-๔ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของพวกครุฑสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สุปัณณสังยุต ๗-๑๖. อัณฑชทานูปการสูตรที่ ๑-๑๐ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของพวกครุฑสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สุปัณณสังยุต ๑๗-๔๖. ชลาพุชาทิทานูปการสูตรที่ ๑-๓๐ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงความเป็นสหายของพวกครุฑสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค คันธัพพกายสังยุต ๑. สุทธกสูตร ว่าด้วยเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค คันธัพพกายสังยุต ๒. สุจริตสูตร ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค คันธัพพกายสังยุต ๓. มูลคันธทาตาสูตร ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค คันธัพพกายสังยุต ๔-๑๒. สารคันธาทิทาตาสูตรที่ ๑-๙ ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค คันธัพพกายสังยุต ๑๓-๒๒. มูลคันธทานูปการสูตรที่ ๑-๑๐ ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค คันธัพพกายสังยุต ๒๓-๑๑๒. สารคันธาทิทานูปการสูตรที่ ๑-๙๐ ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่แก่นเป็นต้นสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๑. เทสนาสูตร ว่าด้วยเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่วลาหกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๒. สุจริตสูตร ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกวลาหกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๓-๑๒. สีตวลาหกทานูปการสูตรที่ ๑-๑๐ ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกสีตวลาหกสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๑๓-๕๒. อุณหวลาหกทานูปการาทิสูตรที่ ๑-๕๐ ว่าด้วยเหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกอุณหวลาหกเป็นต้นสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๕๓. สีตวลาหกสูตร ว่าด้วยเหตุให้มีความหนาวสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๕๔. อุณหวลาหกสูตร ว่าด้วยเหตุให้มีความร้อนสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๕๕. อัพภวลาหกสูตร ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้มีเมฆหมอกในบางคราวสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๕๖. วาตวลาหกสูตร ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้มีลมในบางคราวสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วลาหกสังยุต ๕๗. วัสสวลาหกสูตร ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้มีฝนในบางคราวสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๑. รูปอัญญาณสูตร ความไม่รู้ในรูปเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๒. เวทนาอัญญาณสูตร ความไม่รู้ในเวทนาเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๓. สัญญาณอัญญาณสูตร ความไม่รู้ในสัญญาเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๔. สังขารอัญญาณสูตร ความไม่รู้ในสังขารเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๕. วิญญาณอัญญาณสูตร ความไม่รู้ในวิญญาณเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๖-๑๐. รูปอทัสสนาทิสูตรที่ ๑-๕ การไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๑๑-๑๕. รูปอนภิสมยาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่ตรัสรู้ขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๑๖-๒๐. รูปอนนุโพธาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่รู้ตามขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๒๑-๒๕. รูปอัปปฏิเวธาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่กำหนดรู้ขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๒๖-๓๐. รูปอสัลลักขณาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่กำหนดในขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๓๑-๓๕. รูปอนุปลักขณาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่เข้าไปกำหนดขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๓๖-๔๐. รูปอสมเปกขณาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่เพ่งในขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๔๑-๔๕. รูปอัปปัจจเวกขณาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่พิจารณาขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๔๖-๕๐. รูปอัปปัจจุปลักขณาทิสูตรที่ ๑-๕ เพราะไม่เข้าไปกำหนดเฉพาะในขันธ์ ๕ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๕๑-๕๔. รูปอัปปัจจักขกัมมาทิสูตรที่ ๑-๔สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วัจฉโคตตสังยุต ๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร กรรมคือการไม่เห็นเฉพาะในวิญญาณเป็นเหตุเกิดทิฏฐิหลายอย่างสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๑. สมาธิสมาปัตติสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๒. ฐิติสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๓. วุฏฐานสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๔. กัลลิตสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๕. อารัมมณสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๖. โคจรสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๗. อภินีหารสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๘. สักกัจจการีสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๙. สาตัจจการีสูตรสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมาธิสังยุต ๑๐. สัปปายการีสูตร

经典

สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ สีหสูตร ว่าด้วยอุปมาพระพุทธเจ้ากับพญาราชสีห์

อรรถกถาแปลไทย

104 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๖. อรรถกถาสีหสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสีหสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

ราชสีห์ ๔ จำพวก

บทว่า สีโห ได้แก่ ราชสีห์ ๔ จำพวก คือ ติณราชสีห์จำพวก ๑ กาฬราชสีห์จำพวก ๑ ปัณฑุราชสีห์จำพวก ๑ ไกรสรราชสีห์จำพวก ๑.

บรรดาราชสีห์ ๔ จำพวกนั้น ติณราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โค สีคล้ายนกพิราบ และกินหญ้าเป็นอาหาร.

กาฬราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคดำ กินหญ้าเป็นอาหารเหมือนกัน.

ปัณฑุราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคสีคล้ายใบไม้เหลือง กินเนื้อเป็นอาหาร.

ไกรสรราชสีห์ประกอบด้วย (ลักษณะคือ) ดวงหน้า (ที่สวยงาม) เป็นเหมือนมีใครเอาน้ำครั่งมาแต่งเติมไว้ หางที่มีปลาย (สวยงาม) และปลายเท้าทั้ง ๔ ตั้งแต่ศีรษะของราชสีห์นั้นลงไป มีแนวปรากฏอยู่ ๓ แนวซึ่งเป็นเหมือนมีใครมาแต้มไว้ด้วยสีน้ำครั่ง สีชาดและสีหิงคุ (แนวทั้ง ๓ นั้น) ผ่านหลังไป สุดที่ภายในขาอ่อน เป็นวงทักษิณาวรรต.

ก็ที่ต้นคอของไกรสรราชสีห์นั้น มีขนขึ้นเป็นพวง เหมือนวงไว้ด้วยผ้ากัมพลราคาตั้งแสน (ส่วน) ที่ที่เหลือ (ภายในร่างกาย) มีสีขาวบริสุทธิ์ เหมือนแป้งข้าวสาลี และผงจุรณ์แห่งสังข์.

บรรดาราชสีห์ทั้ง ๔ จำพวกนี้ ไกรสรราชสีห์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วในสูตรนี้.

บทว่า มิคราชา ได้แก่ ราชาแห่งหมู่เนื้อ.

บทว่า อาสยา แปลว่า จากที่อยู่. อธิบายว่า ไกรสรราชสีห์ย่อมออกไปจากถ้ำทอง หรือจากถ้ำเงิน ถ้ำแก้วมณี ถ้ำแก้วผลึกและถ้ำมโนสิลา.

ก็ไกรสรราชสีห์นี้ เมื่อจะออกไป (จากที่อยู่) ย่อมออกไปด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ถูกความมืดเบียดเบียนออกไปเพื่อต้องการแสงสว่าง ปวดอุจจาระปัสสาวะออกไปเพื่อต้องการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ถูกความหิวบีบคั้นออกไปเพื่อต้องการล่าเหยื่อ หรือถูกน้ำสมภพ (อสุจิ) บีบคั้น (เกิดความกำหนัด) ออกไปเพื่อต้องการเสพอสัทธรรม (ร่วมประเวณี)

แต่ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาว่า ไกรสรราชสีห์ออกไปเพื่อต้องการหาเหยื่อ.

บทว่า วิชมฺภติ ความว่า ไกรสรราชสีห์วางเท้าหลังสองเท้าไว้เสมอกันบนแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นแก้วมณี แผ่นแก้วผลึกและมโนสิลาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเหยียดเท้าหน้าออก หดส่วนหลังของร่างกายเข้าแล้ว ยืดส่วนหน้าออกไปโก่งหลังชูคอ คล้ายจะส่งเสียงเหมือนฟ้าร้อง พลางสลัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามร่างกายออกไปชื่อว่าเยื้องกราย.

ก็และไกรสรราชสีห์จะวิ่งกลับไปกลับมาอยู่บนพื้นดินที่เยื้องกราย (นั้นเอง) เหมือนลูกวัวรุ่นตะกอ ฉะนั้น ก็เมื่อมันวิ่งอยู่ ร่างกายจะปรากฏอยู่ในที่มืดเหมือนท่อนฟืน (ถูกขว้าง) หมุนคว้างอยู่ฉะนั้น.

ในบทว่า อนุวิโลเกติ มีอธิบายว่า :-

ถามว่า เพราะเหตุไร ไกรสรราชสีห์จึงชำเลืองดูซ้ายขวา.

ตอบว่า เพราะมีความเอ็นดูในสัตว์อื่น.

ว่ากันว่า เมื่อไกรสรราชสีห์นั้นบันลือสีหนาท สัตว์ทั้งหลาย เช่น ช้าง กวางและกระบือซึ่งกำลังเที่ยว (หากิน) ใกล้ที่ซึ่งไม่ราบเรียบทั้งหลายมีขอบปากเหวเป็นต้น ก็จะ (ตกใจแล้ว) พลัดตกลงไปในเหวก็ได้ ไกรสรราชสีห์ชำเลืองดูซ้ายขวาก็เพราะเอ็นดูต่อสัตว์เหล่านั้น.

ถามว่า ก็ไกรสรราชสีห์นั้นทำหน้าที่อย่างนายพรานกินเนื้อสัตว์อื่นอยู่เป็นประจำ ยังจะมีความเอ็นดูด้วยหรือ?

ตอบว่า ใช่แล้ว ยังมีอยู่.

เป็นความจริง ไกรสรราชสีห์นั้นไม่ยอมจับสัตว์เล็กสัตว์น้อยเป็นอาหารของตน เพราะคิดว่า เรื่องอะไรจะต้องให้สัตว์จำนวนมากถูกฆ่าตาย อย่างนี้ชื่อว่าทำความเอ็นดู.

สมด้วยคำที่กล่าวไว้ดังนี้ว่า ขออย่าทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อยู่ตามสถานที่ที่ขรุขระ (ไม่ราบเรียบ) ต้องได้รับความกระทบกระเทือนด้วยเลย.

บทว่า สีหนาทํ นทติ ความว่า อันดับแรก ไกรสรราชสีห์จะบันลือ (สีหนาท) ที่ไม่ก่อให้เกิดความน่ากลัว ๒ ครั้ง ก็แลเมื่อมันยืนบันลือ (สีหนาท) บนพื้นดินที่เยื้องกรายอยู่อย่างนั้น เสียง (บันลือ) ก็จะก้องกระหึ่มเป็นเสียงเดียวกันไปรอบทิศตลอดพื้นที่ ๓ โยชน์ หมู่สัตว์ ๒ เท้า และ ๔ เท้า ที่อยู่ภายในพื้นที่ ๓ โยชน์ ได้ยินเสียงบันลืออย่างก้องกระหึ่มนั้นของไกรสรราชสีห์นั้นแล้ว ก็จะไม่สามารถจะยืนอยู่ในที่เดิมได้.

บทว่า โคจราย ปกฺกมติ ความว่า ไปล่าเหยื่อ.

ไกรสรราชสีห์ไปล่าเหยื่อด้วยวิธีอย่างไร?

อธิบายว่า ไกรสรราชสีห์นั้นยืนอยู่บนพื้นดินที่ตนเยื้องกราย เมื่อกระโจนไปทางด้านขวาด้านซ้ายหรือด้านหลังก็จะ (กระโจน) ไปถึงพื้นที่ได้ประมาณอุสภะหนึ่ง เมื่อกระโจนขึ้นข้างบนก็จะกระโจนขึ้นไปได้ ๔ อุสภะบ้าง ๘ อุสภะบ้าง เมื่อจะโลดแล่นตรงๆ หน้าบนพื้นที่ที่เรียบเสมอ ก็จะโลดแล่นไปได้ตลอดพื้นที่ประมาณ ๑๖ อุสภะบ้าง ประมาณ ๒๐ อุสภะบ้าง เมื่อจะโลดแล่นจากฝั่งแม่น้ำหรือจากภูเขาก็จะโลดแล่นไปได้ตลอดพื้นที่ประมาณ ๖๐ อุสภะบ้าง ประมาณ ๘๐ อุสภะบ้าง. (เมื่อวิ่งไป) ในระหว่างทางเห็นต้นไม้หรือภูเขาเข้าแล้ว เมื่อจะเลี่ยงต้นไม้หรือภูเขานั้นก็จะเลี่ยงไปทางข้างซ้ายข้างขวาหรือข้างบนได้ประมาณอุสภะหนึ่ง.

แต่พอบันลือสีหนาทครั้งที่ ๓ พร้อมกับการบันลือนั้นแล ก็จะปรากฏในที่ ๓ โยชน์ ครั้นไปได้ ๓ โยชน์แล้ว ก็จะกลับมาหยุดยืนฟังเสียงสะท้อนเสียงบันลือของตนเอง. ไกรสรราชสีห์หลีกออกไป (จากที่อยู่) ด้วยความเร็วอย่างนี้.

บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ ปาเยน (แปลว่า โดยมาก). บทว่า ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ ทั้งหมดเป็นชื่อของความหวาดสะดุ้งกลัวแห่งจิตนั่นเอง. เพราะว่า สัตว์จำนวนมากได้ฟังเสียงราชสีห์แล้วย่อม (ตกใจ) กลัว. ที่ไม่กลัวมีจำนวนน้อย.

ถามว่า ก็สัตว์จำนวนน้อยพวกนั้น คือพวกไหนบ้าง?

ตอบว่า สัตว์พวกนั้นคือ ราชสีห์ด้วยกัน ๑ ช้างอาชาไนย ๑ ม้าอาชาไนย ๑ โคอุสภะอาชาไนย ๑ บุรุษอาชาไนย ๑ พระขีณาสพ ๑

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร สัตว์พวกนั้นจึงไม่กลัว?

ตอบว่า ราชสีห์ด้วยกันที่ไม่กลัวก็เพราะคิดว่า เราเสมอเหมือนกันด้วยชาติ โคตร ตระกูลและความกล้าหาญ. ช้างอาชาไนยเป็นต้นที่ไม่กลัว ก็เพราะตนเองมีสักกายทิฏฐิรุนแรง. (ส่วน) พระขีณาสพไม่กลัวเพราะท่านละสักกายทิฏฐิได้แล้ว.

บทว่า พิลาสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ในรูคืออยู่รูเป็นประจำมีงู พังพอนและเหี้ยเป็นต้น.

บทว่า ทกาสยา ได้แก่สัตว์ที่อยู่ในน้ำ (สัตว์น้ำ) มีปลาและเต่าเป็นต้น.

บทว่า วนาสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ในป่า (สัตว์ป่า) มีช้าง ม้า กวางและเนื้อเป็นต้น.

บทว่า ปวิสนฺติ ความว่า เข้าไปพลางมองดูทางด้วยคิดว่า จักมาจับเอาในบัดนี้.

บทว่า ทฬฺเหหิ แปลว่า มั่นคง.

บทว่า วรตฺเตหิ แปลว่า เชือกหนัง.

ในบทว่า มหิทฺธิโก เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีฤทธิ์มากด้วยการยืนอยู่บนพื้นดินที่ตนเยื้องกราย แล้วกระโจนไปข้างขวาเป็นต้นได้ประมาณอุสภะหนึ่ง กระโจนไปตรงด้านหน้าได้ประมาณ ๒๐ อุสภะหนึ่งเป็นต้น. พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีศักดิ์มากด้วยการเป็นเจ้าแห่งมฤคที่เหลือทั้งหลาย. พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีอานุภาพมาก เพราะเหล่าสัตว์ที่เหลือได้ฟังเสียงในที่ประมาณ ๓ โยชน์รอบทิศแล้วจะพากันหนีไป.

บทว่า เอวเมวโข มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนอย่างนั้นๆ ในสูตรนั้นๆ (คือ)

อันดับแรก ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สีหะ นี้แลเป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนราชสีห์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ คำว่า นายแพทย์ผู้ผ่าตัดนี้แลเป็นชื่อของตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือนนายแพทย์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าพราหมณ์นี้แลเป็นชื่อของตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือนพราหมณ์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนติสสะ คำว่า บุรุษผู้ฉลาดในหนทางนี้แลเป็นชื่อของตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือนมัคคุเทศก์.

ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนเสละ เราตถาคตเป็นพระราชา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนพระราชา.

แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนราชสีห์แล จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้.

ในพระดำรัสนั้นมี (ข้อเปรียบเทียบ) เหมือนกันดังต่อไปนี้ :-

เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงกระทำอภินิหาร (ปรารถนาพุทธภูมิ) แทบบาทมูลของพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วทรงบำเพ็ญบารมีมาสิ้นเวลานับไม่ถ้วน ในภพสุดท้ายทรงทำหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหวด้วยการถือปฏิสนธิ และด้วยการประสูติออกจากพระครรภ์ของพระมารดา (ต่อมา) ทรงเจริญวัยได้เสวยสมบัติเช่นทิพยสมบัติประทับอยู่ในปราสาท ๓ หลัง พึงเห็นว่าเหมือนกับเวลาที่ราชสีห์อยู่ในถ้ำที่อยู่มีถ้ำทองเป็นต้นฉะนั้น.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงม้ากัณฐกะมีนายฉันนะเป็นพระสหาย เสด็จออกทางพระทวาร (นคร) ที่เทวดาเปิดถวาย ผ่านเลย (ไม่สนพระทัย) ราชสมบัติทั้ง ๓ ทรงครองผ้ากาสาวะที่พรหมน้อมเกล้าถวายแล้ว (อธิษฐานพระทัย) ถือบวช ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที เมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๙ พระพรรษา (ต่อจากนั้น) ในวันที่ ๗ เสด็จไปยังเมืองราชคฤห์ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์นั้นแล้ว (มาประทับ) เสวยพระกระยาหารที่เงื้อมเขาชื่อปัณฑวะ จนกระทั่งถึง (เวลา) ที่ทรงประทานปฏิญญาแด่พระราชา (พิมพิสาร) เพื่อว่าครั้นตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะได้เสด็จมายังแคว้นมคธก่อนเพื่อน พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ออกจากถ้ำที่อยู่มีถ้ำทองเป็นต้น ฉะนั้น.

เวลาเริ่มตั้งแต่ที่พระตถาคตเจ้าทรงประทานปฏิญญา (แด่พระราชา) แล้วเข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตร กระทั่งถึงเวลาเสวยข้าว (มธุ) ปายาสที่นางสุชาดาถวายโดย (ปั้นเป็น) ก้อน ๔๙ ก้อน พึงทราบว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ปิดกายฉะนั้น.

การที่พระตถาคตเจ้าทรงรับหญ้า ๘ กำมือที่โสตถิยพราหมณ์ (ถวาย) ในเวลาเย็น อันเทวดาในหมื่นจักรวาลทรงสดุดี (พระเกียรติคุณ) (และ) บูชาด้วยเครื่องบูชามีของหอมเป็นต้น ทรงทำประทักษิณ (เสด็จเวียนขวา) โพธิพฤกษ์ ๓ รอบ แล้วทรงก้าวขึ้นสู่โพธิบัลลังก์ ทรงลาดหญ้าเป็นเครื่องลาด (รองนั่ง) บนที่สูง ๑๔ ศอก แล้วประทับนั่งอธิษฐาน จาตุรงคปธาน (ความเพียรมีองค์ ๔) ทันใดนั้นเองทรงกำจัดมารและพลพรรคของมารได้แล้วทรงชำระวิชชา ๓ ให้บริสุทธิ์ ในยามทั้ง ๓ ทรงพิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลมด้วยการพิจารณาญาณคู่ (ยมกญาณ) คือปหานญาณและสมุทยญาณแห่งปฏิจจสมุปบาท เมื่อทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้วทำหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหวด้วยอานุภาพแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั้น พึงทราบว่าเหมือนการที่ราชสีห์สะบัดสร้อยคอฉะนั้น.

____________________________

ปาฐะว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทปหานสมุทยยมกญาณปฏิเฐน ปฏฺเฐนฺตสฺส

ฉบับพม่าเป็น ปฏิจฺจสมุปฺปาทมหาสมุทฺทํ ยมกญาณมนฺถเนน มนฺเถนฺตสฺส

แปลว่า ทรงย่ำมหาสมุทร คือ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งอนุโลมและปฏิโลม โดยการย่ำด้วยญาณทั้งคู่.

การที่พระตถาคตเจ้าทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ประทับอยู่ที่ควงโพธิสิ้น ๗ สัปดาห์ เสวยพระกระยาหาร คือก้อนข้าวมธุปายาส ๔๙ ก้อน วันละก้อนหมดแล้ว (จากนั้นเสด็จประทับ) ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ ทรงรับคำอาราธนาของท้าวมหาพรหมที่ทูลขอให้ทรงแสดงธรรม แล้วประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธนั้น (เอง).

ในวันที่ ๑๑ (จากวันที่ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ) ทรงดำริว่า วันพรุ่งนี้จะเป็นวันเพ็ญอาสาฬหะแล้ว เวลาเช้ามืดทรงรำพึงว่า เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อน (พอ) ทรงทราบว่า อาฬารดาบสและอุททกดาบสมรณภาพแล้ว จึงได้ตรวจดูท่านเบญจวัคคีย์เพื่อต้องการจะ (เสด็จไป) แสดงธรรมโปรด พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ตรวจดูทิศทั้ง ๔ ฉะนั้น.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงอุ้มบาตรและจีวรของพระองค์ เสด็จออกไปจากต้นอชปาลนิโครธ ภายหลังเสวยพระกระยาหารแล้วด้วยทรงดำริว่า จักหมุนล้อธรรมโปรดเบญจวัคคีย์ ดังนี้ แล้วเสด็จพุทธดำเนินเป็นระยะทาง ๑๘ โยชน์ พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์เดินทางไปล่าเหยื่อเป็นระยะทาง ๓ โยชน์ฉะนั้น.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าเสด็จพุทธดำเนินไปเป็นระยะทาง ๑๘ โยชน์แล้วประทับนั่งขัดสมาธิอย่างสง่าผ่าเผย เกลี้ยกล่อมพระปัญจวัคคีย์ อันหมู่เทวดาที่ (มา) ประชุมกันจากหมื่นจักรวาลห้อมล้อม ทรงหมุนล้อธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุดโต่งทั้งสองเหล่านี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ" พึงทราบว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์บันลือสีหนาท ฉะนั้น.

ก็แล เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมจักรนี้อยู่ พระสุรเสียงแสดงธรรมของราชสีห์คือพระตถาคต ดังได้ยินไปทั่วหมื่นโลกธาตุ เบื้องล่างดังไปถึงอเวจี เบื้องบนดังไปถึงภวัคคพรหม.

เวลาที่พระตถาคตเจ้าตรัสสอนธรรมแสดงลักษณะ ๓ จำแนกสัจจะ ๔ พร้อมทั้งอาการ ๑๖ จนกระทั่งถึงพันนัย เหล่าเทวดาที่มีอายุยืน เกิดความสะดุ้งกลัวด้วยญาณ พึงทราบว่าเหมือนเวลาที่สัตว์เล็กสัตว์น้อยต้องสะดุ้งกลัวเพราะเสียงราชสีห์ ฉะนั้น.

บทว่า ยทา คือ ยสฺมึ กาเล (ในกาลใด).

บทว่า ตถาคโต พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการคือ:-

(๑) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จมาแล้วอย่างนั้น

(๒) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จไปแล้วอย่างนั้น

(๓) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จมาถึงลักษณะที่จริงแท้.

(๔) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า ตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้ ตามความเป็นจริง.

(๕) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติเห็นจริง.

(๖) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติตรัสจริง.

(๗) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติทำจริง.

(๘) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่าครอบงำ.

ความพิสดารของพระนามเหล่านั้นได้กล่าวไว้หมดแล้วทั้งในอรรถกถาพรหมชาลสูตร ทั้งในอรรถกถามูลปริยายสูตร.

บทว่า โลเก ได้แก่ ในสัตว์โลก.

บทว่า อุปฺปชฺชติ ความว่า พระตถาคตเจ้าชื่อว่ากำลังเสด็จอุบัติขึ้นอยู่ เริ่มตั้งแต่ตั้งความปรารถนา (พุทธภูมิ) จนกระทั่งถึง (ประทับนั่ง ณ) โพธิบัลลังก์ หรือ (บรรลุ) อรหัตตมรรคญาณ แต่เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว ชื่อว่าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.

บททั้งหลายมีบทว่า อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นต้น ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ได้อธิบายไว้แล้วอย่างพิสดารในพุทธานุสสตินิทเทส ในปกรณ์พิเศษ ชื่อว่าวิสุทธิมรรค.

บทว่า อิติ รูปํ ความว่า นี้คือรูป รูปมีเท่านี้ ไม่มีรูปนอกเหนือไปจากนี้.

ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงมหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ (อุปาทายรูป) ทั้งหมด ทั้งโดยสภาวะ ทั้งโดยความเป็นจริง ทั้งโดยที่สุด ทั้งโดยการกำหนด ทั้งโดยการเปลี่ยนแปลง.

บทว่า อิติ รูปสฺส สมุทโย ความว่า นี้ชื่อว่าการเกิดขึ้นแห่งรูป. ก็ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงคำทั้งหมดมีอาทิว่า เพราะอาหารเกิด รูปจึงเกิด.

บทว่า อิติ รูปสฺส อฏฺฐงฺคโม ความว่า นี้ชื่อว่าความดับแห่งรูป. แม้ด้วยพระดำรัสนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงคำทั้งหมดมีอาทิว่า เพราะอาหารดับ รูปจึงดับ.

แม้ในบทว่า อิติ เวทนา เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า วณฺณวนฺโต แปลว่า มี (ผิว) พรรณ (ผุดผ่อง) ด้วยผิวพรรณของร่างกาย.

บทว่า ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ความว่า สดับพระธรรมเทศนาของพระตถาคตที่ประดับด้วยลักษณะ ๕๐ ในขันธ์ ๕ นี้.

บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ ในโลกนี้ เว้นเทวดาที่เป็นพระอริยสาวก.

อธิบายว่า เทวดาที่เป็นพระอริยสาวกเหล่านั้นไม่เกิดแม้ความกลัวคือความสะดุ้งแห่งจิต เพราะท่านเป็นพระขีณาสพ ทั้งไม่เกิดความสังเวชด้วยญาณ เพราะบุคคลผู้สังเวชได้บรรลุผลที่จะพึงบรรลุได้ด้วยความเพียรแล้วโดยอุบายอันแยบคาย แต่เทวดานอกนี้ใส่ใจถึงภาวะที่ไม่เที่ยง ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุ ก็ความหวาดสะดุ้งนั้นมีอยู่" จึงเกิด แม้ความกลัว คือความหวาดสะดุ้งแห่งจิต ทั้งเกิด ความกลัวเพราะญาณในเวลาที่วิปัสสนาแก่กล้า.

____________________________

ฉบับพม่าเป็น อุปฺปชฺชติ ไม่มี น แปลตามฉบับพม่า.

คำว่า โภ นั้น เป็นเพียงการเรียกร้องกันตามธรรมดาเท่านั้น.

บทว่า สกฺกายปริยาปนฺนา แปลว่า เนื่องด้วยเบญจขันธ์. เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้โทษแห่งวัฏฏะ แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนา กระทบไตรลักษณ์แก่เทวดาเหล่านั้นอยู่ ญาณภัยจึงก้าวลงด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ปาฐะว่า ปตฺตโทสํ ฉบับพม่าเป็น วฏฺฏโทสํ แปลตามฉบับพม่า.

บทว่า อภิญฺญาย แปลว่า รู้แล้ว.

บทว่า ธมฺมจกฺกํ หมายเอา ปฏิเวธญาณบ้าง เทศนาญาณบ้าง.

พระญาณที่เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ได้แทงตลอด (อริย) สัจจะ ๔ พร้อมทั้งอาการ ๑๖ ได้ครบ ๑,๐๐๐ นัย ชื่อว่าปฏิเวธญาณ.

พระญาณที่เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักร ที่มีปริวัต ๓ (และ) มีอาการ ๑๒ ชื่อว่าเทศนาญาณ.

พระญาณทั้งสองนั้น เป็นญาณที่เกิด (ภาย) ในพระทัยของพระทศพลเท่านั้น บรรดาพระญาณทั้งสองนั้น เทศนาญาณควร (กำหนด) ถือเอาในที่นี้.

ก็แล เทศนาญาณนี้นั้นพึงทราบว่า ตราบใดที่โสดาปัตติผลยังไม่เกิดแก่พระอัญญาโกณฑัญญเถระ พร้อมทั้งพรหม ๑๘ โกฏิ ตราบนั้นยังไม่ชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ ต่อเมื่อโสดาปัตติผลเกิดแล้ว (นั่นแล) จึงชื่อว่าทรงประกาศแล้ว.

บทว่า อปฺปฏิปุคฺคโล แปลว่า ปราศจากบุคคลที่จะแม้นเหมือน.

บทว่า ยสสฺสิโน ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยบริวาร.

บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้เป็นเช่นเดียวกันด้วยโลกธรรมมีลาภและเสื่อมลาภเป็นต้น.

จบอรรถกถาสีหสูตร ------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร